ตำรวจภูธรภาค 5 โชว์ผลงานบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์กลางเมืองเชียงใหม่

ตำรวจภูธรภาค 5 โชว์ผลงานบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ รวบ 2 ผู้ต้องหา พร้อมของกลาง 36,555 ชิ้น มูลค่ากว่า 6.6 ล้านบาท

วันนี้ (28 ต.ค. 2568) เวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. เป็นประธาน แถลงข่าวผลการปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้สั่งการให้ยกระดับเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ และให้ดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มข้นในทุกมิติทันที

โดยการปฏิบัติกการครั้งนี้ สืบเนื่องจากทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีสาร สนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5) ร่วมกับ บก.สส.ภ.5 ทำการสืบสวนจนทราบว่า มีกลุ่มบุคคลที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านเว็บไซต์ ชื่อ “vapehaus URL: https://vapehaus.net” โดยมีรูปแบบสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์เท่านั้น จึงได้ทำการสืบสวนเพิ่มเติมจนทราบว่า กลุ่มลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว มีที่ตั้งของการกระทำ ความผิดจำนวน 3 จุด ประกอบด้วย ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ 1 จุด และพื้นที่ อ.หางดง จำนวน 2 จุด จึงได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมพร้อมกันทั้ง 3 จุด คือ

  • จุดที่ 1 บริเวณหมู่บ้านกุลพันธ์วิลล์ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 546 ชิ้น
  • จุดที่ 2 บริเวณหมู่บ้านกาญจน์กนกวิลล์ 10 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 3,828 ชิ้น และ
  • จุดที่ 3 บริเวณหมู่บ้านสมหวัง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่

พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 33,181 ชิ้น รวมพบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 36,555 ชิ้น มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท นอกจากนี้ ยังได้จับกุมผู้ต้องหาอีก 2 ราย ซึ่งจากการสวบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ทราบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายทำหน้าที่เป็นพนักงานบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าและจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ให้ลูกค้า โดยได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 16,000 บาท

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าทางไลน์อีก 3 กลุ่ม มีสมาชิกรวมมากกว่า 18,000 คน และจากการตรวจสอบระบบการซื้อขายพบว่า มีเงินหมุนเวียนประมาณปีละ 30 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลสอบสวนเส้นทางทางการเงิน รวมถึงที่มาของบุหรี่ไฟฟ้า ผู้รับผลประโยชน์ และนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิดต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ชาวบ้านแตกตื่น พบวัตถุคล้ายระเบิด รีบแจ้งตำรวจตรวจสอบ

นครนายก – ชาวบ้านแตกตื่นพบวัตถุคล้ายระเบิด รีบแจ้งตำรวจตรวจสอบ ตำรวจชุด EOD เข้าตรวจสอบ วัตถุต้องสงสัย พันเทปสีดำ กลางหมู่บ้าน พบเป็นประทัดลูกบอล พร้อมใช้งาน

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 10:50 น. ตำรวจ สภ.องครักษ์ ได้รับแจ้งเหตุให้เข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย บริเวณหมู่บ้านสวนแสนสุข ซอย 2 หมู่ที่ 1 ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก ​ร้อยตำรวจโท ยุทธศักดิ์ สุทาวัน ร้อยเวร 30 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สายตรวจรถยนต์ ได้รีบเดินทางไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดดังกล่าวถูกวางอยู่ติดกับยางรถด้านหลังของรถยนต์คันหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการ กั้นโปลิสไลน์ปิดกั้นพื้นที่ และประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบทันที จากการตรวจสอบ​พบวัตถุต้องสงสัยนั้นไม่ใช่ระเบิดแต่เป็นประทัดลูกบอลจำนวนมาก ที่ถูกพันรวมกันด้วยเทปกาวสีดำ ซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เมื่อเกิดประกายไฟก็อาจจะทำให้ประทัดทั้งหมดนี้เกิดระเบิดขึ้นมาเป็นอันตรายต่อคนในชุมชนได้

จากการสอบถาม​ลุงเสือ ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์และเป็นผู้อาศัยอยู่ในชุมชน ได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เมื่อช่วงเย็นของวันวาน (27 ต.ค.) ตนได้เดินผ่านจุดดังกล่าว และเห็นวัตถุนี้วางอยู่ใต้ท้องรถจริง แต่ไม่ได้คิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย จนกระทั่งเช้าวันนี้ (28 ต.ค.) เห็นชาวบ้านยืนมุงดูและพูดว่าเป็นระเบิด จึงเกิดความไม่สบายใจและตัดสินใจแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบ

ด้าน พ.ต.อ.ธีรพรรดิ์ บัณฑิโตหิรัญโชติ ผกก.สส.ภ.จว.นครนายก ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อจะดำเนินการสืบสวนและสอบสวน เร่งหาที่มาของกลุ่มประทัดลูกบอลทั้งหมดนี้ รวมถึงสาเหตุและแรงจูงใจของการนำมาวางไว้ในจุดดังกล่าว ซึ่งเป็นพื้นที่หมู่บ้านและชุมชนที่มีประชาชนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่อาจสร้างความเสียหายหรือความเข้าใจผิดขึ้นอีก


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

ลำพูน จัดประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

จังหวัดลำพูน จัดประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดลำพูน (กรอ.จังหวัดลำพูน) ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุม POC ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาและแก้ไขปญหาเศรษฐกิจจังหวัดลำพูน (กรอ.จังหวัดลำพูน) ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม สำหรับระเบียบวาระการประชุมที่สำคัญ ประกอบด้วย การรายงานสภาวะเศรษฐกิจการเงินการคลังจังหวัดลำพูน เศรษฐกิจด้านอุปทาน (การผลิต) พบว่า ขยายตัวร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สะท้อนจาก ดัชนีผลผลิตภาคบริการ ที่ขยายตัวร้อยละ 11.6 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สะท้อนจากภาษีมูลค่าเพิ่มหมวดโรงแรมและภัตตาคาร และยอดขายสินค้าทั้งปลีกและส่งที่ขยายตัวร้อยละ 50.1 และ 11.7 ตามลำดับ ขณะที่ด้านการท่องเที่ยวจังหวัดลำลำพูนในเดือน กรกฎาคม 2568 มีจำนวนผู้มาเยือนจังหวัดลำพูนทั้งสิ้น 104,981 คน หดตัวร้อยละ -4.4 และมีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน 158.9 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ -3.8 ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สาเหตุจากอิทธิพลของพายุ “วิภา” ซึ่งทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ สภาพอากาศจึงไม่เหมาะสมกับการท่องเที่ยว ด้านดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 8.9 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน จากการขยายตัวของยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหมวดอุตสาหกรรม ทุนจดทะเบียนของโรงงานอุตสาหกรรม ปริมาณการใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม และจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่ขยายตัวร้อยละ 16.6, 15.5, 2.3 และ 2.0 ตามลำดับ

ด้าน สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัดลำพูน สถานการณ์ลำไย ณ วันที่ 11 กันยายน 2568 จังหวัดลำพูนได้ประมาณการผลผลิตลำไยในปี พ.ศ.2568 ปริมาณ 273,020 ตัน ปริมาณสะสม 266,457 ตันคิดเป็นร้อยละ 97.60 ผลผลิตคงเหลือ 6,563 คิดเป็นร้อยละ 2.40 ด้านมาตรการคุมเข้มการส่งออกลำไย ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยได้รับการแจ้งเตือนกรณีพบก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยสด เกินค่ามาตรฐานของประเทศคู่ค้าซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลด้านความเชื่อมั่นในคุณภาพความปลอดภัยของสินค้าเกษตรไทยในภาพรวม โดย มกอช. ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร บูรณาการควบคุมกำกับดูแลความปลอดภัยสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการพบสินค้าที่ไม่ปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มกอช. จึงกำหนดให้การส่งออกสินค้าลำไยสดไปต่างประเทศ ต้องแนบใบใบรายงานผลวิเคราะห์ (Test Report) ทุก Shipment โดยต้องมีผลชัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเป็นไปตามที่ประเทศคู่ค้ากำหนด ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ล่าสุดจีนมีการปรับเปลี่ยนการตรวจก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยสด จากเดิมตรวจเฉพาะเนื้อ เปลี่ยนเป็นนำผลไปปั่นทั้งเปลือกรวมกันแล้วตรวจหาสารตกค้าง (ไม่ปฏิบัติตามข้อกำพิธีสาร) ข้อมูล ณ วันที่ 29 ส.ค. 68 มีผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดลำพูนถูกระงับการส่งออกใบรับรองสุขอมามัยพืชพืช (PC) จำนวน 4 แห่งในพื้นที่จังหวัดลำพูน

ในส่วนของการคาดการณ์ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จังหวัดลำพูน ปีพศ.2568 จังหวัดลำพูนมีเกษตรกรปลูกข้าวโพดกระจายในเขตอำเภอเมืองลำพูน อำเภอแม่ทา อำเภอบ้านโฮ่ง อำเภอลี้ อำเภอทุ่งหัวข้าง และอำเภอป่าชาง โดยมีครัวเรือนเกษตรกรผู้ปลกข้าวโพด จำนวน 4,693 ครัวเรือน 5,835 แปลง มีเนื้อที่ครอบคลุม 46,974 ไร่ ให้ผลผลิต 839.17 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งในปี พ.ศ. 2568 มีผลผลิตข้าวโพดรวม 38,101.30 ตัน โดยคาดการณ์การเก็บเกี่ยวจะเริ่มเก็บเกี่ยวในช่วงปลายเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนธันวาคม 2568 โดยช่วงที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ทั้งนี้ได้มีการรายงานภาวะเศรษฐกิจ SMEs Q2/2568 และแนวโน้มเศรษฐกิจ, ความคืบหน้าการก่อสร้างท่าอากาศยานเชียงใหม่ แห่งที่ 2 อำเภอสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน, ผลความคืบหน้าการเสนอร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย, ผลความก้าวหน้าการดำเนินงาน การขยายช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 106 เป็น 4 ช่องจราจร เพิ่มประสิทธิภาพด้านการจราจรและการขนส่ง, การปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 116 ตอนป่าสัก – สะปุ๋ง – บ้านเรือน – สันป่าตอง จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร ระยะทาง 19 กิโลเมตร ระหว่าง กม.4+400 – กม23+651, การก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ ทางหลวงหมายเลข 1136 ตอนเหมืองง่า – ลำพูน อ้อมทางเลี่ยงเมืองลำพูน สายเหมืองง่า – ท่าจักร และเชื่อมโยงจังหวัดเชียงใหม่, การจัดงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 21 – 23 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขา อีกด้วย


นที มีเดช รายงาน

ภาคีด้านความมั่นคงในจังหวัดลำพูน ร่วมปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ในช่วงเทศกาลวันลอยกระทง ประจำปี 2568

ภาคีด้านความมั่นคงในจังหวัดลำพูน ร่วมปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ในช่วงเทศกาลวันลอยกระทง ประจำปี 2568

วันนี้ (วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568) เวลา 17.30 น. ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เชิงสะพานท่าขาม ตำบลในเมือง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราช การจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ในช่วงเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2568 พร้อมด้วยผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ปลัดจังหวัดลำพูน ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน สื่อมวลชน ภาคีเครือข่ายต่างๆ เข้าร่วมโดยพร้อมเพรียงกัน

ในปี 2568 วันลอยกระทงจะตรงกับวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นประเพณีของไทยที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศจะจัดงานเพื่อสืบสานประเพณี วัฒนธรรมที่ดีงาม โดยจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านการจราจร ปัญหาอาชญากรรม ความเดือดร้อนรำคาญ รำคาญ และอันตรายที่อาจเกิดจากการเล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด และโคมลอย รวมถึงมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวมาทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน จึงเป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคง ปลอดภัย จัดให้มีการปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2568 ขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เข้าร่วมการปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมฯ ประกอบด้วย ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง อาสาสมัคร และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ในฐานะประธานในการปล่อยแถวฯ กล่าวว่า จังหวัดลำพูนให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ซึ่งในช่วงเทศกาลประเพณีลอยกระทงในปีนี้ คาดการณ์ว่าจะมีประชาชนจำนวนมาก เดินทางมาท่องเที่ยว และร่วมงานตามสถานที่ต่าง ๆ อาจส่งผลกระทบด้านการจราจร ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้ โดยเป้าหมายสำคัญในการระดมกวาดล้างอาชญากรรมครั้งนี้ คือ การป้องกันและควบคุมสถานการณ์อาชญากรรมในความผิดฐานต่าง ๆ เช่น ความผิดเกี่ยวกับการพนัน ยาเสพติด อาวุธปืน การเล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ความปลอดภัยสถานที่ โดยเฉพาะท่าน้ำต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาร่วมเทศกาลลอยกระทงของจังหวัดลำพูน การระดมกวาดล้างอาชญากรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว ในช่วงเทศกาลลอยกระทงในปีนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง อาสาสมัคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชา สัมพันธ์ และป้องปรามการเกิดเหตุในพื้นที่โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว

ศอ.จอส.มทบ. 33 ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราช กุศลและมอบให้กับผู้ป่วยที่มีความต้องการโลหิตเร่งด่วน รพ.นครพิงค์เชียงใหม่

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 33 ร่วมกับ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 และศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 33 นำกำลังพลจิตอาสา พร้อมนักศึกษาวิชาทหารจิตอาสา ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราช กุศลและมอบให้กับผู้ป่วยที่มีความต้องการโลหิตเร่งด่วน รพ.นครพิงค์เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 33 และชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนมณฑลทหารบกที่ 33 พร้อม จิตอาสาพระราชทานจาก กองพันมณฑลทหารบกที่ 33 จำนวน 12 นาย ร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล ในโครงการ “70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” และบริจาคโลหิตให้กับนาย ชลัช ทรัพย์กล้า ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ต้องโลหิตเร่งด่วน รักษาตัวที่ โรงพยาบาลนครพิงค์เชียงใหม่ โดยสามารถบริจาคโลหิตได้จำนวน 4,950 ซีซี ณ โรงพยาบาลนครพิงค์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

นอกจากนี้ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราช ทาน บริจาคโลหิตในโครงการ จิตอาสาบริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และ ในโครงการ “70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิม พระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี” ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเสริมสร้างจิตสำนึกในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในยามวิกฤต โดยบริจาคให้ นายชลัช ทรัพย์กล้า เพื่อใช้ในการรักษา ณ ห้องบริจาคโลหิต โรงพยาบาลนครพิงค์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

และศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 33 ได้ประชาสัมพันธ์และนำ นักศึกษาวิชาทหารจิตอาสาพระราชทาน และกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน จำนวน 17 นาย ร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล ในโครงการ “70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” โดยได้บริจาคโลหิตให้ นาย ชลัช ทรัพย์กล้า ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ต้องการโลหิตเร่งด่วน ได้ปริมาณโลหิต จำนวน 7,650 cc ณ รงพยาบาลนครพิงค์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่


กอ.รมน.สุโขทัย ร่วมจุดตะคันถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุโขทัย พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ จิตอาสาพระราชทาน นักท่องเที่ยวและประชาชนชาวจังหวัดสุโขทัยจุดตะคันถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568) เวลา 21.21 น. พันเอก พงศธร นิพภยะ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุโขทัย ฝ่ายทหาร มอบหมายให้ นาวาเอก วุฒิพงศ์ นิยมกูล หัวหน้าฝ่ายการข่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุโขทัย ร่วมพิธีจุดตะคันถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 ณ พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

โดยมี นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธาน มีนางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย หัวหน้าส่วนราชการ จิตอาสาพระราชทานจังหวัดสุโขทัย นักท่องเที่ยวและประชาชนร่วมในพิธี ในการนี้ประธานในพิธีกล่าวคำถวายอาลัย หน้าพระฉายาลักษ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นำผู้ร่วมพิธียืนสงบนิ่งเป็นเวลา 93 วินาที จากนั้นนำตะคันวาง ณ จุดที่จัดเตรียมไว้

จังหวัดสุโขทัยจัดกิจกรรมดังกล่าวบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ในงานประประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 ในเวลา 21.21 น.ของทุกคืน ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกา ยน 2568 เพื่อถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยใช้แสงตะคัน เป็นสื่อแสดงความกตัญญูกตเวที และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิ คุณของพระองค์ท่านต่อปวงชนชาวไทย


นที มีเดช รายงาน

รองผู้ว่าฯ ลำพูน รับมอบจักร จากบริษัท ทีเอ็นแอลเอ๊กซ์ จำกัด เพื่อมอบให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกเย็บผ้า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มบ้านปวงคำ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

รองผู้ว่าฯ ลำพูน รับมอบจักร จากบริษัท ทีเอ็นแอลเอ๊กซ์ จำกัด สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ลำพูน เพื่อมอบให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกเย็บผ้า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มบ้านปวงคำ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

วันนี้ (วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568) เวลา 11.30 น. ที่ บริษัท ทีเอ็นแอลเอ็กซ์ จำกัด สาขาลำพูน สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานการรับมอบจักร จากบริษัท ทีเอ็นแอลเอ๊กซ์ จำกัด สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ลำพูน เพื่อมอบให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกเย็บผ้า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มบ้านปวงคำ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

โดย สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดลำพูน ได้กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพและ การมีงานทำของกลุ่มแรงงานนอกระบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มแรงงานนอกระบบได้มีโอกาสสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี โดยสำนักงานสวัสดิการฯ ได้ขอรับการสนับสนุนจักรเย็บผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้ว จำนวน 4 คัน จากบริษัท ทีเอ็นแอลเอ็กข์ จำกัด สาขาลำพูน เพื่อมอบให้แก่กลุ่มแรงงานนอกระบบ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มบ้านปวงคำ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ซึ่งมีสมาชิก จำนวน 5 คน เข้ารับการฝึกอาชีพเย็บผ้า ตามโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจากจบการศึกษาภาคบังคับ ประจำปีงบประมาณ 2568 ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ทม.น่าน จัดประชาคมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรี ในอัตราเดียวครัวเรือนละ 9,000 บาท

น่าน – เทศบาลเมืองน่าน จัดประชาคมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรี ในอัตราเดียวครัวเรือนละ 9,000 ในเขตเทศบาลเมืองน่าน 28 ขุมชน กว่า 5 พันครัวเรือน เร่งตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้ประสบอุทกภัยตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทก ภัยที่กำหนด เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด

28 ตุลาคม 2568 เทศบาลเมืองน่านส่งเจ้าหน้าทีลงพื้นที่ จัดประชาคมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรี ในอัตราเดียวครัวเรือนละ 9,000 ในเขตเทศบาลเมืองน่าน 28 ขุมชน กว่า 5 พันครัวเรือน เร่งตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้ประสบอุทกภัยตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่กำหนด เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด

เวทีประชาคมชุมชนบ้านหัวเวียงใต้มีผู้ประสบภัยมากที่สุด 510 ครัวเรือน ที่ศาลาเทพประชาเทพประชานุสรณ์ วัดหัวเวียงใต้ เมื่อเวลา 14.00 น. โดยมี นายจักรพันธ์ เทพสุคนธ์ เป็นประธานคณะกรรมการชุมชน นายประสาท ศรีสวัสดิ์หัวหน้าฝ่ายบริหารการศึกษา เทศเมืองน่าน พร้อมเจ้าหน้าที่จัดประชาคม เหตุการณ์เรียบร้อย

เวทีประชาคม ที่ศาลาวัดเมืองเล็น เมื่อเวลา 18.00 น. ชุมชนบ้านเมืองเล็น 202 ครัวเรือน โดยมี นางสุนีย์ คำวงศ์ เป็นประธานชุมชน นางสาวศนัญญ์สา จารุพิพัฒน์บุตร นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ นางสาวจิราวรรณ สมฤทธิ์ นิติกรชำนาญการ เทศบาลเมืองน่าน พร้อมเจ้าหน้าที่ จัดประชาคม เหตุการณ์เรียบร้อย รวมทั้ง 28 ชุมชน เพื่อตรวจสอบและยืนยันข้อมูลผู้ประสบภัยที่เข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือ การดำเนินการนี้จะช่วยลดข้อร้องเรียนและข้อผิดพลาดในการจ่ายเงินเยียวยา เนื่องจากต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากหลายหน่วยงานในหลายระดับ ทั้งระดับอำเภอและจังหวัด ก่อนที่เงินจะถูกจ่ายให้ประชาชนโดยตรงผ่านระบบพร้อมเพย์

จุดประสงค์ของการประชาคมหมู่บ้าน การตรวจสอบความถูกต้อง: เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่ยื่นขอรับเงินเยียวยาเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง และมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
การป้องกันข้อผิดพลาดและข้อร้องเรียน: การมีส่วนร่วมของชุมชนในการประชาคมจะช่วยป้องกันปัญหาความขัดแย้งหรือการร้องเรียนที่อาจเกิดขึ้นจากการจ่ายเงินเยียวยา
การยืนยันข้อมูล: กระบวนการตรวจสอบร่วมกันจะช่วยยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนในแต่ละครัวเรือน ตามที่ คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในช่วงฤดูฝน ปี 2568 พร้อมอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 6,169.986 ล้านบาท หรือราวหกพันล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน 65 จังหวัด จำนวน 685,554 ครัวเรือน ครัวเรือนละ 9,000 บาท

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เน้นย้ำจังหวัดให้ถือปฏิบัติและเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนตามคณะรัฐมนตรี ที่เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ที่เกิดสถานการณ์ขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 68 เป็นต้นมา ในพื้นที่ 65 จังหวัด จำนวน 685,554 ครัวเรือน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบอุทกภัยเป็นกรณีพิเศษในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ภาคเหนือ จำนวน 15 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์

ทั้งนี้ ให้จังหวัดที่ประสบภัยเร่งตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน หลังได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทั่วถึง


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

ผู้ว่าฯ ลำพูน นำประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระพุทธมนต์ สวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จ.ลำพูน

ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นำประชาชนชาวจังหวัดลำพูนทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระพุทธมนต์ สวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จ.ลำพูน

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568 ) เวลา 16.30 น. นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย หัวหน้าสวนราชการทั้งภาค รัฐภาคเอกชน และประชาชนชาวจังหวัดลำพูน ทุกหมู่เหล่าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระพุทธมนต์ สวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จ.ลำพูน โดยมีพระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน/เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ข้าราชการ ประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมพิธี

ตาม มติมหาเถรสมาคม ให้วัดทุกวัดทั่วราชอาณาจักร ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระพุทธมนต์ หรือสวดพระอภิธรรม อุทิศถวายพระราชกุศล ตามเวลาที่เหมาะสมของแต่ละวัดและชุมชน ประจำทุกวันเป็นเวลา 30 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม – 24 พฤศจิกายน 2568

จังหวัดลำพูน ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมบำเพ็ญกุศลด้วยการสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา รักษาศีล ฟังธรรม และปฏิบัติธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศล ตลอดระยะเวลาตามประกาศไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ตามวันและเวลาดังกล่าวโดยทั่วกัน.


นที มีเดช รายงาน

พร้อมต้อนรับทหารใหม่ ลงพื้นที่นิเทศหน่วยฝึกทหารใหม่ หน่วยฝึกปลอดภัย ทหารใหม่ปลอดโรค ตามนโยบายกองทัพบก พร้อมดูแลคุณภาพชีวิตอย่างเต็มที่

พร้อมต้อนรับทหารใหม่ ลงพื้นที่นิเทศหน่วยฝึกทหารใหม่ หน่วยฝึกปลอดภัย ทหารใหม่ปลอดโรค ตามนโยบายกองทัพบก พร้อมดูแลคุณภาพชีวิตอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 โรงพยาบาลค่ายกาวิละ โดยทีมส่งเสริมสุขภาพและเวชกรรมป้องกัน ลงพื้นที่นิเทศหน่วยฝึกทหารใหม่ ก่อนการรับทหารใหม่ผลัดที่ 2/68 เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของทหารใหม่ ให้เป็นไปตามมาตรการของกองทัพบก

การนิเทศในครั้งนี้ มุ่งเน้นการป้องกันโรคลมร้อน การตรวจสุขาภิบาลหน่วยฝึก และการประกอบเลี้ยงของหน่วยฝึกทหารใหม่ พร้อมให้คำแนะนำแนวทางการดูแลทหารใหม่อย่างเคร่งครัดตามมาตรการป้องกันโรคลมร้อน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าหน่วยฝึกมีความพร้อมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล

หน่วยฝึกที่เข้ารับการนิเทศ ได้แก่ หน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 33, กองพันมณฑลทหารบกที่ 33, กรมทหารราบที่ 7, กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 7 และกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

ทีมส่งเสริมสุขภาพและเวชกรรมป้องกัน โรงพยาบาลค่ายกาวิละ ได้ใช้แบบประเมิน RTA-Sanitation ในการตรวจประเมินสุขาภิบาลหน่วยฝึก โรงเลี้ยง และโรงประกอบเลี้ยง พร้อมทั้งจัดกิจกรรมซ้อมแผนการปฐมพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บจากความร้อน การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) และให้ความรู้เรื่องการควบคุม ป้องกัน และเฝ้าระวังการบาดเจ็บจากความร้อนในระหว่างการฝึก

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้หน่วยฝึกทหารใหม่ดูแลกำลังพลให้ดื่มน้ำมากขึ้น ลดระยะเวลาการทำกิจกรรมในสภาพอากาศร้อน สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศดี สีอ่อน และไม่รัดแน่น หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแดด และปรับเวลาการฝึกให้เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคฮีตสโตรก และลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับความร้อน

โรงพยาบาลค่ายกาวิละมุ่งมั่นดำเนินงานตามพันธกิจของเหล่าทหารแพทย์ ในการ “อนุรักษ์กำลังรบ ดูแลสุขภาพกายใจของกำลังพลอย่างเต็มศักยภาพ” เพื่อให้ทหารใหม่ทุกนายมีสุขภาพดี พร้อมปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติอย่างปลอดภัย


นที มีเดช รายงาน