น้ำเน่าปลาตายยกคลอง คาดเกิดจากโรงงานแอบปล่อยน้ำเสียในช่วงที่ฝนตกชุก

น้ำเน่าปลาตายยกคลอง คาดเกิดจากโรงงานแอบปล่อยน้ำเสียในช่วงที่ฝนตกชุก

ในวันนี้ (12 ก.ย. 68) ผู้สื่อข่าวได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านในหมู่ 4  ต.บ้านสิงห์  อ.โพธาราม  จ.ราชบุรี  ว่าน้ำในคลองเวียงคำซึ่งริมถนนสายโพธาราม – ดีบอน  หมู่ 4  ต.บ้านสิงห์ นั้นเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นและยังทำให้ปลาทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่รวมทั้งหอยก็ตายลอยเต็มคลอง  แต่ยังไม่มีหน่วยงานไหนลงมาดูแล  หลังรับแจ้งจึงได้เดินทางไปตรวจสอบพบนายสหรัช  ชะนิ่ม  นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านสิงห์  กำลังมาสำรวจพื้นที่บริเวณดังกล่าวด้วย  ซึ่งพบว่าสภาพน้ำในลำคลองนั้นมีสีดำส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วและบริเวณริมคลองที่เป็นดินพบว่ามีคราบสีดำติดอยู่ตลอดแนวคลอง  นอกจากนี้ยังมีปลาตายลอยในคลองจำนวนมาก

จากการสอบถามนายยุทธภูมิ  วัดครุฑ  อายุ 43 ปี  ลูกจ้างของรีสอร์ทแห่งหนึ่งที่อยู่ติดกับลำคลอง  ก็บอกว่าน้ำในคลองเน่าจนปลาตายแบบนี้มา 2-3 ครั้งแล้ว  ในช่วงที่มีฝนตกลงมาติดต่อกันหลายวันแต่ไม่ได้หนักมากยังพอทนได้  แต่ครั้งนี้หนักสุดปลาตายหมดคลองและยังสิ่งกลิ่นเหม็นจนเวียนหัว  เพราะปกติตนกับเพื่อนจะมายิงปลาตกปลาในคลองเป็นประจำ  แต่ครั้งนี้ปลาตายลอยมาเอง  ทำให้ต้องช่วยกันตักขึ้นมาจากคลองมาใส่ถุงได้หลายถุงเพื่อนำไปฝัง เพราะถ้าปล่อยปลาให้ตายอยู่ในคลองน้ำก็จะยิ่งเน่ามากกว่านี้ อยากให้หน่วยงานมาตรวจสอบว่าสาเหตุเกิดจากอะไร  เพราะบริเวณคลองนี้เป็นตินคลองติดกับคลองในต.บ้านฆ้อง อ.โพธาราม จึงไม่รู้ว่าน้ำเน่าจะมาจากโรงงานในพื้นที่ตำบลบ้านฆ้องหรือไม่ 

ด้านนายสหรัช ชะนิ่ม นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านสิงห์ ก็บอกว่า หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านก็ได้รีบลงมาดูพื้นที่พบว่า น้ำในคลองมีสีดำสนิท มีกลิ่นเหม็น และยังมีปลาลอยตายตลอดคลอง ซึ่งพื้นที่ของตำบลบ้านสิงห์นั้นติดกับพื้นที่ของ ต.บ้านฆ้อง ซึ่งยังไม่ทราบว่าน้ำเน่านั้นน่าจะมาจากทางโรงงานในต.บ้านฆ้องหรือไม่ ก็อยากจะให้พื้นที่นั้นช่วยตรวจสอบด้วย ส่วนชาวบ้านที่มาทอดแหหาปลาในคลองช่วงนี้ก็อยากจะให้งดไปก่อนเพราะน้ำนั้นเน่าจนปลาตายก็อาจจะเกิดอันตรายกับชาวบ้านที่มาทอดแหด้วย

ส่วนนายประเสริฐ ฝ่าพิมาย ชาวบ้านที่มีอาชีพหาปลาในคลองก็บอกว่าตั้งแต่น้ำในคลองเน่าเสียก็ไม่ได้มาหาปลาเลยเพราะไม่รู้ว่าในน้ำจะมีอะไรหรือไม่ ส่วนปลาที่ตายหากเอาไปกินก็กลัวจะเป็นอันตราย ทำให้ตอนนี้ไม่สามารถที่จะทำมาหากินไม่ได้เลย อยากจะให้หน่วยงานมาตรวจสอบหาต้นตอที่ทำให้เกิดน้ำเสีย และดำเนินการแก้ไขให้น้ำมาสู่สภาวะปกติเพื่อที่ชาวบ้านจะได้หากินได้

นอกจากนี้นายสหรัช ชะนิ่ม ยังได้ไปตรวจสอบบริเวณจุดเชื่อมต่อของคลอง 2 ตำบล พบว่าในฝั่งคลองของ ต.บ้านฆ้อง นั้นมีน้ำเน่าเสียจนเกิดฟองลอยเต็มคลองน้ำเป็นสีดำส่งกลิ่นเหม็นคละคุ้งไปทั่ว รวมทั้งผักตบที่อยู่ในคลองก็เน่าตายด้วย จึงได้สั่งการให้ทางเจ้าหน้าที่ของกองช่างดำเนินการนำกระสอบทรายมาปิดกั้นบริเวณปากท่อจุดเชื่อมต่อระหว่างคลองเพื่อกั้นไม่น้ำเสียไหลเข้ามาในคลองเวียงคำซึ่งเป็นคลองต้นน้ำในต.บ้านสิงห์  พร้อมทั้งจะประสานใขอให้ทางชลประทานฝั่งซ้ายได้ทำการปล่อยน้ำดีมาไล่น้ำเสีย  เพื่อเป็นการแก้ปัญหาในเบื้องต้นด้วย


สายชล ราชบุรี รายงาน

เครือข่ายผู้ปกครอง ร่วมลงนามในบักทึกข้อตกลง MOU เรื่อง โรงเรียนปลอดบุหรี่ บุรี่ไฟฟ้า และ ยาเสพติด

เครือข่ายผู้ปกครอง ร่วมลงนามในบักทึกข้อตกลง MOU เรื่อง โรงเรียนปลอดบุหรี่ บุรี่ไฟฟ้า และ ยาเสพติด

วันที่ 12 กันยายน 2568 เวลา 08.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม โดยนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน บูรณาการ่วมกับ โรงเรียนกำแพงแสนวิทยา, สถานีตำรวจภูธรกำแพงแสน, โรงพยาบาลกำแพงแสน, สาธารณ สุขอำเภอกำแพงแสน, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งกระพังโหม, เครือข่ายผู้ปกครอง ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง MOU เรื่อง โรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด โดยเฉพาะการกำหนดมาตรการด้านการป้องกันการเข้าถึงและใช้บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด อีกทั้งเพื่อเป็นการแสดงออกถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการควบคุมและป้องกันการใช้บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด ให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรม

โดยมีข้อตกลงร่วมกัน ในการสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ความรู้และรณรงค์เรื่องโทษของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด สร้างความตระหนักรู้ถึงข้อกฎหมาย และบทลงโทษต่อการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด การสนับสนุน ส่งเสริมค่านิยมไม่สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า สนับสนุนการส่งต่อเด็กนักเรียน ที่ต้องการเลิกบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติดให้เข้าถึงบริการ การเลิกบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด สนับสนุนการป้องปรามไม่ให้มีการจำหน่ายบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดให้กับนักเรียนภายในชุมชน ร่วมเป็นเครือข่ายประสานความร่วมมือเฝ้าระวังการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้จำหน่ายบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติดให้กับนักเรียน

โดยมีนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน, นายธีระ วรรณเกตุศิริ ผู้อำนวยกาโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา, พ.ต.ท.ยศพงษ์ พันธุ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.กำพงแสน, นายอำนาจ ภูศรี สาธารณสุขอำเภอกำแพงแสน, นางสาวถิรดา ปทุมสูติ นักจิตวิทยาโรงพยาบาลกำแพงแสน, นางสาวปาณิสรา หนู่นุ่น ผอ.รพ.สต.ทุ่งกระพังโหม, นางอัจฉรา นามวงศ์ ผู้แทนเครือข่ายผู้ปกครอง, นางสาวณัฐนิช สุรสิงห์ไกรสร รองผู้อำนวยการโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา ร่วมลงนาม MOU ในครั้งนี้ ณ โรงเรียนกำแพงแสนวิทยา ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

ในการนี้ นางดรุณี โพธิ์ศรี รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม นายสราวุธ พานิชวงศ์ ปลัดอำเภอกำแพงแสน นายอดิศร ล้อถิรธร ปลัดอำเภอกำแพงแสน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอกำแพงแสน เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย


อบต.ทุ่งขวาง จัดอบรมโครงการแผนบริหารจัดการกองทุน ประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2568

องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง ได้จัดอบรมคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง ภายใต้โครงการแผนบริหารจัดการกองทุน ประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2568 โดยมีนายจอมใจ กองเกตุใหญ่ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง ปฏิบัติหน้าที่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง เป็นประธานเปิดโคงการดังกล่าวฯ

นางปรามาศ ศิริสวัสดิ์ หัวหน้าสำนักปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นผู้กล่าวรายงานโครงการดังกล่าวฯในครั้งนี้ ได้มี กำนัน วิเชียร คำจุ้ย กำนันตำบลทุ่งขวาง เข้าร่วมอบรมด้วยและพร้อมด้วย คณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง
เข้าร่วมอบรมโดยพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง


สมาคมกีฬาจักรยานฯ จัดอบรมพัฒนาผู้ตัดสินกีฬาจักรยานอาชีพประเภทถนน

สุพรรณบุรี – สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดอบรมพัฒนาผู้ตัดสินกีฬาจักรยานอาชีพ ประเภทถนน ระดับนานาชาติหลักสูตร “Elite National Commissaire Course for Road”

ที่ โรงแรมวาสิฏฐีชิตี้ จังหวัดสุพรรณบุรี พลเอก เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดโครงการการอบรมพัฒนาผู้ตัดสินกีฬาจักรยานอาชีพ ประเภทถนน ระดับนานาชาติ หลักสูตร “Elite National Commissaire Course for Road” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างการกีฬาแห่งประเทศไทย (ฝ่ายสำนักงานคณะกรรมการกีฬาอาชีพ) กับสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระ บรมราชูปถัมภ์ และทางสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI.) ระหว่างวันที่ 11 – 15 กันยายน 2568 รวมระยะเวลา 5 วัน

โดยมีนายขัตติยะ ศรีโสดา เจ้าหน้าที่สมาคมกีฬาจักรยานฯ กล่าวรายงาน ซึ่งมี MR. WAYNE LEONARD POMARID (มีสเตอร์ เวย์นลีโอนาร์ด โพมาริด) วิทยากรชาวออสเตร เลีย บรรยายให้ความรู้และความสามารถ เพื่อให้ผ็เข้ารับการอบรมนำไปใช้ในการตัดสิน และผู้ที่ผ่านการอบรมในหลักสูตรในครั้งนี้ สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปอบรมในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้ โดยการอบรมครั้งนี้มีผู้ที่เข้าร่วมอบรมจำนวนทั้งสิ้น 20 คน

พลเอก เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การอบรมในครั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรม จะได้นำความรู้ ตลอดจนสามารถนำความรู้ และประสบการณ์การอบรมพัฒนาผู้ตัดสินกีฬาจักรยานอาชีพ ประเภทถนน ระดับนานาชาติ หลักสูตร “Elite National Commissaire Course for Road” ที่ได้รับจากวิทยากร ไปอบรมในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ตำรวจเมืองสุพรรณบุรี จับวิทยากรโหราศาสตร์ ตั้งแก๊งค์ปล้นทรัพย์

สุพรรณบุรี – ตำรวจเมืองสุพรรณบุรีจับวิทยากรโหราศาสตร์ตั้งแก๊งค์ปล้นทรัพย์

พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี, พ.ต.อ.วันชัย ขาวรัม ผกก.สภ.เมืองสุพรรณบุรี, พ.ต.อ.พีระ อัศวพิบูลย์ผล ผกก.สส.ภ.จว.สุพรรณบุรี, พ.ต.ท.ประกิจ สงสวาสดิ์ สว.สส.สภ.เมืองสุพรรณบุรี, พ.ต.ท.บุญนำ โสมอินทร์ สว.สส.สภ.เมืองสุพรรณบุรีพร้อมกำลังชุดจับกุม ได้แถลงผลการจับกุมผู้หาคดีร่วมกันปล้นทรัพย์ ได้ผู้ต้องหารวม 5 คน ประกอบด้วย 1.นายมานนท์ ขุนพิบูลย์ อายุ 42 ปี, 2.นายอนุพงษ์ เขียวสอาด อายุ 36 ปี, 3.นายวุฒิชัย เขียวสอาด อายุ 34 ปี, 4.นายศักนรินทร์ สุวรรณหงษ์ อายุ 30 ปี, 5.นายภูวดล หรือบีม อายุ 18 ปี ไม่เคยต้องโทษ พร้อมของกลางรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น ไฮลักซ์วีโก้ สีบรอนด์ มีลูกกรงหลังคาด้านหลัง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 1 คัน, รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ YAMAHA แกนด์ฟีลาโน่ สีเทาดำ (ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน)

นายวุฒิชัย หรือบิ๊ก เขียวสะอาด เป็นผู้ขับขี่ดูเส้นทาง ที่ใช้ก่อเหตุ และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ HONDA รุ่น เวฟ125 สีดำ ทะเบียน 1กผ 1154 เลย ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกปล้นไป 3.อาวุธปืนลูกโม่ยี่ห้อ SMITH & WESSON ขนาด . 38 สีดำ จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนจำนวน 5 นัด กระสุนปืน ขนาด .38 ไว้สำรองอีกจำนวน 11 นัด เป็นของนายวุฒิชัย หรือบิ๊ก เขียวสะอาดซึ่งใช้สำหรับก่อเหตุนอกจากนี้ยังมีเสื้อ กางเกงรองเท้าผ้าใบของผู้ต้องหาที่ใส่ก่อเหตุ เหตุเกิดที่ บริเวณถนนเส้นสองโล ตำบลทับตีเหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี และ บริเวณถนนสังฆจายเถร-บางปลาม้า ตำบลสวนแตง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568

พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่าสายวันที่ 10 ก.ย.68 ได้มี นายสรสิช ทนเถื่อน อายุ 20 ปี ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุพรรณบุรี ให้ติดตามจับกุมคนร้ายยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด เนื่องจากเมื่อช่วงเวลาประมาณ 08.10 น. ขณะที่ผู้แจ้งขับขี่รถจักรยานยนต์ ทะเบียน 1กพ 2197 สุพรรณบุรี ขับมาตามถนนเส้นสองโล ตตำบลทับตีเหล็ก อำเภอเมืองสุพรรณบุรี มีคนร้ายขี่รถยนต์กระบะไม่ติดทะเบียน ขับรถมาปาดหน้ารถจักรยานยนต์ผู้แจ้ง ทำให้ผู้แจ้งได้รับบาดเจ็บ โดยคนร้ายใช้อาวุธปืนข่มขู่ให้จอดรถซึ่งอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนลูกโม่ ต่อมาได้มีรถยนต์ขับผ่านมา คนร้ายจึงได้ขับหลบหนี

หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.วันชัย ขาวรัมย์ ผกก.สภ.เมืองสุพรรณบุรี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองสุพรรณบุรี ประสาน กับชุดสืบสวน ภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี ลงพื้นที่ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ ถนนเส้นสองโล ตำบลทับตีเหล็ก พบ คนร้ายได้ขับรถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA สี บรอนด์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีลูกกรงหลังคาด้านหลังก่อเหตุ ห่างกันไม่นาน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้รับแจ้งจาก ศปก สภ.เมืองสุพรรณบุรี ว่ามีผู้เสียหาย คือ นายเสถียร สุวรรณคำ อายุ 65 ปี ชาวบ้าน จังหวัด ได้โทรมาแจ้งที่ ศปก สภ.เมืองสุพรรณบุรี มีคนร้ายขับรถกระบะ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีลูกกรงหลังคาด้านหลัง ขับรถปาดหน้ารถของผู้แจ้งและมีชายคนร้าย 2 คนลงจากรถ และใช้กำลังทำร้าย และได้ใช้อาวุธปืนขมขู่ จากนั้นได้ขับรถจักรยานยนต์ของผู้แจ้งและรถยนต์ของคนร้ายมุ่งหน้าไปทางเส้นทางบางปลาม้า

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ทำการสืบสวนหาข่าวตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุเมื่อได้ข่มขู่เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาแล้วและได้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวออกมาจากที่เกิดเหตุแล้วได้นำรถจักยายนต์คันดังกล่าวขึ้นท้ายรถกระบะและมุ่งหน้าไปเส้นทางบ้านวังน้ำเย็นบางปลาม้า – บางพลับสองพี่น้อง

ซึ่งเหตุการณ์ทั้ง 2 พบว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกัน โดยมีรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ YAMAHA แกนด์ฟิลาโน่ สีเทาดำ (ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน) โดย นายวุฒิชัย หรือบิ๊ก เขียวสะอาด เป็นคนชี้เป้า และให้รถยนต์กระบะเป็นคันก่อเหตุ เมื่อก่อเหตุแล้วก็หลบหนีไปตามเส้นทางบ้านวังน้ำเย็นบางปลาม้า – บางพลับ อำเภอสองพี่น้อง มุ่งหน้าเข้าเขต หมู่บ้านหนองโพธิ์ หมู่ 6 ตำบลศรีสำราญ อำเภอสองพี่น้องฯ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ประสานตำรวจ สภ.สองพี่น้อง วางแผนเข้าตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว เมื่อไปถึงพบ รถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA สี บรอนด์ หมายเลขทะเบียน บว 9037 สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นรถที่ใช้ก่อเหตุ แต่ได้ถอดลูกกรงหลังคาด้านหลัง ออกแล้ว และได้ตรวจสอบภายในบ้าน พบผู้ต้องหาที่ 1-4 อยู่ในบ้านหลังดังกล่าว และพบอาวุธปืนและรถจักรยานยนต์อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว จึงได้จับกุมตัวผู้ก่อเหตุทั้งหมดพร้อมด้วยของกลางทั้งหมดมายัง สภ.เมืองสุพรรณบุรีเพื่อขยายผลต่อ

ต่อมานายภูวดล หรือบีม เขียวสะอาด อายุ 18 ปี ผู้ต้องหาที่ 5 เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.เมืองสุพรรณบุรี จึงได้จับกุมตัวแจ้งข้อกล่าวหาและควบคุมตัว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบสวนนายมานนท์ ขุนพิบูลย์ อายุ 42 ปี ให้การว่า ตนเพิ่งพ้นโทษคดียาเสพติดมาได้ประมาณ 2 เดือน หลังพ้นโทษได้เดินสายเป็นวิทยากรสอนเกี่ยวกับวิชาโหราศาสตร์ ตามเรือนจำสุพรรณ และทัณฑสถานหญิงกลาง มีรายได้ ครั้งละ 8,000 – 12,000 บาท แต่รายได้ไม่พอใช้ จึงชวนกันออกมาก่อเหตุปล้นรถจักรยานยนต์ตามออเดอร์ ของคนที่รู้จักกันตอนติดคุก โดยจะหารถจักรยานยนต์รุ่นที่ลูกค้ากำลังต้องการ ขายราคาคัน 20,000 กว่าบาท ซึ่งคนรับซื้อจะส่งออกไปขายตามแนวตะเข็บชายแดนนำเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเล่นการพนันออนไลน์

จากการตรวจสอบประวัติพบว่า

  1. นายอนุพงษ์ หรือเฟส เขียวสอาด เคยต้องโทษคดี พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี เขตพื้นที่ สภ.สองพี่น้อง ภ.จว.สุพรรณบุรี
  2. นายมานนท์ หรือนนท์ ขุนพิบูลย์ เคยต้องโทษคดี ครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่าย, ปล้นทรัพย์, ชิงทรัพย์ 3 คดี ในเขตพื้นที่ สภ.สามชุก ภ.จว.สุพรรณบุรี ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน ในเขตพื้นที่ สภ.สระแก้ว ภ.จว.สุพรรณบุรี
  3. นายศักดิ์รินทร์ หรือบาส สุวรรณหงษ์ เคยต้องโทษคดี มี ใช้อาวุธปืน หรือเครื่องกระสุน ในเขตพื้นที่ สภ.สองพี่น้อง ภ.จว.สุพรรณบุรี
  4. นายวุฒิชัย หรือบิ๊ก เขียวสอาด เคยต้องโทษคดี พยายาม ฆ่าผู้อื่น, ในเขตพื้นที่ สภ.สระยายโสม ภ.จว.สุพรรณบุรี พยายาม ฆ่าผู้อื่น ในเขตพื้นที่ สภ.ชัยบาดาล ภ.จว.ลพบุรี
  5. นายภูวดล หรือบีม เขียวสะอาด ไม่เคยต้องโทษ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้ง 5 คนในข้อหา “ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต“ ก่อนควบคุมตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับผู้ต้องหา 4 คนมีความเกี่ยวพันเป็นพ่อ ลูก เป็นพี่น้อง และเป็นเพื่อนกัน มีภาพกล้องวงจรปิดขณะคนร้ายออกตระเวนหาเหยื่อ


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

คึกคัก! กวนกระยาสารทรับวันสารทไทย “ดร.เสกสรร” นำทีมสืบสานประเพณีก่อนอุ้มพระดำน้ำ

เพชรบูรณ์ – คึกคัก! กวนกระยาสารทรับวันสารทไทย “ดร.เสกสรร” นำทีมสืบสานประเพณีก่อนอุ้มพระดำน้ำ

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ณ วัดโบสถ์ชนะมาร อ.เมืองเพชรบูรณ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำตาลกวน ในงานประเพณีกวนกระยาสารท สืบสานงานบุญประเพณีวันสารทไทย ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นโดยเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์
ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน พร้อมระบุว่า งานกวนกระยาสารทเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีความสำคัญของจังหวัด ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีไทยไม่ให้เลือนหาย

โดยมี นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ท่าม กลางแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์, หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ที่หลั่งไหลมาร่วมสืบสานประเพณีกันอย่างคึกคัก

สำหรับประเพณีกวนกระยาสารท นับเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นก่อนงานใหญ่ “อุ้มพระดำน้ำ” โดยขนมกระยาสารทที่กวนในพิธีจะถูกบรรจุหีบห่ออย่างประณีต เพื่อนำลงเรือแจกจ่ายเป็นขนมมงคลให้กับประชาชนที่มาร่วมพิธีอุ้มพระดำน้ำ ในวันที่ 22 กันยายน 2568 ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร พร้อมเปิดจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจภายในงานอีกด้วย

ชาวเพชรบูรณ์ต่างปลื้มใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานประเพณีดีงาม ที่ไม่เพียงแต่สร้างความสามัคคีในชุมชน แต่ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยที่ยังคงมีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง


มนสิชา คล้ายแก้ว
ทีมข่าว เพชรบูรณ์

เขื่อนป่าสัก เร่งระบายน้ำเตรียมรับมือน้ำเหนือจากปริมาณน้ำฝนที่ตกมาอย่างต่อเนื่อง

จังหวัดลพบุรี – จังหวัดเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาสถานการ์น้ำท่วม และเตรียมแผนรับสถานการณ์ ในขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เร่งระบายน้ำเตรียมรับน้ำเหนือที่ไหลมาในลำน้ำป่าสักเข้าเขื่อนอย่างต่อเนื่อง

นายปรัญญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้เป็นประธานในการประชุมเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในห้วงฤดูฝน ประจำปี 2568 ณ ห้องประชุมทานตะวัน ศาลากลางจังหวัดลพบุรี อำเภอเมืองลพบุรี ซึ่งมีหน่วยงาน ส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการรับมือกับสถานการณ์อุทกภัย เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เพื่อที่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการเกิดอุทกภัยในปีนี้น้อยที่สุด รวมทั้งเป็นการรับฟังปัญหาและปริมาณน้ำฝนที่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนในปีนี้ รวมทั้งเส้นทางการไหลของน้ำป่า ที่จะไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน สถานที่ราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน พื้นที่ทางการเกษตร นอกจากนี้จะได้มีการวางแผนในการจัดเตรียมพื้นที่ที่ปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายประชาชน ขณะเดียวกันก็ได้มีการดำเนินการขุดลอกสิ่งกีดขวางที่อยู่ตามเส้นทางระบายน้ำให้น้ำสามารถระบายได้เร็วที่สุด

ขณะที่สถานการณ์น้ำที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม ลพบุรี ล่าสุดได้มีการพร่องน้ำในตัวอ่างลงสู่ท้ายน้ำ เพื่อเป็นการรองรับปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาจากทางจังหวัดเพชรบูรณ์ มาตามลำน้ำป่าสักเข้าสู่ในตัวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ทางด้านท้ายน้ำได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และดูปริมาณน้ำที่ระบายมาตามลำน้ำเจ้าพระยาด้วย ซึ่งการระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็จะดำเนินการตามแผนที่ทาง

กรมชลประทานได้วางไว้ รวมทั้งจะได้มีการแจ้งเตือนไปยังชุมชนที่อยู่ทางด้านท้ายเขื่อนป่าสักผ่านทางผู้นำชุมชน ซึ่งในวันนี้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เก็บกักน้ำอยู่ที่ 443.51 ล้านลูกบาสก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 46.20 จากความจุเก็บกักสูงสุดที่ 960 ล้านลูกบาสก์เมตร โดยมีปริมาณน้ำไหลลงในตัวเขื่อนวันละ 33.353 ล้านลูกบาสก์เมตรต่อวัน และระบายลงสู่ท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์วันละ 13 ล้านลูกบาสก์เมตร จึงขอให้ประชาชนได้สบายใจได้ว่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังสามารถรับน้ำได้อีกมาก


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ฮอนด้ามอบหมวกกันน็อกกว่า 1,300 ใบ ให้ จ.เพชรบูรณ์ ปลุกจิตสำนึกใส่หมวกนิรภัย ตั้งเป้าเยาวชนไทยขับขี่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

เพชรบูรณ์ – ฮอนด้ามอบหมวกกันน็อกกว่า 1,300 ใบ ให้ จ.เพชรบูรณ์ ปลุกจิตสำนึกใส่หมวกนิรภัย ตั้งเป้าเยาวชนไทยขับขี่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2565 ที่ห้องเมืองราด ชั้น 5 อาคาร 2 ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีรับมอบหมวกนิรภัย ภายใต้โครงการ “60 ปี ไทยฮอนด้า ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนสถานศึกษา และตัวแทนจากบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด พร้อมผู้แทนผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในพื้นที่ ร่วมในพิธีอย่างคึกคัก

นายองอาจ วิทูรเดช ตัวแทนบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า โครงการนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างจิต สำนึกด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ

ทั้งนี้ ไทยฮอนด้าได้ส่งมอบหมวกนิรภัยจำนวน 112,440 ใบ รวมมูลค่ากว่า 112 ล้านบาท กระจายให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั่ว 77 จังหวัด สำหรับจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับมอบรวม 1,360 ใบ มูลค่า 582,080 บาท เพื่อนำไปแจกจ่ายผ่านสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนัก งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวแสดงความขอบคุณต่อบริษัท ไทยฮอนด้า พร้อมยืนยันว่าทางจังหวัดพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการส่งเสริมให้การ “สวมหมวกนิรภัย” กลายเป็นพฤติกรรมถาวรของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและสถานศึก ษา เพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน ลดอุบัติเหตุ และปกป้องชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ โครงการ “60 ปี ไทยฮอนด้า ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน” ถือเป็นอีกก้าวของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ที่ตั้งเป้าสร้างถนนปลอดภัย เพื่อสัง คมไทยที่มีคุณภาพชีวิตดียิ่งขึ้นในอนาคต


มนสิชา คล้ายแก้ว ทีมข่าวเพชรบูรณ์

สลด! หนุ่มวัย 17 ปี ขับจยย.ชนท้ายรถพ่วงดับคาที่

นครพนม – สลด! หนุ่มวัย 17 ปี ขับจยย.ชนท้ายรถพ่วงดับคาที่

เมื่อเวลา 04.26 น. วันที่ 12 กันยายน 2568 เกิดอุบัติเหตุสลด รถจักรยานยนต์พุ่งชนท้ายรถพ่วง บริเวณถนนสิทธิโชค เขตเทศบาลเมืองนครพนม ส่งผลให้คนขี่รถจักรยานยนต์เสียชีวิตคาที่ ทราบชื่อภายหลังคือ นายวรภัทร กิ่งน้อย อายุ 17 ปี บ้านพักอยู่ถนนกลางเมืองเทศบาลเมืองนครพนม ผู้ตายเพิ่งทำงานที่ร้านลาบหนองจันทร์ได้ 2 เดือน โดยเข้าเวรตั้งแต่ 20.00 น. ถึง 04.00 น. ขณะเกิดเหตุเพิ่งเลิกงานและกำลังขี่รถกลับบ้าน แต่กลับประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

พ.ต.ต.ภูวนัฐ วงค์ษาภา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกไฟไหม้เสียหายทั้งคัน หลังพุ่งชนท้ายรถพ่วงที่จอดรอเทหินอยู่ข้างทาง แรงกระแทกทำให้ศีรษะกระแทกอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตทันที

ด้านเจ้าของร้านลาบหนองจันทร์เล่าว่า ผู้ตายขี่รถกลับบ้านพร้อมเพื่อนอีกคน โดยบริเวณจุดเกิดเหตุค่อนข้างมืด ไม่มีไฟส่องสว่าง ทำให้มองไม่เห็นรถพ่วงที่จอดอยู่ริมทาง

ขณะที่นายมงคล บับภาวะตา อายุ 58 ปี คนขับรถพ่วง เผยว่า ตนจอดรถเพื่อรอเทหิน แต่รถจักรยานยนต์ของผู้ตายวิ่งมาด้วยความเร็วแล้วพุ่งชนท้ายอย่างแรงจนเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น

บิดาของผู้เสียชีวิตเดินทางมาดูศพด้วยความโศกเศร้า กล่าวทั้งน้ำตาสั้นๆ ว่า “เสียใจที่ลูกต้องมาจากไปก่อนเวลา ทั้งที่ยังอายุน้อย ครอบครัวทุกคนรับไม่ได้กับเหตุการณ์ครั้งนี้


ฟร้องข่าวด่วนนครพนม
เทพข่าวร้อน รายงาน สำนักข่าวความมั่นคง

นายก ทม.หนองปรือ เปิดโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ

นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ เปิดโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ

เวลา 09.00 น. วันที่ 11 กันยายน 2568 ที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา ภูมิพลมหาราชา (สวนพ่อ) นายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) งานฐานทรัพยากรท้องถิ่น โดยมีประธานสภาเทศบาล รองนายกเทศมนตรี เลขานุการนายกเทศมนตรี ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาล ปลัดเทศบาล รองปลัดเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ พนักงานเทศบาล ครู และนักเรียน เข้าร่วม

นายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ กล่าวว่า โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) งานฐานทรัพยากรท้องถิ่น เป็นโครงการที่มีความสําคัญ เนื่องจากทําให้เห็นคุณค่าของทรัพยากรในท้องถิ่น เกิดความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ของคนในท้องถิ่นในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เพื่อให้เยาวชน คนรุ่นหลัง มีโอกาสได้สัมผัสกับทรัพยากร ที่อุดมสมบูรณ์และธรรมชาติที่สวยงามของท้องถิ่น ดังกระแสพระราชดํารัสของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ความว่า “การรักทรัพยากร คือ
การรักชาติ รักแผ่นดิน”

ทั้งนี้เทศบาลเมืองหนองปรือ ครู และนักเรียน จึงได้ร่วมใจกัน ดําเนินโครงการและกิจกรรม
ดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนแม่บท ที่ได้กําหนดเป้าหมายรวมไว้ คือ เพื่อพัฒนาบุคลากร อนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากร ให้เกิดประโยชน์ถีงมหาชนชาวไทย เพื่อสนองแนวพระราชดําริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสดาฯสยามบรมราชกุมารีในการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นต่อไป


ภาพข่าว/อำนวยชัย มลิลา
นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าศูนย์ข่าว ภาคตะวันออก
รายงาน