พืชสวนแห่งชาติ ขยายเวลาส่งผลงานวิจัยถึง 22 กย.68

ขยายระยะเวลาการลงทะเบียน และส่งผลงานแล้ว ถึงวันที่ 22 กันยายน 2568!! ทุกท่านสามารถลงทะเบียนเพื่อนำเสนอผลงานวิจัย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างเครือข่ายในแวดวงวิชาการพืชสวนของประเทศไทย และภายในงานยังมีผู้บรรยายพิเศษจากต่างประเทศที่จะมาแลกเปลี่ยนทางวิชาการอีกด้วย

ท่านที่สนใจสามารถลงทะเบียนโดยการแสกน QR Code หรือ ทางเว็บไซต์ : https://nhc2025.nu.ac.th/

พบกัน วันที่ 6-7 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี

NHC2025 #พืชสวนแห่งชาติ #Horticulture #การเกษตรยั่งยืน #ประชุมวิชาการพืชสวน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อิเกร์ กาซิยาส ชวนแฟนบอลไทยดูบอลโลก 2026

อิเกร์ กาซิยาส อดีตกัปตันทีมชาติสเปน โพสต์วิดีโอชวนแฟนฟุตบอลชาวไทยสนุกไปกับฟุตบอลโลก2026 รอบคัดเลือกแบบ Play with FUN, be FUN ไปด้วยกัน

กาซิยาส ผ่านการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 กับทีมชาติสเปน โดยตัวเขาเป็นกัปตันทีมและคนชูถ้วยในฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ในปีดังกล่าว และปัจจุบัน ตำนานเลือด ‘กระทิงดุ’ กำลังรับหน้าที่แบรนด์แอมบาสเดอร์ของสื่อออนไลน์ระดับโลก ก่อนถูกเชิญให้มาชวนแฟนๆ ชาวไทยติดตามชมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกในเดือนกันยายนนี้

“ผมตื่นเต้นมากๆ ที่จะแนะนำให้ทุกคนร่วมกิจกรรม ‘เส้นทางสู่บอลโลก 2026’ ของแบรนด์ของผม” กาซิยาส เริ่มกล่าว “ฟุตบอลโลก คือ ความทรงจำสุดพิเศษในใจผม และเมื่อเราเข้าใกล้ฟุตบอลโลก 2026 เท่าไร ความตื่นเต้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น”

“ชีวิตของผมได้รับเกียรติให้ลงแข่งขันบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกฟุตบอล ได้สัมผัสทั้งช่วงเวลาแห่งความสุขและความผิดหวัง ตอนนี้ ผมอยากจะแบ่งปันการเดินทางครั้งนั้นกับทุกคน Play with FUN, be FUN! นะทุกคน”

แฟนๆ ชาวไทย สามารถรับชมคลิปวิดีโอดังกล่าวได้ที่อินสตาแกรมส่วนตัวของกาซิยาส และติดตามข่าวสารฟุตบอลจาก กาซิยาส แบบ #PlaywithFUNbeFUN ได้ที่ https://www.instagram.com/ikercasillas/


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อว.- สวทช. ประเดิมจัด Industry 4.0 Awards 2025 ชูนโยบาย 3 เสาหลักปั้นไทย สู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

กระทรวง (อว.) โดย (สวทช.) จัดพิธีมอบรางวัล “Industry 4.0 Recognition Awards 2025” เป็นครั้งแรก เพื่อเชิดชูเกียรติสถานประกอบการที่มุ่งสู่โรงงานอัจฉริยะ “ปลัด อว.” ปาฐกถาพิเศษ ชูนโยบาย 3 เสาหลัก “สร้างคน-วิจัยเพื่อใช้ประโยชน์-มหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น” เป็นระบบนิเวศขับเคลื่อนประเทศ สู่ “ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง” ที่ทั่วโลกเชื่อมั่น

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ สุขุมวิท: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีมอบรางวัล Industry 4.0 Recognition Awards 2025 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ (สวทช.) มีการคัดเลือกสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมและการผลิตที่มีความโดดเด่นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมยกระดับสู่สุดยอดอุตสาห กรรม 4.0 เพื่อรับรางวัล “Industry 4.0 Recognition Awards 2025” รางวัลเพื่อเชิดชูและประกาศเกียรติคุณแก่ภาคธุรกิจที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง สู่การเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ

โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาพิเศษ “นโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับการขับเคลื่อนการยกระดับอุตสาหกรรมไทย” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นักวิจัย สวทช. ผู้ประกอบการภาคเอกชนและเอสเอ็มอี เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในพิธีมอบรางวัล Industry 4.0 Recognition Awards 2025 ว่า กระทรวง (อว.) มุ่งสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่เอื้อต่อการยกระดับอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1. การสร้างกำลังคน ที่มีทักษะตรงต่อความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า 2. การวิจัยและนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ที่เปลี่ยนวิธีคิดจาก “วิจัยเพื่อรู้” ไปสู่ “วิจัยเพื่อใช้ประโยชน์” ได้จริงในโรงงาน และ 3. มหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น ที่ทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ทางเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัยฯ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม 4.0 คือคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด เราจึงมีโครงการทุนการศึกษาและการฝึกอบรมที่มุ่งเน้นในสาขาที่เป็นที่ต้องการ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์ไฟฟ้า และ เซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้งานวิจัยที่ดีต้องเดินเข้าโรงงาน ไม่ใช่จบที่ห้องแล็บ ซึ่ง สวทช. ได้พัฒนา Thailand i4.0 Index ขึ้นมาเป็นเครื่องมือประเมินความพร้อมและเป็น “ภาษากลาง” ที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลก โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการเปลี่ยนภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงที่ดึงดูดการลงทุน

“วันนี้ กระทรวง (อว.) กำลังสร้างบุคลากรไทยให้มีความเชี่ยวชาญในสาขาเหล่านี้ เพื่อลดการพึ่งพาและสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้กับประเทศ โดย (สวทช.) ได้พัฒนา Thailand i4.0 Index ในการประเมินความพร้อมของอุตสาหกรรม ซึ่งอนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะเห็นโรงงานในประเทศไทยมีระบบการผลิตที่เชื่อมโยงกัน ข้อมูลจะถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้โครงการ Industry 4.0 Platform และทางมหาวิทยาลัยในแต่ละจังหวัดจะเปลี่ยนบทบาทเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้และเทคโนโลยี ที่พร้อมช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น และทำงานร่วมกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการขับเคลื่อนด้วยนโยบาย หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งภารกิจ ของกระทรวง อว. เช่นกัน”

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า รางวัล Industry 4.0 Recognition Awards ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก ภายหลังจากที่ สวทช. และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลอดจนพันธ มิตรจากหลายหน่วยงาน ได้ร่วมกันพัฒนาดัชนีชี้วัดระดับความพร้อมของอุตสาหกรรมไทย หรือ Thailand i4.0 Index สำหรับเป็นเครื่องมือมาตรฐานในการประเมินความพร้อมของอุตสาหกรรมไทยเพื่อยกระดับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยตั้งแต่ปี 2566 มีโรงงานไทยกว่า 900 แห่งที่เข้าร่วมการประเมิน และหลายแห่งได้นำผลลัพธ์ไปจัดทำแผนการลงทุนได้อย่างชัดเจน เช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้รู้วิธีการบูรณาการข้อมูลเครื่องจักรในสายการผลิตสู่การจัดการซัพพลายเชนและการทำลีนออโตเมชัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 25 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ 22 แห่ง และ SMEs 3 แห่ง นอกจากการประเมิน Thailand i4.0 Index แล้ว สวทช. ยังมีศูนย์นวัตกรรมการผลิตยังยืน (SMC) ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมในการให้คำปรึกษา ทดลองทดสอบเทคโนโลยี และถ่ายทอดเทคโนโลยี Smart Factory ได้แก่ IIOT Big Data, AI และ Automation รวมถึงสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 แบบครบวงจร

“รางวัลดังกล่าวถือเป็นการส่งเสริมให้สถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมเห็นคุณค่าและตัวอย่างของสถานประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนสู่ระบบอุตสาหกรรม 4.0 ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และร่วมกันสร้างระบบนิเวศโรงงานอัจฉริยะของไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจฯ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ความสำเร็จของโครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งของหลายหน่วยงาน โดยมี สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) สนับสนุนงบประมาณผ่าน “แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต” กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ร่วมกันใช้ดัชนี Thailand i4.0 Index เป็นมาตรฐานในการประเมินและสนับสนุนผู้ประกอบการ นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังใช้ผลการประเมินเป็นเกณฑ์ให้สิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านสินเชื่อจาก ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างครบวงจร

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่
กลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 (TICB)
www.nstda.or.th/i4platform
Line: @i4platform


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

(ททท.) ชวนเที่ยวงาน Amazing Green Fest 2025 เทศกาลแห่งความยั่งยืนที่คนรักษ์โลกไม่ควรพลาด !

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนเที่ยวงาน Amazing Green Fest 2025 เทศกาลแห่งความยั่งยืนที่คนรักษ์โลกไม่ควรพลาด!

Amazing Green Fest 2025 เทศกาลด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนสุดยิ่งใหญ่ที่ตั้งใจยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย (ททท.) พบกับร้านค้า นิทรรศการ และสารพัดกิจกรรมสร้างสรรค์ที่พร้อมให้นักเดินทางมาร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน ในวันที่ 11-14 กันยายน 2568 เวลา 09:00 – 17:00 น. ณ สวนสามพราน จังหวัด นครปฐม

งาน Amazing Green Fest 2025 ได้นำแนวคิด Sustainable Tourism มาใช้ในทุกขั้นตอน เพื่อเป็นต้นแบบของเทศกาลงานท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ มุ่งสร้างประสบการณ์และมอบความรู้ให้กับผู้เข้าชมงาน ขยายเครือข่ายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและธุรกิจสีเขียว ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และยกระดับศักยภาพร่วมกัน นอกจากยังสร้างความเป็นธรรมทางการค้า มีพื้นที่พบปะระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคได้โดย ตรง ซึ่งจะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

การจัดงานนี้ยังเป็นการเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ Amazing Thailand ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในฐานะผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์การท่องเที่ยวที่ไม่เพียงแค่สร้างความสุข แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

เทศกาล Amazing Green Fest 2025 แบ่งออกเป็น 8 โซนหลัก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในหลากหลายมิติ

  1. Amazing Green Tourism: นำเสนอผลงานและโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของ ททท. เช่น โครงการ Thailand Tourism Awards , Organic Tourism , STGs และ STGs STAR เป็นต้น
  2. Amazing Green Market & Business Matching: ตลาดจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และงานคราฟต์ เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพบผู้บริโภคโดยตรง พร้อมพื้นที่สำหรับจับคู่ธุรกิจเพื่อขยายเครือข่ายสังคมอินทรีย์และธุรกิจยั่งยืน มีผู้ประกอบการกว่า 70 บูท
  3. Amazing Green Stories: บอกเล่าเรื่องราวธุรกิจและกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
  4. Amazing Green Taste: รวมร้านอาหารที่เน้นวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลและวัตถุดิบอินทรีย์ นำเสนอวัฒนธรรมอาหารอย่างยั่งยืน มีร้านอาหารกว่า 30 บูท
  5. Amazing Green Playground: พื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน ผ่านเวิร์คช็อปและกิจกรรมส่งเสริมความเข้าใจเรื่องการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
  6. Amazing Green Innovation: จัดแสดงนวัตกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมกว่า 10 บูท
  7. Amazing Green Workshop: เวิร์คช็อปงานฝีมือที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้วัสดุจากธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  8. Amazing Sharing Space: พื้นที่แบ่งปันเรื่องราวความยั่งยืน สนับสนุนแนวคิดและมุมมองที่หลากหลาย เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยวหลังการจัดงาน

ซึ่งมีตัวอย่างกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ เสวนาด้านความยั่งยืน กว่า 8 เสวนา ที่หยิบยกเรื่องราวความยั่งยืนที่ผู้เริ่มต้น ตลอดจนผู้ประกอบการสามารถเข้าฟังได้ เช่น หัวข้อ ‘Gone Green เรื่องสีเขียวไม่เก่าที่เราต้องรู้’ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย TrekkingThai, Go Green Girls, the geen, หัวข้อ ‘Sustainable Matching ธุรกิจคิดกรีน’ โดย Central Tham ธรรมธุรกิจ สวนสามพราน Little Tree, Thai Smile Group และเรือไฟฟ้าสุขสำราญ, หัวข้อ ‘Value Added คุณค่าชิ้นเด็ด จากท้องถิ่น’ โดย เดอะมนต์รักแม่กลอง Neighbormart และ ตานี

สยาม 8 วงคุยเรื่องการท่องเที่ยวและธุรกิจยั่งยืน ในรูปแบบล้อมวงคุยสบายๆ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ เช่น Homestay จะเปิดโฮมสเตย์จำเป็นต้องมีอะไรบ้าง, Low Car bon มาเรียนคำนวณคาร์บอนแบบง่าย ๆ เพื่อจัดทำเส้นทาง ‘ไร้ค่า(คาร์บอน)’ 2, คอร์สอาหารเที่ยงกลางสวน ที่ชวนเชฟชื่อดัง มารังสรรค์เมนูแบบใหม่ เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น จนเป็นจานที่ทั้งน่ากินและแนวคิดดี-Wellness Voyage กินเป็นยา พบกับ ลุงรีย์ – Uncleree Farm Gastro Journey พบกับ เชฟแบล็ค – Blackitch Artisan Kitchen
70 บูทธุรกิจคิดดี ที่รวมไว้ทั้ง ชุมชน ผู้ประกอบการ งานคราฟต์ และอีกมากมาย อาทิ Lisu Lodge, MORE LOOP อยู่ลำพูน ชุมชนแม่ทา จ.เชียงใหม่ เดอะมนต์รักแม่กลอง
10 บูทนวัตกรรมยั่งยืน อาทิ Thai Smile Bus, TOCA, ION ENERGY 30 บูทอาหารแนวคิดดี อาทิ แมวกินปลา School Coffee ตามมี โอมากาเห็ด

พบกันที่งาน Amazing Green Fest 2025 มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลท่องเที่ยวไทย ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนในหลากหลายมิติ
ติดตามรายละเอียดเทศกาล Amazing Green Fest 2025 ได้ที่ Facebook : Amazing Green Fest

AmazingGreenFest #AmazingGreenFest2025 #AmazingGreenThailand #AmazingThailand


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตม.นครพนม – ศุลกากร – ตำรวจสืบสวน ร่วมรับมอบรถจักรยานยนต์ถูกโจรกรรมข้ามประเทศ

ตม.นครพนม – ศุลกากร – ตำรวจสืบสวน ร่วมรับมอบรถจักรยานยนต์ถูกโจรกรรมข้ามประเทศ

วันที่ 5 กันยายน 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ภัทรพงศ์ อินวรรณา ผกก.ตม.จว. นครพนม เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนครพนม ร่วมกับศุลกากร และกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม เดินทางรับมอบรถจักรยานยนต์ Honda Forza 350 สีเทา-ดำ ทะเบียน 4 กท 905 ที่ถูกเช่าแล้วไม่ส่งคืนในพื้นที่เมืองพัทยา ก่อนถูกนำข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

กรณีนี้เกิดจากผู้ประกอบการบริษัทให้เช่ารถในชลบุรี แจ้งความว่า ลูกค้าเช่าแล้วหายตัวไป คาดว่ามีเจตนาทุจริต เบียดบังรถไปขายหรือซุกซ่อนข้ามแดน ต่อมาทางการแขวงคำม่วน ประเทศเพื่อนบ้าน ตรวจยึดรถไว้ และประสานส่งคืนผ่าน ตม.นครพนม

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ส่งมอบรถคืนให้กับ นายบ็อคเดน ชาวรัสเซีย กรรมการบริษัทผู้เสียหายแล้ว พร้อมยืนยันความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด


ฟร้องข่าวด่วนนครพนม เทพข่าวร้อน สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

มูลนิธิกาญจนบารมี ร่วมกับทต.เมืองคง จัดโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านม ฟรี !!

มูลนิธิกาญจนบารมี ร่วมกับเทศบาลตำบลเมืองคง จัดโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านม ฟรี !!

เมื่อวันที่ 4-5 กันยายน 2568 ณ หอประชุมตระกูลสุขเทศบาลตำบลเมืองคง อ.คง จ.นครราช สีมา มูลนิธิกาญจนบารมี ร่วมกับเทศบาลตำบลเมืองคง จัดโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านม โดยเครื่องเมมโมแกรม(mammogram) ฟรี โดยมี สาธารณสุขเมืองคง รพ.เมืองคง การไฟฟ้าเมืองคง อสม. และผู้นำชุมชนเข้าร่วมกิจกรรม

นายไพศาล เกียรติชัยพัฒน นายกเทศมนตรีตำบลเมืองคง กล่าวว่า ประชาชนชาวเมืองคง 10 ตำบล เข้ามาคัดกรองดูความเสี่ยง ต้องขอขอบคุณ อสม. ผู้นำชุมชน ที่ช่วยประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนเข้ามาคัดกรอง ใครก็มาตรวจได้ ขอแค่เป็นคนไทย จะต่างอำเภอหรือต่างจังหวัด

ในโอกาสนี้ ดร.นายแพทย์อิทธิพล สูงแผง หัวหน้าหน่วยคัดกรองมะเร็งเต้านม ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ตรวจพบ มีรายใหม่ 20,000 กว่าราย และ 40 % เสียชีวิต สาเหตุ มีหลายปัจจัย คือ กรรมพันธ์ การออกกำลังกาย การกินอาหาร สุขภาพจิต การสัมผัสมลภาวะ ดิน น้ำ อากาส และผู้ที่ ติดบุหรี่เหล้า และความสัมพันธ์ของฮอร์โมนในร่างกาย ดร.นายแพทย์ อิทธิพล สูงแผง กล่าวต่อไปอีกว่า ถ้าตรวจเจอเร็ว จะหายเร็ว ส่วนใหญ่มาตรวจช้า ก้อนโตแล้ว วิธีป้องกันคือ คนที่เป็นกรรมพันธ์ ต้องตรวจบ่อยๆ ออกกำลังกาย อย่ากินหวานมัน และอย่าสัมผัสมลภาวะต่างๆ


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สุดช้ำ ลูกจ้างสาวย่องฉกทองในตู้เซฟ ทรัพย์สินสูญหายมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท แจ้งความคดีไม่คืบ

ประจวบฯ – เจ้าทุกข์สุดช้ำ ลูกจ้างสาวย่องเบาเข้าห้องฉกทองในตู้เซฟขายร้านทองทรัพย์สินสูญหายหลายรายการรวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท แจ้งความคดีไม่คืบ ตร.แนะให้ไปถ่ายทรัพย์คืนเอง

4 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางพรรณทิพย์ ภูดีหิน อายุ 51 ปี นำผู้สื่อข่าวเดินทางไปบ้านเลขที่ 159/9 หมู่ 1 ต.พงศ์ประศาสน์ อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ เป็นบ้านไม้ยกพื้นชั้นเดียวซึ่งเป็นพื้นที่เก็บทรัพย์สินมีค่าไว้ภายในห้อง โดยนางพรรณทิพย์บอกว่า หลังจากทราบว่าทรัพย์ สินของตนเป็นทองรูปพรรณสูญหายไปจากตู้เซฟหลายรายการ จึงติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณบ้านเพื่อหาเจ้าหัวขโมย จนทราบว่าเป็นลูกจ้างสาวของตนเองเข้าไปลักทรัพย์สินภายในบ้านสูญหายไปหลายรายการ รวมมูลค่ากว่า 1,467,125 บาท

จากนั้นจึงเข้าแจ้งความไว้ที สภ.บางสะพาน  และพยายามติดตามความคืบหน้าในคดี แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างจริงจัง และตั้งข้อสงสัยการปฏิบัติหน้าที่อาจไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนอย่างเต็มที่หรือไม่ ทั้งที่มีหลักฐานการโอนเงินชัดเจนที่สามารถใช้ประกอบสำนวนคดีได้ อย่ากให้มีการเร่งรัดคดี เพื่อให้สามารถติดตามทรัพย์สินบางส่วนกลับคืนมาได้บ้าง

ขณะที่กล้องวงจรปิดจับภาพพฤติกรรมขณะลูกจ้างสาวรายนี้เดินเข้าไปในห้องเก็บทรัพย์สิน จากนั้นตรงไปหยิบกุญแจที่แขวนไว้บริเวณข้างฝาก่อนนำไปไขตู้เซฟ จากคลิปจะเห็นว่าลูก จ้างสาวรายดังกล่าวพยายามเปิดกล่องเก็บทรัพย์สินมีค่าที่นำออกมาก่อนจะนำกลับไปเก็บคืนตู้เซฟ จากนั้นนำกุญแจมาแขวนเก็บไว้ที่เดิมแล้วเดินออกจากห้องโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ด้านนางพรรณทิพย์ ภูดีหิน  ผู้เสียหายเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า  ตนพักอาศัยอยู่ที่ “บ้านกลาง” ตลอดช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน และไม่ได้ขึ้นไปยัง “บ้านไม้” ซึ่งใช้เก็บทรัพย์สิน โดยปกติไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปยกเว้นมีคำสั่ง จนกระทั่งวันที่ 13 มิถุนายน ขณะจะเปลี่ยน “กำไลทอง” เป็น “กำไลเพชร” จึงเปิดตู้เซฟ และพบว่าทองคำหายไปประมาณ 30 บาท ก่อนหน้านี้ เมื่อ 19 มกราคม สังเกตว่าทองหายไป 3 บาท แต่เข้าใจว่าตนเองอาจทำหายเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอจากการดูแลมารดาที่ป่วย จึงไม่ได้ติดใจอะไร

ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวมีลูกจ้างชื่อ “แก้ว” เป็นแม่บ้านชาวพม่า มาทำงานแบบไม่สม่ำเสมอ อ้างว่ากลับไปดูแม่ที่ระนองอยู่บ่อยครั้ง หลังเกิดเหตุ จึงติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณตู้เซฟที่บ้านไม้ วันที่ 28 มิถุนายน แก้วกลับมาทำงาน กล้องจับภาพได้ว่าเขาขึ้นไปบนบ้านไม้ผ่านทางประตูหลังบ้านช่วงตี 1 และพยายามเปิดตู้เซฟ วันที่ 29 มิถุนายน ตนจึงเข้าแจ้งความ หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมพบว่าของกลางที่ตรวจยึดได้บางส่วน ได้แก่ iPhone, รถจักรยานยนต์ PCX, สร้อยทอง 2 บาท, และตั๋วจำนำทองอีก 2 บาท รวมมูลค่าประมาณ 65,000 บาท

จากการตรวจสอบมือถือผู้ต้องหา พบว่ามีการขายทองไปแล้วถึง 7 ครั้ง ประมาณ 30 บาทเศษ เฉลี่ยราคาขายประมาณ 40,000 บาทต่อบาททอง โดยเงินถูกโอนผ่านบัญชีพี่สาวของผู้ต้องหา เช่น วันที่ 10 กุมภาพันธ์ มีการโอน 2 ครั้ง รวม 75,000 บาท และวันที่ 29 เมษายน รับเงินสด 122,000 บาทจากการขายทองอีก 2.5 บาท ซึ่งทราบภายหลังว่าเงินเหล่านี้ถูกนำไปใช้ซื้อที่ดินและเปิดร้านขายของ

นางพรรณทิพย์เล่าต่อและว่า ถึงแม้จะแจ้งข้อมูลทั้งหมดแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว แต่กลับได้รับคำตอบว่า “ไม่มีความเชื่อมโยง” ระหว่างทองที่หายกับพี่สาวผู้ต้องหา และไม่มีการเรียกร้านทองมาสอบสวน ไม่ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ไม่มีการติดตามทองที่ถูกขาย แม้แต่ตั๋วจำนำที่พบ ตำรวจก็แนะนำให้ผู้เสียหายไถ่เองในราคา 65,000 บาท ซึ่งตนและครอบครัวรู้สึกว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะทองคำที่สูญหายซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจ เป็นสมบัติชีวิตคู่ และมีบางส่วนเป็นของลูก จึงขอเรียกร้องผ่านสื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาและพี่สาวอย่างจริงจัง โดยอยากให้เชิญร้านทองที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง และเร่งรัดการดำเนินคดีให้มีความชัดเจน โปร่งใส รวมถึงเอาผิดกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ขณะที่เหตุการณ์นี้ผ่านมาแล้วกว่า 2 เดือน แต่ยังไม่มีความคืบหน้า หวังว่าการเปิดเผยผ่านสื่อจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบที่เป็นธรรมกับตนบ้า



นัครินทร์/รายงานข่าว

เจ้าอาวาสฯ เปลี่ยนสีใหม่ทั้งวัด ญาติโยมจะได้รู้นำเงินบริจาคมาทำจริง

วัดสีชมพู รู้ที่มาแล้วจะอึ้ง เจ้าอาวาสฯ นำเงินบริจาคทำตามวัตถุประสงค์ของญาติ โยม แต่กลัวญาติโยมไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่นำเงินมาใช้บูรณะทาสีจริง จึงได้คิดไอเดียเปลี่ยนสีใหม่ซ่ะเลย จากเดิมเป็นสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพู ชาวบ้านถูก ใจ สวยดี สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปที่ วัดปทุมวงษาวาส (วัดบ้านใหม่) ต.เกาะหวาย อ.ปากพลี จ.นคร นายก อยู่ติดถนนสุวรรณศร นครนายก-ปราจีนบุรี เมื่อไปถึงตั้งแต่ซุ้มประตูทางเข้า เป็นสีชมพู อุโบสถสีชมพู สถูปพระธาตุกุสาวดีสีชมพู เมรุ ศาลาธรรมสังเวชก็สีชมพู ศาลเจ้าที่ เจดีย์เก็บอัฐิก็ยังเป็นสีชมพู มองแล้วสวยงาม สะดุดตาต่อผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก จากนั้นได้สอบถาม พระครูวิมลปทุมานุกูล เจ้าอาวาสวัดปทุมวงษาวาส ถึงที่มาของการทาสีชมพู รู้แล้วถึงกับอนุโมทนาสาธุกันเลย ท่านเล่าว่า เดิมทีวัดเป็นสีขาว และเมื่อปี 2565 ได้นำปัจจัยในการทอดกฐินมาบูรณะทาสี แต่จะทำยังไงให้โยมได้เห็นว่าว่าเรานำเงินมาทำจริง ก็เลยเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีชมพูซ่ะเลย และเป็นสีตรงกับวันเกิดของอาตมา ถ้าเราทาเป็นสีเดิมญาติโยมจะไม่รู้ว่าเรานำเงินมาทำจริง วันข้างหน้า จะ 5 ปี หรือ 10 ปี ถ้ามีการบูรณะทาสีใหม่ก็จะเปลี่ยนสีไปเรื่อยฯ โดยไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องเป็นสีอะไร เปลี่ยนให้โยมได้รู้ ซึ่งชาวบ้านบอกว่าสวยดี สีสันสวยงาม เป็นที่สะดุดตาของคนผ่านไปผ่านมา และตรงตามวัตถุประสงค์ของเงินทอดกฐิน

วัดปทุมวงษาวาส สร้างราว พ.ศ.2380 เดิมชื่อ “วัดบ้านใหม่” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น วัดปทุมวงษาวาส ในปี พ.ศ.2521 มีชุมชนไทยพวนล้อมรอบกว่า 100 หลังคาเรือน จุดเด่นภายในวัด มีสถูปเจดีย์ทรงบาตรคว่ำ จำลองแบบมาจากประเทศอินเดีย ภายในประดิษฐานพระบรมสารี ริกธาตุ และเสาร์อโศกหินหยกจำลองที่งดงาม และยังเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระพุทธ เจ้า 28 พระองค์ และรูปปั้นพระอรหันต์ 80 พระองค์ เพดานเป็นภาพเขียนศิลปะไทยเกี่ยวกับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และยังมีพิพิธภัณฑ์ไทยพวน จัดแสดงเครื่องใช้พื้นบ้าน และกลุ่มชาวบ้านทอผ้าไทยพวน ถ่ายทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า หากใครผ่านไปผ่านมา สามารถแวะเยี่ยมชมได้ มาไม่ยากวัดอยู่ติดถนนใหญ่เห็นโบสถ์และสถูปเด่นมาแต่ไกล


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

มหาดไทย ฟันตู้คีบตุ๊กตาอยู่ในบัญชี ข. หลังประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการทราบ หน่วยงานรัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ประจวบฯ – มหาดไทยฟันตู้คีบตุ๊กตาอยู่ในบัญชี ข. หลังประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการทราบหน่วยงานรัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

จากกรณีหนังสือด่วนที่สุดจากปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0307.10/16740 ลงวันที่ 2 กันยายน 2568 แจ้งหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทราบ เรื่องการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการพนัน โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการตู้คีบตุ๊กตาบริเวณห้างสรรพสินค้า และห้างร้านทั่วไป ทราบถึงการประกอบการ ที่อาจเข้าข้ายมีลักษณะเป็นเครื่องเล่นการพนันที่อยู่ในบัญชี ข. ตามพรบ.การพนัน พ.ศ.2478  รวมถึงผู้ประกอบการที่ให้เช่าสถานที่วางตู้คีบตุ๊กตาได้ทราบก่อนจะบังคับใช้กฎหมาย และให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทราบหากยังให้มีตู้คีบตุ๊กตาดังกล่าวที่ดำเนินการโดยผิดกฎหมาย อาจเข้าข่ายเป็นความผิด และหากหน่วยงานรับผิดชอบในพื้นที่ใดปล่อยปละละเลย อาจมีความผิดโดยการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการดังกล่าวไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อม อาจเข้าข่ายเป็นการสนับสนุนให้มีการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าวได้

ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีสถานประกอบการขนาดใหญ่หลายแห่งในหลาย อำเภอของจังหวัดประจวบฯ ยังคงจัดให้มีการวางตู้คีบตุ๊กตาไว้บริการประชาชนสร้างรายได้กว่าหลายแสนบาทต่อเดือน ซึ่งจังหวัดฯ ต้องให้ความสำคัญเข้ามาดูแลตรวจสอบอย่างจริง จัง เนื่องจากเครื่องเล่นกิจกรรมดังกล่าวที่อาจเข้าข่ายตาม พรบ.การพนัน บัญชี ข.บางจุดตั้งให้บริการห่างจากสถานศึกษาไม่มาก อาจเข้าข่ายมอมเมาเยาวชน และหากมีการขออนุญาตถูกต้องจะมีแนวทางป้องกันไม่ให้เยาวชนอายุต่ำกว่ากฎหมายกำหนดเข้าเล่นการพนันประ เภท ข ได้อย่างไรหรือไม่

นายสุวิทย์ อินกงลาด ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองประจวบฯเปิดเผยว่า ได้ทราบถึงคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจังหวัดฯจะประชุมหาแนวทางร่วมกันเพื่อให้การประชาสัมพันธ์เข้าถึงกลุ่มผู้ประกอบกิจการและห้างร้านทั่วไปได้ทราบ รวมทั้งต้องชี้แจงข้อเท็จจริงก่อนเพื่อให้เห็นว่าหน่วยงานมีเจตนาที่จะเตือนให้ทราบตามกฎหมาย ซึ่งเบื้องต้นผมเชื่อว่าถ้าทางผู้ประกอบการรับทราบว่ามันเป็นการกระทำที่กฎหมายกำหนดว่าต้องขออนุญาต ค่อนข้างมั่นใจว่า ทางผู้ประกอบการไม่มีใครอยากจะทำผิดก็น่าจะมาขออนุญาต เพราะฉะนั้นเบื้องต้นหากมีการสั่งการจากจังหวัดฯ ลงมา เราก็ต้องไปทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ

นอกจากนั้นอำเภอจะทำประกาศเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทางประชาชนทั่วไปทราบด้วยว่า เรื่องของการเล่นตู้คีบตุ๊กตาแม้ว่ามันจะมีป้ายบอกราคาอย่างชัดเจนก็ตามแต่ก็ยังผิดกฎหมาย ไม่เพียงให้ผู้ประกอบการทราบเท่านั้นประชาชนทั่วไปก็ต้องทราบด้วย ซึ่งข้อมูลของผู้ประกอบการดังกล่าวมีกี่รายที่ใดบ้างนั้นก็ยังไม่ชัดเจนได้ 100% เพราะก่อนหน้านี้ไม่ได้มีการตีความตู้คีบตุ๊กตานั้นผิดกฎหมายหรือต้องขออนุญาตตาม พรบ.การพนัน แต่เราก็คงจะทำหนังสือไปถึง ผู้ประกอบการและสถานประกอบการที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้เขารับทราบ จากนั้นก็กำหนดระยะเวลาเพื่อให้เขามาดำเนินการให้ถูกต้อง นายสุวิทย์ ปลัดอาวุโสกล่าว



นัครินทร์/รายงานข่าว

ชาวบ้านชาติติพันธ์ลาวเวียง จัดทำกระยาสารท นำไปทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

ชาวบ้านชาติติพันธ์ลาวเวียง นำโดยนายณัฐวุฒิ สังข์อูบผู้ใหญ่สังข์ ผู้ใหญ่บ้านหนองขาม หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เป็นหมู่บ้านที่มีเชื้อสายลาวเวียง คือกลุ่มคนลาวที่มีรกรากจากจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งก่อตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ในปัจจุบันนี้บ้านหนองขามยังอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีโบราณอยู่ซึ่งครั้งนี้คนลาวเวียงได้จัดทำกระยาสารทในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 ของทุกปี การทำกระยาสารทไปทำบุญ เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว