เหตุการณ์เสียงระเบิดในพื้นที่ห้วยตามาเรีย

กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้วและมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนนและเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกและจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนนและพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด

ทั้งนี้สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชาและถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด


พรพิพัฒน์ รายงาน

GAC AION Thailand ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า มอบสิทธิพิเศษ เพื่อส่งความห่วงใยให้กับผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

GAC AION Thailand ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า มอบสิทธิพิเศษ เพื่อส่งความห่วงใยให้กับผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

GAC AION Thailand ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งไปยังพี่น้องประชาชนและลูกค้าในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเผชิญวิกฤตอุทกภัย โดยบริษัทฯ ตระหนักถึงความเดือดร้อนและต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย พร้อมดูแลรถยนต์ของท่านให้กลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด จึงขอมอบมาตรการช่วยเหลือพิเศษ ดังนี้

นโยบายช่วยเหลือด้านบริการหลังการขาย สำหรับลูกค้า GAC AION ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

  1. ส่วนลดค่าอะไหล่ 30%
  2. ฟรี! บริการยกรถไปยังศูนย์บริการ GAC ที่ใกล้ที่สุด
  3. ฟรี! ตรวจเช็กสภาพรถ 49 รายการ สำหรับรถที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
    เงื่อนไขการรับสิทธิ์ : 1.สิทธิประโยชน์นี้สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และนำรถเข้ารับบริการภายในระยะเวลาแคมเปญเท่านั้น, 2.สิทธิประโยชน์นี้ใช้ได้เฉพาะค่าใช้จ่ายส่วนที่ลูกค้าเป็นผู้ชำระเงินเท่านั้น ไม่ครอบคลุมกรณีเคลมประกันภัยหรือกรณีที่บริษัทประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
  4. ลูกค้าสามารถรับบริการได้ที่ศูนย์บริการมาตรฐาน GAC AION ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ตรัง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ปัตตานี, พัทลุง ,สงขลา และยะลา ระยะเวลาแคมเปญ: 27 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
  5. ส่วนลดนี้ไม่ครอบคลุมถึง ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ อะไหล่สิ้นเปลือง และของเหลวทุกชนิด
  6. สิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือบริการอื่นได้
  7. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงสิทธิพิเศษ โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

GAC AION Thailand พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกสถานการณ์และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถนัดหมายเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการ GAC AION ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GAC AION Call Center โทร 02-013-9999 และติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook : GAC AION Thailand

ผู้ที่สนใจรถยนต์พลังงานใหม่จาก GAC AION Thailand สามารถดูรายละเอียดแลเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.aionauto.com/th-th/ และลงทะเบียนเพื่อทดลองขับได้ที่ www.aionauto.com/th-th/test-drive/AION%20V

เกี่ยวกับ GAC Group
GAC Group เป็นบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ระดับโลกที่มุ่งมั่นส่งมอบคุณค่าให้กับอุตสาหกรรม ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง นวัตกรรมล้ำสมัย และบริการที่ยอดเยี่ยม โดยมีเป้าหมายในการก้าวสู่ระดับแนวหน้าของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกที่น่าเชื่อถือในระดับโลก โดย GAC Group ได้ก้าวสู่ตลาดรถยนต์โลกอย่างเป็นทางการในปี 2013 และเติบโตเข้าสู่ตลาดอย่างมั่นคง ด้วยการยึดมั่นในคุณค่าแห่ง “คุณภาพระดับแนวหน้าและเทคโนโลยีล้ำสมัย” พร้อมหลักการ “ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง บริการจากภายใน” เพื่อสร้างแบรนด์ที่เชื่อถือในเวทีสากล และยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานทุกมิติ

ปัจจุบัน GAC Group มีสำนักงานใหญ่จำนวน 5 แห่ง ครอบคลุมกว่า 74 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ประเทศอเมริกา, ยุโรป, เอเชียแปซิฟิก, กลุ่มประเทศ CIS และอียิปต์ เสริมศักยภาพการขยายตัวในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่โดดเด่นและวัฒนธรรมขององค์กรที่แข็งแกร่ง ด้วยความสำเร็จที่โดดเด่น GAC Group ได้รับการจัดอันดับใน Fortune Global 500 ต่อเนื่องถึง 12 ปี โดยในปี 2024 อยู่ที่อันดับ 181 มีบุคลากรระดับแนวหน้ากว่า 100,000 คน ครอบคลุม 15 ประเทศทั่วโลก รวมถึงทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) กว่า 6,000 คนที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

GAC Group มีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Centers) ในจีน สหรัฐอเมริกา และอีกหลากหลายประเทศ พร้อมครอบครองเทคโนโลยีด้านสิทธิบัตรหรือสิทธิการอนุญาตกว่า 18,600 รายการ และผลงานการพัฒนาอัจฉริยะกว่า 7,500 รายการ ครอบคลุมเทคโนโลยีและนวัตกรรมขององค์กร

ด้านศักยภาพทางผลิต GAC Group มียอดขายกว่า 2.5 ล้านคันในปี 2023 ติดอันดับ 4 ของอุตสาหกรรมยานยนต์จีน โดยปัจจุบันมีแบรนด์รถยนต์ในเครือที่ยืนหยัดด้วย 3 แบรนด์ได้แก่ AION, HYPTEC และ GAC Motor นอกจากนี้ GAC Group ยังเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับแบรนด์ชั้นนำในผู้ผลิตชั้นนำ ได้แก่ HONDA และ TOYOTA ผ่านบริษัทระหว่าง GAC HONDA และ GAC TOYOTA ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ GAC Group ใช้ Big Data ขับเคลื่อนโซลูชันพลังงานอัจฉริยะ และระบบ AI ผ่านการทดสอบที่มีความแม่นยำสูงถึง 95% พร้อมยกระดับขอบเขตการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การผลิต พัฒนา เทคโนโลยี ไปจนถึงการให้บริการระดับโลก

GAC Group ไม่เพียงแค่เป็นผู้นำด้านยานยนต์ แต่ยังเน้นย้ำถึงการดำเนินธุรกิจด้วยเจริญธรรม ความโปร่งใส และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความพึงพอใจมากกว่า เพื่อส่งมอบคุณค่าที่เหนือกว่าให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ไทยคว้า อันดับ 2 เอเชีย ในการแข่งขันฝีมือแรงงาน เอเชีย ครั้งที่ 3

อธิบดี กพร.ต้อนรับเยาวชนไทยกลับประเทศ หลังคว้า 3 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง และ 1 เหรียญฝีมือยอดเยี่ยม จากการแข่งขันฝีมือแรงงานเอเชีย ครั้งที่ 3 ไทเป ไต้หวัน

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า การแข่งขันฝีมือแรงงานเอเชีย ครั้งที่ 3 ณ ไทเป ไต้หวัน ได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 โดยเยาวชนไทยสามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ 3 เหรียญทอง ได้แก่ 1) นายปิยังกูร มารัศมี และนายธีรภัทร เตชะชมภูเวทย์ สาขาเมคคาทรอนิกส์ พร้อมเหรียญรางวัล Best of Nation 2) นายศักรินทร์ สังคนุช สาขาการแต่งผม 3) นางสาวพัชรมล ลิ่มทอง สาขาการบริการอาหารและเครื่องดื่ม 5

เหรียญเงิน ได้แก่ 1) นายรัชชานนท์ ทิพฤาชา สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม 2) นายนครินทร์ จรูญพันธุ์วณิช สาขาการประกอบอาหาร 3) นายวัชระ มาลาศรี และนายสุวิจักขณ์ จักวาโชติ สาขาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ 4) นายอัครเดช จันทร์เพี้ยฟาน สาขาการซ่อมตัวถังรถยนต์ 5) นายศุภกฤต แสงธูป สาขาการก่ออิฐ 3

เหรียญทองแดง ได้แก่ 1) นายอนุวัฒณ์ บำขุนทด สาขาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าภายในอาคาร 2) นายศักดิ์สิทธิ์ พิมพ์รัตน์ สาขาเทคโนโลยีระบบทำความเย็น 3) นางสาวชญานิศวร์ ศรีสวัสดิ์เพ็ญ สาขาการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย และ 1 เหรียญฝีมือยอดเยี่ยม คือ นายฐิติวัฒน์ ชูทรัพย์ สาขาเทคโนโลยีเว็บ

นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลทุ่มเทเสียสละอีก 4 เหรียญ ได้แก่ 1) ว่าที่ร้อยตำรวจโท กรวิชญ์ ในกระโทก และนายนันท์ธร จอมศิลป์ สาขาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 2) นายสรัล เอกบุศย์ สาขาสร้างโมเดลเกมสามมิติ 3) นายณัฐวุฒิ จันทร์ศรี สาขาจัดดอกไม้ 4) นางสาวกัญญาวีร์ สุภาโชค สาขาต่อประกอบมุมไม้

ซึ่งเยาวชนทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศไทยวานนี้เวลา 16.50 น. ผมและคณะผู้บริหารกรม จึงมาต้อนรับเยาวชนไทย ทั้ง 19 คน และคณะผู้เชี่ยวชาญที่ไปทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการในการแข่งขันครั้งนี้ และในวันนี้ (2 ธันวาคม 2568) จะจัดงานมอบรางวัล และขอบคุณผู้สนับสนุนการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มาเป็นประธานมอบรางวัล

นายสมาสภ์ฯ กล่าวต่อไปว่า การแข่งขันในครั้งนี้ ทางเจ้าภาพไต้หวัน ได้จัดพิธีปิดอย่างยิ่งใหญ่ สุดอบอุ่น เยาวชนไทยทุกคน ทำผลงานได้ดีสามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ รวม 12 เหรียญ ทำให้น้องๆ เยาวชนได้สร้างเสริมประสบการณ์ ขณะเดียวกันเป็นการโชว์ศักยภาพด้านทักษะฝีมือของแรงงานไทยในภูมิภาคเอเชีย สามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ เยาวชนจะได้รับโอกาสในการเป็นตัวแทนประเทศไปแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พม.ผนึกกำลัง ยธ.-สธ.ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยกลุ่มเปราะบาง อำนวยความยุติธรรม พร้อมดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อ

พม.ผนึกกำลัง ยธ. – สธ. ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยกลุ่มเปราะบาง อำนวยความยุติธรรม พร้อมดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อ

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 : นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการอำนวยความยุติธรรมและการบูรณาการการดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อแก่กลุ่มเปราะบาง ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมทั้งเปิดกิจกรรม Kick off การอำนวยความยุติธรรมและการบูรณาการการดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อแก่กลุ่มเปราะบาง โดยมีนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม และนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนาม MOU

อีกทั้ง นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย นายยอดศักดิ์ รักษาแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นางสาวสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ยธ. และ สธ. เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร

นายอัคราฯ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ดำเนินนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต โดยมุ่งเน้นการดูแลทุกครอบ ครัวอย่างไร้รอยต่อแบบ Family First เพื่อเชื่อมสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้ ควบคู่กับการคุ้มครองทางสังคม ด้วยสิทธิสวัสดิการสังคมสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และการพัฒนาอาชีพ ภายใต้แนวคิด “Care Economy” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบูรณาการด้านคุณภาพชีวิตและด้านคนเปราะบางของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งผลให้วันนี้ มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการอำนวยความยุติธรรมและการบูรณาการการดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อแก่กลุ่มเปราะบาง เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” เป็น “นโยบายใกล้บ้าน” เพื่อให้ “นโยบายถึงบ้าน” ได้โดยเร็วและทั่วถึงมากขึ้น ผ่านการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง พม. ยธ. และ สธ. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคม การสร้างความเป็นธรรม และการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชน

นายอัคราฯ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือก อาทิ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) ในการจัดการความขัดแย้ง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นสำคัญ ซึ่งจะอำนวยความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมแก่กลุ่มเปราะบาง รวมถึงบูรณาการการดูแลสุขอนามัย โดยการประสานส่งต่อเพื่อการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การเสริมสร้างสุขภาพ และการบริการด้านสาธารณสุขแก่กลุ่มเปราะบางแบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ หลังจากการลงนามความร่วมมือในวันนี้ ทั้ง 3 กระทรวง จะสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพบุคลากรในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบถ้วนทุกมิติ อีกทั้งยังมีการจัดอบรมหลักสูตรการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทฯ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับบุคลากรในการจัดการความขัดแย้ง เป็นกระบวนการสำคัญในการอำนวยความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมแก่กลุ่มเปราะบาง

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นดำริของ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยให้มีแนวทางการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวง พม. ยธ. และ สธ. เพราะภารกิจของกระทรวง พม. คือดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางตั้งแต่เกิดไปจนถึงเสียชีวิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดูแลด้านสุขภาพ และข้อกฎหมายต่างๆ จึงมี 3 กระทรวงหลักในการดูแลพี่น้องประชาชนเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันในทิศทางเดียวกัน อาทิ การเกิดอุทกภัยที่ภาคใต้ ทั้ง 3 กระทรวง มีส่วนร่วมในการดูแลประชาชน โดยกระทรวง พม. ดูแลด้านสิทธิสวัสดิการสังคม กระทรวง สธ. ดูแลด้านสุขภาพ และกระทรวง ยธ. ดูแลด้านข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกิดจากความเสียหาย อีกทั้งยังมีโครงการที่เกี่ยวข้องเรื่องการไกล่เกลี่ยในกรณีที่มีข้อพิพาทที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัว

พม.ใกล้คุณ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รมว.ตรีนุช มอบรางวัลฮีโร่เยาวชนไทย หลังคว้า 12 เหรียญ WorldSkills Asia Taipei 2025

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดใหญ่มอบรางวัลฮีโร่เยาวชนไทยคว้า 12 เหรียญจากการแข่งขัน WorldSkills Asia Taipei 2025 คะแนนรวมสูงสุดเป็นอันดับสองระดับเอเชีย

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบเกียรติบัตรและรางวัลให้แก่เยาวชนที่ชนะการแข่งขันฝีมือแรงงานเอเชีย ครั้งที่ 3 WorldSkills Asia Taipei 2025 และมอบโล่เกียรติคุณให้แก่ผู้สนับสนุนการแข่งขัน ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร โดยกล่าวภายหลังจากมอบรางวัลว่า ในนามของกระทรวงแรงงานต้องขอแสดงความยินดีกับเยาวชนที่ชนะการแข่งขันในครั้งนี้ ที่สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ถึง 12 เหรียญ ประกอบด้วย 3 เหรียญทอง, 5 เหรียญเงิน, 3 เหรียญทองแดง, 1 เหรียญฝีมือยอดเยี่ยม และ 4 สาขารางวัลทุ่มเทเสียสละ จึงเป็นที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เยาวชนไทยได้แสดงความสามารถและศักยภาพด้านทักษะฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก

โดยไทยมีคะแนนรวมติดอันดับ 2 (อันดับหนึ่งเจ้าภาพไต้หวัน) จากทั้งหมด 30 ประเทศ เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเยาวชนไทยและแรงงานไทยมีทักษะฝีมืออยู่ในระดับสากล เป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนพิจารณาการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ด้วยความพร้อมของทักษะฝีมือที่อยู่ในลำดับต้นๆ ของเอเชีย ส่วนเยาวชนที่พลาดรางวัลก็ต้องขอชื่นชม การก้าวเข้าสู่การแข่งขันในระดับเอเชียถือว่าเป็นคนที่มีคุณภาพแล้ว และการตัดสินแพ้ชนะเป็นกลไกที่สำคัญในการพัฒนาความสามารถของตนเอง ต้องนำเอาประสบการณ์ในครั้งนี้มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ต้อง Upskill ตนเองให้สูงขึ้น

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวต่อว่า ความสำเร็จในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการบูรณาการการทำงานร่วมกัน การสนับสนุนของหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคการศึกษา ที่สนับสนุนตั้งแต่การเก็บตัวฝึกซ้อม การดูแลเยาวชนไปร่วมการแข่งขัน จนคว้าเหรียญรางวัลมาฝากประเทศไทย ในวันนี้ กระทรวงแรง งาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงจัดพิธีมอบเกียรติบัตรและเงินรางวัลให้แก่เยาวชน รวมถึงมอบโล่เกียรติคุณให้แก่ผู้สนับสนุนด้วย โดยเหรียญทองได้รับเงินรางวัลคนละ 261,000 บาท เหรียญเงินคนละ 161,500 บาท เหรียญทองแดงคนละ 82,000 บาท เหรียญฝีมือยอดเยี่ยมคนละ 35,000 บาท (เหรียญฝีมือผ่านเกณฑ์มาตรฐาน) ในส่วนของน้อง ๆ ที่พลาดเหรียญรางวัลจะได้รับทุนการศึกษาคนละ 10,000 บาท เพื่อเป็นกำลังใจและเกียรติประวัติให้แก่เยาวชน

“ต้องขอแสดงความยินดีและขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จในครั้งนี้อีกครั้ง”

อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ มอบโล่เกียรติคุณให้แก่ผู้สนับสนุนการแข่งขันฝีมือแรงงานด้วย ได้แก่ บริษัท เค คอนซัลติ้ง แอนด์ ซัพพลาย จำกัด โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มูลนิธิเอสซีจี บริษัท ผลิตภัณฑ์เเละวัตถุก่อสร้าง จำกัด บริษัท แอสเวลล์ โซลูชั่นส์ จำกัด วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ (ประเทศ ไทย) จำกัด บริษัท เอซุส (ประเทศไทย) จำกัด สมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ บริษัทสายไฟฟ้าไทย-ยาซากิ จำกัด บริษัท เอส ซี เสรีชัยบิวตี้ จำกัด ร้านโอเอซิส ซาลอน โรงเรียนออกแบบทรงผมอาดัม โรงเรียนเสริมสวยออกแบบทรงผมอาจารย์ชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน วิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันพัฒนาฝีมือเเรงงาน 28 สระบุรี สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานลำพูน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ฟอร์ทิเนท ซีเคียวริตี้ เน็ทเวิร์ค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) สถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ บริษัท เมซเสอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เฟสโต้ จำกัด สถาบันพัฒนาบุคลากรสาขาเทคโนโลยีอัตโนมัติและเมคคาทรอนิกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น บริษัท Flower Decor Studio จำกัด บ้านครูนัท สอนจัดดอกไม้ จังหวัดนครปฐม มหาวิทยาลัยศรีปทุม โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท โจดอย ไอทีแอนด์เซอร์วิส จำกัด บริษัท อีเอ็กซ์พี ซิสเต็ม จำกัด บริษัท ไซเบอร์เวโร่ จำกัด บริษัท เน็ต ไบร์ท จำกัด บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สหทรัพย์กลการ (2000) จำกัด สมาคมเครื่องทำความเย็นไทย และบริษัท วินโนเวชั่น จำกัด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชป. เคียงข้างพี่น้องชาวใต้ ระดมทัพเครื่องจักร-เจ้าหน้าที่ เร่งเดินหน้าฟื้นฟูอย่างเต็มกำลัง

ชป.เคียงข้างพี่น้องชาวใต้ ระดมทัพเครื่องจักร-เจ้าหน้าที่ เร่งเดินหน้าฟื้นฟูอย่างเต็มกำลัง

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติม พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกด้านอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้มากที่สุด ตามนโยบายของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังระดับน้ำในหลายพื้นที่ในภาคใต้เริ่มลดลง โดยมุ่งระบายน้ำท่วมขังออกจากพื้นที่ชุมชน พร้อมผลักดันน้ำลงสู่ทะเลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนชาวใต้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้โดยเร็วที่สุด โดยขณะนี้ได้ติดตั้งและเดินเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในหลายพื้นที่ อาทิ

  • จังหวัดสงขลา : ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 2 เครื่อง บริเวณบ้านรับแพรก หมู่ 2 ตำบลท่าบอน อำเภอระโนด
  • จังหวัดนราธิวาส : บริเวณท่อระบายน้ำปลายคลองลาน (เรือนแพ) หมู่ 3 บ้านใหญ่ ตำบลพร่อน อำเภอตากใบ

ทั้งนี้ กรมชลประทานยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่เสียหายหลังน้ำลด โดยเร่งทำความสะอาด เก็บขยะ และเคลียร์พื้นที่สาธารณะให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วที่สุด

ในการนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เพื่อช่วยดำเนินการติดตั้งและตรวจเช็คระบบไฟฟ้าภายในบ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยและเร็วที่สุด พร้อมจัดตั้งโรงครัวประกอบอาหารเพื่อแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชนที่ยังได้รับผลกระทบ แม้น้ำจะลดลงแล้วก็ตาม เนื่องจากหลายครัวเรือนยังไม่สามารถปรุงอาหารเองได้และบ้านเรือนเสียหายหนัก ตลอดจนให้สำรวจข้อมูลความเสียหายด้านโครงสร้างทางการเกษตร พื้นที่เกษตรกรรม และระบบน้ำในแปลงนา เพื่อจัดทำ “โมเดลฟื้นฟูพื้นที่เกษตรหลังอุทกภัย” ให้ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การปรับปรุงพื้นที่ การฟื้นฟูคันคูน้ำ การจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ไปจนถึงแนวทางลดความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำในอนาคต

กรมชลประทานยืนยันยืนเคียงข้างพี่น้องชาวใต้ พร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศอ.จอส.ภาค 3 ร่วมอำนวยความสะดวกดูแลประชาชนที่เดินทางมา เฝ้ารับ- ส่ง เสด็จ ในหลวง พระราชินี ในการเสด็จฯ เปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และงาน โครงการหลวงปี 2568

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 นำจิตอาสา 904 จิตอาสาพระราชทาน จิตอาสาภาคประชาชน เยาวชน นักเรียนจิตอาสาพระราชทาน และนักศึกษาจิตอาสาพระราชทาน ร่วมอำนวยความสะดวกดูแลประชาชนที่เดินทางมา เฝ้ารับ- ส่ง เสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และงาน โครงการหลวงปี 2568 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 11.30 น. พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 มอบหมายให้ พลตรี ณรงฤทธิ์ สนองคุณ เลขานุการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค3 ให้การต้อนรับ พลเรือเอก คณีพล สงเจริญ ร.น. นายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ในโอกาสที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติถวายงาน ของจิตอาสา 904 พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ในการดูแลอำนวยความสะดวกประชาชนร่วมรับส่งเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาและเปิดงาน “โครง การหลวง 2568” ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ขณะที่ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ร่วมกับศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราช ทานมณฑลทหารบกที่ 38 , ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 33 , จิตอาสาภาคประชาชน 17 จังหวัดภาคเหนือ เยาวชน นักเรียนจิตอาสาพระราชทาน และนักศึก ษาจิตอาสาพระราชทาน ให้การสนับสนุนการจัดสถานที่ การจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน และร่วมต้อนรับพร้อมอำนวยความสะดวก ดูแลประชาชนที่เดินทางมาเฝ้ารับ – ส่งเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และงานโครงการหลวง ปี 2568 ณ กองบิน 41 และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

และ นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดแพร่ มอบหมายให้ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดแพร่ อำนวยความสะดวก นำจิตอาสา 904 จังหวัดแพร่ ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ และอำนวยความสะดวกใหักับประชาชนที่ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ ทรงเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 2568 ” และทอดพระเนตรการแสดงประกอบดนตรี วีดิทัศน์ นิทรรศการวิชาการเฉลิมพระเกียรติ โดยได้ปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจตามที่ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 มอบหมาย ณ กองบิน 41 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 จัดกิจกรรม “ช่วยด้วยใจ ลดรายจ่าย สร้างรายได้” ด้วยการช่วยราษฎรบรรจุข้าวใส่กระสอบและขนย้ายไปเก็บไว้ในยุ้งข้าว

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน จัดกิจกรรม “ช่วยด้วยใจ ลดรายจ่าย สร้างรายได้” ด้วยการช่วยราษฎรบรรจุข้าวใส่กระสอบและขนย้ายไปเก็บไว้ในยุ้งข้าว เพื่อเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ณ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” นำโดย ร้อยตรี ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดปฏิบัติการประสานการคุ้มครองป้องกันชุมชน โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และน้อมรำลึกถึงพระมหา กรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยการจัดกิจกรรม “ช่วยด้วยใจ ลดรายจ่าย สร้างรายได้” ด้วยการช่วยบรรจุข้าวใส่กระสอบและขนย้ายไปเก็บไว้ในยุ้งข้าว เพื่อเก็บไว้สำหรับบริโภคในครอบครัวของ นายสมพร ธรรมวงศ์ อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นราษฎรที่อาศัยในโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย โดยได้เมล็ดข้าวประมาณ 50 กระสอบ เพื่อเป็นการลดรายจ่ายในการจ้างค่าแรงคนงาน และเป็นลดต้นทุนในการใช้เครื่อง จักรในการเก็บเกี่ยว และเป็นการสร้างรายได้ให้กับครอบครัว รวมทั้งเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย

ทั้งนี้ นายสมพร ธรรมวงศ์ และราษฎรที่อาศัยอยู่ในโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตำบลป่า แดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ได้กล่าวขอบคุณทหารที่นำกำลังพลมาช่วยโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอื่นใด และทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

#จิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ #เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส


นที มีเดช รายงาน

ที่ปรึกษา ศอ.จอส.ภาค 3ประสานหารือศอ.จอส.พระราชทานจ.เชียงใหม่ ขับเคลื่อน บูรณาการสร้างเครือข่ายประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ

ที่ปรึกษา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 พร้อม เลขานุการ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาภัยพิบัติ ภาค 3 (ไฟป่าหมอกควัน) ประสานหารือกับ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดเชียงใหม่ ขับเคลื่อน บูรณาการสร้างเครือข่ายประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 พลเอก วิทยา แก้วพรม ที่ปรึกษา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราช ทาน ภาค 3/ศูนย์อำนวยการจิตอาสาภัยพิบัติ ภาค 3 (ไฟป่าหมอกควัน) และ พลตรี ณรงคฤทธิ์ สนองคุณ เลขานุการ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3/ศูนย์อำนวยการจิตอาสาภัยพิบัติ ภาค 3 (ไฟป่าหมอกควัน) ร่วมประชุม หารือ ประสานงานร่วมกับศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดเชียงใหม่ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อน บูรณาการสร้างเครือข่ายประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ จังหวัดเชียงใหม่ (POC) ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่


นที มีเดช รายงาน

“มทบ.39” จับมือ สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 ปันน้ำใจไทย ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

“มณฑลทหารบกที่ 39 จับมือ สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4” ปันน้ำใจไทย ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39 เดินทางไปที่สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 กรมประชาสัมพันธ์ ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน เพื่อบริจาคสิ่งของให้กับ “ศูนย์ประชาสัมพันธ์และรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 กรมประชาสัมพันธ์” โดยมี นาย เกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในการส่งมอบความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน สำหรับใช้บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้

โดย นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยนางพรศรี ตรงศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก นำหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายในจังหวัดร่วมกิจกรรม “รวมน้ำใจช่วยภัยน้ำท่วม ส่งต่อความช่วยเหลือสู่พี่น้องผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้” มอบเครื่องอุป โภค-บริโภค และสิ่งของจำเป็นให้กับสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 เพื่อรวบรวมและจัดส่งต่อไปยังพื้นที่ประสบภัย

การบริจาคครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพิษณุโลก หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชมรมคลัสเตอร์ผลไม้แห่งขุนเขา หน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน สำนักงานขนส่งจังหวัดพิษณุโลก สำนักงานวัฒนธรรม สำนักงานอุตสาหกรรม สำนักงานสรรพากรพื้นที่พิษณุโลก มณฑลทหารบกที่ 39 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิษณุโลก สำนักงานพระพุทธศาสนา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก ชมรมโรงสีข้าวจังหวัดพิษณุโลก และนิคมสหกรณ์บางระกำ ซึ่งร่วมกันนำข้าวสาร เครื่องดื่ม ชุดทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์กล้วยตาก สินค้าเกษตรและของใช้จำเป็นต่าง ๆ มาส่งมอบ โดยมีนางพิศมัย เลิศอิทธิบาท ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 เป็นผู้รับมอบ ณ ศูนย์รับบริจาค สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

สำหรับศูนย์ประชาสัมพันธ์และรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 กรมประชาสัมพันธ์ เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ – เอกชน และพี่น้องประชาชนร่วมแบ่งปันน้ำใจบริจาคสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีพ อาทิ อาหารแห้ง, ยารักษาโรค และของใช้ที่จำเป็นต่างๆ สามารถร่วมบริจาคได้ที่สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 กรมประชาสัมพันธ์ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ สามารถนำส่งได้ที่ สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 เลขที่ 119 หมู่ 4 ถนนเอกาทศรถ ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก


นที มีเดช รายงาน