วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบฯ จัดกิจกรรม “PTECH BARTENDER STAR CHALLENGE 2025 ค้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องดื่ม” ถ่ายทอดความรู้และทักษะเชิงวิชาชีพให้แก่นักเรียน

วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบฯ จัดกิจกรรม “PTECH BARTENDER STAR CHALLENGE 2025 ค้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องดื่ม” ถ่ายทอดความรู้และทักษะเชิงวิชาชีพให้แก่นักเรียน

วันที่ 7 ส.ค.68 ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสมชาย ทิพย์ประเสริฐ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์
พร้อม นางสาวนงนุช พุทธคุณบวร ผู้รับใบอนุญาตวิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ ร่วมจัดกิจกรรม “PTECH BARTENDER STAR CHALLENGE 2025 ค้นหาสุดยอดนักสร้าง สรรค์เครื่องดื่ม” ถ่ายทอดความรู้และทักษะเชิงวิชาชีพให้แก่นักเรียน

โดยมี พันตำรวจเอก เอกราช หุ่นงาม ผู้ชำนาญการประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา, นายกมล แก้วเทศ นายกเทศมนตรีเมืองประจวบคีรีขันธ์, นายสมชาย ปี่แก้ว นายกอบต.คลองวาฬ, นายสรานนท์ ใยบำรุง ผู้ช่วยสมาชิกวุฒิสภา, นายพลสิต เวที สาธารณสุขอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ พร้อม นายอนันต์ ผิวคำ บาร์เทนเดอร์ อันดับที่ 4 ของโลก วิทยากรผู้ฝึกสอน และผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ แขกผู้มีเกียรติ และนักศึกษา ร่วมกิจกรรม

นายสมชาย ทิพย์ประเสริฐ ผอ.วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ตามที่วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ ได้จัดการเรียนการสอนในประเภทวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กลุ่มอาชีพการโรงแรม โดยมีการบูรณาการเรียนรู้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน โดยทางวิทยาลัยเรียนเชิญ Mr. Anan Phiwkam ผู้เชี่ยว ชาญด้าน Mixology ซึ่งได้รับรางวัล อันดับ 4 ของโลกจากการแข่งขัน World Championship มาร่วมถ่ายทอดความรู้และทักษะเชิงวิชาชีพให้แก่นักเรียนของวิทยาลัยในครั้งนี้ 

วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ ได้กำหนดจัดกิจกรรม “PTECH BARTENDER STAR CHALLENGE 2025 ค้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องดื่ม” ขึ้น เพื่อเป็นเวทีให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพด้านการรังสรรค์เครื่องดื่มนวัตกรรม ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ต่อยอดองค์ความรู้ด้านธุรกิจบริการ และเชื่อมโยงภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม และยกระดับความน่าสนใจของกิจกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการผลักดันผู้เรียนและเยาวชนให้มีทักษะความคิดสร้างสรรค์และเป็นมืออาชีพในอนาคต พร้อมเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อการพัฒนาทักษะอาชีพของเยาวชนไทยในอนาคตต่อไป


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

SVL Group จัดซ้อมแผนฉุกเฉินประจำปี 2568 ย้ำมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในการขนส่งและโลจิสติกส์

SVL Group จัดซ้อมแผนฉุกเฉินประจำปี 2568 ย้ำมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในการขนส่งและโลจิสติกส์

กลุ่มธุรกิจเอสวีแอล (SVL Group) ผู้นำด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ครบวงจร จัดโครงการ “ฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินประจำปี 2568” โดยมีส่วนงานความปลอดภัย-แผนกบริหารอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม ส่วนบริหารมาตรฐานและเทคโนโลยี พร้อมด้วยหน่วยงานทรัพยากรบุคคลพันธมิตร – ธุรกิจขนส่ง และส่วนงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการหลัก เพื่อสร้างความพร้อมในการรับมือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด โดยมีการอบรมทบทวนความรู้ พร้อมฝึกซ้อมตลอด 2 วัน ด้วยการจัดทีมจำลองสถานการณ์ฉุกเฉิน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ กรณีอุบัติเหตุ, สารเคมีรั่วไหล และอัคคีภัย โดยมีพนักงานจากทุกส่วนงานกว่า 40 คน เข้าร่วมกิจกรรม ณ สถานีบริการน้ำมันภายในสำหรับรถบรรทุกขนส่งสินค้าทางบก ของ SVL Group อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

วัตถุประสงค์หลักของการฝึกซ้อมครั้งนี้ คือการทบทวนความรู้ความเข้าใจ ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้พนักงานสามารถควบคุมสถานการณ์และปฏิบัติการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และปลอดภัยตามบทบาทหน้าที่ของตนเองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งสอดคล้องตามกฎกระทรวงว่าด้วยมาตรฐานการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 SVL Group มุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติของการดำเนินงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพนักงาน คู่ค้า และชุมชนโดยรอบ ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญด้าน “ความปลอดภัยมาเป็นที่ 1”



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

พบกระทิงป่าแก่งกระจาน นอนตายในแปลงทำกินชาวบ้าน พบมีรอยถูกยิงด้วยปืนลูกซอง เร่งติดตามมือยิง

เพชรบุรี – พบกระทิงป่าแก่งกระจานนอนตายในแปลงทำกินชาวบ้าน พบมีรอยถูกยิงด้วยปืนลูกซอง เร่งติดตามมือยิง

วันนี้ 7 ส.ค. นายนพพร ประทุมเหง่า ผอ.สบอ.3 สาขาเพชรบุรี ได้รับรายงานจาก นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ว่า ได้รับแจ้งจากชาวบ้านพบกระ ทิงอายุประมาณ 2-3 ปี นอนตาย จำนวน 1 ตัว พิกัดเจอซากกระทิง พิกัด 0555856 E/14 03468 N ในเขตทำกิน ม.64 ในพื้นที่หมู่ 1 ต.ป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี. จึงประสานเจ้าหน้าที่อุทยาน เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอแก่งกระจาน ผู้นำชุมชน ตำรวจสภ.แก่งกระจาน เข้าร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุพบเป็นกระทิงเพศผู้ นอนตายอยู่ในไร่ของชาวบ้านอายุประมาณ 2-3 ปี เจ้าหน้าที่ได้นำแบ๊กโฮ ใช้เชือกคล้องนำซากกระทิงขึ้นมาผ่าพิสูจน์ ใช้เวลานานประมาณ 4 ชั่วโมง
พบร่องรอยคล้ายรูกระสุน จำนวน 8 รู บริเวณ แนวสันหลังด้านซ้าย จึงใช้เครื่องตรวจวัตถุโลหะ บริเวณร่องลอยดังกล่าว ตรวจเจอสัญญาณโลหะ จึงได้ทำการผ่าพิสูจน์ พบวัตถุคล้ายกระสุนปืนลูกซอง จำนวน 5 เม็ด บริเวณดังกล่าว และมี 1 เม็ดทำให้ซี่โครงคู่ที่ 4 ฝั่งซ้ายหัก พบลักษณะปอดอัดเสบคั่งเลือด เยื้อหุ้มหัวใจอักเสบ และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบคั่งเลือด คาดว่ามีภาวะอักเสบทั่วร่างกายและติดเชื้อในกระแสเลือดทำให้เสียชีวิต ร่องรอยดังกล่าวถูกยิงมาประมาณ 6-8 ชั่วโมง หลังจากได้ทำการตรวจสอบเสร็จแล้ว จึงได้นำซากกระทิงไปฝังกลบ ตามมาตรการป้องกัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่อาจจะเกิดจากซากสัตว์ป่า ทางเจ้าหน้าที่นำหลักฐานไปส่งดำเนินคดีที่ สภ แก่งกระจาน เพื่อสืบหาตัวผู้กระทำผิดต่อไป


///บรรณรต เพชรบุรี

ศาลฯ จังหวัดพัทยา จัดงาน “วันรพี” เทิดพระเกียรติ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย”

ศาลฯจังหวัดพัทยา จัดงาน “วันรพี” เทิดพระเกียรติ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย”

ผู้พิพากษา หัวหน้าศาลจังหวัดพัทยา นำข้าราชการตุลาการศาลจังหวัดพัทยาและศาลแขวงพัทยา พร้อมด้วย ข้าราชการอัยการ สำนักงานอัยการ ภาค2, สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา, สำนักงานคดีศาลสูง ภาค2, ข้าราชการตำรวจ, ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ, นักกฎหมาย และเมืองพัทยา ร่วมพิธีน้อมรำลึกวางพวงมาลา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” เนื่องใน “วันรพี” ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2568

พิธีเริ่มขึ้นในเวลา 06.55 น. ณ ห้องประชุมชั้น3 ศาลจังหวัดพัทยา ถนนทัพพระยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี นายผาสุก เจริญเกียรติ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยา เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระภิกษุสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ต่อจากนั้นประธานในพิธีนำผู้ร่วมงาน ถวายภัตตาหาร และเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พร้อมกรวดน้ำรับพร เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์

ต่อมา ในเวลา 08.00 น. นายผาสุก เจริญเกียรติ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยา นำข้าราชการตุลาการและผู้ร่วมงาน ประกอบพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะแด่ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์” ณ บริเวณลานด้านหน้าพระอนุสาวรีย์ฯ ในการนี้ นายผาสุก เจริญเกียรติ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยา เป็นผู้ถวายมาลัยข้อพระกร และวางพวงมาลา พร้อมกล่าวคำเทิดพระเกียรติฯ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระ องค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นพระราชโอรส พระองค์ที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬา ลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาตลับ ณ วันพุธ ขึ้น 11 ค่ำ ปีจอ ฉศก จุลศักราช 1236 ตรงกับวาระทางสุริยคติ 21 ตุลา คม พุทธศักราช 2417

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดา ทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะส่งพระราชโอรสทุกพระองค์ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระ องค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ พระองค์ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมาย ก็เนื่องจากช่วงเวลานั้น เมืองไทยมีศาลกงสุลฝรั่ง ชาวยุโรปและอเมริกันมีอำนาจในประเทศ ไทยอย่างมาก ซึ่งยากแก่การปกครอง จึงมีพระทัยตั้งมั่นที่จะพยายามขอยกเลิกอำนาจศาลกงสุลต่าง ๆ ที่มาตั้งพิจารณาพิพากษาคดีชนชาติของตนเสีย เพื่อที่ประเทศไทยของเรา จะได้มีเอกราชทางการศาลอย่างแท้จริง

พระองค์ท่านจึงทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมาย เพื่อจะได้กลับมาพัฒนากฎหมายบ้านเมือง กับพัฒนาผู้พิพากษา และราชการศาลยุติธรรมให้ดีขึ้น และที่สำคัญเพื่อให้ต่างชาติ ยอมรับนับ ถือกฎหมายไทย และยอมอยู่ภายใต้อำนาจศาลไทย พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงมีพระสติปัญญาฉลาดเฉลียวเป็นอย่างยิ่ง ในต้นปี 2434 พระองค์ทรงสามารถสอบผ่านเข้าศึกษา วิชากฎหมายที่วิทยาลัยไครสต์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (Christchurch College Oxford University) ขณะที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุเพียง 17 พรรษา

หลังสอบผ่าน มหาวิทยาลัยไม่ยอมรับเข้าศึกษา โดยอ้างว่าพระชนมายุยังไม่ถึง 18 พรรษา ตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย พระองค์จึงต้องเสด็จไปขอความกรุณา โดยพระองค์ดำรัสว่า “คนไทยเกิดง่ายตายเร็ว”ทางมหาวิทยาลัยจึงยอมผ่อนผัน โดยให้ทรงสอบไล่อีกครั้งหนึ่ง พระองค์ก็ทรงสอบได้อีก และด้วยความที่พระองค์ทรงพระวิริยอุตสาหะเอาพระทัยใส่ในการเรียนเป็นอย่างมาก ทรงสอบไล่ผ่านทุกวิชาและได้รับปริญญาเกียรตินิยมทางกฎหมาย Bachelor of Arts.Hons (B.A. (Oxon)) เมื่อพระชนมายุ 20 พรรษา โดยใช้เวลาศึกษาเพียง 3 ปี ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว พระองค์ก็ทรงตั้งพระทัยว่า จะทรงเรียนเนติบัณฑิตอังกฤษ (Barrister at law) ที่กรุงลอนดอน แล้วจะเสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จกลับมารับราชการ ที่ประเทศไทยเสียก่อน

ในปีพุทธศักราช 2437 เมื่อพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เสด็จกลับมาพระองค์ ทรงรับตำแหน่งเป็นอธิบดีผู้จัดการโรงเรียนมหาดเล็กหลวง เพื่อสอนความรู้เบื้องต้นสำหรับผู้เข้ารับราชการพลเรือนในกระทรวงต่าง ๆ และต่อมาพระองค์ทรงสมัครรับราชการทางฝ่ายตุลาการ แล้วทรงฝึกหัดราชการในกรมราชเลขานุการ และทรงศึกษากฎหมายไทย อย่างจริงจัง ด้วยพระปรีชาสามารถและพระอุตสาหะ ไม่นานพระองค์สามารถทำงานในกรมราชเลขานุการได้ทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะการร่างพระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นองคมนตรีในปีเดียวกันนั้น

ต่อมาในปี 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เป็นสภานายกพิเศษจัดการตั้งศาล ในมณฑลอยุธยา พระองค์ทรงทำการในหน้าที่ด้วยพระปรีชาสามารถ เป็นที่นิยมยินดีของหมู่ชนในมณฑลนั้น ในปีถัดมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เป็นประธานพร้อมด้วยกรรมการไทยและฝรั่ง ช่วยกันตรวจชำระพระราชกำหนดบทพระอัยการเก่าใหม่ และปรึกษาลักษณะการที่จะจัดระเบียบแล้วเรียบเรียงกฎหมายขึ้นใหม่เพื่อเป็นบรรทัดฐาน และในปีเดียวกันนั้นก็ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และคงอยู่ในตำแหน่ง สภานายกพิเศษจัดการ ศาลตามเดิมด้วย ในการปรับปรุงกฎหมาย เบื้องต้นมีการนำกฎหมายอังกฤษมาใช้ โดยใช้กฎหมายวิธีสบัญญัติก่อน ทีแรกมีข้อถกเถียงกันว่าจะใช้ระบบกฎหมาย แบบอังกฤษ หรือจะใช้ระบบกฎหมายซีวิลลอว์ แบบประเทศยุโรปแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระราชหฤทัย ปฏิรูประบบกฎหมายไทย ให้เป็นไปตามแบบประเทศภาคพื้นยุโรป คือ ใช้ระบบ “ประมวลธรรม” แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังนำแนวคิดหลักกฎหมาย อังกฤษบางเรื่องมาใช้ด้วย

ประมวลกฎหมายของไทยฉบับแรก คือ ประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ใช้เวลาร่างทั้งสิ้น 11 ปี โดยสำเร็จลงในปี 2451 พระองค์เจ้ารพีฯ ทรงช่วยแปลต้นร่างที่เขียน เป็นภาษาฝรั่งเศส และอังกฤษมาเป็นภาษาไทย ส่วนประมวลกฎหมายฉบับต่อๆมา ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง วิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพต่าง ๆ พระองค์ก็ทรงมีบทบาทสำคัญในการยกร่างด้วย

ในปีเดียวกันนี้ พระองค์เจ้ารพีฯ มีพระดำริว่า “การที่จะยังราชการศาลยุติธรรมให้เป็นไปด้วยดีนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยการเปิดให้มีการสอนกฎหมายขึ้นเป็นที่แพร่หลาย” จึงทรงสถาปนาโรงเรียนสอนกฎหมายขึ้น สังกัดกระทรวงการยุติธรรม เพื่อให้โอกาสแก่ประชาชนทั้งหลายมีโอกาสรับการศึกษากฎหมาย และพระองค์ทรงแนะนำสั่งสอนด้วยพระองค์เองด้วย

ปลายปีพุทธศักราช 2440 พระองค์ทรงเปิดให้มีการสอบไล่เนติบัณฑิต โดยใช้ศาลาการ เปรียญใหญ่ วัดมหาธาตุ เป็นสถานที่สอบ ใช้เวลาสอบ 6 วัน วันละ 4 ชั่วโมง ให้คะแนนเป็นเกรด ผู้สอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตรุ่นแรกมีทั้งสิ้น 9 คน ผู้สอบได้ลำดับที่ 1 คือ เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเนติบัณฑิตไทยคนแรก

ปี 2441 พระองค์เจ้ารพีฯ ทรงเป็นกรรมการตรวจตัดสินความฎีกา ในคณะกรรมการ มีชื่อว่า “ศาลกรรมการฎีกา” ทำหน้าที่เป็นศาลสูงสุด ของประเทศ แต่ไม่สังกัดกระทรวงยุติธรรม และต่อมาได้กลายมาเป็น ศาลฎีกาในปัจจุบัน ในปี 2442 พระองค์เจ้ารพีฯ ได้รับพระราชทานพระสุพรรณบัฏเป็น “กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์”

ต่อมา ทรงดำริจัดตั้งกองพิมพ์ลายมือขึ้น ทรงสอนวิธีตรวจเส้นลายมือ และวิธีเก็บพิมพ์ลาย มือ สำหรับตรวจพิมพ์ผู้ต้องหาในคดีอาญา เพื่อใช้เป็นหลักฐานเพิ่มโทษผู้กระทำความผิดหลายครั้ง ปี 2453 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองคมนตรี ในปี 2455 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ และในปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นกรมหลวง มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์คชนาม” พระองค์เจ้ารพีฯ ทรงประชวรด้วยพระวัณโรค ที่พระวักกะ (ไต) และได้ขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาพักราชการรักษาพระ องค์ และได้เสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แพทย์ได้จัดการรักษาและถวายพระโอสถอย่างเต็มความสามารถ แต่พระอาการหาทุเลาลงไม่ จนกระทั่งวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2463 พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ก็สิ้นพระชนม์ สิริพระชนมายุ 47 พรรษา

วงการนักกฎหมาย ได้ถือเอาวันที่พระองค์สิ้นพระชนม์ เป็นวันรำลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ท่าน ที่มีต่อวงการกฎหมายไทย โดยใช้ชื่อว่า “วันรพี” เพื่อน้อมรำลึกถึง พระกรุณาธิคุณของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
ผู้ทรงได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นนักนิติศาสตร์ และทรงวางระบบแบบแผน ศาลยุติธรรม รวมถึงทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย อันเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่งแก่ประเทศชาติ


โยธิน พรมแตง รายงาน

สีสันการแสดงโชว์ลีลา ”ค็อกเทลเชค” ของนักเรียนวิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ในหลักสูตรด้านบริการทำเอานักชิมยิ้มหวาน

สีสันการแสดงโชว์ลีลา ”ค็อกเทลเชค” ของนักเรียนวิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบ คีรีขันธ์ ในหลักสูตรด้านบริการทำเอานักชิมยิ้มหวาน

8 ส.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบฯ นายสมชาย ทิพย์ประเสริฐ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ จัดกิจ กรรมประกวดและค้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องดื่ม หลักสูตรการเรียนการสอนในประเภทวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กลุ่มอาชีพการโรงแรม โดยมีการบูรณาการเรียนรู้ร่วมกับผู้เชี่ยว ชาญเฉพาะด้าน มาร่วมถ่ายทอดความรู้และทักษะเชิงวิชาชีพให้แก่นักเรียน โดยได้รับเกียรติจากหลายหน่วยงานรัฐเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

โดยบริเวณภายในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงโชว์ความสามารถของน้องนัก ศึกษาในการใช้อุปกรณ์ฯขวดน้ำและแก้วเชคนำมาแสดงโชว์ลีลาการวาดลวดลายหวาด เสียวบนเวทีการแสดงไปตามสเต็ป เรียกเสียปรบมือจากผู้ชมดังสนั่นหวั่นไหว ซึ่งการแสดงโชว์นี้เป็นหนึ่งในหลักสูตรขั้นเทพที่อาจหาชมได้ยาก โดยเพราะลีลาของอาจารย์ผู้ฝึกสอน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพด้าน Mixology รางวัลอันดับ 4 ของโลก จากการแข่งขัน World Championship มาร่วมโชว์ลีลา ”ค็อกเทลเชค” ร่วมกันน้องนักเรียนเพื่อถ่ายทอดความรู้และทักษะเชิงวิชาชีพให้นักเรียนและแขกรับเชิญชมลีลา ”ค็อกเทลเชค” เรียกน้ำย่อย ก่อนจะเข้าสู่การประกวด เพื่อค้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องดื่ม

โดยให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพด้านการรังสรรค์เครื่องดื่มนวัตกรรมแบบต่าง ๆ เป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ของน้องนักเรียนก่อนจบหลักสูตร เพื่อนำไปต่อยอดองค์ความรู้ด้านธุรกิจบริการ และเชื่อมโยงภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นการยกระดับความน่าสนใจของกิจกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการผลักดันเยาวชนผู้สนใจเรียนรู้ให้มีทักษะความคิดสร้างสรรค์ต่อการเป็นมืออาชีพ เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อการพัฒนาทักษะอาชีพดังกล่าวต่อเยาวชนไทยในอนาคตต่อไป  

นายสมชาย ทิพย์ประเสริฐ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า เป้าหมายการเปิดสอนในหลักสูตรนี้เนื่องจากนักเรียนมีความสนใจอาชีพบาร์เทนเดอร์การโรง แรมและการท่องเที่ยว หลังทราบว่ารุนพี่ที่จบหลักสูตรนี้ไปก่อนหน้า นำไปสร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัวหลายหมื่นบาทต่อเดือน ทางวิทยาลัยจึงพยายามแสวงหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาสอนให้นักเรียนได้เข้าใจและนำไปปฏิบัติได้จริงเมื่อจบออกไป และมีโอกาสได้นำนักศึกษาในสายวิชาดังกล่าวไปศึกษาดูงานการโรงแรมในสถานที่ต่าง ๆ เมื่อเขาเห็นรุ่นพี่ทำงานในสายอาชีพนี้ได้จริงจึงเกิดแรงบันดาลใจ เราจึงแสวงหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาเสริมทักษะการเรียนการสอนโดยเน้นปฏิบัติจริงเพื่อต่อยอดในหลักสูตรภาควิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กลุ่มอาชีพการโรงแรมให้นักเรียนได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เมื่อจบออกไปจะได้นำความรู้ไปต่อยอดในการเลือกประกอบอาชีพในสายวิชาชีพที่ตนชอบเพื่อนำไปสร้างรายได้ให้กับตนเองได้จริง


นัครินทร์/รายงานข่าว

ปิดเกมส์ศึกลูกเหล็กในการแข่งขันกีฬาเปตองเพื่อป้องกันยาเสพติด ชิงรางวัลเงินสดพร้อมถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา

ปิดเกมส์ศึกลูกเหล็กในการแข่งขันกีฬาเปตองเพื่อป้องกันยาเสพติด ชิงรางวัลเงิน สดพร้อมถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา

เวลา 16.00 น. วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ สนามกีฬาศูนย์เยาวชนเมืองพัทยา นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและปิดการแข่งขันกีฬาเปตองเพื่อป้องกันยาเสพติด ประจำปี 2568 โดยมีนายภาสกร อยู่สมบูรณ์ นายประสาทพร ดีเด่น และนายวุฒิธร แสงอุไร สมาชิกสภาเมืองพัทยา ร่วมมอบรางวัลแก่นักกีฬา ซึ่งมีผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนในสังกัดเมืองพัทยา ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

เนื่องด้วยเมืองพัทยา โดยฝ่ายกิจกรรมเด็กและเยาวชน สำนักการศึกษา กำหนดจัดการแข่ง ขันกีฬากีฬาเปตองเพื่อป้องกันยาเสพติด ระหว่างวันที่ 6 – 7 สิงหาคม 2568 ณ สนามกีฬาศูนย์เยาวชนเมืองพัทยาในโครงการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อป้องกันยาเสพติด ประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนในเขตเมืองพัทยามีกิจกรรมที่หลากหลาย และมีประโยชน์รู้เท่าทันโทษพิษภัยของยาเสพติด ซึ่งในวันนี้เป็นพิธีมอบรางวัลและปิดการแข่งขันกีฬาเปตอง

โดยผลการแข่งขันในรุ่นอายุต่างๆ มีดังต่อไปนี้

  • รุ่น 12 ปี ชาย
    • ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 1 (เชิญ พิศลยบุตรราษฎร์บำเพ็ญ) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 2,500 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 4 (วัดหนองใหญ่) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 1,500 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 2 (เจริญราษฎร์อุทิศ) และโรงเรียนเมืองพัทยา 7 (บ้านหนองพังแค) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 1,000 บาท
  • รุ่น 12 ปี หญิง
    • ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 1 (เชิญ พิศลยบุตรราษฎร์บำเพ็ญ) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 2,500 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 4 (วัดหนองใหญ่) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 1,500 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 3 (วัดสว่างฟ้าพฤฒาราม) และโรงเรียนเมืองพัทยา 7 (บ้านหนองพังแค) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 1,000 บาท
  • รุ่น 14 ปี ชาย
    • ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 1 (เชิญ พิศลยบุตรราษฎร์บำเพ็ญ) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 2,500 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 10 (บ้านเกาะล้าน) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 1,500 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 4 (วัดหนองใหญ่) และโรงเรียนเมืองพัทยา 5 (บ้านเนินพัทธยาเหนือ) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 1,000 บาท
  • รุ่น 14 ปี หญิง
    • ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 1 (เชิญ พิศลยบุตรราษฎร์บำเพ็ญ) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 2,500 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 7 (บ้านหนองพังแค) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 1,500 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 2 (เจริญราษฎร์อุทิศ) และโรงเรียนเมืองพัทยา 5 (บ้านเนินพัทธยาเหนือ) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 1,000 บาท
  • รุ่น 16 ปี ชาย
    • ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 7 (บ้านหนองพังแค) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 2,500 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 1 (เชิญ พิศลยบุตรราษฎร์บำเพ็ญ) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 1,500 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 2 (เจริญราษฎร์อุทิศ) และโรงเรียนเมืองพัทยา 3 (วัดสว่างฟ้าพฤฒาราม) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 1,000 บาท
  • รุ่น 16 ปี หญิง
    • ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 7 (บ้านหนองพังแค) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 2,500 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 1 (เชิญ พิศลยบุตรราษฎร์บำเพ็ญ) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 1,500 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนเมืองพัทยา 4 (วัดหนองใหญ่) และโรงเรียนเมืองพัทยา 2 (เจริญราษฎร์อุทิศ) ได้รับถ้วยเกียรติยศจากนายกเมืองพัทยา พร้อมเงินรางวัล 1,000 บาท

ภาพข่าว/อำนวยชัย มลิลา
นายโยธิน พรมแตง
บรรณาธิการข่าว อาวุโส
สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

กอ.รมน.จว.นครพนม จัดกิจกรรมเสริมสร้างความรักความสามัคคี ผนึกกำลังผู้นำชุมชนเยี่ยมชมโครงการทหารพันธุ์ดี ตามแนวทางศาสตร์พระราชา

กอ.รมน.จว.นครพนม จัดกิจกรรมเสริมสร้างความรักความสามัคคี ผนึกกำลังผู้นำชุมชนเยี่ยมชมโครงการทหารพันธุ์ดี ตามแนวทางศาสตร์พระราชา

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนครพนม (กอ.รมน. จว.น.พ.) นำโดยพันเอก ครรชิต ประสันสอย รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 / รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนครพนม จัดกิจกรรมเสริมสร้างเครือข่ายและจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเสริมสร้างความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ โดยมีคณะผู้นำชุมชนจากเทศบาลเมืองนครพนม พร้อมด้วยสื่อมวลชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 50 คน ที่มณฑลทหารบกที่ 210 ค่ายพระยอดเมืองขวาง ตำบลกุรุคุ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรัก ความสามัคคี ความเข้มแข็งของเครือข่ายผู้นำชุมชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยภายในงานผู้เข้าร่วมได้เยี่ยมชม “โครงการทหารพันธุ์ดี” พร้อมรับฟังการบรรยายในหัวข้อ “ศาสตร์พระราชาและเศรษฐกิจพอเพียง” การฝึกผสมปุ๋ยอินทรีย์ และร่วมรับแจกเมล็ดพันธุ์พระราชทาน เพื่อนำไปส่งเสริมการเกษตรแบบพอเพียงในระดับชุมชน พร้อมเสริมสร้างองค์ความรู้และเปิดโอกาสให้ผู้นำชุมชนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวทางการพัฒนาเครือข่าย และขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับชุมชน


ฟร้องข่าวด่วนนครพนม รายงาน

“สงวนวงษ์อุตสาหกรรม” โชว์ศักยภาพมันสำปะหลังไทย ในเวทีโลก ในงาน WTC 2025

“สงวนวงษ์อุตสาหกรรม” โชว์ศักยภาพมันสำปะหลังไทยในเวทีโลก ในงาน WTC 2025 เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก

กลุ่มบริษัทสงวนวงษ์อุตสาหกรรม ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของประเทศไทย บนเวทีระดับนานาชาติ ด้วยการเข้าร่วมงาน World Tapioca Conference 2025 (WTC 2025) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–31 กรกฎาคม 2568 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Thailand Tapioca Next: Go Global Go Together”

งานประชุมในครั้งนี้จัดโดย กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และได้รับเกียรติจาก นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน จาก 16 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก

กลุ่มบริษัทสงวนวงษ์อุตสาหกรรม โดย คุณธิดารัตน์ รอดอนันต์ และ คุณโชติมา ลีอังกูร กรรมการผู้จัดการ ได้นำเสนอศักยภาพและเทคโนโลยีการแปรรูปมันสำปะหลังของบริษัท ผ่านนิทรรศการสุดล้ำ พร้อมลงนาม สัญญาซื้อขายและบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับพันธมิตรระดับนานาชาติ รวมมูลค่าการค้ากว่า 10,900 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณมันสำปะหลังกว่า 1.48 ล้านตัน และสามารถใช้หัวมันสดในประเทศได้สูงถึง 3.57 ล้านตัน

ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การลงนามความร่วมมือระหว่าง บริษัท สงวนวงษ์สตาร์ช จำกัด โดย คุณธิดารัตน์ รอดอนันต์ กับคู่ค้าต่างชาติ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของผลิตภัณฑ์แปรรูปมันสำปะหลังไทยสู่ระดับสากล

การเข้าร่วม WTC 2025 ครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทสงวนวงษ์ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมผลักดันเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เข้มแข็ง และยกระดับเกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

ผวจ.นครพนม เปิดโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม กิจกรรมการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์”

ผวจ.นครพนม เปิดโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม กิจกรรมการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์”

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมวิวแม่น้ำโขง โรงแรมฟอร์จูน วิวโขง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ว่าราชการจังหวัดนคร พนม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม กิจกรรมการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม ระดับจังหวัด ประจำปี 2568

โดยมีนางกนกรัชต์ วงษ์กาฬสินธุ์ พัฒนาการจังหวัดนครพนม กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนางสงวน มะเสนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นางธนวัน อุ่นเพชรวรากร ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครพนม รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครพนมท. ผู้แทนอธิบดีมหาวิทยาลัยนครพนม หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประธานหอการค้าจังหวัดนครพนม และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม ร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการประกวดฯ เพื่อพัฒนาทักษะผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทผ้าและงานหัตถกรรม ให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ มีรายได้เพิ่มให้กับชุมชน

โดยน้อมนำแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น องค์ความรู้ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรม แต่ละประเภทให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และคัดเลือกผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม


ฟร้องข่าวด่วน เทพข่าวร้อน รายงานนครพนม

แพทย์ทหารเตือน “หน้าฝนนี้ ระวังป่วยโรคเมลิออยโดสิส หรือโรคไข้ดิน”

แพทย์ทหารเตือน “หน้าฝนนี้ ระวังป่วยโรคเมลิออยโดสิส หรือโรคไข้ดิน”

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในช่วงฤดูฝน โรคเมลิอออยโดสิส หรือโรคไข้ดิน ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เบอร์โคเดอเรีย สูโดมัลลิอาย (Burkholderia Pseudomallei) พบได้ทั่วไปในดิน ในน้ำ นาข้าว ท้องไร่ สวนยาง ทั่วทุกภาคในประเทศไทย ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จับปลา ลุยน้ำ ปลูกแปลงผัก ทำสวนยาง จับปลา หรือลุยโคลน เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ 1. การสัมผัสน้ำ หรือดินที่มีเชื้อปนเปื้อน 2. ดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป และ 3. สูดหายใจเอาฝุ่นจากดินที่มีเชื้อเจือปนอยู่เข้าไป หลังติดเชื้อประมาณ 1-21 วัน จะเริ่มมีอาการเจ็บป่วย แต่บางรายอาจนานเป็นปี ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับและภูมิต้านทานของแต่ละคน อาการของโรคนี้ไม่มีลักษณะเฉพาะ จะมีความหลากหลายคล้ายโรคติดเชื้ออื่นๆ หลายโรค เช่น มีใช้สูง มีฝีที่ผิวหนัง มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ อาจติดเชื้อเฉพาะที่ หรือติดเชื้อแล้วแพร่กระจายทั่วทุกอวัยวะและเสียชีวิตได้

สถานการณ์โรคเมลิออยโดสิส หรือโรคไข้ดิน กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 55-64 ปี รองลงมา คือ กลุ่ม 65 ปีขึ้นไป อาชีพที่มีจำนวนผู้ป่วยสูงสุด คือ เกษตรกร

ในการนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร มีความห่วงใยข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 จากโรคภัยดังกล่าว รวมทั้งพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งกลุ่งเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคธาลัสซีเมีย และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงขอแนะวิธีการป้องกันโรคเมลิออยโดสิส หรือโรค ไข้ดิน สามารถทำได้ ดังนี้ 1) ผู้ที่มีบาดแผลให้หลีกหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลน หรือสัมผัสดินและน้ำโดยตรง หากจำเป็น ขอให้สวมรองเท้าบูท ถุงมือยาง กางเกงขายาวหรือชุดลุยน้ำ และรีบทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาดและสบู่ 2) หากมีบาดแผลที่ผิวหนัง ควรรีบทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลจะแห้งสนิท 3) รับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำต้มสุกหรือน้ำขวดที่ผ่านมาตรฐานทุกครั้ง 4) หลีกเลี่ยงการสัมผัสลมฝุ่น และการอยู่ท่ามกลางสายฝน และ 5) ลดละเลิกการดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ ซึ่งจะทำให้สุขภาพดีขึ้น และมีภูมิต้านทานโรคดีขึ้น ทั้งนี้ หากมีอาการป่วยไข้สูงติดต่อกันเกิน 5 วัน ควรรีบพบแพทย์ทันที

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชน ในยามวิกฤตทุกโอกาส