คณะกรรมาธิการการทหารฯ ศึกษาดูงาน รร.นายสิบทหารบก ณ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

คณะกรรมาธิการการทหารฯ เดินทางไปศึกษาดูงานโรงเรียนนายสิบทหารบก ณ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 นาฬิกา คณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร ในคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย ว่าที่ พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รอง เลขานุการคณะกรรมาธิการและรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง พร้อมด้วยอนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิ การ และคณะทำงาน ได้เดินทางไปศึกษาดูงานเพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพกำลังพล และการพัฒนากิจการกำลังพลสำรองของกองทัพ ณ อุทยานราชภักดิ์ และโรงเรียนนายสิบทหารบก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

โดย พลตรี พงษ์ศักดิ์ เอี่ยมพญา ผู้บัญชาการโรงเรียนนายสิบทหารบก พร้อมด้วยคณะนายทหารร่วมให้การต้อนรับ โดยอนุกรรมาธิการได้มีการสักการะพระบรมราชาสมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม และเยี่ยมชมอาคารสถานที่โรงเรียนนายสิบทหารบก และแหล่งสมาคมโรงเรียนนายสิบทหารบก

จากนั้น เวลา 10.00 – 12.00 นาฬิกา คณะอนุกรรมาธิการ ได้รับชมวิดิทัศน์เกี่ยวกับประวัติของหน่วย ภารกิจ โครงสร้างการจัด และระเบียบหลักสูตรการฝึกศึกษาของนักเรียนนายสิบทหารบก รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกันและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตลอดจนการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของโรงเรียนนายสิบทหารบก

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลที่ได้เพื่อเสนอแนะต่อรัฐบาลตามบทบาท ภารกิจ และหน้าที่ต่อไป


กองบัญชาการกองทัพไทย จัดงานแถลงยุทธศาสตร์ทหาร 2568 ขับเคลื่อน “JADO” ยุทธวิธีปฏิบัติการร่วมทุกมิติ

กองบัญชาการกองทัพไทย จัดงานแถลงยุทธศาสตร์ทหาร 2568 ขับเคลื่อน “JADO” ยุทธวิธีปฏิบัติการร่วมทุกมิติ

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 นาฬิกา พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม / รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ในงานแถลงยุทธศาสตร์ทหาร ของวิทยาลัยเสนาธิการทหาร และวิทยาลัยการทัพ ประจำปี 2568 ณ อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ในหัวข้อ “JADO หลักนิยมในการปฏิบัติการร่วม” Military Strategy: An Approach to Joint All-Domain Operation

โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย พลโท สุกิจ ทั่งทอง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐวุฒิสภา, เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข กรรมาธิการทหารรัฐสภา, พลเอก เวชยันต์ ชูดวง ผู้แทนปลัดกระทรวงกลาโหม, พลเอก ธิติชัย เทียนทอง รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลอากาศเอก ชัยนาท ผลกิจ รองผู้บัญชาการทหารอากาศ, พลเอก ธงชัย รอดย้อย เสนาธิการทหารบก, พลเรือเอก สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช ผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ, พลโท พีรพัฒน์ จันทร์งาม เสนาธิการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

พลโท เทอดไท ทัพธานี ผู้บัญชาการวิทยาลัยเสนาธิการทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, พลตรี เกียรติชัย โอภาโส ผู้บัญชาการวิทยาลัยการทัพบก, พลเรือตรี เอกสิทธิ์ วุฒิเผ่า ผู้บัญชาการวิทยาลัยการทัพเรือ, พลอากาศตรี ประภาส ศรีประเสริฐ ผู้บัญชาการวิทยาลัยการทัพอากาศ, พันเอก วรยุทธ อ้นเพียร รองผู้บัญชาการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก

การแถลงยุทธศาสตร์ครั้งนี้มุ่งแสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนากองทัพไทย ให้มีขีดความสามารถรองรับการปฏิบัติการร่วมในอนาคต โดยครอบคลุม 6 มิติสำคัญ ได้แก่

  • มิติทางบก : วิทยาลัยการทัพบกและหลักสูตรบริหารความมั่นคงการทัพบก เน้นพัฒนากำลังพลและยุทโธปกรณ์ทันสมัย สร้างกองทัพที่ “พร้อมรบ เด็ดขาด และน่าเชื่อมั่น”
  • มิติทางทะเล : วิทยาลัยการทัพเรือ มุ่งสู่ “Smart Navy” ที่ขนาดกะทัดรัดแต่ทรงพลัง ใช้ UAS/USV และระบบต่อต้านโดรนที่ผลิตภายในประเทศ
  • มิติทางอากาศ : วิทยาลัยการทัพอากาศ ตั้งเป้าเป็น “Unbeatable Air Force” เน้นครองอากาศและการรบเครือข่าย พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยี
  • มิติทางไซเบอร์และอิเล็กทรอนิกส์ : วิทยาลัยเสนาธิการทหาร เสนอการตั้ง Cyber Command และ JEMSOC พัฒนานักรบไซเบอร์และนักรบอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ AI และ Cyber Range ควบคู่กับการปฏิบัติการ EMSO
  • มิติทางอวกาศ : กองทัพไทยเตรียมพัฒนาดาวเทียม ระบบเฝ้าตรวจ การสื่อสารเพื่อการรบ และการเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อบูรณาการปฏิบัติการข้ามมิติ

การจัดงานครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาวิทยาลัยเสนาธิการทหาร และวิทยาลัยการทัพ นำเสนอผลการศึกษาภายใต้แนวคิด“SMART RTARF 2580 : การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน” พร้อมการจัดแสดงนิทรรศการและสาธิตนวัตกรรมทางทหาร เพื่อเป็นข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์สำหรับกำหนดนโยบายและพัฒนากองทัพไทยในอนาคต มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการทุกเหล่าทัพเข้าสู่ ปฏิบัติการร่วมคือหัวใจสำคัญ เพื่อให้การใช้กำลังมีเอกภาพ ไร้รอยต่อ และอยู่ภายใต้ระบบบัญชาการที่รวมศูนย์ ทำให้ทุกเหล่าทัพเห็นภาพเดียวกัน คิดไปทางเดียวกัน และปฏิบัติได้ทันเวลา

ในการนี้ พลเอก ณัฐพล นาคพานิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เน้นย้ำว่า การแถลงยุทธศาสตร์ครั้งนี้ เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทย ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านการปฏิบัติการร่วมหลายมิติ และการเตรียมกำลังสู่ “กองทัพไทยที่พึ่งตนเอง” โดยมีความพร้อม เข้มแข็ง และศักยภาพเพียงพอในการป้องกันและรับมือภัยคุกคามทุกมิติอย่างทันท่วงทีและต่อเนื่อง สอดคล้องกับ พลวัตความมั่นคงของโลกที่เปลี่ยนแปลง

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาในปัจจุบัน ชี้ให้เห็นถึงขีดความสามารถและกำลังรบของทั้งสองฝ่าย ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาในเชิงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง จึงเป็นสิ่งที่ต้องนำมาทบทวน พร้อมทั้งช่วยให้เรามองเห็นระดับความเร่งด่วนที่แท้จริง เพื่อนำไปวิเคราะห์และปรับใช้ในการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อนำเสนอต่อกระทรวงกลาโหม และรัฐบาลต่อไป

“ONE TEAM THAILAND”

#แถลงยุทธศาสตร์ทหาร2568 #JointAllDomainOperations #SMARTRTARF2580


กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของศูนย์การกำลังสำรอง ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของศูนย์การกำลังสำรอง ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

บ่ายวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 – 15.00 นาฬิกา คณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร ในคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย ว่าที่ พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รอง เลขานุการคณะกรรมาธิการและรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง พร้อมด้วยอนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิ การ และคณะทำงาน ได้เดินทางไปศึกษาดูงานเพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาคุณ ภาพกำลังพล และการพัฒนากิจการกำลังพลสำรองของกองทัพ ณ ศูนย์การกำลังสำรอง

ในการนี้ พลตรี เกษม ตราชู ผู้บัญชาการศูนย์การกำลังสำรอง พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาได้ให้การต้อนรับ โดยคณะอนุกรรมาธิการได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจและงานตามหน้าที่ของศูนย์การกำลังสำรองให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์และพันธกิจที่เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้มุ่งพัฒนาผู้เข้ารับการฝึกศึกษาอบรม ให้เป็นกำลังพลที่มีประสิทธิภาพ มีคุณธรรม มีอุดมการณ์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชน พัฒนากำลังพลในหน่วยให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ภารกิจที่สำคัญเกี่ยวกับการเรียกกำลังพลสำรองเพื่อฝึกวิชาทหารเพื่อเลื่อนยศ – ฐานะด้วยวิธีการรับสมัครประจำปี 2568 กำหนด 30 วัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและ เห็นผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น จากนั้น เวลา 15.00 – 16.30 นาฬิกา คณะอนุกรรมาธิการได้มีการเยี่ยมชมและสังเกตการณ์ฝึกฯ ของกำลังพลสำรองตามปฏิทินการฝึกประจำวัน

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงจากศูนย์การทหารราบและศูนย์การกำลังสำรองมารประกอบการพิจารณาศึกษาเพื่อพัฒนากิจการทหารตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของศูนย์การทหารราบ ณ จ.ประจวบคีรีขันธ์

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของศูนย์การทหารราบและศูนย์การกำลังสำรอง ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 09.40 – 11.00 นาฬิกา คณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร ในคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย ว่าที่ พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการและรองประ ธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง พร้อมด้วยอนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิ การ และคณะทำงาน ได้เดินทางไปศึกษาดูงานเพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาคุณ ภาพกำลังพล และการพัฒนากิจการกำลังพลสำรองของกองทัพ ณ ศูนย์การทหารราบ

ในการนี้ พลตรี สุเมศ พูลมี ผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบ พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาศูนย์การทหารราบและศูนย์การกำลังสำรอง ได้ให้การต้อนรับและรายงานสรุปผลการดำเนินงานและความพร้อมในการเตรียมการกำลังพลสำรอง ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับศูนย์การทหารราบซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกองทัพบกที่ดูแลการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของกำลังพลในเหล่าทหารราบ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาหลักนิยมทางทหาร ภารกิจหลัก คือ การปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติและวัฒนธรรมองค์กรทหาร จัดการฝึกศึกษาและสนับสนุนพื้นที่ฝึกแก่กำลังพลของเหล่าทหารราบและเหล่าอื่น ๆ รวมถึงการผลิตนายทหารชั้นประทวน และพัฒนาคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษาให้มีความทันสมัยเพื่อพัฒนาศักยภาพของทหารประจำการ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงในรูปแบบที่มุ่งเน้นการพัฒนาและการได้รับโอกาสในการฝึกอบรมและการพัฒนาเพื่อเพิ่มพูนทักษะและความรู้ ทั้งผลตอบแทนที่ยุติธรรมและเพียงพอเป็นสำคัญ ตลอดจนควรเพิ่มการส่งเสริมให้กำลังพลสามารถมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว และด้านการบูรณาการทางสังคม หรือการทำงานร่วมกัน อีกทั้งที่สำคัญควรลดความขัดแย้งระหว่างกำลังพลและควรเสริมสร้างกิจกรรมหรือการละลายพฤติกรรมเพื่อทำให้ที่ปฏิบัติงานมีบรรยากาศของความเป็นมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับกำลังพลส่วนใหญ่ที่เป็นทหารเกณฑ์ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ อาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจระเบียบข้อปฏิบัติงานของหน่วยงานศูนย์การทหารราบและศูนย์การกำลังสำรองให้เห็นผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
จากนั้น เวลา 11.00 – 12.00 นาฬิกา คณะอนุกรรมาธิการได้มีการเยี่ยมชมความเป็นอยู่ของทหารกองประจำการ ณ กองพันทหารราบที่ 2 ศูนย์การทหารราบ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงจากศูนย์การทหารราบและศูนย์การกำลังสำรองมารประกอบการพิจารณาศึกษาเพื่อพัฒนากิจการทหารตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


พล.ต.อ.ธนายุตม์ฯ เป็นประธาน “การประชุมคณะกรรมการโรงพิมพ์ตำรวจ ครั้งที่ 9/2568”

ตามคำสั่ง ตร. ที่ 578/2567 ลง 26 พ.ย.2567 และ คำสั่ง ตร. ที่ 609/2567 ลง 20 ธ.ค.2567 เรื่อง กำหนดลักษณะงานและการมอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบให้ รอง ผบ.ตร. จตช. ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ รอง จตช. (เพิ่มเติม) ประกอบบันทึกสั่งการ ผบ.ตร. ลง 24 ธ.ค.2567 ท้ายหนังสือ สง.รอง ผบ.ตร.(บร) ที่ 0001(บร)/20 ลง 23 ธ.ค.2567 เรื่อง การมอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในงานบริหาร

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 28 ส.ค.68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ. กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร.(บร) มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เป็นประธาน “การประชุมคณะกรรมการโรงพิมพ์ตำรวจ ครั้งที่ 9/2568”

โดยมี ผศ.ดร.ทิพวรรณ ปินวนิชย์กุล ผู้ทรงคุณวุฒิ/กรรมการผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์
ผู้ทรงคุณวุฒิ/กรรมการ, รศ.ดร.อัศม์เดช วานิชชินชัย ผู้ทรงคุณวุฒิ/กรรมการ, นายสิทธิรัตน์ ดรงคมาศ ผู้แทนกระทรวงการคลัง, พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง ผบก.คด./กรรมการ, พล.ต.ต. ปราโมทย์ สิมหลวง ลก.ตร./กรรมการ, พล.ต.ต.หญิง ณัฏฐนันท์ อินทรัตน์ชัยกิจ ผบก.กง./กรรมการ, พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.กม./กรรมการ, พล.ต.ต.เชิดชัย โชติสุทธิ์ ผบก.พธ./กรรม การ, นายทวีศักดิ์ พันธุวัฒนา ผู้อำนวยการโรงพิมพ์ตำรวจ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและผ่านทางระบบออนไลน์(Zoom)

โดยมีข้อสั่งการดังนี้

  1. ITA ทราบว่า สง.ป.ป.ช. ประกาศผลคะแนนของโรงพิมพ์แล้ว ทราบว่า ได้คะแนน 91.08 เปอร์เซ็นต์ ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งขั้นต่ำไว้ที่คะแนน 85 เปอร์เซ็นต์ ก็ขอขอบคุณพวกเราทุกคนที่ช่วยกันขับเคลื่อนในตรงนี้ทุกคน
  2. ขอให้ ผอ. และเจ้าหน้าที่โรงพิมพ์ทุกคน เร่งรัดดำเนินในเดือนสุดท้าย และนำข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการให้เกิดผล
  3. ผลการประชุมของคณะกรรมการฯ ให้ ผอ. , รอง ผอ. นำไปถ่ายทอดในการประชุมบริหารของโรงพิมพ์ตำรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนทราบ จะได้เข้าใจร่วมแรงร่วมใจในการปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์ต่อไป
  4. ขอขอบคุณคณะกรรมการทุกท่าน และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ร่วมประชุมในครั้งนี้

ณ ห้องประชุม ศทก. ชั้น 2 อาคาร 5 ตร. แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กทม.


สะเดา จัดกิจกรรม Creative SEZ One Day Trip 2025 : สัมผัสสะเดา สร้างสรรค์อนาคต

สงขลา – อำเภอสะเดา จัดกิจกรรม “Creative SEZ One Day Trip 2025 : สัมผัสสะเดา สร้างสรรค์อนาคต

29 สิงหาคม 2568 อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา จัดกิจกรรม “Creative SEZ One Day Trip 2025 : สัมผัสสะเดา สร้างสรรค์อนาคต” ต่อยอดการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและมาเลเซียเข้าร่วมกว่า 100 คน สะท้อนบทบาทเมืองหน้าด่านที่เป็นทั้งประตูเศรษฐกิจ การค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

การเดินทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ครั้งนี้เปิดประสบการณ์ผ่าน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่
• พุทธอุทยานเขาเล่ แหล่งศาสนาและศิลปวัฒนธรรม
• สวนลุงใหญ่ คนวังเปลว แหล่งเรียนรู้เกษตรวิถีใหม่ ท่ามกลางผลไม้ปลอดสาร
• วัดเขารูปช้าง วัดโบราณบนเนินเขา จุดชมวิวเมืองสะเดา

พร้อมกิจกรรม “SEZ Creative Market” ตลาดสร้างสรรค์ที่รวบรวมสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์พื้นถิ่น หัตถกรรม และการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

นายจงกล ปลอดภัย อดีตผู้ใหญ่บ้านกูบังฆีกา รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย เผยความประทับใจว่า สะเดายังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม อาหารหลากหลาย เดินทางสะดวก เหมาะสำ หรับทริปสั้น ๆ และตั้งใจจะแนะนำเพื่อน ๆ ให้มาเที่ยว บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ทั้งการประกวดภาพถ่ายตามจุดเช็คอิน การรับประทานบุฟเฟ่ต์ผลไม้ และการเลือกซื้อของฝากพื้นถิ่น ซึ่งช่วยสร้างรายได้และต่อยอดเศรษฐกิจท้องถิ่น

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับ “สะเดาเมืองท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ตอบโจทย์แผนพัฒนาจังหวัดสงขลา ที่มุ่งสู่การเป็น “เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์”


ภาพ/ข่าว อ้อม มณีรัตน์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสงขลา

รองผบ.ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.38 ติดตามการเร่งช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยใน จ.น่าน

รองผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 ติดตามการเร่งช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดน่าน พร้อม จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (War Room) ส่วนแยก อ.เวียงสา

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38/ ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 มอบหมายให้ พันโท นิรุต พรมมินทร์ ผู้บังคับหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 38 รด ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการอำเภอเวียงสา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมเพื่อแก้ไขปัญหา พร้อมดำเนินการแจกจ่ายน้ำดื่มเพื่อบริโภคและยารักษาโรคให้กับประชาชน ช่วยทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชน บ้านต้นหนุน บ้านดอนแก้ว บรรจุทรายถุงบิ้กแบ็ค เพื่อป้องกันกระแสน้ำไหลเข้าบ้านเรือนประชาชนบ้านดอนไชย และดำเนินการขนย้ายท่อสูบน้ำพร้อมติดตั้งเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่บ้านดอนแท่น จากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากพายุโซนร้อน “คาจิกิ (KAJIKI)”

ทั้งนี้ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (War Room) ส่วนแยก อ.เวียงสา จะทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนดูแลความปลอดภัยและฟื้นฟูพื้นที่ให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ พันเอก ทศพล ผ่องศรีสุข รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 /รองผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 ร่วมกับ นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และหัวหน้าส่วนราชการ ลงพื้นที่ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่และเร่งรัดการฟื้นฟูช่วยเหลือประชาชน โดยคณะได้ร่วมกันลงพื้นที่ช่วยทำความสะอาดบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมทั้งติดตามการกำจัดเศษสวะที่กีดขวางทางน้ำบริเวณสะพานไหล่น่าน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างสะพาน และช่วยให้น้ำสามารถไหลผ่านได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างกองทัพ หน่วยงานภาครัฐ และท้องถิ่น ที่พร้อมบูรณาการกำลังในการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด


นที มีเดช

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์อุทกภัยจ.สุโขทัย จากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ”

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์สถานการ์อุทกภัยจังหวัดสุโขทัย จากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” มณฑลทหารบกที่ 39 กอ.รมน.จังหวัดสุโขทัย ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 พันเอก พิทยา ราชะพริ้ง รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภาย ในจังหวัดสุโขทัย ฝ่ายทหาร มอบหมายให้ พันโท ดุสิต อยู่นิ่ม หัวหน้าฝ่ายนโยบายและแผน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุโขทัย พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุโขทัย เข้าสำรวจพื้นที่น้ำเอ่อล้น บริเวณสะพานปากแคว หมู่ที่ 2 ตำบลปากแคว อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย เพื่อประเมินสถานการณ์ และประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการแก้ไขในบริเวณจุดดังกล่าว ต่อไป

ขณะที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39 จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย และจิตอาสาภัยพิบัติ พร้อมยุทโธปกรณ์ ออกให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย

พร้อมกันนี้ กองพันส่งกำลังและบริการที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย และจิตอาสาภัยพิบัติ พร้อมยุทโธปกรณ์ ออกเดินทางถึงที่ว่าการอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย เพื่อรับมอบภารกิจในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ด้วย

ด้าน นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย มอบหมายให้ นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำแม่น้ำยม บริเวณพื้นที่ชุมชนคูหาสุวรรณ อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย โดยมี นายพล เชื้อทหาร หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุโขทัย นางพัฒสอน ดอนพิมพา นายกเทศมนตรีเมืองสุโขทัย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ หลังจากน้ำแม่น้ำยมได้ลอดใต้พนังกั้นน้ำที่ชุมชนคูหาสุวรรณ ตำบลธานี อำเภอเมืองสุโขทัย ตั้งแต่เวลาประมาณ 04.00 น. โดยได้เร่งนำบิ๊กแบ็คกั้นบังคับน้ำให้ไหลลงคลองแม่รำพันเพื่อบรรเทาสถานการณ์ จึงขอแจ้งเตือนประชาชน ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว ยกของขึ้นที่สูง รีบเคลื่อนย้ายรถ ดูแลกลุ่มเปราะบางเช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด

นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย แจ้งว่า จากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมปริมาณแม่น้ำยมจากจังหวัดแพร่ไหลเข้าพื้นที่จังหวัดสุโขทัย โดยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 19.00 น. ระดับน้ำที่ Y33 อำเภอศรีสำโรง ถึงจุดวิกฤตที่ 10.00 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 566.80 ลบ.ม./วินาที และเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 04.00 น. น้ำหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย (Y4) อยู่ที่ 7.56 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 401.50 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้

  1. หมู่ 4, หมู่14 และ หมู่ 24 ตำบลแม่สิน พื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ และตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย ตลิ่งทรุดใกล้บ้านเรือนประชาชน
  2. จุดเฟื่องฟ้า ชุมชนคูหาสุวรรณ น้ำจากแม่น้ำยมลอดผนังกั้นน้ำที่ (จุดเดิม) วัดระดับน้ำได้ประมาณ 50 เซนติเมตร น้ำเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ประมาณ 300 หลังคาเรือน
  3. หมู่ที่ 4 ตำบลปากแคว (หลังวัดปากแคว) (จุดเดิม) น้ำล้นข้ามพนังกั้นน้ำแม่น้ำยม
  4. หมู่ที่ 1 ตำบลยางซ้าย อำเภอเมืองสุโขทัย น้ำไหลซึมผ่านกระสอบทราย
  5. ปิดสะพานพระแม่ย่า ชุมชนพระแม่ย่า อำเภอเมืองสุโขทัย
  6. หมู่ที่ 1 ตำบลคลองยาง อำเภอสวรรคโลก คันคลองยมน่าน (จุดเดิม) ทำให้น้ำไหลเข้าพื้นที่การเกษตรบางส่วน บริเวณพื้นที่ บ้านคลองปู
  7. หมู่ที่ 8 ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร (จุดเดิม) คลองน้ำไหลเอ่อล้นคันดิน เป็นระยะทางประมาณ 400 เมตร
  8. หมู่ที่ 5 ตำบลศรีนคร อำเภอศรีนคร น้ำเริ่มเซาะคันดิน
  9. หมู่ที่ 6 ตำบลวังใหญ่ อำเภอศรีสำโรง (จุดเดิม) น้ำลอดสะพานสิริปัญญารัต
  10. ปิดสะพานบริเวณวัดศรีนิโครธาราม ตำบลคลองตาล อำเภอศรีสำโรง
  11. หมู่ 1 และ 2 ตำบลคลองยาง อำเภอสวรรคโลก น้ำเริ่มล้นคันบึงปักกระทุ่ม

ทั้งนี้ นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้สั่งการให้ทุกหน่วยเข้าพื้นที่ดูแลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยเข้าเผชิญเหตุพร้อมให้ความช่วยเหลือตามแผนที่เตรียมการไว้

และจากสถานการณ์น้ำในจังหวัดสุโขทัย ที่ระดับน้ำในแม่น้ำยมมีระดับเพิ่มสูงขึ้นมีความ เร็วและแรงทำให้เมื่อเช้านี้เวลาประมาณ 04:00 น ทาง สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณ ภัยจังหวัดสุโขทัย ได้มีประกาศแจ้งเตือน ไปยังประชาชนที่อยู่ในบริเวณ เขตเทศบาลเมืองสุโขทัยแจ้งว่าได้ติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำยมพบว่าน้ำจากแม่น้ำยมได้ลอดใต้ผนังกั้นน้ำที่ชุมชนคูหาสุวรรณตำบลธานีอำเภอเมืองจังหวัดสุโขทัย ทำให้ น้ำยมไหลทะลักเข้าท่วม บ้านเรือนประชาชน บริเวณ ชุมชนคูหาสุวรรณ อยู่ในขณะนี้

ขณะที่ นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พร้อมด้วย นางพัฒสอน ดอนพิมพา นายกเทศบาลมืองสุโขทัยธานี ได้ลงพื้นที่อำนวยการให้การช่วยเหลือ ประชาชนที่ประสบภัยและหาแนวทางแก้ไขและป้องกั้นอยูในขณะนี้

สืบเนื่องจากบริเวณพนังกั้นน้ำใกล้ร้านอาหารเฟื่อฟ้า จุดนี้เมื่อช่วงปลายเดือน กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นจุดที่น้ำยมไหลทะลักเข้าท่วม โดยถูกน้ำในแม่น้ำยมกัดเซาะใต้พนังกั้นน้ำจนเป็นโพรงกว้างทำให้พนังกั้นน้ำบริเวณนี้แอ่นเอียงเป็นระยะทางกว่า 5 เมตร และได้มีการเข้าไปซ่อมแซมโดยใช้บิ๊กแบคกว่า 100 ลูก นำไปเรียงกั้นไว้ แต่เนื่องจากว่า โพรงอาจจะขยายเป็นมุมกว้างขึ้นและกระแสน้ำไหลแรงจึงทำให้น้ำจากแม่น้ำยม ได้ไหลรอดใต้โพรงบริเวณนี้อีกครั้ง จึงทำให้ น้ำจากแม่น้ำยมไหลทะลักเข้าท่วมในบริเวณชุมชน คูหาสุวรรณ อยู่ในขณะนี้


“มทบ.37” เคาะประตู สู่ความห่วงใย เตือนภัยพายุ คาจิกิ และโรคไข้เลือดออก

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน จัดกิจกรรม “เคาะประตู สู่ความห่วงใย เตือนภัยพายุ “คาจิกิ” และโรคไข้เลือดออก” ด้วยการเข้าพบปะประชาชน ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพล “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” นำโดย ร้อยตรี ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดประสานการคุ้มครองป้องกันชุมชน สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง พร้อมกำลังพล “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าพบปะประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทหารกับประชาชน บ้านแม่เงิน หมู่ 6, บ้านไร่ หมู่ 7, และ บ้านธารทอง หมู่ 11 ซึ่งเป็นประชาชนกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทหารกับประชาชน เนื่องจากห้วงนี้มีพายุ “คาจิกิ” เข้าในพื้นที่ ประเทศ ไทยทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ และเกิดพายุลมแรงทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง มีน้ำท่วมขัง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือนของประชาชน ซึ่งอาจจะทำให้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

จึงได้แจ้งเตือนอันตรายให้กับประชาชนได้ทราบ รวมทั้งประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกไข้หวัด เนื่องจากห้วงนี้มีฝนตกในพื้นที่ ทำให้มีน้ำท่วมขังเป็นบ่อเกิดของลูกน้ำยุงลาย อีกทั้งในพื้นที่มีการเกิดไข้เลือด จึงมีความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชน จึงได้ให้แนะนำและวิธีการกำจัดลูกน้ำยุงลายเช่น ปิดปากภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิดด้วยฝา ตาข่าย หรือผ้า เพื่อป้องกันยุงลายลงไปวางไข่ ไม่ว่าจะเป็นโอ่งหรือถังสำหรับเก็บน้ำกินน้ำใช้ และภาชนะอื่น ๆหากเป็นภาชนะเก็บน้ำที่จำเป็นต้องเปิดโล่ง เช่น แจกันดอกไม้ น้ำในเล้าไก่ กระถางพลูด่าง ไม่สามารถปิดให้มิดชิดได้ แนะนำให้เปลี่ยนน้ำในภาชนะทุกๆ 7 วันแทนกำจัดเศษวัสดุที่มีโอกาสเป็นแหล่งเก็บน้ำในบริเวณบ้านออกให้หมด ทั้งยางรถยนต์เก่า ขวด กระป๋อง เป็นต้น ทั้งนี้ได้มอบทรายโปรเบทไว้เพื่อใส่ป้องกันลูกน้ำยุงลายด้วย ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

#จิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ #เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส


นที มีเดช รายงาน

คืบหน้า บ้านผาบ่อง เส้นทาง 108 เมือง-ขุนยวม เคลียร์พื้นที่ให้รถยนต์ผ่านได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถผ่านไปถึง อ.ขุนยวมได้ เนื่องจากคอสะพานบ้านห้วยโป่งขาด

คืบหน้า บ้านผาบ่อง เส้นทาง 108 เมือง-ขุนยวม เคลียร์พื้นที่ให้รถยนต์ผ่านได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถผ่านไปถึง อ.ขุนยวมได้ เนื่องจากคอสะพานบ้านห้วยโป่งขาด


กรณีพายุคาจิกิ จังหวัดแม่ฮ่องสอนฝนตกหนักตลอดทั้งวันตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมา ทำให้น้ำป่าไหลทะลักน้ำต้นไม้ขนาดใหญ่เศษต้นไม้กิ่งไม้ซัดถล่มบ้านผาบ่องใต้ ได้รับความเสียหายหนักหลายหลังคาเรือน ถนน 108 ถูกต้นไม้เศษหินดินทรายปิดทับ คอสะพานขาด ไม่สามารถใช้เส้นทางจากเมืองแม่ฮ่องสอน ไปยัง อ.ขุนยวม ได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมกำลังทหาร ตชด ภูธร อส. ปภ.แขวงทางหลวง อบจ.และหน่วยกู้ภัย เข้าเคลียร์พื้นที่เพื่อเปิดถนนอย่างเร่วงด่วน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 07.30 น. นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า เส้นทางหลัก สาย 108 ระหว่าง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ไป ยัง อ.ขุนยวม หลังจากหลายหน่วยงานระดมกำลังใช้ทั้งกำลังพล เครื่องมือหนักเข้าเคลียร์พื้นที่เพื่อเปิดเส้นทางตตั้งแต่เมื่อวานนี้ ขณะนี้สามารถเปิดเส้นทางได้แล้ว การใช้เส้นทางดังกล่าวต้องใช้ความระมัดระวังเนื่องจาก 2 ข้างทางยังมีเศษต้นไม้ขนาดใหญ่เล็กเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่สามารถผ่านไปยัง อ.ขุนยวมได้ เนื่องจากเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยนายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ ฮ่องสอน นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายจากเหตุอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก เส้นทางหมายเลข 108 พบว่าบริเวณสะพานห้วยโป่ง ต.ห้วยโป่ง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ข้ามลำน้ำแม่จ๋า คอสะพานขาดทำให้รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านได้ หากประชาชน นักท่องเที่ยว หรือผู้ที่จะเดินทางจาก อ.เมือง ไปยัง อ.ขุนยวม อ.แม่สะเรียง เข้า อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ให้หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว เปลี่ยนไปใช้เส้นทางสาย 1095 อ.เมือง อ.ปาย แม่มาลัย เชียงใหม่ แทน

ขณะนี้ทุกภาคส่วนกำลังได้ช่วยกันดำเนินการ โดยทางแขวงทางหลวงแม่ฮ่องสอน รวมถึงทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการประสานเพื่อที่จะสร้างสะพานเบลีย์ชั่วคราว ให้พี่น้องได้เดินทางสัญจรได้ ซึ่งจะสามารถดำเนินการให้พี่น้องข้ามไปยังฝั่งอำเภอขุนยวมได้ในช่วงของวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2568 สำหรับอีกส่วนที่ได้รับความเสียหายก็คือบริเวณบ้านผาบ่อง ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน แต่ว่าได้มีการเคลียร์เปิดเส้นทางให้สามารถสัญจรผ่านได้แล้ว แต่ต้องใช้ความระมัดระวัง

ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวต่อว่า สำหรับอุทกภัยในครั้งนี้ จากการประเมินของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เกิดจากการที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีฝนตกอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้พื้นดินชุ่มน้ำมาก ประกอบกับสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงชันทำให้เกิดน้ำป่าจำนวนมาก ไหลหลากลงมาผ่านทางห้วยลำน้ำแม่จ๋า กับลำน้ำแม่สะมาด เกิดความเสียหายกับทางเส้นทาง 108 ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เรื่องของการสำรวจความเสียหายและการช่วยเหลือหลังจากนี้ ตอนนี้เรื่องสำคัญเร่งด่วนคือเรื่องของเส้นทางสัญจรที่จะต้องแก้ไขอย่างรวดเร็วให้พี่น้องสามารถเดินทางสัญจรได้ กับประเด็นหนึ่งตอนนี้ได้รับรายงานว่ายังมีผู้สูญหายอยู่นะครับจำนวน 2 คน ได้มีการตั้งชุดในการค้นหา หวังว่าจะได้รับข่าวดี อันนี้ก็คือเป็นสิ่งหนึ่งที่ยังต้องมีการติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ฝากพี่น้องประชาชนชาวแม่ฮ่องสอนขอให้ความมั่นใจในการทำงานของทุกหน่วยงานในจังหวัด มีการร่วมกันทำงานได้มีการพูดคุยกันโดยตลอด และผมจะได้มีการประชุมติดตามความคืบหน้า เรื่องของข้อมูลการช่วยเหลือให้กับทางพี่น้องประชาชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วมากที่สุด


ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน