ข่าวใหม่อัพเดท » สุดช้ำ ลูกจ้างสาวย่องฉกทองในตู้เซฟ ทรัพย์สินสูญหายมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท แจ้งความคดีไม่คืบ

สุดช้ำ ลูกจ้างสาวย่องฉกทองในตู้เซฟ ทรัพย์สินสูญหายมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท แจ้งความคดีไม่คืบ

6 กันยายน 2025
0

ประจวบฯ – เจ้าทุกข์สุดช้ำ ลูกจ้างสาวย่องเบาเข้าห้องฉกทองในตู้เซฟขายร้านทองทรัพย์สินสูญหายหลายรายการรวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท แจ้งความคดีไม่คืบ ตร.แนะให้ไปถ่ายทรัพย์คืนเอง

4 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางพรรณทิพย์ ภูดีหิน อายุ 51 ปี นำผู้สื่อข่าวเดินทางไปบ้านเลขที่ 159/9 หมู่ 1 ต.พงศ์ประศาสน์ อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ เป็นบ้านไม้ยกพื้นชั้นเดียวซึ่งเป็นพื้นที่เก็บทรัพย์สินมีค่าไว้ภายในห้อง โดยนางพรรณทิพย์บอกว่า หลังจากทราบว่าทรัพย์ สินของตนเป็นทองรูปพรรณสูญหายไปจากตู้เซฟหลายรายการ จึงติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณบ้านเพื่อหาเจ้าหัวขโมย จนทราบว่าเป็นลูกจ้างสาวของตนเองเข้าไปลักทรัพย์สินภายในบ้านสูญหายไปหลายรายการ รวมมูลค่ากว่า 1,467,125 บาท

จากนั้นจึงเข้าแจ้งความไว้ที สภ.บางสะพาน  และพยายามติดตามความคืบหน้าในคดี แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างจริงจัง และตั้งข้อสงสัยการปฏิบัติหน้าที่อาจไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนอย่างเต็มที่หรือไม่ ทั้งที่มีหลักฐานการโอนเงินชัดเจนที่สามารถใช้ประกอบสำนวนคดีได้ อย่ากให้มีการเร่งรัดคดี เพื่อให้สามารถติดตามทรัพย์สินบางส่วนกลับคืนมาได้บ้าง

ขณะที่กล้องวงจรปิดจับภาพพฤติกรรมขณะลูกจ้างสาวรายนี้เดินเข้าไปในห้องเก็บทรัพย์สิน จากนั้นตรงไปหยิบกุญแจที่แขวนไว้บริเวณข้างฝาก่อนนำไปไขตู้เซฟ จากคลิปจะเห็นว่าลูก จ้างสาวรายดังกล่าวพยายามเปิดกล่องเก็บทรัพย์สินมีค่าที่นำออกมาก่อนจะนำกลับไปเก็บคืนตู้เซฟ จากนั้นนำกุญแจมาแขวนเก็บไว้ที่เดิมแล้วเดินออกจากห้องโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ด้านนางพรรณทิพย์ ภูดีหิน  ผู้เสียหายเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า  ตนพักอาศัยอยู่ที่ “บ้านกลาง” ตลอดช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน และไม่ได้ขึ้นไปยัง “บ้านไม้” ซึ่งใช้เก็บทรัพย์สิน โดยปกติไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปยกเว้นมีคำสั่ง จนกระทั่งวันที่ 13 มิถุนายน ขณะจะเปลี่ยน “กำไลทอง” เป็น “กำไลเพชร” จึงเปิดตู้เซฟ และพบว่าทองคำหายไปประมาณ 30 บาท ก่อนหน้านี้ เมื่อ 19 มกราคม สังเกตว่าทองหายไป 3 บาท แต่เข้าใจว่าตนเองอาจทำหายเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอจากการดูแลมารดาที่ป่วย จึงไม่ได้ติดใจอะไร

ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวมีลูกจ้างชื่อ “แก้ว” เป็นแม่บ้านชาวพม่า มาทำงานแบบไม่สม่ำเสมอ อ้างว่ากลับไปดูแม่ที่ระนองอยู่บ่อยครั้ง หลังเกิดเหตุ จึงติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณตู้เซฟที่บ้านไม้ วันที่ 28 มิถุนายน แก้วกลับมาทำงาน กล้องจับภาพได้ว่าเขาขึ้นไปบนบ้านไม้ผ่านทางประตูหลังบ้านช่วงตี 1 และพยายามเปิดตู้เซฟ วันที่ 29 มิถุนายน ตนจึงเข้าแจ้งความ หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมพบว่าของกลางที่ตรวจยึดได้บางส่วน ได้แก่ iPhone, รถจักรยานยนต์ PCX, สร้อยทอง 2 บาท, และตั๋วจำนำทองอีก 2 บาท รวมมูลค่าประมาณ 65,000 บาท

จากการตรวจสอบมือถือผู้ต้องหา พบว่ามีการขายทองไปแล้วถึง 7 ครั้ง ประมาณ 30 บาทเศษ เฉลี่ยราคาขายประมาณ 40,000 บาทต่อบาททอง โดยเงินถูกโอนผ่านบัญชีพี่สาวของผู้ต้องหา เช่น วันที่ 10 กุมภาพันธ์ มีการโอน 2 ครั้ง รวม 75,000 บาท และวันที่ 29 เมษายน รับเงินสด 122,000 บาทจากการขายทองอีก 2.5 บาท ซึ่งทราบภายหลังว่าเงินเหล่านี้ถูกนำไปใช้ซื้อที่ดินและเปิดร้านขายของ

นางพรรณทิพย์เล่าต่อและว่า ถึงแม้จะแจ้งข้อมูลทั้งหมดแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว แต่กลับได้รับคำตอบว่า “ไม่มีความเชื่อมโยง” ระหว่างทองที่หายกับพี่สาวผู้ต้องหา และไม่มีการเรียกร้านทองมาสอบสวน ไม่ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ไม่มีการติดตามทองที่ถูกขาย แม้แต่ตั๋วจำนำที่พบ ตำรวจก็แนะนำให้ผู้เสียหายไถ่เองในราคา 65,000 บาท ซึ่งตนและครอบครัวรู้สึกว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะทองคำที่สูญหายซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจ เป็นสมบัติชีวิตคู่ และมีบางส่วนเป็นของลูก จึงขอเรียกร้องผ่านสื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาและพี่สาวอย่างจริงจัง โดยอยากให้เชิญร้านทองที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง และเร่งรัดการดำเนินคดีให้มีความชัดเจน โปร่งใส รวมถึงเอาผิดกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ขณะที่เหตุการณ์นี้ผ่านมาแล้วกว่า 2 เดือน แต่ยังไม่มีความคืบหน้า หวังว่าการเปิดเผยผ่านสื่อจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบที่เป็นธรรมกับตนบ้า



นัครินทร์/รายงานข่าว

error: Content is protected !!