ตม.จว.นครพนม บุกรวบหนุ่มเมียนมา ให้ที่พักพิงเพื่อนร่วมชาติ ผิดกฎหมาย

ตม.จว.นครพนม บุกรวบหนุ่มเมียนมา ให้ที่พักพิงเพื่อนร่วมชาติผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2568 เวลา 12.40 น. ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ภัทรพงศ์ อินวรรณา ผกก.ตม.จว.นครพนม, พ.ต.อ.แสวง คนคล่อง ผกก.สภ.ธาตุพนม, พ.ต.ท.สุภมิตร กะตะศิลา รอง ผกก.ตม.จว.นครพนม, พ.ต.ท.ไพฑูลย์ ศิริพยัคฆ์ รอง ผกก.สส.สภ.ธาตุพนม, พ.ต.ท. เกียรติคุณ ดวงแก้ว สว.ตม.จว.นครพนม, พ.ต.ท.มุกดา นันทะพันธ์ สว.สส.สภ.ธาตุพนม ได้สั่งการให้ เจ้าพนักงานตำรวจ ตม.จว.นครพนม ร่วมกับ จนท.ตร.สภ.ธาตุพนม ตรวจสิบคนต่าง ด้าวในพื้นที่ ที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีคนต่างด้าวมาพักอาศัยอยู่บ้านฝั่งแดง หมู่ที่ 9 ต.ฝั่งแดง อ.ธาตุพนม จว.นครพนม เจ้าพนักงานชุดจับกุมจึงร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ออกตรวจป้องกันปราบปรามการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองและการกระทำความผิดกฎหมายอื่นๆ ในพื้นที่ตามที่รับแจ้งดังกล่าว

ขณะออกตรวจบริเวณพบ นายชาไฟติน ไม่มีนามสกุล (Mr.SAFAITIN) อายุ 20 ปี สัญชาติ เมียนมาร์ (ทราบชื่อภายหลัง) อยู่บริเวณดังกล่าว เมื่อผู้ถูกจับเห็นรถยนต์ตรวจการณ์ของ เจ้าพนักงานได้แสดงอาการมีพิรุธ เดินลุกลี้ลุกลน พยายามเดินหนีหน้า เจ้าพนักงานจึงได้แสดงตนและขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวของผู้ถูกจับ โดยผู้ถูกจับไม่สามารถแสดงเอกสารใดๆต่อเจ้าพนักงานได้ และรับว่าตนเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์ ได้ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักร และไม่มีเอกสารหนังสือเดินทางแต่อย่างใด จึงแจ้งข้อกล่าวหากับ นายซาไฟตินฯ ว่า “เป็นคนต่างด้าว (เมียนมาร์) เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” โดยได้พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 248 บ้านฝั่งแดง หมู่ที่ 9 ต.ฝั่งแดง อ.ธาตุพนม จว.นครพนม

เจ้าหน้าที่จึงได้ขยายผลเข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ดังกล่าว พบนาย ซาไฮจาลา ไม่มีนามสกุล (MR.SHAHIDJALAL) สัญชาติ เมียนมาร์ อายุ 29 ปี อยู่ในบ้านเลขที่ดังกล่าว จึงขอตรวจสอบเอกสารพบว่า มีเอกสารแบบรายชื่อตามความต้องการจ้างคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมาร์ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 256โดยได้รับสิทธิ์ ตามประกาศกระทรวงมหาด ไทย ให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษถึง วันที่ 13 ธันวาคม 2568 แต่ได้แอบนำ นายซาไฟตินฯ ซึ่งลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ให้เข้าพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวเป็นระยะเวลาประมาณ 2 เดือน และรู้ว่า นายซาไฟตินฯ ไม่มีหนังสือเดินทางและเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ชุดจับกุมเห็นว่า เป็นความผิดจึงแจ้งข้อกล่าวหากับ นาย ซาไฟติน ว่า เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต“ ส่วนนายชาไฮจาลาฯ แจ้งข้อหา ”ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นการจับกุม” ควบคุมตัวทั้ง 2 ราย ส่ง สภ.ธาตุพนม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ฟร้องข่าวด่วน นครพนม
เทพข่าวร้อน รายงาน

พล.ต.อ.ธนายุตม์ ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญและอำลาหน่วย “สภ.พระทองคำ” ภ.จว. นครราชสีมา

ตามนโยบายเน้นหนักของ ผบ.ตร. ข้อ 15 เรื่องสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ ตามคำสั่ง ตร. ที่ 225/2568 ลง 9 เม.ย.68 ประกอบบันทึกสั่งการ ผบ.ตร. ลง 11 เม.ย.2568 ท้ายหนังสือ สง.รอง ผบ.ตร.(บร) ที่ 0001(บร)/79 ลง 11 เม.ย.2568 เรื่อง การมอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในงานบริหาร มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ สกพ. รวมทั้งสั่งและปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ในลักษณะงานสวัสดิการ ตร. และตามอนุมัติ ผบ.ตร. ท้ายหนังสือ สง.ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.ฯ ที่ 0001(บร 1)/320 ลง 13 ส.ค.68 ให้ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ ข้าราชการตำรวจสังกัด สภ.พระทองคำ ภ.จว. นครราชสีมา

วันนี้(วันศุกร์ที่ 15 ส.ค.68) เวลา 14.30 น. พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เดินทางไปตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญและอำลาหน่วย “สภ.พระทองคำ” ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง สว.(หัวหน้าสถานี) สภ.สระพระ (ชื่อเดิมในขณะนั้น) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ไพโรจน์ ขุนหมื่น, ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา, พ.ต.อ.ราชศักดิ์ ญาณอุบล รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา, พ.ต.อ.อิทธิพัทธ์ ศรีมั่น, ผกก.สภ.พระทองคำ, คุณเจริญ ชอบเรียบร้อย ประธาน กต.ตร.สภ.พระทองคำพร้อมข้าราชการตำรวจ สังกัด สภ.พระทองคำ เข้าร่วม

พร้อมทั้งได้มอบของที่ระลึก, พัดลม 14 นิ้ว จำนวน 5 ตัว, แก้ว 49 ใบ, ผ้ายันต์ท้าวเวสสุวรรณ จำนวน 49 ผืน และเหรียญผ้าห่มพระพุทธปฏิมากร จากเมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย จำนวน 49 ชิ้น ให้กับข้าราชการตำรวจในสังกัด สภ.พระทองคำ ทุกนาย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจ ในการนี้ได้ปลูกต้นประดู่แดง เพื่อเป็นที่ระลึกไว้บริเวณหน้า สภ.พระทองคำ ณ สภ.พระทองคำ ถ. สุรนารายณ์ ต.สระพระ อ.พระทองคำ จ.นครราชสีมา


“ทวี-เดชอิศม์” ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แถลงจับกุมไอซ์กว่า 900 กก. พร้อมยึดทรัพย์อีกหลายรายการ

“ทวี-เดชอิศม์” ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แถลงจับกุมไอซ์กว่า 900 กิโลกรัม พร้อมยึดทรัพย์อีกหลายรายการ

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2568 เวลา 12.00 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อแถลงผลการจับกุมนักค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า อ.ยะลา จ.ยะลา โดยมี พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการ ศอ.บต.,พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4,พล.ต.ต.อาชาน จันทร์ศิริ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และผู้แทน ผอ.ป.ป.ส. ภาค 9 ร่วมแถลงข่าว

พ.ต.อ.ทวีฯ กล่าวว่า ขอชื่นชมการทำงานของฝ่ายความมั่นคงที่ได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน นำมาสู่การจับกุมในครั้งนี้ โดยรายแรกเป็นการนำยาเสพติดจากชายแดนบริเวณสาม เหลี่ยมทองคำเป้าหมายอยู่ที่ตากใบ ไอซ์ 900 กิโลกรัม รายที่ 2 เป็นการขยายเครือข่ายจากการจับยาไอซ์เมื่อครั้งที่แล้ว และยังมีทรัพย์สินอยู่จึงนำมาสู่การยึดทรัพย์ รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาดและเราจะแก้ให้ครบทุกวงจร ซึ่งรวมถึงกระท่อมและกัญชา ที่ตอนนี้ไม่มีกฎหมายควบคุมโดยตรง แต่ทั้งสองสิ่งก็เป็นภัยกับประชาชน จึงต้องขอชื่นชมผลงานของกองทัพภาคที่ 4 กอ.รมน. ตำรวจ ฝ่ายปกครอง เราจะไม่ปล่อยให้ยาเสพติดมาทำร้ายประชาชนอีก เพราะหากยาเสพติดอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ชาย แดน นอกจากทำให้ระบบเศรษฐกิจเสียหายแล้ว ยังจะไปก่อให้เกิดความไม่สงบในภาคใต้แล้วก็ทำให้ครอบครัวแตกแยกด้วย” พ.ต.อ.ทวีฯ กล่าว

นายเดชอิศม์ฯ กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญระดับต้นๆ ของประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดและประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ในการกวาดล้างเครือข่ายขบวนการยาเสพติดให้หมดไปจากประเทศไทย ซึ่งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการบูรณาการร่วมกันทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ป.ป.ส. DSI สาธารณสุข ตามที่ได้ประกาศปฏิบัติการ No Drugs No Dealers สู่ Zero Drugs Thailand ประเทศไทยต้องปลอดยาเสพติด ต้องไม่มีทั้งผู้เสพ และผู้ค้า ดังนั้นเมื่อเราจับได้เราก็ต้องย้อนไปที่ต้นทางให้ได้ว่า มาจากไหน มาอย่างไร แล้วปลายทางไปจบที่ใคร ต้องขุดรากถอนโคนขบวนการนี้ให้ได้ทั้งหมด จึงขอฝากไปยังขบวนการค้ายาเสพติดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เบื้องหน้าหรือผู้สมคบว่า ต่อไปนี้ถ้ายังไม่เลิก ก็จะอยู่แบบปกติสุขในประเทศไทยไม่ได้เลยอย่างเด็ดขาด นายเดชอิศม์ฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“พรรครวมพลังประชาชน” เปิดประชุมใหญ่สายไหม คึกคัก ! ปักหมุดสาขาแรกในกรุงเทพฯ สร้างฐานการเมืองใหม่

“พรรครวมพลังประชาชน” เปิดประชุมใหญ่สายไหม คึกคัก! ปักหมุดสาขาแรกในกรุงเทพฯ สร้างฐานการเมืองใหม่

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 พรรครวมพลังประชาชน จัดประชุมใหญ่เพื่อจัดตั้งสาขาพรรค ณ หอประชุมโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา ถนนพหลโยธิน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เต็มไปด้วยสมาชิกผู้สนับสนุนที่ตบ เท้าเข้าร่วมแสดงพลัง

ที่ประชุมมีวาระสำคัญในการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค ซึ่งมีรายชื่อดังนี้

  • นายอัชฌา ภูมินิลรัตน์ ประธาน
  • ร.ต.ชูชีพ แนบสนิท รองประธาน
  • นายสุเทพ รุ่งเรื่อง รองประธาน
  • นางจีรพร หมื่นนาค เลขานุการสาขา
  • พร้อมด้วยกรรมการอีกหลายราย อาทิ นางณิฐา ศรีโพธิ์, น.ส.ปราณิสา สุดวิเศษ,นางกิติมา สิงห์ลา, น.ส.นกุมล ณ นิมิตร, ร.ท.สมชาย เนื้อทอง, น.ส.วาสนา พิลาดี และ น.ส. ชนิษฐ์ คุณสิงห์ ที่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์

นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชน เปิดเผยว่า การเปิดประชุมและตั้งสาขาในเขตสายไหมครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกของการขยายเครือข่ายพรรคในกรุงเทพมหานคร เพื่อให้พรรคมีรากฐานที่แข็งแรง พร้อมเดินหน้าสู่สนามการเมืองใหญ่ในอนาคต

ทั้งนี้ สำนักงานสาขาพรรคตั้งอยู่ที่ 162/68 ซอยเพิ่มสิน 20 แยก 6 แขวงคลองถนน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร โดยคาดว่าการเปิดสาขาใหม่จะช่วยเพิ่มบทบาทพรรคในการเชื่อมโยงกับประชาชนและขับเคลื่อนนโยบายได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

พรรครวมพลังประชาชน #การเมืองไทย #ประชุมใหญ่ #ตั้งสาขาพรรค #สายไหม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แปลงใหญ่หอมแดงบ้านโปร่งมีชัย จ.ชัยภูมิ ผลิตหอมแดงคุณภาพ สร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรในพื้นที่

แปลงใหญ่หอมแดงบ้านโปร่งมีชัย จ.ชัยภูมิ ผลิตหอมแดงคุณภาพ สร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรในพื้นที่

นายชายศักดิ์ วุฒิศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า หอมแดงนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดชัยภูมิ เป็นพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกร เนื่องจากปลูกง่าย ใช้ระยะเวลาในการเจริญเติบโตสั้น และให้ผลผลิตคุ้มค่า หอมแดงจึงกลายเป็นพืชทางเลือกที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในช่วงเวลาหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งพื้นที่ว่างสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เสริม ลดการพึ่งพารายได้จากการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังสามารถวางแผนการผลิตและจำหน่ายได้อย่างยืดหยุ่นตามรอบฤดูกาลและความต้องการของตลาด

สศท.5 ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของแปลงใหญ่หอมแดงบ้านโปร่งมีชัย ตำบลโคกเริงรมย์ อำเภอ บำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ เริ่มดำเนินการปี 2563 และจดทะเบียนพาณิชย์ในนามกลุ่มห้างหุ้นส่วนจำกัด แปลงใหญ่หอมแดง บ้านโปร่งมีชัย ปี 2565 ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูก 70 ไร่ เกษตรกรสมาชิก 37 ราย โดยมีนายวิชัย มีชำนาญ เป็นประธาน สมาชิกกลุ่มมีการเพาะปลูกพืชอื่นเป็นหลัก อาทิ ข้าวโพด มันสำปะหลัง และอ้อยซึ่งจะแบ่งพื้นที่ไว้ปลูกหอมแดงเฉลี่ย 1-2 ไร่/ครัวเรือน ผลผลิตหอมแดงของสมาชิกผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP แล้วบางส่วน และมีรายอื่นอยู่ระหว่างการขอรับรองมาตรฐาน พันธุ์ที่นิยมปลูกคือ พันธุ์อินโด พันธุ์พระราชทาน และพันธุ์พื้นบ้าน เนื่องจากมีขนาดหัวใหญ่ สีแดงสด ไม่ฝ่อง่าย ประกอบกับเกษตรกรมีความเชี่ยวชาญ และนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการปลูกทำให้หอมแดงมีคุณภาพ เก็บไว้ได้นาน ไม่ฝ่อง่าย บริโภคปลอดภัย อีกทั้งกลุ่มแปลงใหญ่ยังได้รับการสนับสนุนปุ๋ยหมักจากเกษตรอำเภอ ลดการใช้สารเคมี มีการจัดทำแปลงทดลองเรียนรู้การปลูกโดยทำการเปรียบเทียบวิธีแบบเกษตรกรในท้องถิ่น และแบบเชิงวิชาการ เพื่อเพิ่มทักษะและความรู้ในการเพาะปลูกหอมแดง

ด้านสถานการณ์การผลิตปี 2568 ของกลุ่มแปลงใหญ่ เกษตรกรจะทำการเพาะปลูกหอมแดง 2 รอบการผลิต โดยรอบแรกเพาะปลูกช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 120 วัน เก็บเกี่ยวช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และรอบที่ 2 เพาะปลูกช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 45 วัน เก็บเกี่ยวช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม โดยผลผลิตหอมแดงทั้ง 2 รอบการผลิตรวมทั้งสิ้น 233 ตัน คิดเป็นผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 1,500 กิโลกรัม/ไร่/ปี ซึ่งเกษตรกรนิยมเพาะปลูกช่วงฤดูหนาวมากที่สุด เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย หอมแดงชอบอากาศหนาวทำให้หัวหอมแดงมีขนาดหัวใหญ่ ได้ผลผลิตดี และน้ำหนักเยอะ โดยราคาหอมแดงคละ ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 25–27 บาท/กิโลกรัม ด้านการจำหน่าย ผลผลิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 90 จำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางจากต่างจังหวัด ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ และผลผลิต ร้อยละ 10 เกษตรกรจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้ ผลผลิตบางส่วนกลุ่มแปลงใหญ่ได้นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาหม่องหอมแดง ในชื่อแบรนด์หอมมีชัย เพื่อจำหน่ายและนำไปใช้ภายในกลุ่ม ทั้งนี้ จากการจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มแปลงใหญ่ สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 4,400,000 บาท/ปี รายได้เฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 2,400,000 บาท/ปี

สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป กลุ่มแปลงใหญ่มีความต้องการจัดตั้งห้องเย็นเพื่อใช้ในการเก็บรักษาหอมแดง โดยมีเป้าหมายในการรวมผลผลิตจากเกษตรกรให้เก็บรักษาในที่เดียวกัน เพื่อคงคุณภาพและยืดอายุการเก็บรักษา พร้อมทั้งสามารถจำหน่ายรวมกันในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงขณะนี้กลุ่มแปลงใหญ่ กำลังดำเนินการผลิตน้ำพริกที่มีหอมแดงเป็นส่วนผสม เช่น น้ำพริกราดปลา โดยเลือกใช้หอมแดงจากผลผลิตของกลุ่มเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างในตลาด

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชัยภูมิ ได้สนับสนุนองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในด้านการผลิต การแปรรูป และช่องทางการตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เพื่อคงคุณภาพของผลผลิต เกษตรกรควรตรวจสอบแปลงอย่างสม่ำเสมอ และเฝ้าระวังโรคหนอนชอนใบและโรคราอย่างใกล้ชิด หากท่านใดสนใจข้อมูลสถานการณ์การผลิตหอมแดงของแปลงใหญ่หอมแดงบ้านโปร่งมีชัย หรือสถานการณ์หอมแดงของจังหวัดชัยภูมิ สอบถามได้ที่ สศท.5 นครราชสีมา โทร. 0 4446 5079 หรือ อีเมล zone5@oae.go.th


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ควันหลงงานสังสรรค์กระชับมิตร “สุนทร ช่วยตระกูล (ทอนส์79)” สมานฉันท์อบอุ่น โรงแรมรัตนโกสินทร์ ราชดำเนิน 14 ส.ค.68

ควันหลงงานสังสรรค์กระชับมิตร “สุนทร ช่วยตระกูล (ทอนส์79)” สมานฉันท์อบอุ่น โรงแรมรัตนโกสินทร์ ราชดำเนิน 14 ส.ค.68

เก็บตกควันหลง สังสรรค์กระชับมิตร สุนทร ช่วยตระกูล ”ทอนส์ 79″ ครั้งที่ 47 บก.ข่าว “ยุทธ ศาสตร์–มหาราษฏร์” ณ ห้องราชา 1-5 โรงแรมรัตนโกสินทร์ เมื่อ 14 ส.ค.2568 มีเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่เคารพรัก และสื่อมวลชน ร่วมงานคับคั่ง

มาร่วมงานตั้งแต่แดดร่มลมตก คืออดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง “นายแพทย์ ประสงค์ บูรณ์พงศ์” และ “ปรพล อดิเรกสาร” ที่ปรึกษา มท.3 “ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ” ผอ.พรรครวมไทยสร้างชาติ มารอบดึก,“พล.ท.อนันต์ เครือแก้ว” อดีต ปษ.รมว.กลาโหม,“พล.ท.มีชัย ห้องริ้ว” อดีต ผอ.ททบ.5 รองแม่ทัพภาค 1,“พล.อ.ดร.ปกิตน์ สันตินิยม” อดีตเสนาธิการทหารกองพลพัฒนา,“พล.อ.ประเสริฐ ยังประภากร” อดีตนายทหารราชองค์รักษ์,“พล.ท.ไกรเทพ อนุศักดิ์”,“พล.ต.วรวิทย์ (เสธฯ หลอ)”,“อจ.ไพศาล พืชมงคล” กูรูใหญ่ทางการเมือง,“วัชระ เพชรทอง” อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์

“ดร.อดิศร ไชยคุปต์” รองอัยการสูงสุด “สุทิน บัวตูม” ผจก.ฟุตซอลทีมชาติไทย “ปริญญา จั่นสัญจัย” อดีตรองอธิบดีอัยการ อาญากรุงเทพใต้, “เเสน เจริญจิตร” นายกสมาคมนักธุรกิจท่องเที่ยวภาคใต้

สายนายตำรวจที่ให้เกียรติร่วมงาน มี “พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ พิสุทธิศักดิ์” บิ้กต้อย อดีต ผช.ผบ. ตร.,“พล.ต.ท.กรีรินทร์ อินทรแก้ว”,“พล.ต.ต.ประเสริฐ กาฬรัตน์” อดีตรอง ผบ.ช.ภ.6, “พ.ต.อ.พินิจ ไชยเสนีย์”, “ดร.อำนาจ เลิศศิริวิบูลย์” นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้สิงห์บุรี “จิตรานันท์ เทพแก้ว” ประธาน บ.พรสยาม, “สุชาติ (ใหญ่) มัครากุล” และ “กำนันดำ” ศรีราชา

ขอบพระคุณแขกสำคัญทางกฏหมาย เช่น ผู้พิพากษา หน.คณะศาล ภาค 8 ท่านปุ๊ “ปรัชญา กำเนิดฤทธิ์” และผู้พิพากษาอาวุโส,“ชูวงศ์ ละอองศิริวงศ์”,ท่านขวัญ “กุลธวัช ภู่ภูมิรัตน์ อดีตรองอธิบดีศาล ภาค 2,“เทวพงศ์พันธ์ เมืองยม” โก้ พยายม อดีตผู้บัญชาการเรือนจำ พระนครศรีอยุธยา, “อนันต์ วิจิตรจินดา” หัวหน้าแดน 3 รจ.คลองเปรม, “สุวิช โถดอก” หน. ฝ่ายควบคุมฯ รจ.ตาก, “ดร.ศิวาวิทย์ สำเร็จผล”, “พญาต่อ โชคภิวัสร์ เลิศสุรสีห์” คณะ ปษ.รองนายกรัฐมนตรี, คาวบอย “จักรกฤษณ์ เอื้อบุญยะนันท์” นักธุรกิจหนุ่ม เสือสิบเอ็ดตัว, ทีมงาน ปชส.กองทัพเรือ และ “เฉลิมพงษ์ จิตเจือจุน” แห่งสำนักการทูต หลายประเทศ ฯลฯ

สายสื่อมวลชน มี “สุรศักดิ์ ทุมมานนท์” สัก สีชัง สื่อมวลชนอาวุโส, “โรเบริ์ต เนี๊ยบ” อดีตคอลัมนิสต์ มือฉมัง บิ๊กใหญ่, “ธีระยุทธ ผู้พัฒน์” ประธานเว็บไซต์ “คาดเชือก”, เป้า “วีระยุทธ วรานนท์” อดีตประธานชมรมนักข่าวอาชญากรรม, “อนันต์ นิลมานนท์” นายกสมาคมหนังสือ พิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย, “หมึก มายา”, ใหม่รำมะนา “ไกรเดช บุญนาค”, ”ฉัตรนคร องค์สิงห์”, ”สรรเสริญ จันทรมณี”, “โอฬาร จักรภักทราบดี” นิตยสาร “คอป”, ทีมงานจักรวาลตำรวจ “ชนะ ตระการโภคา”, “โย พัทยา”, “เสลาลักษณ์ แจ่มประวิทย์” หัวหน้าข่าวหน้า 1 ไทยรัฐ, “กริชสุวรรณ ดีสุข” ประธานเว็บไซต์ สื่อความมั่นคง, “ยุทธพล เปลี่ยนเพ็ง”, “สุรเชษฐ ศิลานนท์” เว็บไซต์สำนักข่าว “พิมพ์ไทย”, “ชนม์กร จุลไสย” ไมค์ ณ ชุมพร นิตยสารชัยสมรภูมิ,“ธีรพัชร์ สามัคคีธรรม” ประธาน “มหาราษฏร์”,มือกล้องโดดเด่น “สุธรรม อุตตะมกุล” ยุทธศาสตร์, “จารึก เรืองเกษม”, ทนายโอ้ป “รักษ์พล ทองแท่ง”, “สุเมธ นรมา นพ”, “สุพจน์ พันธ์ภูมิ (โจโจ้) และเว็บไซต์หลายสำนัก

สายบันเทิง สร้างสีสัน จากนักร้องลูกทุ่งดาวค้างฟ้า “จีระพันธ์ วีระพงศ์”, “เทพ ทูลใจ”, “ภาคภูมิ เพชรพังงา”, “ซ่าส์ หมาว้อ” มนุษย์พันหน้า, “ธวัชชัย (ตู่) เปรื่องอารมณ์”, “ชรัมย์ เทพชัย” และนักร้องรับเชิญพร้อมพรึ่บ วงดนตรี แนว “สุนทราภรณ์”

มีกาแฟโบราณ “มังกรบิน” เสี่ยหนุ่ย, “เอนก จิตตขจรเกียรติ” บริการตลอดงาน, พิธีกรเกียรติยศยาวนาน “ดร.ธนกร มณีโชติ” บรรยากาศชื่นมื่น “อจ.จำนง อุไรรัตน์” อดีตผู้ตรวจกระทรวงศึกษาฯ “ดร.หิมาลัย” ครวญเพลงประทับใจ

ขอบพระคุณผู้ใหญ่ที่เคารพ ติดภารกิจสำคัญ อวยพรล่วงหน้า “ท่านวิชัย ศรีขวัญ” อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย,“ท่านกำธร วังอุดม” นักธุรกิจพลังงาน ,“พล.อ.ธีรเดช มีเพียร” อดีตประธานวุฒิสภา, นพ.มุนี เศรษฐบุตร แห่ง “ม่อนไม้หอมรีสอร์ต” เชียงราย, “อธิบดี ฐานิส ศรียะพันธ์” ที่ปษ.รมว.ยุติธรรม, “พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ” อธิบดีอัยการ, “พิจิตร จูฑะประชากุล”, ”พล.อ.ต.ณัฏอรรถน์ ถวิลหวัง นายกสมาคมชาวอีสาน, “พ.ต.อ.กฤษณ์ นาคแก้ว” เจ้าภาพขอบพระคุณร้านอาหาร “รวมใต้” พรานนก สนับสนุนอาหารเสริมต่อเนื่องทุกปี

ขาดไม่ได้คือ “จ่าแดง” กำแพงเพชร “กิตติศักดิ์ สัจจัง” และขออภัย เพื่อนมิตรคนสำคัญที่ไม่ได้เอ่ยชื่อหลากหลาย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เคนโด้ช่วยด้วย จับมือ เพจ ชณทัต ลุยครับ แฉ โครงการกระปุกบุญ วัดพระบาทน้ำพุ ไม่โปร่งใส

เคนโด้ช่วยด้วย จับมือ เพจ ชณทัต ลุยครับ แฉ โครงการกระปุกบุญ วัดพระบาทน้ำพุ ไม่โปร่งใส

วันที่ 16 ส.ค.2568 เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานชณทัตลุยครับ : เคนโด้ เกรียงไกรมาศ เจ้า ของเพจ เคนโด้ช่วยด้วย และ ชณทัต เจ้าของเพจ ชณทัต ลุยครับ พร้อมด้วย นายสุวรรณฉัตร พรหมชาติ รู้จักกันในนามแท็กซี่จิตอาสา ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว ถึงโครงการกระปุกบุญ ของวัดพระบาทน้ำพุ ว่าไม่โปร่งใส

โดยเพจทั้งสองแจ้งว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากแท็กซี่จิตอาสาว่ามีความไม่โปร่งใสของโครง การกระปุกบุญ วัดพระบาทน้ำพุ เป็นกล่องรับบริจาคที่นำไปวางบนรถแทกซี่หลายร้อยคัน เพื่อเป็นสะพานบุญถึงวัดพระบาทน้ำพุ ของหลวงพ่ออลงกต ที่จะนำไปช่วยรักษาดูแลผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายที่รักษาตัวอยู่ที่วัด

นายสุวรรณฉัตร พรหมชาติ ได้ส่งเอกสารร้องเรียนไปยังเพจดังกล่าว โดยระบุว่า ให้ช่วยตรวจสอบกลุ่มแท็กซี่กระปุกบุญด้วยที่ร่วมกับสถานีวิทยุ สวพ.FM91 เอารูปหลวงพ่อมาแปะข้างกระปุกบุญและเอาสติ๊กเเกอร์ สวพ.FM91 แปะข้างกระปุกบุญจากเมื่อ 10 ปีก่อนมีอยู่แค่ 30 กว่ากระปุกตอนนี้มีพันกว่ากระปุกวางไว้บนรถแท็กซี่และร้านค้าปั๊มแก๊ส ที่ล้างรถและสถานที่ต่างๆ ที่รับวางกระปุกไว้ไม่ได้เข้าร่วมแกะกล่องร่วมประชุมในการนับเงินจึงไม่รู้ว่ากระปุกที่วางไว้กับท่านทั้งหลายเหล่านี้มีการหัก 30% บอกว่าหลวงพ่อให้เวลานับกล่องนับเงินอยู่หน้าสถานีวิทยุ สวพ.FM 91 เวลาแจ้งยอดออกอากาศสถานีวิทยุก็จะไม่บอกยอดที่นับเงินได้ทั้งหมดเพราะถูกหักออกไป 30% เงิน 30% ที่หักออกไปประธานกลุ่มมีการเอาไปซื้อที่ซื้อไร่ซื้อสวนและยังเอาไปปล่อยเงินกู้

“เมื่อ 10 ปีก่อน ตนเองถูกเชิญเข้าไปร่วมกลุ่มได้รับกระปุกมา 1 กระปุก มาวางไว้ในรถแค่ไม่กี่อาทิตย์เงินก็เต็มกระปุกวันที่ไปรวมตัวกันนับเงินในกระปุกหน้าสถานีวิทยุ สวพ.FM 91 ได้มีการประชุมลงความเห็นกันว่าเงินจะถูกหัก 30% ผมถามว่าหักเอาไปทำอะไรประธานกลุ่มและทุกคนตอบไม่ได้ผมจึงถอนตัวออกมาไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะรถของผมรับส่งผู้ป่วยฟรีโดยเฉพาะคนป่วยที่นอนติดเตียงที่ต้องอุ้มขึ้นรถช่วยเหลือคนป่วยฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เมื่อญาติคนป่วยขึ้นมาเห็นกระปุกบนรถด้วยความเกรงใจก็ต้องเอาเงินหยอดกระปุกผมจึงคืนกระปุกและถอนตัวออกมาตอนนั้นก็ทำให้ประธานกระปุกบุญโมโหผมเป็นอย่างมากแต่ผมก็ไม่สนใจบางครั้งบุคคลเหล่านี้ก็ไปซื้อรถเข็นคนป่วยบริจาคให้คนพิการเพื่ออำพรางปิดบังชาวบ้านว่าเป็นจิตอาสาเพื่อไม่ให้สังคมเกิดการสงสัย

ยังมีเพื่อนแท็กซี่บางท่านที่เคยอยู่ในกลุ่มที่ออกมาหลังจากผมได้เล่าว่าตอนนี้กระปุกบุญมีพันกว่ากระปุกแล้วและยังมีกระปุกผีอีกมากมายเวลาไปรวบรวม ที่ไปวางไว้สถานที่ต่างๆ วันแกะกระปุกเพื่อนับเงินต้องเอามารวมกันทั้งหมดแต่ก็เอากระปุกมาไม่ครบซึ่งคนที่ไปเก็บกระปุกเอาไปไว้ที่ไหนพี่ที่เล่าให้ฟังจึงเรียกว่ากระปุกผีปัจจุบันบุคคลเหล่านี้ใส่เสื้อกั๊กสีดำติดโลโก้สวพ.91 เวลาเอาเงินไปมอบให้หลวงพ่อบุคคลเหล่านี้จะถ่ายรูปว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดหลวงพ่อเวลาหลวงพ่อมาบิณฑบาตในกรุงเทพฯและปริมณฑลบุคคลเหล่านี้จะไปอยู่รอบหลวงพ่อเสมือนว่าเป็นลูกศิษย์จิตอาสามาช่วยบริการอำนวยความสะดวกต่างๆแท็กซี่ที่เคยเข้าไปอยู่ในกลุ่มเข้าไปรู้เห็นที่ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหากินกับวัดช่วงโควิดที่ผ่านมาประธานกระปุกบุญได้เป็นโควิดเสียชีวิตและคนที่ชักชวนผมเข้าไปเป็นโรคไตเสียชีวิตผมว่าบาปกรรมมันติดจรวดนะครับอยากให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างจริงจังเพื่อขจัดมารศาสนาผมก็อยากให้หลายๆท่านที่เคยเอาเงินหยอดกระปุกบุญนี้ได้ตาสว่างครับ”

โดยเพจทั้งสองได้รับเรื่องร้องเรียน และต้องการให้ทางสถานีวิทยุ สวพ.FM91 ออกมาชี้แจงต่อสังคมถึงที่มาที่ไปของเงินบริจาคว่ามีควาสโปร่งใสอย่างไร และต้องการให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลกรมการศาสนาให้เข้าตรวจสอบถึงการมีพิรุธ ของโครงการดังกล่าวอย่างเร่งด่วน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผู้ว่าฯ น่าน เร่งรัดการเยียวยา ขอขยายวงเงินทดลองราชการเพิ่มเป็น 50 ล้าน และขอค่าล้างโคลน

น่าน – ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ดำเนินการเร่งรัดด่วนการเยียวผู้ประสบภัยจังหวัดน่าน ขอขยายวงเงินทดลองราชการเพิ่มเป็น 50 ล้าน

15 ส.ค.68 ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดน่าน นายวรวิทย์ ต๊ะใจ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดน่าน กล่าวถึงจังหวัดน่าน ได้กล่าวถึงภาพรวมความเสียหายจากพายุ” วิภา” ภาพรวม จากการได้รับรายงานพื้นที่จังหวัดน่านได้ความเสียหาย 14 อำเภอ 84 ตำบล 107 หมู่บ้าน 40,541 ครัวเรือน 116,456 คน ยกเว้นอำเภอนาหมื่น ที่ไม่มีความเสียหาย ผลการทบทั้งหมดในเบื้องต้นที่ 14 อำเภอรายงานเข้ามา ป็นภาพรวมที่จังหวัดน่านได้รับรายงานจากนายอำเภอทั้ง 14 อำเภอ ผลกระทบที่ประชาชนได้รับ ในเรื่อง บ้านเรือนที่อยู่อาศัย พื้นที่การเกษตรสิ่งสาธารณประโยชน์ที่ได้รับความเสียหาย
การช่วยเหลือตั้งแต่การเกิดภัย การเผชิญเหตุ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า การอพยพ จัดหาอาหาร และจังหวัดน่านได้การดำเนินการ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสถานการณ์ฉุกเฉินการจัดหาอาหารปรุงสุกและถุงยังชีพ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัย น้ำดื่ม ชุดยาเวชภัณฑ์ ถุงยังชีพฉุกเฉิน รวมถึงสิ่งของจำเป็นต่างๆ

หลังจากสถานการณ์น้ำลด นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ลงพื้นที่พร้อมหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับผู้นำองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำหมู่บ้าน ชาวบ้านจิตอาสา เร่งเข้าไปฟื้นฟูในสิ่งจำเป็น

  • ลำดับแรก คือบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชนทำความสะอาด ให้พี่น้องแระชาชนได้กลับเข้าไปอยู่อาศัยบ้านเรือนได้ไวที่สุด
  • ลำดับที่สองคือสิ่งสาธารณประโยชน์ ถนนหนทางต่างๆ น้ำประปาไฟฟ้า เพื่อให้กลับเข้าสู่สภาพเดิม เป็นภาพรวม

สำหรับการช่วยเหลือต่อไป ที่นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เร่งรัดเร่งด่วนคือการเยียวยา โดยเฉพาะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของจังหวัดน่าน ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และงบเงินทดรองราชการที่อยู่ในอำนาจของท่านผู้ว่าฯ ได้ขอขยายวงเงินทดลองราชการเพิ่มเป็น 50 ล้าน ที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน เร่งในเรื่องของการช่วยเหลือในเรื่องเพื่อที่จะให้เม็ดเงินไปถึงมือพ่อแม่พี่น้องที่ประสบภัยเร็วที่สุด

ในด้านการดำรงชีพ ค่าเครื่องครัว จะเหมาจ่าย เป็นรายครัวเรือน ครัวเรือนละไม่เกิน 3,500 บาท จังหวัดน่านมีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ 30,398 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่าวงเงินที่ช่วยเหลืออยู่ประมาณ 116,800,000 กว่าบาท ซึ่งเราจะเงินทดรองราชการที่อยู่ในวงเงินของผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ประ 49 ล้าน ใช้วงเงินขององค์กรท้องถิ่นฯ อีก ประมาณ 60 ล้านบาท อย่างน้อยก็ให้มีเม็ดเงินไปถึง ครัวเรือนผู้ประสบภัยครัวเรือนละประมาณ ครัวเรือนละ 3,500 บาท ตรงนี้ก่อน

ส่วนที่เหลือจะเป็นเรื่องของเครื่องนุ่งห่ม เครื่องนอน ด้านที่อยู่อาศัย บ้านเรือน ซึ่งจะต้องมีการสำรวจรายละเอียด การเกษตร สาธารณประโยชน์ ถนน สะพาน คาดว่าจะใช้เม็ดเงินเยียวยาค่อนข้างมาก ซึ่งทางจังหวัดน่านได้ขอขยายวงเงินในลำดับถัดไป แต่ต้องมีรายละเอียดประกอบในคำของบประมาณให้ครบถ้วนพอเพียงไม่ตกหล่น ถ้าตกหล่นไม่พอเพียงจะทำให้การขอเงินมาเยียวยาล่าช้าไป ตรงนี้เป็นภาพรวมของทั้งจังหวัด ที่จะเยียวยาไปก่อนในเรื่องเครื่องครัว ครัวเรือนละ 3,500 บาท

ในส่วนของเทศบาลเมืองน่าน ได้เพิ่มเติมเงินเยียวยาแบบเหมาจ่ายเป็นครัวเรือนละ 5,000 บาท ซึ่ง นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน ได้ดำเนินการที่จะช่วยเหลือเยียวยา เป็นเหมาจ่ายช่วยเหลือไปก่อน เป็นการเพิ่มเติมค่าเครื่องนอน ค่าเครื่องนุ่งห่ม เพิ่มอีกครัวเรือนละ 1,500 บาท เป็น 5,000 บาท ตรงนี้เป็นข้อมูลจากเทศบาลเมืองน่าน

ส่วนประเด็นในการออกไปสำรวจความเสียหายในพื้นที่ และประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งการสำรวจความเสียหาย เป็นขอมูลค่อนข้างละเอียด ขอให้พ่อแม่พี่น้องที่ได้รับความเสียหาย ต้องแจ้งรายละเอียดความเสียหายให้เจ้าหน้าที่ที่ออกไปสำรวจ ถ้าไม่ละเอียดครบถ้วนจะทำให้ท่านเสียสิทธิในการได้รับเงินช่วยเหลือไม่ครบถ้วนตามเกณฑ์ จำนวนคนผู้ที่อยู่อาศัยในบ้าน เพื่อนำไปคำนวณเยียวยาในเรื่องค่าเครื่องนุ่มห่ม บ้านมีรายละเอียดว่าเป็นบ้านของตัวเอง หรือเป็นบ้านเช่า ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพที่เสียหาย ต้องเป็นอาชีพหลัก เป็นอาชีพเสริมไม่ได้ โดยเฉพาะข้าราชการบำนาญท่านมีเงินบำนาญประจำเดือนอยู่แล้ว แต่มาทำอาชีพเป็นช่างซ่อมรถ ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ใช่อาชีพหลักเป็นอาชีพเสริม บ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย เช่น ประตู หน้าต่าง สี ทางองค์กรท้องถิ่นฯ จะมีเจ้าที่กองช่างออกไปสำรวจความเสียหายประเมินค่าเสียหายตามความเสียหายจริง แต่ไม่เกิน 4 หมื่นกว่าบาท

กรณีบ้านเรือนที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยจะไม่ได้รับสิทธิตรงนี้ เพราะถือว่าไม่มีผู้เดือดร้อน หรือกรณีบ้านเช่า ผู้เช่าก็จะได้การช่วยเหลือเครื่องครัว เครื่องนอน เพราะถือว่าเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อน แต่เจ้าของบ้านเช่าจะได้รับความช่วยเหลือเฉพาะบ้านที่ตัวเองอาศัยอยู่ประจำ ถ้าบ้านเช่าปรากฏว่ารายได้ของผู้ให้เช่าคือเจ้าของบ้านเป็นรายได้หลัก ของหัวหน้าครอบครัวก็ถือว่าบ้านเช่าเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพหลักของเจ้าของบ้าน แต่ถ้าเจ้าของบ้านมีรายได้จากที่อื่นเป็นรายได้หลัก แต่ทำบ้านเช่าเป็นรายได้เสริมถือว่าเป็นอาชีพหลักไม่ได้

เมื่อปี 2567 มีค่าล้างโคลน ที่ไม่อยู่ในระเบียบปกติ แต่เป็นเรื่องขอยกเว้นนอกเหนือระเบียบกฎเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง ทำให้สามารถที่จะใช้เงินทดรองราชการเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเป็นค่าล้างโคลน ค่าซากวัสดุที่ไหลเข้ามาทับถมในบ้านเรือนที่อาศัยอยู่ประจำ
ตรงนี้สำหรับเมื่อปี 2567 เมื่อปีที่แล้ว ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมของจังหวัดน่าน ไม่ได้รับเนื่องจาก อยู่ในช่วงประมาณ วันที่ 22 สิงหาคม 2567 หลังจากที่น้ำแห้งผู้ประสบภัยจังหวัดน่าน ได้ทำความสะอาดบ้านเรือนเข้าอยู่อาศัยในบ้านพักไปเรียบร้อยแล้ว หนังสือยกเว้นตัวนี้ออกมาในช่วง วันที่ 4 ตุลาคม 2567 ที่จังหวัดเชียงราย อำเภอแม่สาย ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม มีดินโคลนอยู่ในบ้านพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านได้ ระเบียบนี้ถึงได้เออกมาว่าสามารถจะใช้เงินทดรองเพื่อที่จะทำความสะอาดในเรื่องของการล้างโคลน เอาดินเอาโคลนออกจากบ้าน เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านได้เร็วที่สุด

จังหวัดน่าน เมื่อได้รับหนังสือฉบับนี้มาก็แจ้งให้กับทางอำเภอกับทางองค์ท้องถิ่นเพื่อสำรวจว่าบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม ยังมีพี่น้องประชาชนไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยในบ้านได้ตามปกติมีหรือไม่ ซึ่งตรงนี้เนื่องจากเวลาของการเกิดภัยของจังหวัดน่านผ่านไปแล้ว และพี่น้องประชาชนได้กลับเข้าไปอยู่อาศัยอยู่ในบ้านพักได้แล้ว ก็เลยไม่มีการรายงานเข้ามาที่จังหวัดว่ามีพี่น้องที่ยังไม่สามารถกลับเข้าไปอยู่ในบ้านได้ ตรงนี้ในเรื่องของการล้างโคลนหรือค่าอะไรก็ดีของปีที่แล้วของจังหวัดน่านไม่การรายงานขอรับเงิน เพื่อที่จะเข้าไปช่วยเหลือด้านดังกล่าว

แต่สำหรับปีนี้ทาง เทศบาลเมืองน่าน ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ทำเรื่องไปที่กระทรวงการคลัง อยากจะให้กระทรวงการคลังยกเว้นระเบียบหลังเกณฑ์เหมือนที่แล้ว ปี 2567 ก็คือสามารถที่จะใช้เงินทดรองราชการมาช่วยเหลือในการล้างโคลนได้ ซึ่งตรงนี้จังหวัดน่านได้ทำหนังสือไปที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยเพื่อจะเสนอไปยังกรมบัญชีกลาง เพื่อขออนุมัติยกเว้นหลักเกณฑ์ให้กับจังหวัดน่านของเรา ซึ่งเราต้องรอฟังผลว่าทางกรมบัญชีกลางเขาจะอนุมัติยกเว้นหลักเกณฑ์ให้ได้หรือไม่

สำหรับประเด็นช่วยเหลือเยียวยา ผมเรียนกับพี่น้องไปว่าการยื่นข้อมูลต้องให้ครบรอบด้านจะได้ไม่ตกหล่น ท่านได้รับความเสียในด้านอะไรบ้าง เช่นเครื่องครัว พื้นที่การเกษตร เครื่องมืออาชีพหลักเสียหาย บ้านเรือนที่อยู่อาศัยเสียหาย ควรแจ้งข้อมูลให้ละเอียด ความเสียหายที่เกิดขึ้น,ควรระบุรายละเอียดเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น ความเสียหายของบ้านเรือน (เสียหายทั้งหลัง, เสียหายบางส่วน),

สำหรับการช่วยเหลือเยียวยา ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้เร่ง อย่างเรื่องเครื่องครัว ครัวเรือนละ 3,500 บาท เป็นความเสียหายที่เราสามารถประเมินได้เร็วเป็นรายครัวเรือน อยู่ในเกณฑ์ที่เรามีเงินพอที่จะเฉลี่ยในการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้ได้ไปก่อน เราก็จะทำด้านนี้อย่างเร่งด่วนไปก่อน ส่วนด้านอื่น ๆ เมื่อจังหวัดได้ตัวเลขที่ชัดเจนแล้ว จังหวัดน่านพร้อมที่จะขอขยายวงเงินทดลองราชการไปยังรัฐบาลเลย จังหวัดน่านก็จะทำในลำดับถัดไป ตอนนี้ต้องรอข้อมูลให้พร้อมและครบถ้วน เพื่อที่พ่อแม่พี่น้องจะได้ไมเสียสิทธิในการที่จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาในระดับต่อไป

สำหรับค่าล้างโคลนในปีนี้ 2568 มี 3 ขั้นตอน

  1. ได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากทางเทศบาลเมืองน่าน เพื่อจะได้ค่าล้างโคลน
  2. เมื่อจังหวัดน่านได้รับหนังสือจากเทศบาลเมืองน่าน แล้ว จังหวัดน่านได้ทำหนังสือถึงกรมบัญชีกลาง ทำหนังสือไปแล้ว เพื่อที่จะขอให้กรมบัญชีกลางยกเว้นหลักเกณฑ์ในเรื่องขอค่าล้างโคลน

ถ้ากรมบัญชีกลางอนุมัติที่เราจะสามารถใช้เงินทดรองราชการเพื่อเป็นค่าล้างโคลนได้ จังหวัดก็จะได้นำมาดำเนินการในเรื่องของการสำรวจประเมินว่าบ้านเรือนแต่ละหลังสามารถที่จะได้รับความช่วยเหลือเป็นเงินเท่าไหร่แต่ละหลัง ถ้าหากว่าถ้าเขาให้มาว่าเหมาจ่ายเป็นหลังได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพ่อแม่พี่น้อง ตัวอย่างเช่น มติ ครม.ที่เคยให้มาในเรื่องของการเยียวยาหลังละ 9 พัน 7 พัน 5 พัน อย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้เราได้ทำหนังสือจากจังหวัดน่านไปยังกรมบัญชีกลางแล้วก็ไปถึงรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว รอฟังผลครับ นายวรวิทย์ อินต๊ะใจ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดน่าน กล่าวสรุป

ท้ายสุด หน.สนง.ปภ.น่าน ได้แจ้งเตือนสถานการณ์ฝนตกในช่วงเดือน สิงหาคม- กันยายน – ตุลาคม 2568 ยังอยู่ในช่วงของฤดูฝน ในระยะ 3 วันนี้ 15 -17 สิงหาคม 68 ได้รับการเตือนจากกรมอุตุนิยมวิยาว่า จังหวัดน่าน ยังมีฝนตกชุกอยู่ ขอให้พ่อแม่พี่น้องได้ติดตามการพยากรณ์อากาศ และติดตามปริมาณน้ำฝนในพื้นที่โดยเฉพาะบนภูเขา ในพื้นที่เสี่ยง พื้นที่ที่มีความลาดชันสูง อาจจะเกิดดินสไลด์ดินถล่มได้ ทุกพื้นที่จังหวัดน่านมีดินชุ่มน้ำจากฝนตกน้ำท่วมมาระยะหนึ่งแล้ว อาจจะเกิดน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มได้ ผมมีความเป็นห่วงเรื่องดินโคลนถล่มมาก อาจจะทำให้บ้านเรือนได้รับความเสียหาย พี่น้องประชาชนได้รับอันตราย
สำหรับ สะพานเบลีย์ สะพานถอดประกอบ ในจังหวัดได้มีการติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว 3 แห่ง ในพื้นที่อำเภอเวียงสา และอำเภอนาน้อย ปัจจุบันอำเภอปัวได้แจ้งขอสะพานเบลี่ย์ไปติดตั้งชั่วคราว 3 แห่ง ในพื้นที่อำเภอปัว สาเหตุจากสะพานขาดจากพายุ วิภา แห่งที่ 1 สะพานข้ามลำน้ำปัว บ้านท่อล้อ หมู่ที่ 2 ตำบลแงง อำเภอปัว เชื่อมบ้านนาก้อ หมู่ที่ 1 ตำบลเจดีย์ชัย แห่งที่ 2 เป็นสะพานข้ามลำน้ำปัวที่ บ้านส้าน หมู่ที่ 13 บ้านใหม่ชัยเจริญ หมู่ที่ 8 ตำบลสถาน แห่งที่ 3 สะพานข้ามแม่น้ำน่าน บ้านศาลา หมู่ที่ 4 ตำบลเจดีย์ชัย อำเภอปัว จังหวัดน่าน ทั้ง 3 แห่ง รถใหญ่ไม่สามารถผ่านได้ ความยาวของสะพาน 40 เมตร ทั้ง 3 แห่ง

สำหรับงบประมาณการสร้างสะพาน ทั้ง 3 แห่ง ต้องดูว่าสะพานแต่และแห่งเป็นสายทางในพื้นที่ของใคร ถ้าเป็นของ อบจ. ของ อบต. หรือของทางหลวงชนบท ผู้รับผิดชอบสายทางที่เสียหาย ต้องตั้งงบประมาณในการก่อสร้าง


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

โครงการ พัฒนาศักยภาพบุคลากร รพ.ค่ายกาวิละ “เสริมสร้างสติ (Mindfulness)”

โครงการ พัฒนาศักยภาพบุคลากรโรงพยาบาลค่ายกาวิละ “เสริมสร้างสติ (Mindfulness)”

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 โรงพยาบาลค่ายกาวิละ จัดโครงการ “เสริมสร้างสติ (Mindfulness)” เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน โดยมุ่งเน้นการฝึกฝนและพัฒนาทักษะการมีสติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถรับรู้และเข้าใจตนเอง ตลอดจนสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งสามารถจัดการอารมณ์และความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ โรงพยาบาลค่ายกาวิละ มณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียงใหม่

โครงการครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ ผู้อำนวยการศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล มาเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “เสริมสร้างสติ (Mindfulness)” โดยนำเสนอเนื้อหาผสมผสานระหว่างหลักการทางจิตวิทยาและศาสตร์ด้านสมอง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ทางสังคม วิทยากรได้ยกตัวอย่างการนำ “สติ” มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ การรับประทานอาหารอย่างรู้ตัว การทำงานอย่างมีสมาธิ หรือการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ พร้อมชี้ให้เห็นว่าการนำหลักการนี้ไปปรับใช้ในองค์กรจะช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี ส่งเสริมความร่วมมือ และเพิ่มคุณภาพผลงานที่มอบให้แก่ผู้รับบริการ ต่อไป

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ดำเนินทั้งในรูปแบบ ออนไลน์ และ ออนไซต์ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลา กรโรงพยาบาล รวมถึงหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความสุข ความสมดุล และประสิทธิ ภาพในการทำงาน


นที มีเดช รายงาน

กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ต้อนรับคณะ ICRC ลงพื้นที่รับทราบผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศต้อนรับคณะ ICRC ลงพื้นที่รับทราบผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

เมื่อวันที่ 11–14 ส.ค. 68 ที่ผ่านมา กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ในภารกิจลงพื้นที่เพื่อรับทราบข้อมูลความเสียหายของพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของทหารกัมพูชา

โดยมีส่วนราชการจังหวัดเป็นผู้ให้ข้อมูลและประสานงานในการลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย รวมถึงการเข้าสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงของคณะฯ ในพื้นที่ อ.พนมดงรัก และ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์, อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

สำหรับวิธีการปฏิบัติของ ICRC จะมีขั้นตอนตามหลักสากล ซึ่งดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง ไม่ได้ตัดสินถึงความ “ถูก–ผิด” ในการสู้รบของแต่ละฝ่าย โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จะเข้ารวบรวมข้อมูลในพื้นที่โดยตรง และสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แบบส่วนตัว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ว่าด้วยการคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้เจ็บป่วย บุคลากรทางการแพทย์/สาธารณสุข และผู้นำทางศาสนา

จากนั้นจะนำข้อมูลดังกล่าวรายงานให้กับหัวหน้าส่วนราชการของทั้งสองประเทศโดยตรง เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่เกิดขึ้น โดยจะไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ ทั้งนี้เป็นขั้นตอนตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติเสมอมา

สำหรับบรรยากาศโดยรวมตลอดการดำเนินการ เห็นภาพของความร่วมมือระหว่างกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และคณะ ICRC ในการขับเคลื่อนกลไกด้านมนุษยธรรมสากล ซึ่งทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าต้องมีการปฏิบัติตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก