พสกนิกร จ.นครปฐม กว่า 750 คน ออกเดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท กรุงเทพฯ

พสกนิกรชาวจังหวัดนครปฐม กว่า 750 คน ออกเดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท กรุงเทพฯ

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา 05.00 น. ที่บริเวณพุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นำคณะผู้บริหารระดับสูงในจังหวัดนครปฐม หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ และพสกนิกรชาวจังหวัดนครปฐม ขึ้นรถบัส จำนวน 19 คัน รวม 750 คน เดินทางไปเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ในการนี้ รถโดยสารทุกคัน ได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ประจำรถ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางดังกล่าว โดยมีการตรวจเช็ครถโดยสาร ให้คำแนะนำการปฏิบัติกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น การเปิดประตูทางออกฉุกเฉิน การใช้ถังดับเพลิง การคาดเข็มขัดนิรภัย เป็นต้น ซึ่งรถทุกคันไม่สามารถใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ เพราะมีระบบจีพีเอสตรวจจับความเร็วตลอดเวลาที่รถวิ่ง

สำหรับจังหวัดนครปฐม ได้กำหนดแผนการเดินทางเพื่อเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท กรุงเทพมหานคร เป็นจำนวน 4 วัน รวมจำนวนทั้งสิ้น 3,000 คน โดยกำหนดในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 วันที่ 10 ธันวาคม 2568 วันที่ 29 ธันวาคม 2568 และวันที่ 17 มกราคม 2569

ในการนี้ นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน พร้อมด้วย ปลัดอำเภอกำแพงแสน สมาชิก อส. องค์การบริหารส่วนตำบลกระตีบ เทศบาลตำบลกระตีบ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยหมอนทอง ได้นำประชาชน รวม 120 คน เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท


น.ส. ลาวัลย์ แสงสว่าง
ผู้สื่อข่าว นครปฐม

เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าสุพรรณบุรี นำกำลังลงพื้นที่น้ำท่วมขัง ตรวจสอบกระแสไฟรั่วป้องกันอันตราย

สุพรรณบุรี – เจ้าหน้าที่การไฟฟ้านำกำลังลงพื้นที่น้ำท่วมขังตรวจสอบกระแสไฟรั่วป้องกันอันตราย

นายสาโรจน์ แช่มช้อย ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย นายเมธี สุกก่ำ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมและบริการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) จังหวัดนครปฐม รองผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมและบริการ, นายเมธี สุกก่ำ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 ภาคกลาง จังหวัดนครปฐม, นายอารุณ จรดล ผู้จัดการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาอู่ทอง, นายประเสริฐ ฝัดศิริ ผู้จัดการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาสองพี่น้อง, นายพรหมแดน สิทธิงาม ผู้จัดการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาทุ่งคอก, นายมนตรี พุทธโอวาท ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล บางตะเคียน และพนักงานในสังกัด ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยงที่อาจจะเกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่ว ที่โรงเรียนวัดสำเภาทอง ตำบลบางตะเคียน อำเภอสองพี่น้อง ที่ถูกน้ำท่วมขัง

โดยทางโรงเรียนยังคงเปิดสอนตามปกติ เนื่องจากทางท้องถิ่น ได้นำกระสอบทรายมาวางทำแนวกั้นพื้นที่ตัวอาคารเรียนให้นักเรียนสามารถมาเรียนได้ตามปกติ ส่วนพื้นที่ด้านนอกแนวกั้นถูกน้ำท่วมรวมทั้งสนามหน้าโรงเรียน ห้องน้ำ เครื่องผลิตน้ำดื่มของทางโรงเรียนก็ถูกน้ำท่วมพื้น แต่ยังสามารถใช้การได้ จากการตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆของทางโรงเรียนพบว่ามีความสมบูรณ์ไม่มีกระแสไฟฟ้ารั่วไหล แต่อย่างใด

จากนั้นได้เดินทางไปที่ บริเวณวัดบางซอ ตำบลบางตะเคียน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ถูกน้ำท่วม เจ้าหน้าที่ได้นำอุปกรณ์ซึ่งเป็นนวัตรกรรมตรวจวัดกระแสไฟฟ้า เดินลุยน้ำตรวจวัดกระแสไฟฟ้าตามบ้านเรือนประชาชน และเสาไฟฟ้า เพื่อตรวจสอบว่ามีจุดไหนที่มีกระแสไฟฟ้ารั่วจะได้ทำการซ่อมแซมแก้ไข ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามี 1 หลัง ซึ่งเจ้าของบ้านเป็นผู้สูงอายุ มีกระแสไฟกระจายอยู่ที่ประตูเหล็กดัด หน้าบันไดบ้านมีสายไฟพาดอยู่เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้ย้ายสายไฟ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน

พร้อมกันนี้ยังได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ให้ระวังเรื่องแกงค์คอลเซ็น เตอร์ สแกมเมอร์ ที่โทรมาหลอกว่าการไฟฟ้าจะทำการเปลี่ยนหม้อไฟหรือ อะไรก็แล้วแต่ว่าทางการไฟฟ้าไม่มีนโยบาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่โทรศัพท์หาผู้ใช้ไฟ ถ้ามีการโทรศัพท์มาหาแนะนำให้ตัดสายทิ้ง อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวหรืออย่าแอดไลน์ เดี๋ยวจะถูกแฮ็กข้อมูลดูดเงินในบัญชี และมอบน้ำดื่ม PEA จำนวน 150 โหล และแนะนำการใช้ไฟฟ้าในกรณีที่น้ำท่วมหรือน้ำท่วมขังให้กับประชาชน

นายสาโรจน์ แช่มช้อย ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า การลงพื้นที่วันนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต3 ภาคกลาง จังหวัดนครปฐม ในเรื่องความห่วงใยพี่น้องประชาชนในภาวะน้ำท่วมและเรื่องของกระแสไฟฟ้ารั่วการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 ภาคกลาง จังหวัดนครปฐม ได้คิดทำเครื่องมือนวัตรกรรมตรวจกระแสไฟรั่ว และมีข้อสั่งการจากนายธนะ โชคพระสมบัติ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 ( ภาคกลาง) จังหวัดนครปฐม ให้ผู้จัดการทุกพื้นที่ลงตรวจสอบพื้นที่ที่มีน้ำท่วมตรวจสอบให้ละเอียดอย่าให้เกิดเหตุการณ์ว่ามีประชาชนได้รับอันตรายจากไฟฟ้ารั่วอย่างเด็ดขาด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่ว กรณีน้ำท่วมสูง และให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดย PEA พร้อมสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งให้คำแนะนำ ด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าในช่วงน้ำท่วม โดยประชาชนสามารถติดตามและแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับไฟฟ้าได้ที่ สำนักงานการไฟฟ้าในพื้นที่ หรือโทร 1129 PEA Contact Center ตลอด 24 ชั่วโมง

ทางด้าน ปภ.สุพรรณบุรี ได้รายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ประจำวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา สถานี C2 นครสวรรค์ 2,622 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำลดลง 91 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่อัตรา 2,570 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การระบายน้ำลดลง 67 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระบายน้ำเข้าสู่แม่น้ำท่าจีน ผ่านประตูพลเทพที่อัตรา 120.55 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปัจจุบันสถานการณ์อุทกภัยได้แผ่ขยายวงกว้างมากขึ้นทำให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 5 อำเภอ 64 ตำบล 31 ชุม ชน 487 หมู่บ้าน 21,288 ครัวเรือน ทางชลประทานได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่ประตูระบายน้ำ สำเภาทอง ตำบลบางตะเคียน ประตูระบายน้ำ บางสาม และที่สะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนบริเวณวัดท่าเจดีย์ ตำบลบางตาเถร เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเล เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่อำเภอศรีประจันต์ อำเภอเมือง อู่ทอง บางปลาม้า สองพี่น้อง ที่ถูกน้ำท่วมบ้านได้รับความเดือดร้อน น้ำเริ่มเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น อีกทั้งยังมีสัตว์มิพิษ เช่นงู ตะขาบ แมงป่อง และปลิง ชุกชุม ชาวบ้านอีกจำนวนมากต้องขนย้ายข้าวของจากบ้านมาไว้บนถนน ต้องใช้ศาลาที่พักริมทางอาศัยหลับนอน


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

พบช้างป่าแก่งกระจานถูกไฟฟ้าซ็อตตาย 1 ตัว จนท.รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีตามกฏหมาย

พบช้างป่าแก่งกระจานถูกไฟฟ้าซ็อตตาย 1 ตัว จนท.รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีตามกฏหมาย

วันนี้ 20 พ.ย.68 นายนิทัศน์ นุ่นสง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี พร้อมด้วยคณะร่วมลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สัตว์แพทย์กรมอุทยานสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่3 สาขาเพชรบุรี ตร.สภ.แก่งกระจาน ทหารทัพพญาเสือ ฝ่ายปกครองอำเภอแก่งกระจาน อบต.ป่าเด็ง ไฟฟ้าอำเภอแก่งกระจาน เข้าร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นไร่ของชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี (ซึ่งอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เจ้าของไร่เป็นชายวัย 73 ปี ได้ใช้ลวดจำนวน 5 เส้น ขึงไฟฟ้ารอบไร่ เพื่อป้องกันวัวเข้ามากินพืชไร่ จากการตรวจสอบพบช้างป่าถูกกระแสไฟฟ้าซ็อตจนตายจำนวน 1 ตัว พบเป็นช้างป่า สีดอ อายุประมาณ 8-10 ปี หนักประมาณ 2 ตัน ในสภาพงวงถูกกระแสไฟฟ้าซ็อตจนตาย

โดยทีมสัตว์แพทย์ได้ทำการผ่าชันสูตรซากช้างป่า พบว่าสาเหตุการตายเกิดจากกระแสไฟฟ้าซ็อต พร้อมเก็บตัวอย่างอาหารในกระเพาะเพื่อส่งวิเคราะห์หาสาเหตุเพิ่มเติม ด้านนายนิทัศน์ นุ่นสง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ได้มอบหมายหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นำเจ้าหน้าที่ เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เตรียมดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป


บรรณรต เจริญกิจสัมพันธื จ.เพชรบุรี

ผบช.7 ลงพื้นที่มอบของให้กับประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม

ผบช.7 ลงพื้นที่มอบของให้กับประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีที่ประสบอุทกภัยน้ำท่าม

วันนี้ (19 พ.ย. 68) เวลา 10.50 น. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พร้อมด้วย คุณมัณฑนา ตันประเสริฐ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7, พล.ต.ต.ไพศาล พฤกษจำรูญ รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชน ได้มอบสิ่งของจำเป็น และร่วมกันปรุงอาหารแจกจ่ายให้กับประชาชน ผู้ประสบอุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ในอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ออกเยี่ยมสถานประกอบการที่มีความประสงค์จ้างงานผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ

ออกเยี่ยมสถานประกอบการที่มีความประสงค์จ้างงานผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ

วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นายจักร ลิ่มบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครปฐม มอบหมายให้นายภิรมย์ สารผล ผู้อำนวยการส่วนสงเคราะห์ผู้ต้องขัง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ(Care) เรือนจำกลางนครปฐม และเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดนครปฐม ออกเยี่ยมสถานประกอบการที่มีความประสงค์จ้างงานผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ เพื่อนำเสนอโครงการให้ผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษเข้าทำงานในสถานประกอบการ เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษจะได้มีอาชีพและมีรายได้อีกทางหนึ่ง


น.ส. ลาวัลย์ แสงสว่าง ผู้สื่อข่าว นครปฐม

“สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอกำแพงแสน” มอบเงินทุนอุปการะเด็ก กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

“สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอกำแพงแสน” มอบเงินทุนอุปการะเด็ก กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 เวลา 09.00 น. ณ หอประชุมอำเภอกำแพงแสน นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน เป็นประธานมอบทุนอุปการะเด็ก กองทุนพัฒนาเด็กชนบทส่วนกลางและทุนอุปการะเด็ก กองทุนพัฒนาเด็กชนบท จังหวัดนครปฐม ประจำปี พ.ศ. 2568 พร้อมด้วย นางปาริชาติ มายืนยง พัฒนาการอำเภอกำแพงแสน เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน อสพ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่ จำนวนทั้งหมด 27 ทุน กองทุนพัฒนาเด็กชนบทส่วนกลาง 1 ทุน และ ทุนอุปการะเด็ก กองทุนพัฒนาเด็กชนบท จำนวน 26 ทุน ทุนละ 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 40,500 บาท เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและเรียบง่าย เต็มไปด้วยรอยยิ้มของนักเรียนและผู้ปกครองที่ได้รับโอกาสในครั้งนี้


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

นายกฯ อนุทิน ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ แถลงผลปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” และผลการจับยาเสพติด 3 คดีใหญ่ ในพื้นที่ภาคเหนือ

นายกรัฐมนตรี แถลงผลปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” ขบวนการนำคนต่างด้าวเข้ามาสวมตัว และทำหลักฐานเท็จในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมแถลงผลการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ 3 คดีใหญ่ ยึดยาบ้าได้ 11 ล้านเม็ด ไอซ์ล็อตใหญ่ 500 กิโลกรัม

วันนี้ (20 พ.ย. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ป.ป.ส. ป.ป.ท. และ ป.ป.ช. แถลงผลปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” เป็นการดำเนินคดีกับขบวนการนำคนต่างด้าวเข้ามาสวมตัว และทำหลักฐานเท็จในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทำให้กระทบต่อความมั่นคงของชาติ หลังพบเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกับนายหน้าสวมสิทธิ์ ทำเอกสารเท็จ และเรียกรับผลประโยชน์จากการจัดทำใบสำคัญถิ่นที่อยู่และสัญชาติไทย

โดยเครือข่ายนี้มีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์จากการจัดทำใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวรและการให้สัญชาติไทย โดยนำคนต่างด้าวที่ไม่มีคุณสมบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567 เข้ามาสวมตัว และบันทึกรายการเท็จในระบบทะเบียนราษฎร เพื่อให้ได้รับบัตรและสถานะโดยมิชอบ ซึ่งการจับกุมครั้งนี้ DSI เข้าจับกุมบุคคล ตามหมายจับของศาล จำนวน 28 ราย จับได้ทั้งหมด 12 ราย มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐระดับนายอำเภอ ปลัดอำเภอ อดีตลูกจ้างอำเภอ ผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มต่างด้าวผู้ร่วมกระทำผิด

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การจับกุมครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่กระทรวงมหาดไทยออกหมายจับระดับ “นายอำเภอ” ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในระบบทะเบียนราษฎร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ของรัฐบาลว่า เราตั้งใจจริง เอาจริง และจะไม่ปกป้องคนผิด ไม่ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความน่าอับอาย และเป็นความเลวร้าย เพราะขบวนการนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายร่วมด้วย ได้ไปหาประโยชน์จากสิทธิของประชาชนกลุ่มเปราะบางที่รอคอยสถานะทางกฎหมาย ทั้งที่ประเทศไทยได้รับการชื่นชมจาก UNHCR ในการยุติสถานะไร้รัฐไร้สัญชาติ แต่กลับมีผู้ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ จากความเดือดร้อนของคนกลุ่มนี้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้แถลงผลการจับกุมแก๊งลักลอบขนยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือ 3 คดีสำคัญ ทำให้สามารถตรวจยึดยาบ้าได้มากถึง 11 ล้านเม็ด ไอซ์ จำนวน 500 กิโลกรัม

โดยคดีที่ 1 สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ในพื้นที่อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยได้เข้าตรวจสอบรถยนต์กระบะ มาสด้า สีน้ำตาล บรรทุกหญ้าคาเต็มท้ายกระบะรถจอดค้างคืนอยู่บริเวณเมรุเผาภายในฌาปนสถาน บ้านปงเคียน ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการตรวจค้น พบยาบ้า จำนวน 24 กระสอบ รวมประมาณ 6 ล้านเม็ด บรรทุกอยู่บริเวณในห้องโดยสารและบริเวณกระบะโดยมีหญ้าคาปกคลุมอยู่ จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง เพื่อ สืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนคดีที่ 2 สามารถจับกุมได้เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยตำรวจภูธรภาค 5 ได้ขยายผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 2 คดีพบว่ากลุ่มผู้ต้องหา ใช้รถยนต์ลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดนด้าน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ลักลอบลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ จึงบูรณาการร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสกัดจับกุมนายนำโชค พร้อมรถยนต์ 1 คัน ยาบ้า 17 กระสอบ รวมประมาณ 5 ล้านเม็ด ในพื้นที่ ต.ห้วยลาน อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา

สำหรับคดีที่ 3 กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามักมีรถยนต์บรรทุก มีพฤติการณ์หาฟางข้าวบรรทุกใส่รถเดินทางจากเชียงราย ไปยัง จ.สุพรรณบุรี บ่อยครั้ง เชื่อว่าอาจจะอำพรางบรรทุกสิ่งของผิดกฎหมาย จึงได้ทำการติดตาม พบรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว เดินทางจาก อ.พาน ไปยัง อ.เชียงแสน ในช่วงเช้ามืด จึงได้เฝ้าติดตามพบผู้ต้องหา 2 คน คือนายนิติฐพนธ์ และ น.ส.วิมลวรรณ กำลังขนฟางข้าวขึ้นท้ายรถบรรทุกในลักษณะอำพราง จึงเข้าทำการตรวจค้น พบของกลาง ไอซ์ จำนวน 20 กระสอบ รวมประมาณ 500 กิโลกรัม บรรทุกอยู่กระบะท้ายรถ โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ไปลำเลียงยาเสพติดมาจากพื้นที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ในช่วงเช้ามืดจริง และกำลังจะลำเลียงไปส่งในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้รับค่าจ้างหลังจากนำยาเสพติดส่งปลายทางเรียบร้อยแล้วเป็นเงินจำนวน 1 ล้านบาท


นที มีเดช รายงาน

มูลนิธิโครงการหลวง เตรียมจัดพิธีเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และงานโครงการหลวง ประจำปี 2568 ระหว่าง 1-10 ธันวาคม นี้

มูลนิธิโครงการหลวงเตรียมจัดพิธีเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และงานโครงการหลวง ประจำปี 2568 ระหว่าง 1 – 10 ธันวาคม นี้

วันนี้ (20 พ.ย. 68) ที่อาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ จังหวัดเชียงใหม่ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะเลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง พร้อมด้วย นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, ดร.ประภัสสร อารยะกิจเจริญชัย หัวหน้าฝ่ายวิจัยและนวัต กรรมมูลนิธิโครงการหลวง, รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ฤกษ์เกรียงไกร รองอธิบดีมหาวิทยา ลัยเชียงใหม่, ศ.ดร.อานัฐ ตันโช ที่ปรึกษาอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ งานโครงการหลวง 2568 ร่วมแถลงเตรียมจัดพิธีเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และงานโครงการหลวง ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “ทศมมหาราชา พระมหากรุณานำการพัฒนาสู่ความยั่งยืน” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคม 2568 เวลา 9.00-20.00 น. ณ อาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ จังหวัดเชียงใหม่

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะเลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า ในปีนี้มูลนิธิโครงการหลวง จะจัดพิธีเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิม พระเกียรติ 72 พรรษา ซึ่งอาคารดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนและสนองพระบรมราโชบายในการสืบสานพระราชปณิธานด้านโครงการหลวง รวมทั้งการจัดงาน “โครงการหลวง 2568” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิโครงการหลวง และ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง และสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสนับสนุนภารกิจในพื้นที่มูลนิธิโครงการหลวงตลอดมา เพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จและองค์ความรู้ผลการดำเนินงานมูลนิธิโครงการหลวง และหน่วยงานสนับสนุน ส่งเสริมการจำหน่ายผลิต ภัณฑ์และผลิตภัณฑ์โครงการหลวง

ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น เส้นทางการเรียนรู้ 10 จุด ซึ่งออกแบบเพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้การพัฒนาพื้นที่สูงในมิติต่างๆ อย่างครบวงจร สะท้อนบทบาทของโครงการหลวงในฐานะ”ห้องเรียนขนาดใหญ่” ประกอบด้วย “นิทรรศการทศมมหาราชา” และ “ทศมมหาราชา พระมหากรุณานำการพัฒนาสู่ความยั่งยืน” โดยนำเสนอองค์ความรู้ด้านการเกษตร นวัตกรรม งานวิจัย และเวทีเสวนา ตลอดทั้งวัน มีบริการด้านสุขภาพจากคณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริการฝังเข็ม กายภาพบำบัด ตรวจสุขภาพช่องปาก โรงพยาบาลปรุงร่วมจัดบริการตรวจสุขภาพจิตด้วยรถโมบายคลายเครียด รวมถึงกิจกรรมให้ความรู้จาก ปปส.ภาค 5 ที่มุ่งสร้างความเข้าใจแก่เยาวชนเรื่องการป้องกันยาเสพติด ด้านกิจกรรมสำหรับเยาวชน ยังมีโซนกิจกรรม ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ซึ่งเป็นกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-10 ธันวาคม 2568 การแสดงวัฒนธรรมชนเผ่าจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 5 แห่ง พร้อมบ้านชาติพันธุ์ที่จัดแสดงวิถีชีวิตและหัตถกรรมชนเผ่าต่างๆ

นอกจากนี้ มูลนิธิโครงการหลวงยังได้นำเสนอผลิตผลและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่โดดเด่นสะท้อนแนวทางพัฒนาพื้นที่สูง ที่ยึดหลักคุณภาพความปลอดภัยและความยั่งยืน โดยสินค้าทุกชนิดผลิตตามมาตรฐานสากล GAP และ Organic พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งได้คัดเลือก 4 กลุ่มสินค้าไฮไลท์ได้แก่ ข้าวจาคูเนเน ข้าวเจ้าพันธุ์ท้องถิ่นของชนเผ่าลีซอ อาหารแปรรูปพร้อมทาน เช่น น้ำนมข้าวโพดหวาน ชุดข้าวเกรียบทอด 4 รส กาแฟ-ชา จากระบบ NCC ปลูกใต้ร่มไม้รักษาระบบนิเวศ กาแฟ Single Origin โครงการหลวงทั้งแบบแคปซูลและแบบดริป พร้อมชาเกรดพรีเมี่ยมหลากชนิด เช่น ชาอู่หลงกลิ่นข้าวเหนียวมะม่วง ชาเขียวป่าดอกเก๊กฮวย ชาขาวไวท์พีโอนี นอกจากสินค้าไฮไลท์แล้ว มูลนิธิโครงการหลวงยังได้นำผลิตภัณฑ์ที่สด สะอาดปลอดภัยมาจำหน่ายภายในงานอีกมากมายกว่า 1,200 รายการ

ในการนี้ ขอเชิญชวนประชาชน เฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงาน “อาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และ งาน”โครงการหลวง ประจำปี 2568” ในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ณ อาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ จังหวัดเชียงใหม่


นที มีเดช รายงาน

“อะเมซิ่ง” ไทยแลนด์ ทานตะวันต้นแบบซอฟต์พาวเวอร์ลพบุรีกระตุ้นการท่องเที่ยว

จังหวัดลพบุรี – ของดีเมืองไทย Amazing Thailand ททท.ปักหมุด ทุ่งทานตะวันแปลงใหญ่ ต้นแบบเกษตรกร Smart farmer บนเนื้อที่ กว่า 75 ไร่ หนึ่งใน 5 ซอฟต์พาวเวอร์ ของจังหวัดลพบุรี ขานรับนโยบาย กระตุ้นการท่องเที่ยวของไทย

นางอารีย์ ฤกษ์สภาพ ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานลพบุรี พร้อมเกษตรกรผู้ปลูกทานตะวันเพื่อการท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยว ได้ร่วมกันตัดริบบิ้น เพื่อปักหมุด เปิดแหล่งท่องเที่ยว Amazing Thailand ต้อนรับลมหนาว ณ ทุ่งทานตะวันบาน ซึ่งเป็นทุ่งทานตะวันแปลงใหญ่ ที่กำลังเบ่งบานสะพรั่ง บนเนื้อที่ กว่า 75 ไร่ ของคุณรำยอง รื่นสนธิ์ ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ใน ตำบลมะนาวหวาน อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี กำลังบานสะพรั่งรับลมหนาว สอดรับกับฤดูการท่องเที่ยว ในรูปแบบเกษตรกร Smart farmer และ ถือเป็นหนึ่งใน 5 ซอฟต์พาวเวอร์ ของจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นการปลูกทานตะวัน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี รวมถึง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้เข้าไปส่งเสริมและพัฒนายกระดับ ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตร ด้านการให้บริการ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดลพบุรี เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว “รถไฟลอยน้ำ” ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งใช้การเพาะปลูกด้วยการหยอดเมล็ด และเมื่อต้นทานตะวันโตเต็มที่ ก็จะพากันออกดอกเบ่งบานสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างที่เห็น เกษตรกรก็จะปรับแต่งพื้นที่ สร้างเส้นทางภายในแปลงปลูก พร้อมกับ จัดพร็อพเก๋ๆ เป็นมุมต่างๆ ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูป และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม โดยจะมีบันไดสูง สำหรับให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมทุ่งและเก็บภาพในมุมสูง ก็จะเห็นความโดดเด่นสวยงามที่สุดลูกหู ลูกตา โดยมีรถไถเพื่อการเกษตร, รถสองแถวโบราณแบบคลาสสิค และ รถเอทีวี แบบ 4 ล้อ คอยให้บริการแก่นักท่องเที่ยว โดยด้านหลังของทุ่งทานตะวันแปลงนี้ จะมีฉากหลังเป็นภูเขาสูง ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “เขาพระยาเดินธง” ตัดกับท้องฟ้าสีคราม สำหรับจุดเด่นของทุ่งทานตะวันแปลงใหญ่แห่งนี้ จะมีการเปิดช่องทางเดิน ผ่ากลางทุ่ง ประมาณ 3 เมตร และมีความยาวเกือบ 500 เมตร ไปจนถึงท้ายทุ่ง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินเลือกถ่ายภาพ เซลฟี่ กับมุมถ่ายภาพสวยๆ กันได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องเบียดเสียดแย่งกัน ในแต่ละวันก็จะมีนักท่องเที่ยว และกรุ๊ปทัวร์ ทั้งชาวไทย และต่างประเทศ ที่ทราบข่าว พากันเดินทางมาเที่ยวชมกันอย่างคึกคัก

ซึ่งขณะนี้…. ทานตะวันกำลังออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่งสวยงามเต็มพื้นที่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาชมและถ่ายรูปความสวยงาม จนกลายเป็นแลนด์มาร์ค รับลมหนาวแบบไม่เว้นวันหยุด เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้แวะไปเช็คอิน เก็บความทรงจำและความสวยงามส่งให้เพื่อนๆ และเก็บความประทับใจกลับไปด้วยความสุขและรอยยิ้มตามสไตล์ “สุขทันที ที่เที่ยวลพบุรี Amazing Thailand ” ของ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลพบุรี

สำหรับทุ่งทานตะวัน แปลงนี้ เกษตรกรแบ่งพื้นที่ เป็น 2 แปลงปลูกติดกัน ระยะเวลาการปลูกห่างกัน 10 วัน โดยจะบานรับนักท่องเที่ยวต่อเนื่องไปจนถึง วันที่ 15 ธันวาคม 2568 ซึ่งบรรยากาศที่นี่ จัดได้ว่าสวยงาม จนทำให้ทุกคนไปแล้วไม่ผิดหวัง นักท่องเที่ยวต่างพากันประทับใจกันทุกคน ซึ่งทุ่งทานตะวันแปลงนี้ ถือเป็นแปลงใหญ่ และมีความสวยงามในลำดับต้นๆ ของประเทศไทย เนื่องจากมีฉากหลังเป็นผู้เขาพระยาเดินธง ตัดกับท้องฟ้าสีคราม
ส่วนเส้นทาง…การเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 21 สายพุแค-หล่มสัก ถึงสี่แยกไฟแดง บ้านมะนาวหวาน ให้เลี้ยวขวาขึ้นไป จนถึง ซอย 24 แล้วให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอย ประมาณ 200 เมตร หรือ จะเข้าไปค้นหา เส้นทาง จาก Google Maps พิมพ์ข้อความว่า “ทุ่งทานตะวัน ไร่คุณรำยอง” ก็สามารถเดินทางไปได้ และจะพบกับทุ่งทานตะวัน ที่กำลังออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่งอยู่เต็มท้องทุ่งอย่างสวยงามอย่างภาพที่เห็น

ทั้งนี้ มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวทุ่งทานตะวัน เพื่อให้ได้ภาพที่สวยงาม ซึ่ง…คุณอารีย์ ฤกษ์สภาพ ผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลพบุรี กล่าวว่า…. จังหวัดลพบุรี มีพื้นที่ปลูกทานตะวันเป็นแปลงใหญ่อยู่ในหลายอำเภอ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอพัฒนานิคม และ อำเภอหนองม่วง ในช่วงทุ่งทานตะวันบานของลพบุรี ประจำปี 2568 เริ่มต้นขึ้นแล้ว ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึง มกราคม 2569 ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก จึงมีคำแนะนำ สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเที่ยวชมทุ่งทานตะวันบาน ควรเลือกสีเสื้อผ้าที่ตัดกับดอกทานตะวัน ซึ่งสามารถใส่ได้เกือบทุกเฉดสี ยกเว้นสีเหลือง กับ สีเขียว และที่นักท่องเที่ยวควรเตรียมไปด้วย คือ หมวก และ แว่น ซึ่งช่วงนี้เหมาะแก่การเที่ยวทุ่งทานตะวันเพราะอากาศไม่ร้อนมาก ลมพัดเย็นสบาย ๆ ซึ่งนักท่องเที่ยงสามารถเดินทางต่อในสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จุดรถไฟลอยน้ำบ้านโคกสลุง (สะ-หลุง) และ ชมทะเลหมอกบนยอดเขาพระยาเดินธง ได้อีกด้วย

ซึ่งขณะนี้ จังหวัดลพบุรี ได้ให้ความสำคัญพร้อมยกระดับการให้บริการ ความสะดวก ปลอด ภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ กรณีมีเหตุฉุกเฉินผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว โทร 1155 เพื่อเพิ่มช่องทางในการดูแลช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ ยังสามารถสอบถามข้อมูลทุ่งทานตะวันที่เปิดให้บริการนักท่องเที่ยว สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองลพบุรี 036-412338 สำนักงานเกษตรอำเภอพัฒนานิคม 036-491133 และสอบถามข้อมูลด้านการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานลพบุรี โทร. 036-770096-7 หรือ Facebook Fanpage : ททท.สำนักงานลพบุรี


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ส่งเสริมสุขภาพกำลังพล ชุดแพทย์ รพ.ค่ายกาวิละ ออกให้บริการเชิงรุกถึงที่ ในพื้นที่ห่างไกล

ส่งเสริมสุขภาพกำลังพล ชุดแพทย์โรงพยาบาลค่ายกาวิละ ออกให้บริการเชิงรุกถึงที่ ในพื้นที่ห่างไกล

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 โรงพยาบาลค่ายกาวิละ มณฑลทหารบกที่ 33 ได้จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ลงพื้นที่ให้บริการตรวจสุขภาพเชิงรุกแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล ณ ค่ายพิชิตปรีชากร กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 7 อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมให้กำลังพลทุกนายได้รับการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงและเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยคำนึงถึงทั้งสุขภาพร่างกาย สุขภาพช่องปาก และสุขภาวะทางจิต ใจอย่างเป็นองค์รวม

ภายในกิจกรรม ได้มีการจัดตั้งจุดบริการตรวจสุขภาพแบบครบวงจร โดยทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลค่ายกาวิละ ให้บริการตรวจร่างกายทั่วไป วัดความดันโลหิต เจาะเลือดเพื่อตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ตรวจสมรรถภาพปอด ตรวจสุขภาพช่องปาก รวมถึงประเมินภาวะสุขภาพจิต พร้อมมอบคำแนะนำในการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ทั้งในด้านการป้องกันโรคที่พบบ่อยในพื้นที่ภูเขา การจัดการความเครียด และการรักษาสมดุลของร่างกายให้เหมาะสมกับสภาพการปฏิบัติงานในพื้นที่

อีกทั้งได้มอบสีและสุขภัณฑ์ให้กับหน่วย เพื่อสนับสนุนการซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารหมวดเสนารักษ์ให้มีความพร้อมยิ่งขึ้น โดยวัสดุที่มอบให้จะถูกนำไปใช้ในการปรับสภาพพื้นที่ภายในและภายนอกอาคาร รวมถึงการปรับปรุงระบบสุขาภิบาล เพื่อให้สถานที่มีความสะอาด เป็นระเบียบ และเอื้อต่อการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยเสริมบรรยากาศการทำงานและการให้บริการรักษาพยาบาลแก่กำลังพลให้มีความเหมาะสมและเป็นมาตรฐาน

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ “บริการทางการแพทย์เชิงรุก” ของโรงพยาบาลค่ายกาวิละ ที่มุ่งมั่นนำบริการด้านสุขภาพเข้าถึงกำลังพลทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มความปลอดภัยด้านสุขภาพ และสนับสนุนให้กำลังพลทุกนายสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ


นที มีเดช รายงาน