กรมศุลกากร แถลงข่าวการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายในรอบ 3 เดือน ปีงบประมาณ 2569 มูลค่ากว่า 1,650 ล้านบาท

กรมศุลกากรแถลงข่าวการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายในรอบ 3 เดือน ปีงบประมาณ 2569 มูลค่ากว่า 1,650 ล้านบาท

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 : นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร แถลงข่าวผลการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายที่สำคัญในรอบสามเดือน ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท โดยมี นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นายพีรพงศ์ รำพึงจิตต์ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการข่าวและปราบปรามยาเสพติด 6 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) และ พ.อ.กอบปิติ ถาวรพฤกษ์ ผู้อำนวยการกอง 12 สำนักปฏิบัติการข่าว ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย (ศรภ.) เข้าร่วมในการแถลงข่าวครั้งนี้ ณ ห้องโถง อาคาร 1 กรมศุลกากร

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหายาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมาย และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบนโยบายให้กับผู้บริหารกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ในการให้ความสำคัญกับการป้องกันปราบปรามยาเสพติด และการนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อเป็นการปกป้องสังคมและประชาชน โดยกำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบควบคุมการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่มีความเสี่ยงในการทำผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางการค้า โดยให้บูรณาการกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในระยะเวลาสามเดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายเป็นไปอย่างเข้มข้นในทุกมิติ

สำหรับสถิติการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายที่สำคัญของกรมศุลกากร ในปีงบประมาณ 2569 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568–22 ธันวาคม 2568) มีผลการจับกุมในคดีสำคัญและคดียาเสพติดรวมทั้งสิ้น 510 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1,650 ล้านบาท โดยเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ต.ค.-ธ.ค.2567) พบว่าสามารถจับกุมคดีสำคัญได้จำนวนเพิ่มขึ้น 3 เท่าของในปีที่ผ่านมา และมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 6 เท่าโดยประมาณ สำหรับข้อมูลการจับกุมด้านยาเสพติด มีการจับกุมจำนวน 69 คดี มูลค่ารวมกว่า 184 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 48% ทั้งนี้ การจับกุมสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 มิติและ 1 กลุ่ม โดยมีรายละเอียดในแต่ละมิติ ดังนี้

1.มิติความปลอดภัยต่อผู้บริโภค การป้องกันและปราบปรามสินค้าที่ไม่มีใบรับรองมาตรฐานสินค้า สินค้าไม่มีใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ กรมศุลกากรได้กำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งหากปล่อยให้มีการนำสินค้าดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในประเทศ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินได้ ทั้งนี้ ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมามีการตรวจพบและจับกุมคดีสำคัญจำนวน 55 คดี มูลค่ารวมกว่า 740 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า ได้แก่ นาฬิกา รองเท้า กระเป๋าคละยี่ห้อ รวมถึงน้ำหอมและเครื่องสำอางต่างๆ จำนวนรวม 23 คดี ปริมาณกว่า 80,000 ชิ้น โดยมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 700 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการซุกซ่อน และลักลอบนำเข้ามาทาง ด่านศุลกากรในภาคอีสาน ภาคตะวันออก และท่าเรือแหลมฉบัง นอกจากนี้ยังมีการจับกุมสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจำนวน 9 คดี ปริมาณรวมกว่า 150,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 36 ล้านบาท

2.มิติการปกป้องสังคม การป้องกันและปราบปรามสินค้าจำพวก บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เหล้า ไวน์ ทองคำ ธนบัตร และการฟอกเงิน โดยมีการตรวจพบ และจับกุมคดีที่สำคัญสำหรับสินค้าในมิตินี้จำนวนรวม 238 คดี มูลค่ากว่า 520 ล้านบาท สินค้าดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพ สวัสดิภาพ รวมถึงความปลอดภัย
ของประชาชนในสังคมเป็นอย่างมาก โดยกรมศุลกากรได้บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในการเข้าตรวจค้นบ้านในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร จนสามารถจับกุมบุหรี่ไฟฟ้า หัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า และอื่นๆ จำนวนกว่า 180,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 41 ล้านบาทได้เป็นผลสำเร็จ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สามารถจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าได้แล้วเป็นจำนวน 414,974 ชิ้น มูลค่า 65 ล้านบาท รวมถึงสามารถจับกุมบุหรี่มวนได้ถึง 49 คดี มูลค่ารวม 41 ล้านบาท จำนวนรวม 5.3 ล้านมวน นอกจากนี้ ยังได้มีการตรวจพบและจับกุมก๊าซไนตรัสออกไซด์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ก๊าซหัวเราะ (Happy Gas) บรรจุในกระบอกอัดแรงดันสูงปริมาณ 5,184 กระบอก (กระบอกละ 5 กิโลกรัม) มูลค่าความเสียหาย
ทางเศรษฐกิจกว่า 85 ล้านบาท ซึ่งนำเข้ามาทางท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากมีการนำก๊าซไนตรัสออกไซด์ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์อาจจะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ สำหรับการตรวจสอบผู้เดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักรในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการตรวจยึดจับกุมวัตถุคล้ายทองคำ จำนวน 5 คดี น้ำหนักรวมกว่า 9 กิโลกรัม มูลค่ารวมประมาณ 39 ล้านบาท

3.มิติการปกป้องเศรษฐกิจในประเทศ การป้องกันและปราบปรามสินค้าหลีกเลี่ยงอากร สินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ สินค้าที่หลีกเลี่ยงอากรทุ่มตลาด สินค้าเกษตร ซึ่งหากปล่อยให้สินค้าเหล่านี้เข้ามาจำหน่ายในประเทศจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้า และผู้ประกอบการในไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากสินค้าเหล่านี้จะมีต้นทุนที่ต่ำลง และสามารถเข้ามาแข่งขันกับสินค้าของไทยได้ ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้มีการตรวจพบ และจับกุมคดีที่สำคัญสำหรับสินค้าในมิตินี้จำนวนรวมถึง 139 คดี มูลค่า 196.04 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ จำนวน 9 คดี มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 97 ล้านบาท จำนวนรวม 185,373 ชิ้น โดยสินค้าที่ถูกจับกุมได้แก่ พรม ผ้าม้วน กระดาษทิชชู่ หม้อทอดไร้น้ำมัน ไฟแช็ก ภาชนะกระดาษชานอ้อย ถาดเตาอบกึ่งสำเร็จรูป โช้คอัพ ถ้วยกระดาษพร้อมฝา และสินค้าที่หลีกเลี่ยงอากรทุ่มตลาด คดีสำคัญจำนวน 7 คดี ปริมาณกว่า 97 ตัน มูลค่าสินค้ารวมถึง 4.4 ล้านบาท สามารถจัดเก็บอากรทุ่มตลาดได้กว่า 7.6 ล้านบาท

4.มิติการปกป้องสิ่งแวดล้อม การป้องกันและปราบปรามขยะข้ามพรมแดน สิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ และวัตถุอันตราย กรมศุลกากรได้มีการตรวจพบ และจับกุมคดีที่สำคัญสำหรับสินค้าในมิตินี้จำนวน 9 คดี มูลค่า 5.11 ล้านบาท โดยมีกรณีจับกุมที่สำคัญ ได้แก่ สารกำจัดวัชพืช (Cyclosinone หรือ Cycloazine) นำเข้ามาทางท่าเรือแหลมฉบัง ปริมาณ 12,000 ถุง น้ำหนัก 6,000 กิโลกรัม มูลค่า 600,000 บาท ซึ่งยังไม่มีการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรในประเทศไทย และมีการจับกุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ปริมาณ 430,000 กิโลกรัม ซึ่งอยู่ในกระบวนการผลักดัน กลับไปยังประเทศต้นทาง นอกจากนี้ยังมีการจับกุมซากจระเข้ กระเพาะปลาแห้ง ค่าง 5 สี และอิกัวนา อีกด้วย

5.กลุ่มยาเสพติด การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดทุกประเภท เช่น ยาบ้า เมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) เฮโรอีน MDMA โคคาอีน เมฟิโดรน เคตามีน เป็นต้น กรมศุลกากรได้มีการตรวจพบ และจับกุมคดียาเสพติดที่สำคัญ รวมเป็นมูลค่า 184 ล้านบาท แบ่งเป็นการจับกุมยาบ้าปริมาณรวม 300,000 เม็ด มูลค่ารวม 46 ล้านบาท โซพิโคลน (ZOPICLONE) จำนวน 300,000 เม็ด มูลค่า 42 ล้านบาท เมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) ปริมาณรวม 459,275 กรัม มูลค่ารวม 30 ล้านบาท โดยมีกรณีจับกุมที่สำคัญ ได้แก่ การจับกุมหญิงชาวอินเดีย ซุกซ่อนเฮโรอีนไว้ในสัมภาระ น้ำหนักรวม 15,640 กรัม ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ปลายทางประเทศไนจีเรีย มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท การตรวจยึดเฮโรอีนส่งออก จำนวน 1,520 กรัม มูลค่า
4 แสนบาทปลายทางออสเตรเลีย และได้บูรณาการร่วมกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) และศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย (ศรภ.) ขยายผลจับกุมชาวเวียดนามอีก 5 ราย และสามารถตรวจยึดไอซ์ MDMA ยาอี โคคาอีน คีตามีน ไนเมตาซีแพม ได้เพิ่มเติม อีกด้วย

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับความสำเร็จในการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงาน กรมศุลกากรและทุกหน่วยงานจะร่วมกันปฏิบัติงานเพื่อปกป้องประชาชนและสังคมให้ปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมชลประทาน ชวนคนไทยเที่ยวปีใหม่ 2569 สัมผัสธรรมชาติ เขื่อนสวย น้ำใส ทั่วประเทศ

กรมชลประทานชวนคนไทยเที่ยวปีใหม่ 2569 สัมผัสธรรมชาติ เขื่อนสวย น้ำใส ทั่วประเทศ

กรมชลประทาน ร่วมส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประจำปี 2569 ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบของขวัญปีใหม่ให้พี่น้องประชาชนและเกษตรกรไทย พร้อมเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรทั่วประเทศ ให้ประชาชนเข้าชมฟรีตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัด ร่วมกันจัดกิจกรรมส่งความสุขปีใหม่ ประจำปี 2569 เพื่อมอบของขวัญแก่ประชาชนและเกษตรกรไทย ทั้งในรูปแบบของการพัฒนาระบบชลประทาน การส่งเสริมคุณภาพชีวิต และการเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ เป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่แก่พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

สำหรับกรมชลประทาน ได้จัดกิจกรรมสำคัญเพื่อส่งความสุขในช่วงปีใหม่นี้ ประกอบด้วย กิจกรรม “มอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง” โดยการส่งมอบอาคารชลประทาน อาทิ ฝายทดน้ำ ระบบส่งน้ำ และท่อระบายน้ำ เพื่อช่วยให้ประชาชนมีน้ำใช้เพียงพอในช่วงฤดูแล้ง และช่วยระบายน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาภัยน้ำหลากในช่วงฤดูฝน

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังร่วมกิจกรรม “เพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” เปิดสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ราชการ และศูนย์การเรียนรู้ด้านการ เกษตร ให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชม พร้อมร่วมกิจกรรมต่างๆ และสัมผัสทัศนียภาพที่สวยงามของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในความดูแลของกรมชลประทานทั่วทุกภูมิภาค อาทิ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) จังหวัดแม่ฮ่องสอน เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี รวมถึงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำอีกหลายแห่งทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรม “เสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ” เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพมาจำหน่ายโดยตรงแก่ประชาชน เช่น ข้าวอินทรีย์ ผลไม้ ผักสด และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากชุมชน เพื่อสร้างรายได้และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

นอกจากนี้ กรมชลประทานได้จัดตั้งจุดบริการน้ำดื่ม กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง บริการฟรี สำหรับประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจแก่ผู้เดินทางตลอดช่วงวันหยุดยาว

กรมชลประทานจึงขอเชิญชวนประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 แวะพักผ่อน เยี่ยมชมเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และศูนย์การเรียนรู้ของกรม ชลประทานที่เปิดให้บริการฟรีตลอดช่วงเทศกาล พร้อมขอส่งความสุขและคำอวยพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569 ขอให้ประชาชนทุกท่านมีความสุข เดินทางอย่างปลอดภัย และมีความสุขตลอดปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. แถลงข่าวการจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ ปี 2569” เปิดพื้นที่การเรียนรู้ “NRCT KIDDY LAND” จุดประกายเด็กไทยสู่นักวิจัยและนักประดิษฐ์รุ่นใหม่

วช. แถลงข่าวการจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ ปี 2569” เปิดพื้นที่การเรียนรู้ “NRCT KIDDY LAND” จุดประกายเด็กไทยสู่นักวิจัยและนักประดิษฐ์รุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานแถลงข่าววันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ภายใต้ชื่อ “NRCT KIDDY LAND” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในพิธีและกล่าวเปิดงาน เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างการรับรู้ถึงกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแก่เด็กและเยาวชนไทย ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ อาคาร วช. 8

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) ตระหนักว่าเด็กและเยาวชนคือทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวสอด คล้องกับคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” ที่มุ่งปลูกฝังความภาคภูมิใจในชาติควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโลก (วช.) จึงส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย และเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ สร้างพลเมืองคุณภาพบนฐานความรู้และนวัตกรรม

การจัดงาน “NRCT KIDDY LAND” เป็นเวทีสื่อสารภารกิจและผลงานวิจัยของประเทศผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกและสร้างสรรค์ ประกอบด้วยกิจกรรมเชิงปฏิบัติการจากสถาบันชั้นนำ และโซนวิทยาศาสตร์–วัฒนธรรมที่นำงานวิจัยมาประยุกต์ให้เด็กๆ ได้ฝึกทักษะและร่วมสนุกตลอดวัน

ดร.วิภารัตน์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “วช. คาดหวังว่าการจัดงานแถลงข่าวจัดงานวันเด็กในวันนี้ จะนำไปสู่การปลูกฝังแนวคิดวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแก่เยาวชน อันเป็นรากฐานการพัฒนากำลังคน พร้อมเชิญชวนผู้ปกครองพาเยาวชนร่วมเปิดโลกการเรียนรู้ในวันที่ 10 มกราคม 2569

สำหรับการจัดงาน “NRCT KIDDY LAND” ในครั้งนี้ (วช.) ได้เตรียมกิจกรรมไฮไลท์ ที่หลากหลายเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้แก่เด็กและเยาวชนอย่างเต็มอิ่ม โดยแบ่งเป็นกิจกรรมอบรมเสริมสร้างความรู้เชิงปฏิบัติการจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ กิจกรรมรู้จักร่างกายและทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยมหาวิทยาลัยมหิดลม การศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้กับจุลินทรีย์ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

นอกจากนี้ ยังมีโซนวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแสนสนุกที่นำเอางานวิจัยมาประยุกต์เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ มากกว่า 15 สถานี อาทิ Simulator ทดลองบิน, การสาธิตทำไอศกรีมไนโตรเจนเหลว, เกมกระดาน Digital Universe Survival, การทำสายไหมจากสารสกัดดอกไม้ในวรรณคดี, กิจกรรมสันทนาการ บ้านลม รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและงานประดิษฐ์สร้างสรรค์อีกมากมาย

ทั้งนี้ “งานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569” ภายใต้ชื่อ “NRCT KIDDY LAND” จัดขึ้นในวันที่ 10 มกราคม 2569 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) บริเวณ อาคาร วช.8 และพื้นที่โดยรอบพร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมาย ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. โดยมีกิจกรรมหลากหลายให้น้องๆ ได้ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ ผ่านการเรียนรู้และการฝึกคิดค้น เพื่อจุดประกายความฝันและต่อยอดสู่อนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รับมอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและวัสดุก่อสร้าง ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้หลังน้ำลด

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รับมอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและวัสดุก่อสร้าง ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้หลังน้ำลด

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 : นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานรับมอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดในพื้นที่ภาคใต้ จาก คุณกอบเกียรติ หลิมเจริญ ผู้อำนวยการด้านเทคนิค ยิปซัมตราช้าง บริษัท สยามอุตสาหกรรมยิปซัม (สระบุรี) จำกัด คุณธีรพงษ์ ธรรมริยา ผู้จัดการทั่วไป สายบริการปรับปรุงบ้าน บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) คุณบัญชา จุลาเกตุโพธิชัย ผู้จัดการศูนย์ฝึกทักษะฝีมือช่างคอตโต้อะคาเดมี่ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) คุณเนติวัฒน์ อ่ำรอด ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) และคุณพงศธร สุดาจันทร์ ผู้จัดการส่วนจระเข้ อะคาเดมี่ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมีผู้บริหารเครือข่าย ผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารสำนักงาน สูง 6 ชั้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการรับมอบอุปกรณ์และสิ่งของจากภาคเอกชน และจัดตั้ง ศูนย์บริการ “ซ่อม สร้าง สุข” เพื่อซ่อมแซมรถจักรยาน ยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องยนต์การเกษตรให้ประชาชนฟรี ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก และยังมีการบูรณาการกับกระทรวงแรงงาน ในการจัดหาช่างฝีมือและฝึกอาชีพเสริมสร้างรายได้หลังน้ำลด

โดยในวันนี้ต้องขอขอบคุณ บริษัท สยามอุตสาหกรรมยิปซัม (สระบุรี) จำกัด, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน,) บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้การสนับสนุนอุปกรณ์ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดในพื้นที่ภาคใต้ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 356,634 บาท ซึ่งการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเป็นนโยบายหลักประการหนึ่งของรัฐบาล ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานมาตลอด รวมทั้งได้ตระหนักเสมอว่าภาคเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนากำลังแรงงานของประเทศให้แรงงานมีทักษะฝีมือ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

นายสมาสภ์ฯ กล่าวต่อไปว่า ในวันนี้เครือข่ายที่ให้การสนับสนุนอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ก่อ สร้างจากเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน จำนวน 5 แห่ง ดังนี้ 1) บริษัท สยามอุตสาหกรรมยิปซัม (สระบุรี) จำกัด ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ยิปซัม จำนวน 1,000 ตารางเมตร มูลค่า 200,000 บาท 2) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนอุปกรณ์ไฟฟ้าและวัสดุต่าง ๆ จำนวน 5 รายการ ได้แก่ ชุดสวิตซ์ ชุดปลั๊กไฟ บล็อกลอย สายไฟ VAF และสเปรย์หน้าสัมผัสไฟฟ้า มูลค่า 54,050 บาท 3) บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์กระเบื้องเซรามิกปูพื้น จำนวน 250 กล่อง มูลค่า 40,750 บาท 4) บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ จำนวน 20 ตัน มูลค่า 40,000 บาท และ5) บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้การสนับสนุนกาวซีเมนต์และยาแนว มูลค่า 21,834 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 356,634 บาท เพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป

“ผมขอขอบคุณเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงานทั้ง 5 แห่ง ที่ให้ความสำคัญแก่แรงงานและประชาชนที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่งครับ” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวในตอนท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจท่องเที่ยวมอบ ‘ของขวัญชิ้นเล็ก ความอุ่นใจชิ้นใหญ่’ ยกระดับความปลอดภัยรับปีใหม่ 2569

ตำรวจท่องเที่ยวมอบ ‘ของขวัญชิ้นเล็ก ความอุ่นใจชิ้นใหญ่’ ยกระดับความปลอดภัยรับปีใหม่ 2569

กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขานรับนโยบายและข้อสั่งการของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินหน้ายกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พ.ศ.2569

ภายใต้แนวคิด “ของขวัญชิ้นเล็ก ความอุ่นใจชิ้นใหญ่” พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชา การตำรวจท่องเที่ยว สั่งการให้หน่วยในสังกัดดูแลความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่จัดงานปีใหม่ทั่วประเทศอย่างเข้มข้น พร้อมอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ผ่าน “ของขวัญปีใหม่” จากตำรวจท่องเที่ยว ได้แก่

  • ศูนย์คอมมานด์เซ็นเตอร์ สายด่วน 1155 พร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง
  • TPB Application รับแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือ และค้นหาตำรวจท่องเที่ยวใกล้ตัว
  • รถโมบายตำรวจท่องเที่ยว (Tourist Police Mobile Stations) กำลังเคลื่อนที่เชิงรุก ดูแลความปลอดภัยครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวและจุดจัดงานปีใหม่สำคัญทั่วประเทศ
  • โครงการชุมชนท่องเที่ยวสีขาว (ปลอดภัยยาเสพติด)
  • ความร่วมมือระหว่างตำรวจ ชุมชน และผู้ประกอบการ เฝ้าระวังและป้องกันปัญหายาเสพติด สร้างแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย

กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวย้ำว่า ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและพี่น้องประชาชนทุกคน คือความสุขของเรา พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นไปด้วยความสุขและปลอดภัย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ป๊อด ปรีชาชัย” เบอร์ 10 เขต 14 บางกะปิ–วังทองหลาง “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ลงพื้นที่ลาดพร้าว 93 หลายพรรคร่วมงานทำบุญปีใหม่ “ชุมชนประชากรไทย” พร้อมใจต้อนรับ

“ป๊อด ปรีชาชัย” เบอร์ 10 เขต 14 บางกะปิ–วังทองหลาง “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ลงพื้นที่ลาดพร้าว 93 หลายพรรคร่วมงานทำบุญปีใหม่ “ชุมชนประชากรไทย” พร้อมใจต้อนรับ

วันที่ 1 มกราคม 2569 เวลา 08.00 น. ชาวชุมชนหมู่บ้านประชากรไทย ซอยลาดพร้าว 93 ได้ร่วมกันจัดงานทำบุญต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ ประจำปี 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชุมชน โดยมีนายดำรงค์ กระต่ายวัง ประธานชุมชน และนายอภิชัย พันธุมาศ กรรมการหมู่บ้านประชากรไทย ให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น

ในโอกาสนี้ มีผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 14 บางกะปิ–วังทองหลาง จากหลายพรรคการเมือง เข้าร่วมงานทำบุญ ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 1, พรรคเพื่อไทย เบอร์ 2, พรรครวมไทยสร้างชาติ เบอร์ 10, และพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 13, โดยทุกพรรคได้ร่วมกิจกรรมทำบุญกับประชาชนในพื้นที่ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเองและเปี่ยมด้วยความสามัคคี


ชยกฤต ศรีพัชรกุล ที่ปรึกษากรมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย :รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ.2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุง เทพฯ : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการฯ, นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สารวันปีใหม่ พุทธศักราช 2569 จากใจ “พรรคไทยชนะ” เบอร์ 17 ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทย

สารวันปีใหม่ พุทธศักราช 2569 จากใจ “พรรคไทยชนะ” เบอร์ 17 ถึงพี่น้องประชา ชนชาวไทย

สวัสดีปีใหม่ 2569 พี่น้องร่วมชาติที่รักทุกท่าน ปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งการพิสูจน์ความแข็ง แกร่ง และความอดทนของพวกเราทุกคน ในศุภวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ พรรคไทยชนะขอส่งความปรารถนาดีและความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ “เพราะความหิวโหยรอไม่ได้ และความยากจนคือศัตรูที่เราต้องเอาชนะ” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภารกิจหลักของพรรคไทยชนะไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำงานการเมือง แต่คือการประกาศสงครามกับ ความยากจน ความอดอยาก และความหิวโหย ที่กัดกินคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวไทยมาอย่างยาวนาน เราเชื่อมั่นว่า “ชัยชนะ” ที่แท้จริงของประเทศ ไม่ใช่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สวยหรูเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่คนไทยทุกคนมีกินมีใช้ มีศักดิ์ศรี และไม่มีใครต้องเข้านอนด้วยความหิวโหยอีกต่อไป

ในปี 2569 นี้ พรรคไทยชนะขอให้สัญญากับพี่น้องทุกคนว่า :

• เราจะเดินหน้า ผลักดันนโยบายแก้จน ปลดหนี้ ที่จับต้องได้จริง
• เราจะต่อสู้ เพื่อสวัสดิการที่ทั่วถึงและเท่าเทียม ให้คนชนบท คนแรงงาน
• เราจะสร้างโอกาส ให้ทุกคนเข้าถึง การศึกษา แหล่งทุนและทรัพยากร เพื่อปากท้องที่ดีขึ้น

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ได้โปรดดลบันดาลให้ปี 2569 เป็นปีแห่งจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ปีแห่งการหลุดพ้นจากความยากลำบาก และเป็นปีที่พวกเราจะก้าวไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืนร่วมกัน ไทยชนะ คือ ชัยชนะของประชาชนทุกคน

ด้วยความเคารพรักและเชื่อมั่น
พรรคไทยชนะ เบอร์ 17
1 มกราคม 2569


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจ บก.ทท.1 จับกุมกลุ่มชาวต่างชาติลักทรัพย์นักท่องเที่ยว บนรถไฟฟ้า BTS

ตำรวจ บก.ทท.1 จับกุมกลุ่มชาวต่างชาติลักทรัพย์นักท่องเที่ยว บนรถไฟฟ้า BTS

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 : ตำรวจ บก.ทท.1 รายงานผลการปฏิบัติการจับกุมกลุ่มชาวต่างชาติลักทรัพย์นักท่องเที่ยว ตามที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการดูแลความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยวในห้วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ พุทธศักราช 2569

กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท., พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.มล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท. ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัด บช.ทท. เพิ่มความเข้มในการออกตรวจดูแลความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยว ตลอดจนตรวจสอบและติดตามกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่แฝงตัวเข้ามาก่อเหตุในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในช่วงเทศกาลปีใหม่ พุทธศักราช 2569

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.ศราวุธ ตันกุล รอง ผบก. ทท.1, พ.ต.อ.วีระวิทธ์ ผลประสิทธิ์ รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รอง ผบก. ทท.1, ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1, พ.ต.ท.ณัฐพล คนหลัก รองผกก.1 บก.ทท.1 ได้สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.ต.ภูมิ มั่นเมือง สว.กก.1 บก.ทท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจงานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1 ออกสืบสวนติดตามกลุ่มแก๊งชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมลักทรัพย์นักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ห้างสรรพสินค้า และรถไฟฟ้า BTS โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารหนาแน่น

ผลการสืบสวนพบว่า MR.(ขอสงวนชื่อ) อายุ 55 ปี สัญชาติแอลจีเรีย พร้อมพวก มีพฤติกรรมลักทรัพย์ล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยเคยถูกจับกุมในคดีลักทรัพย์ที่ สน.พญาไท เมื่อปี 2567

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าแจ้งความต่อ พงส.สน.ทองหล่อ ว่าถูกลักทรัพย์ขณะโดยสารรถไฟฟ้า BTS จากสถานีอโศกไปยังสถานีพร้อมพงษ์ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นชาวต่างชาติ 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ MR.(ขอสงวนชื่อ) งานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1 จึงแบ่งกำลังออกหาข่าว จนกระทั่งวันที่ 31 ธันวาคม 2568 พบกลุ่มผู้ต้องหาบริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS สยาม จึงประสานการปฏิบัติกับ คุณธีระ สิริสุขะ หัวหน้างานรักษาความปลอดภัยรถไฟฟ้า BTS

ตรวจสอบและจับกุม พบผู้ต้องหา 1.นาย (ขอสงวนชื่อ) สัญชาติแอลจีเรีย อยู่เกินกำหนดอนุญาต 501 วัน (สิ้นสุด 19 มิ.ย. 2567) และ 2.นาย (ขอสงวนชื่อ) สัญชาติแอลจีเรีย ไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทางได้ ตรวจพบหมวกแก๊ปจำนวน 5 ใบ อยู่ในกระเป๋าเป้สีดำที่สะพายอยู่ จึงแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”,“เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”

นำตัวส่ง พงส.สน.ปทุมวัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้ประสานข้อมูลไปยัง พงส. สน. ทองหล่อ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รอง ผบ.ตร. กำชับตำรวจจราจรทั่วประเทศ ดูแลเข้มช่วงโค้งสุดท้ายหยุดยาวปีใหม่ ประชาชนเดินทางกลับปลอดภัย ย้ำ “เมาไม่ขับ” หลังพบจับไปกว่า 15,000 ราย

รอง ผบ.ตร. กำชับตำรวจจราจรทั่วประเทศ ดูแลเข้มช่วงโค้งสุดท้ายหยุดยาวปีใหม่ ประชาชนเดินทางกลับปลอดภัย ย้ำ “เมาไม่ขับ” หลังพบจับไปกว่า 15,000 ราย

วันที่ 3 มกราคม 2569 : พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกพื้นที่ดูแลพี่น้องประชาชนต่อเนื่องตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะช่วงการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานคร ที่อาจมีการจราจรหนาแน่นในหลายจุดในช่วงสุดท้ายของวันหยุดยาวนี้ จึงได้เน้นย้ำไปยังตำรวจทางหลวง และตำรวจจราจรทั่วประเทศ เข้มงวดในการดูแลอำนวยความสะดวกการจราจร และกวดขัดจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายจราจรโดยเฉพาะ 10 ข้อหาหลัก เพื่อลดอุบัติเหตุ และเพื่อความปลอดภัยในทุกเส้นทาง

จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 4 วันของเทศกาลปีใหม่ 2569 คือวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2569 ภาพรวมทั้งประเทศ เสียชีวิต 171 ราย บาดเจ็บ 956 ราย พบว่าลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ใน 10 ข้อหาหลักที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ มีการจับกุมรวมทุกคดีใน 10 ข้อหาหลักถึง 313,622 ราย โดยเป็นการจับกุมเมาแล้วขับ รวมแล้วจำนวน 15,404 ราย ในจำนวนนี้เป็นการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดซ้ำเมาแล้วขับ จำนวน 100 ราย ซึ่งผู้กระทำความผิดฐานเมาแล้วขับซ้ำภายใน 2 ปี จะเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มีโทษสูงขึ้น จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000–100,000 บาท และศาลสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ทั้งนี้ ตำรวจจราจรได้เน้นการจัดตั้งด่านตรวจ จุดตรวจจุดสกัด และจุดบริการ เพื่อดูแลการจราจร อำนวยความสะดวก ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และการรณรงค์สร้างจิตสำนึกขับขี่ปลอดภัย โดยนอกจากทำให้ประชาชนเดินทางสัญจรอย่างมีความสุขและปลอดภัยตลอดช่วงเทศกาลแล้ว ยังทำให้สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดอื่นๆ ได้อีกจำนวนมาก อันเป็นการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นรูปธรรม โดยจากสถิติการจับกุมผู้กระทำผิดในด่านตรวจ จุดตรวจ และจุดสกัด ทั่วประเทศ ในพื้นที่กองบัญชา การตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1-9 ในห้วงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 – 1 มกราคม 2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติด จำนวน 213 คดี, คนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง จำนวน 25 คดี,คดีครอบครองอาวุธปืน วัตถุระเบิด จำนวน 20 คดี และจับกุมบุคคลตามหมายจับ จำนวน 15 ราย

พล.ต.อ.สำราญฯ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้าย 7 วันควบคุมเข้มข้น ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงในจุดเสี่ยง จุดตัด จุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และเส้นทางสายหลักที่มีปริมาณการจราจรหนาแน่น รวมทั้งเข้มงวดตรวจผู้ขับขี่ทั้งรถส่วนตัว และรถสาธารณะ โดยการปฏิบัติแบบพุ่งเป้า บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนให้ได้มากที่สุดในช่วงท้ายของวันหยุดยาว

พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เน้นย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมีเป้าหมายเพื่อปกป้องชีวิตของประชาชนทุกคน ขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด ขับขี่ด้วยความปลอดภัยมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง ตรวจสอบความพร้อมของยานพาหนะและพักผ่อนให้เพียงพอก่อนออกเดินทางเพื่อให้การเดินทาง สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ และคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและขณะขับขี่ เพื่อร่วมกันลดความสูญเสียบนท้องถนน

หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทาง แจ้งเหตุ หรือขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร โทร.1197,สายด่วนตำรวจทางหลวง โทร.1193, หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 191 และ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน