สมาคมธุรกิจเครื่องเล่นเกมอาเขตและการขายสินค้าอัตโนมัติ(AGVB) จับมือ สสส.–มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน เพจ.ชณทัตลุยครับ ดันธุรกิจเกมสร้างสรรค์ หรือตู้คีบ เข้าสู่ระบบกฎหมาย โปร่งใส และยั่งยืน

“สมาคมธุรกิจเครื่องเล่นเกมอาเขตและการขายสินค้าอัตโนมัติ“ (AGVB) จับมือ สสส.– มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน เพจ.ชณทัตลุยครับ ดันธุรกิจเกมสร้างสรรค์ หรือตู้คีบ เข้าสู่ระบบกฎหมาย โปร่งใส และยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมธุรกิจเครื่องเล่นเกมอาเขตและการขายสินค้าอัตโนมัติ (AGVB) เดินหน้าขับเคลื่อน “ตู้คีบ หรือตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ“ ผลักดันธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ให้ถูกกฎ หมาย” ร่วมกับ สสส. มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน และผู้ก่อตั้งเพจ ชณทัตลุยครับ

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ณ 17.00 น. สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย เลขาธิ การมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ ผู้ประกอบการสมาคมธุรกิจเครื่องเล่นเกมอาเขตและการขายสินค้าอัตโนมัติ ได้จัดการประชุมหารือเพื่อร่วมกันผลักดันแนวทางการขับเคลื่อน ธุรกิจเกมอาเขต ตู้คีบ และตู้ขายสิน ค้าอัตโนมัติในห้างสรรพสินค้าให้ดำเนินการอย่างถูกกฎหมายและโปร่งใส

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องเล่นเกมอาเขตและตู้คีบของรางวัลจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการในห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ โดยกลุ่มผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้กว่า 30 ราย ต่างมีความตั้งใจเดียวกันในการผลักดันให้เกิดการจัดระเบียบอุตสาหกรรมให้ชัดเจน เนื่องจากธุรกิจนี้เป็นกิจกรรม เพื่อความบันเทิงและสร้างสรรค์ ที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี และหากมีการบริหารจัดการและควบคุมให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างชัดเจน คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็น มากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี

นาย ชณทัต ปัทมะภูวดล กล่าวว่า จากปัญหาที่ได้รับเรื่องร้องเรียน จากผู้ประกอบการถึงคำสั่งของ กระทรวงมหาดไทย ที่ผ่านมา ที่มีการตีความครอบคลุมตู้คีบและตู้เกมทุกประเภท ทำให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและชำระภาษีอย่างโปร่งใสได้รับผลกระทบโดยตรง จึงเกิดการรวมตัวของภาคเอกชนเพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหา เสนอข้อคิดเห็น และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานรัฐ เพื่อให้เกิดการจัดระเบียบที่แยกแยะระหว่าง “ธุรกิจสร้างสรรค์เพื่อความบันเทิง” กับ “กิจกรรมที่เข้าข่ายการพนัน” อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบนิเวศของธุรกิจสร้างสรรค์ที่โปร่งใส เป็นมิตรต่อเยาวชน และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศ โดยยึดหลัก “ทำถูกกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้” เพื่อให้ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมเครื่องเล่นเกมที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผู้กำกับ สน.เพชรเกษม นำทีมปฏิบัติการแหกคอกม้าทะลายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดยึดเงินสด 1,400,000 กว่าบาท

ผู้กำกับ สน.เพชรเกษม นำทีมปฏิบัติการแหกคอกม้าทะลายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องล่าสุดยึดเงินสด 1,400,000 กว่าบาท

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 16.35 น. เพื่อเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. เจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท สยามบุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.วสันต์ เตชะเกษม รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก. น.9, พ.ต.อ.ธีระชัย เด็ดขาด รอง ผบก.น.9, พ.ต.อ.นฤพนธ์ ธนกฤตานนท์ รอง ผบก.น.9, พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผกก.สน.เพชรเกษม,พ.ต.ท.เด่นดนัย วัฒนวิจิตรนนท์ รอง ผกก.สอบสวน สน.เพชรเกษม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.เพชรเกษม

ได้ร่วมกันขยายผลเพื่อตัดวงจรเครือข่ายบัญชีม้า ภายใต้ “ปฏิบัติการยุทธการแหกคอกม้า” ได้ตรวจค้นยานพาหนะต้องสงสัย ยี่ห้อ Mercedez Benz รุ่น C350 e สีขาว ป้ายทะเบียน 1 ขถ 33xx กรุงเทพฯ ที่บริเวณ ลานจอดรถ ห้างสรรพสินค้า โฮมโปร สาขา เพชรเกษม โดยมี น.ส.กุสุมาภัสน์ (สงวนนามสกุล) แสดงตนเป็นผู้ครอบครอง รถยนต์คันดังกล่าว

ผลการตรวจค้นพบ 1.ธนบัตรรัฐบาลไทยจำนวน 906 ฉบับ รวมเป็นเงิน 960,000 บาท บรรจุอยู่ในถุงผ้าสีฟ้าวางอยู่เบาะหลังคนขับ ของรถคันดังกล่าว, 2.โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อ แอปเปิ้ล รุ่น ไอโฟน 17 โปรแม๊กซ์ สีส้ม จำนวน 1 เครื่อง อยู่ภายในรถคันดังกล่าว, 3.โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อ แอปเปิ้ล รุ่น ไอโฟน 11 สีดำ จำนวน 1 เครื่อง ถืออยู่ในมือของ น.ส.กุสมาภัสน์ฯ

และตรวจค้นตัวนายธนกฤต (สงวนนามสกุล) ซึ่งยืนอยู่ที่เดียวกันกับ น.ส.กุสุมาภัสน์ฯ ผลการตรวจค้นพบ 1.ธนบัตรรัฐบาลไทยจำนวน 500 ฉบับ รวมเป็นเงิน 500,000 บาท บรรจุอยู่ในซองเอกสารน้ำตาล อยู่ภายในกระเป๋าที่ นายธนกฤตฯ สะพายอยู่ในขณะตรวจค้น, 2.โทร ศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อ แอปเปิ้ล รุ่น ไอโฟน 16 โปร สีดำ จำนวน 1 เครื่อง กระเป๋าที่นายธนกฤตฯ สะพายอยู่ในขณะตรวจค้น จึงได้เชิญตัวทั้งสองคน มาที่สน.เพชรเกษม

ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลแล้วเชื่อมโยงกับกลุ่มบัญชีม้าที่หลอกลวงผู้เสียหายที่พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วทั้งสองคนมีความเชื่อมโยงกัน และสามารถยึดเงินไว้ได้ถึง 1,406,000 บาท จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้งสองคน ‘ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผกก.สน.เพชรเกษม กล่าวว่า กรณีนี้เป็นการสืบสวนขยายผล เพื่อตัดวงจรกลุ่มเครือข่ายบัญชีม้า ที่ได้ใช้หลอกลวงผู้เสียหาย จนเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ทางรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการระดมกวาดล้างอย่างเด็ดขาด ซึ่งในเคสนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการวางแผนทะลายเครือข่ายมาตลอด และที่สำคัญสามารถยึดเงินคืนให้กับผู้เสียหายไปก่อนนี้แล้วเป็นเงิน 800,000 บาท ซึ่งจะได้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. ร่วมเฝ้าระวังการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ เสริมความมั่นคงด้วยนโยบาย Quick Win รัฐมนตรี “สุรศักดิ์”

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. ร่วมเฝ้าระวังการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ เสริมความมั่นคงด้วยนโยบาย Quick Win รัฐมนตรี “สุรศักดิ์”

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง จากความขัดแย้งทางการเมืองและการทดสอบอาวุธยุทธศาสตร์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ประเด็นความมั่นคงทางนิวเคลียร์ จึงกลับมาเป็นที่จับตาของประชาคมโลกอีกครั้ง สอดคล้องกับคำแถลงล่าสุดของนายโรเบิร์ต ฟลอยด์ เลขาธิการบริหารองค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBTO) เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่เรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมมือกันอย่างจริงจังในการผลักดันให้สนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBT) มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้โลกหวนกลับสู่ยุคของการทดลองอาวุธนิวเคลียร์

นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวต่อไปว่า “หากมีการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นทั่วโลก ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อตรวจสอบการทดลองนิวเคลียร์ภายใต้สนธิสัญญา CTBT อีกทั้งยังสอดรับกับนโยบาย “Quick Win – วิทย์พิชิตภัย” ของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่มุ่งผลักดันให้ทุกหน่วยงานนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกที่ให้สัตยาบัน CTBT ตั้งแต่ปี 2561 โดยมี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ได้แสดงบทบาทสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค การส่งเสริมการใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ และการเสริมสร้างความร่วมมือกับประชาคมโลกด้านการตรวจสอบการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยมี สถานีเฝ้าตรวจการทดลงอาวุธนิวเคลียร์ภายใต้ระบบเฝ้าตรวจระหว่างประเทศ (International Monitoring System: IMS) จำนวน 2 แห่ง ได้แก่

  1. สถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี RN65 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็น 1 ใน 3 สถานีในภูมิภาคอาเซียน และอยู่ระหว่างการติดตั้งระบบตรวจวัดก๊าซเฉื่อยกัมมันตรังสี (Radionuclide Noble Gas System) ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการตรวจจับนิวไคลด์กัมมันตรังสีจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างละเอียดและแม่นยำ
  2. สถานีเฝ้าตรวจความสั่นสะเทือนของพิภพ PS41 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้การดำเนินงานของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับแรงสั่นสะเทือนจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลกและส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังศูนย์ข้อมูลระหว่างประเทศ (International Data Centre: IDC) ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมี ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ (National Data Center: NDC) ซึ่งแบ่งเป็นศูนย์ข้อมูลด้านนิวไคลด์กัมมันตรังสี ณ ปส. กรุงเทพมหานคร และศูนย์ข้อมูลด้านคลื่นไหวสะเทือน ณ กรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากทั้งสองสถานี รวมถึงจากเครือข่าย IMS ทั่วโลก ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงช่วยตรวจสอบการทดลองนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้สนับสนุนภารกิจพลเรือน เช่น การเตือนภัยแผ่นดินไหว สึนามิ และการเฝ้าระวังภัยทางรังสี เพื่อความปลอดภัยของประชาชนไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผบช.ภ.1 พร้อมคณะฯ ตรวจเยี่ยม สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และห้องรับรองพิเศษท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พร้อมคณะฯ เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.ท่าอากาศ ยานสุวรรณภูมิ และห้องรับรองพิเศษท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

เมื่อวันที่ 31 ต.ค.2568 เวลา 14.00 น. ณ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ห้องรับรองพิเศษท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ : พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย พล.ต.ต. อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุด ผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ, พ.ต.อ.มนต์เสก ตระกูลพานิชย์ รอง ผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และห้องรับรองพิเศษท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมี พ.ต.อ.ทองรชฎ เหรียญสุวงษ์ ผกก.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้การต้อนรับ

โดยรับฟังบรรยายการเตรียมความพร้อมภารกิจการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกจราจร ในการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียนครั้ง ที่ 43 และร่วมเปิด ทก.ส่วนหน้าภารกิจประชุมตำรวจอาเซียนครั้งที่ 43


พม. จัดงานใหญ่ MOU ผนึกกำลัง 4 กระทรวง 3 สมาคม อปท. บูรณาการความร่วมมือพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย

พม. จัดงานใหญ่ MOU ผนึกกำลัง 4 กระทรวง 3 สมาคม อปท. บูรณาการความร่วมมือพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย – หนุน “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดงาน “การบูรณาการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย” โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมมอบนโยบายการบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยทั่วไทย ด้านคุณภาพชีวิต ด้านคนเปราะบาง ด้านการศึกษา และด้านอาชีพ อีกทั้งเป็นประธานในพิธีการลงนามความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยทั่วไทย ระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.), กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กับ 3 สมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้แก่ สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย, สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย

ซึ่งมี นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. หัวหน้าหน่วยงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาค และเจ้าหน้าที่ ทีม พม.ใกล้คุณ ทั่วประเทศ, นายวัฒนา ช่างเหลา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย, นายวิสูตร จงชูวณิชย์ นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย, รศ.ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย, ผู้บริหารและผู้แทนภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายอัคราฯ กล่าวว่า ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงส่งเสริมความเสมอภาคของสตรี เด็ก และเยาวชน ควบคู่การเสริมพลังครอบครัว ผู้สูงอายุ และคนพิการ ด้วยความเอื้ออาทรอันลุ่มลึก และพระราชจริยวัตร แนวพระราชดำริของพระองค์ ทรงย้ำคุณค่าของการไม่ทอดทิ้งกัน ให้เป็นรากฐานของสังคมไทยที่อบอุ่นและมั่นคง ซึ่งตนและผู้ร่วมงานวันนี้ ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และจะถือเป็นเข็มทิศในการปฏิบัติราชการด้วยความตั้งใจ เที่ยงตรง และไม่ทอดทิ้งประชาชนทุกหมู่เหล่า ภายใต้แรงบันดาลใจจากพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ดังนั้น รัฐบาลและทุกภาคส่วนที่มาร่วมงานวันนี้ โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน พร้อมด้วย รัฐมนตรี ผู้บริหาร และบุคลากรจากกระทรวง พม. กษ. ศธ. และ กก. รวมถึงผู้บริหารสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย จะร่วมกันทำงานโดยยึด “ประชาชนและครอบครัว” เป็นศูนย์กลาง

ทั้งนี้ ในโอกาสที่ตนได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ตนได้มอบแนวทางการพัฒนาสังคม ครอบครัว และประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ภายใต้นโยบาย “พม.ใกล้คุณ”  ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต เพื่อพัฒนาการทำงานของหน่วยงานกระทรวง พม. โดยยึด “ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง” และพัฒนาการดูแลทุกครอบครัวอย่างไร้รอยต่อแบบ Family First ที่ต้องเริ่มต้นจากครอบครัว เพื่อเชื่อมสิทธิสวัสดิการสังคมที่พึงได้ ควบคู่การซ่อมสร้างที่อยู่อาศัย การคุ้มครองทางสังคม และการปรึกษาและแก้ไขหนี้สินแบบมุ่งเป้า รวมถึงการพัฒนาอาชีพใกล้บ้าน ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจใสใจ” หรือ Care Economy ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้ และช่วยให้กลุ่มคนเปราะบางพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นายอัคราฯ กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ และรีสตาร์ทชีวิต” สอดคล้องกับนโยบายการบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยทั่วไทย ด้านคุณภาพชีวิต ด้านคนเปราะบาง ด้านการศึกษา และด้านอาชีพ ของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ชี้เป้าให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านการพัฒนาสังคม เกิดผลสัมฤทธิ์ ดังนั้น การทำงานระหว่างกระทรวง พม. กษ. ศธ. กก. และ 3 สมาคม อปท. จึงเป็นกลไกที่สำคัญในการร่วมแก้ปัญหา และเป็นที่มาของวัตถุประสงค์ในการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ซึ่งการขับเคลื่อนให้ “นโยบายใกล้คุณ” เป็น “นโยบายใกล้บ้าน” นั้น เป็นที่มาของการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ซึ่งจะทำให้ “นโยบายถึงบ้าน” ได้เร็วและทั่วถึงมากขึ้น รวมถึงการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในระดับพื้นที่อย่างสอดคล้อง ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน ให้ท้องถิ่นร่วมกำหนดเป้าหมายจากพื้นที่อย่างแม่นยำ และสร้างผลสำเร็จของโครงการได้จริง ผ่านการทำงานของท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับปัญหาระดับครอบครัว

นายอัคราฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการลงนามความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยทั่วไทยในวันนี้ นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาสังคม ด้วยความร่วมมือระหว่าง กระทรวง พม. กษ. ศธ. กก. และ 3 สมาคม อปท. ในการขับเคลื่อนมาตรการและแนวทางการลดรายจ่าย การสร้างรายได้ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นทุกจังหวัดของประเทศไทย ทั้งด้านคุณภาพชีวิต ด้านคนเปราะบาง ด้านการศึกษา และด้านอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น การลดรายจ่ายครัวเรือนเปราะบางและร่วมกันดูแลครัวเรือนเปราะบางให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม ทันที , การส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนา ด้านการเกษตรให้กับคนทุกช่วงวัย เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างอาชีพและรายได้,การส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาที่ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงการเข้าถึงระบบการศึกษาที่เหมาะสมให้กับเด็กและเยาวชนและประชาชนทุกช่วงวัย เพื่อต่อยอดไปสู่การสร้างอาชีพและรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว และการนำสินค้าและบริการจากคนทุกช่วงวัยมาใช้ยกระดับการท่องเที่ยว เพื่อสร้างงานรายได้ให้กับคนทุกช่วงวัย

พมใกล้คุณ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มอบผ้ายันต์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วัดอรุณฯ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ คุณธนิตย์ฯ ประธานกรรมการ บ.ซิงแสงนภา จก. เนื่องในโอกาสเปิดร้านทองซิงแสงนภาโกลด์ สาขาซีคอนสแควร์ศรีนครินทร์

มอบผ้ายันต์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วัดอรุณฯ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ คุณธนิตย์ ลี้ชัยสิริมงคล ประธานกรรมการบ.ซิงแสงนภา จก. เนื่องในโอกาสเปิดร้านทองซิงแสงนภาโกลด์ สาขาซีคอนสแควร์ศรีนครินทร์

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณอัครวิทย์ รัตนประสิทธิ์ หรือ “วิทย์ วัดอรุณ” พร้อมด้วย คุณณรงค์ วโรดมสถาน กรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และคุณธนากร ริตุ กรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ร่วมมอบผ้ายันต์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วัดอรุณฯ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ คุณธนิตย์ ลี้ชัยสิริมงคล ประธานกรรมการบริษัท ซิงแสงนภา จำกัด เนื่องในโอกาสเปิดร้านทองซิงแสงนภาโกลด์ สาขาซีคอนสแควร์ศรีนครินทร์

สำหรับบริษัท ซิงแสงนภา บริหารงานภายใต้คอนเซ็ปต์ “ครบเครื่องเรื่องทองคำ” เพื่อเป็น การตอกย้ำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า เมื่อเดินเข้ามาที่ร้านทองซิงแสงนภาโกลด์ จะได้สินค้าและบริการด้านทองคำครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นทองคำรูปพรรณ ทองคำแท่ง กรอบพระ และงานจิวเวลรี ฯลฯ ทำให้การซื้อทองเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน

นอกจากนี้อีกทั้งยังปรับโฉมการบริการใหม่ ยกระดับความเลอค่าของทองคำ ด้วยสินค้าทองคำรูปพรรณ 5G ทองคำที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง หลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ที่จะเห็นความประณีตและความสวยงามของงานทองคำ 99.99% มากยิ่งขึ้น


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

บช.น.ร่วมมือ บช.ปส. เปิดปฏิบัติการ “ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง” โรงแรมดังกลางกรุง

บช.น.ร่วมมือ บช.ปส.เปิดปฏิบัติการ “ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง” โรงแรมดังกลางกรุงบุกประตูหลัง โรงแรมหรูกลางกรุง ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง กลุ่ม ชายรักชาย LGBTQ+ ที่มั่วสุมเสพยา-มั่วสวาท 29 ราย คนไทย 28 คน และฟิลิปปินส์ 1 คน ซึ่งถูกแจ้งข้อหาแล้ว 4 คน พบถุงยาง, เจลหลอลื่น, ไวอากร้า ,ยาเสพติด เกลื่อนห้อง เป็น กลุ่มผู้จัดกิจกรรมมั่วสุมยาเสพติดครั้งนี้คือกลุ่มเดียวกับที่เคยถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2567 พื้นที่ สน.ทองหล่อ

โดยวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 00.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคํา ผบก.น.5, พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส. บช.น., พ.ต.อ.ภพธรจิตต์หมั่น รอง ผบก.น.5,พ.ต.อ.วิริยะ โชติกวีผกก.ปพ.บช.ปส., พ.ต.อ. คณพศ ธนภูมิบุญญินผกก.1 บก.ปส.1, พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผกก.สน.ลุมพินี, พ.ต.อ. ศิรณวิชญ์ อินทรผกก.กก.สส.บก.น.5 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจศอ.ปส.ตร., ศอ.ปส.บช.น., บก.สส.บช.น., บก.น.5 และ บช.ปส. บุกประตูหลัง เปิดปฏิบัติการ “ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง” จับกุมตัว

  1. นายทวีพลฯ อายุ 35 ปี ภูมิลำเนา แขวงอ่อนนุช เขตสวนหลวง จ.กรุงเทพฯ ถูกแจ้งข้อหา “มีไว้ในความครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน,ยาบ้า,ไอซ์ และยาอี) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย, มีไว้ในความครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (เคตามีน) เพื่อเสพโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย,จำหน่ายหรือจัดหาสารระเหยให้แก่ผู้ซึ่งตนรู้หรือควรรู้ว่าเป็นผู้ติดสารระเหย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”,
  2. นายพงศกรณ์ฯ อายุ 34 ปี ภูมิลำเนา ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ถูกแจ้งข้อหา “มีไว้ในความครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอี) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”,
  3. นายกฤตยชญ์ฯ อายุ 27 ปี ภูมิลำเนา ต.โพธิ์เก้าต้น อ.เมือง จ.ลพบุรี ถูกแจ้งข้อหา “มีไว้ในความครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์ ) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และ จูงใจ ชักนำ ยุยง ส่งเสริมใช้อุบายหลอกลวง หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ให้ผู้อื่นเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และสารระเหย ตามมาตรา 171 และ173 และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”,
  4. นายสติวณิตย์ฯ อายุ 31 ปี ภูมิลำเนา ต.วังท่าดี อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ถูกแจ้งข้อหา “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”

ตรวจยึดของกลาง 1.ไอซ์ 1.11 กรัม, 2.ยาบ้า 2 เม็ด, 3.ยาอีน้ำ 1 ขวด, 4.เคตามีน 0.75 กรัม, 5.ยาไวอากร้า 2 กล่อง, 6.ยาป๊อปเปอร์ (สารระเหย ใช้ลดความปวดทวารหนัก) จำนวน 30 ขวด, 7.เข็มฉีดยา 10 เข็ม, 8.อุปกรณ์การเสพยาเสพติด, 9.ถุงยางอนามัย และ 10.เจลหล่อลื่น โดยสามารถจับกุมได้ที่ ห้องสูทในโรงแรมหรูชื่อดัง ในซอยสุขุมวิท 13 แขวงวัฒนา เขตคลองตันเหนือจ.กรุงเทพฯ

พฤติการณ์กล่าวคือ “ปาร์ตี้เหมืองทอง” วิมานสวรรค์กลุ่มชายรักชาย LGBTQ+ รวมตัวเปลือยกาย “เสพยา-มั่วสวาท” การแพร่ระบาดยาเสพติดในกลุ่ม “ชนชั้นสูง” โดยมีการแจ้งเบาะแสจากประชาชนผ่านชุดลาดตระเวนออน์ไลน์ และตามนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.,พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. “ใช้มาตการเด็ดขาด” สแกนแหล่งท่องเที่ยวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติด พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น/ หัวหน้าด้านยาเสพติด บช.น. ส่งสายสืบหุ่นล่ำกล้ามดี เข้าเกลียวแฝงตัวไปในวงการมั่วสวาทของ ชาย LGBTQ+จนทราบว่ามีการนัดหมายเพื่อมั่วสุมเสพยาและระเบิด

กระทั่ง วันที่ 2 พ.ย.2568 ภายในปาร์ตี้เหมืองทองได้เริ่มมั่วสุมยาเสพติด พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. และ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งเปิดปฏิบัติการ “ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง” นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.ตร., ศอ.ปส.บช.น., บก.สส.บช.น., บก.น.5 และ บช.ปส. กว่า 50 นาย “บุกเข้าทางประตูหลัง” โรงแรมอย่างฉับพลัน ทะลวงขึ้นไปสู่จุดมั่วสุม พบกลุ่ม ชาย LGBTQ+ กว่า 29 คน มีชาวไทย 28 คน ชายฟิลิปปินส์ 1 คน สวมกางเกงในตัวเดียว เมื่อบุกเข้าไปตามห้องเล็กพบการมั่วสุมสวาทกันอยู่หลายห้อง และพบของจำนวนมากเช่น ไอซ์, ยาบ้า, เคตามีน ,ยาอี, ยาอี (แบบน้ำ), เข็มฉีดยาจำนวนมาก, ไวอากร้า, ยาป๊อปเปอร์ (ยาลดเจ็บทวารหนัก), อุปกรณ์การเสพ, ถุงยางอนามัยใช้แล้วถอดเกลื่อนกลาด เจลหล่อลื่น และพบอุจสีเหลืองเปรอะตามเตียงมั่วสุม จึงทำการควบคุมตัวไว้ทั้งหมด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีผู้ครอบครองยาเสพติดจำนวน 3 คน และตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดจำนวน 4 คน นำส่งพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ในส่วนของ 25 ราย ขณะนี้ พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผกก.สน.ลุมพินี ได้ดำเนินการจัดทำประวัติและอยู่ระหว่างการซักถามขยายผลเพิ่มเติม

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น./รองโฆษก ตร. กล่าวว่า “ขอเตือนภัยเรื่องของยา ป๊อปเปอร์ (Popper) หรือเอมิลไนไตรท์ เดิมทีเป็นสารที่ใช้ในทางการแพทย์ แต่ปัจจุบันกลับถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด โดยกลุ่มชายรักชายมักจะใช้เพื่อลดอาการเจ็บปวดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักซึ่งเป็นการกระทำที่ผิด เพราะการใช้สารระเหยดังกล่าวต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น และจากการขยายผลทราบว่ากลุ่มผู้จัดกิจกรรมมั่วสุมยาเสพติดครั้งนี้คือกลุ่มเดียวกับที่เคยถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2567 พื้นที่ สน.ทองหล่อ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้สำนึกในการกระทำ โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้สั่งการให้บูรณาการร่วมกับพล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส.ในการขยายผลให้ถึงที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นประชาชน ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รองปลัดกรุงเทพฯ รับมอบหนังสือจัดตั้ง “สภาพลเมืองกรุงเทพมหานคร” มุ่งขับเคลื่อนธรรมาภิบาล โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน

รองปลัดกรุงเทพมหานครรับมอบหนังสือจัดตั้ง “สภาพลเมืองกรุงเทพมหานคร” มุ่งขับเคลื่อนธรรมาภิบาล โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน

นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัด กรุงเทพมหานคร มารับหนังสือการจัดตั้ง “สภาพลเมือง” ที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนะบริหารศาสตร์ พร้อมด้วย นายอภินันท์ ศิวิโรจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริน และบูรณาการ การมีส่วนร่วม ด้านทุจริต สังกัดสำนักงาน ป.ป.ช.โดยสภาพลเมืองจะมุ่งช่วยเหลือประชาชนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและมีความเท่าเทียม …..สมัชชาพลเมืองกรุงเทพฯจะช่วยให้ภาครัฐทำงานอย่างเป็นธรรม….คาดหวังภาคประชาชน กทม.มีบทบาทใหม่เชิงรุกโดยการ “ใช้รัฐเป็นเครื่องมือ” สร้างการพัฒนารองรับอนาคต

โดยมีคณะกรรมการ ชุดที่ 1 ดังนี้

  1. นายสมพงษ์ พัดปุย ประธานสภาพลเมือง
  2. นางสาวเพ็ญจันทร์ ล้อสีทอง รองประธานฯ
  3. นางวิศัลย์สิริ ตันตระกูล รองประธานฯ
  4. นายดุษฎี ถิรธนกุล เลขานุการ
  5. นายชยุต ภูวพุทธโชติ โฆษก
  6. นางสาวแองจีรีน่า ไรส โฆษก
  7. นายศิริศักดิ์ หาญชนะ
  8. นายศิริพงษ์ เกี้ยวสกุล
  9. นายพันธ์พงษ์ อุบลพงศ์
  10. นางอมรา พรายมี
  11. นายสุรพัศ์โยธิน บูรณานนท์ (ที่ปรึกษา)
  12. นายทองใบ สิงสีทา ทีมวิจัยฯ (ที่ปรึกษา)

หน่วยงานที่สนับสนุน ป.ป.ช.,ปปท.,กรุงเทพมหานคร,DSI, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.),สภาองค์กรชุมชน (สอช.),สถาบันบัณฑิตพัฒนะบริหารศาสตร์ (Nida) เครือข่ายภาคประชาชน STRONG,สมาพันธ์สตรีทำความดีแห่งประเทศไทย, ศปสธ., อสส., อสม., อพม. เป็นต้น

โดยมีเจตนารมณ์ในการจัดตั้ง ดังนี้ สภาพลเมืองกรุงเทพ ตั้งขึ้น ด้วยความศรัทธา ในคุณค่าความเป็นพลเมือง เชื่อมั่นในพลังแห่งประชาชนที่จะร่วมมือกันสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นมหานครแห่งธรรมาภิบาล โปร่งใส เป็นธรรม และไม่ทนต่อการทุจริตทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพลเมืองในทุกพื้นที่ ทุกชุมชน ทุกเขตของกรุงเทพมหานคร และร่วมกันขับเคลื่อน “วาระพลเมือง วาระมหานคร” เพื่อสร้างกรุงเทพฯ ที่น่าอยู่ น่าใช้ชีวิต และเติบโตด้วยพลังของทุกคน รวมถึงจะร่วมกันสร้างสภาพลเมืองกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ การรับฟัง และการเปลี่ยนแปลงโดยเน้นให้พลเมืองมีคุณภาพอย่างแท้จริงด้วยหัวใจของพลเมือง และขับเคลื่อน “วาระพลเมือง วาระมหานครกรุงเทพ” สู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเพื่อพลเมืองของเรา! เพื่ออนาคตที่ดีที่ดีกว่าของทุกคน

ดร.เพ็ญจันทร์ ล้อสีทอง รองประธานสภาพลเมือง ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “ในหลวงรัชกาลที่ 10 พระองค์ท่านทรงตั้ง จิตอาสาพระราชทาน 904 เพื่อขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคมและภาคประชาชน สภาพลเมืองก็จะเป็นอีกแขนงหนึ่ง ที่จะขับเคลื่อนภาคประชาชน ตามรอยพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 10 เช่นกัน”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ป.ป.ส. ร่วม ศอ.บต. ผนึกกำลังผู้นำศาสนา 5 จังหวัดชายแดนใต้ หาแนวทางร่วมแก้ปัญหายาเสพติด

ป.ป.ส. ร่วมศอ.บต. ผนึกกำลังผู้นำศาสนา 5 จังหวัดชายแดนใต้ หาแนวทางร่วมแก้ปัญหายาเสพติด

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 : พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วยนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รักษาราชการแทนเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ผู้นำศาสนา นายกสมาคมสถาบันปอเนาะ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการหารือร่วมกันระหว่างสำนักงาน ป.ป.ส. และผู้นำศาสนาในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแนว ทางในการป้องกันปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีปัญหาการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง

โดยผู้นำศาสนาได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเชิงป้องกัน พร้อมเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ผู้นำศาสนาได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเชิงป้องกัน พร้อมเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ ซึ่งในแผนปฏิบัติการระยะปี 2568–2570 จะมีการปรับปรุงในส่วนของการจัดสรรงบประมาณให้สอด คล้องกับความต้องการของชุมชน โดยจะมี ศอ.บต. จะดำเนินการสำรวจความต้องการกิจกรรมจากผู้นำศาสนา เพื่อจัดทำแผนเสนอไปยังสำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 9 ในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณต่อไป ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับผู้นำศาสนาในการขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดเชิงรุกในพื้นที่ชายแดนใต้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับฟังสรุปสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ 2568 จากสำนักงาน ป.ป.ส. โดยพบว่า

  • ยาบ้า เป็นยาเสพติดที่แพร่ระบาดมากที่สุด มีสัดส่วนสูงถึง 94% ของทั้งหมด ของกลางกว่า 29 ล้านเม็ด พบในทุกจังหวัดและทุกอำเภอ
  • ไอซ์ มีสัดส่วน 3.6% ของกลางกว่า 4,000 กิโลกรัม ส่วนใหญ่เป็นยาเตรียมส่งออก
  • เฮโรอีน มีสัดส่วนประมาณ 1% ของกลาง 239 กิโลกรัม พบใน 21 อำเภอของ 4 จังหวัด
  • ยาเสพติดอื่นๆ เช่น ยาอีและวัตถุออกฤทธิ์ มีสัดส่วนน้อยกว่า 1%

ขณะเดียวกัน แม้พืชกระท่อมถูกถอดออกจากบัญชียาเสพติดแล้ว แต่ยังพบการใช้ผิดประเภท ซึ่งอยู่ในมาตรการเร่งด่วน 120 วัน ภายใต้แผนบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติด (พ.ศ.2568–2570) โดยประชาชนมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐถึง ร้อยละ 82

การประชุมในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้นำศาสนา และประชาชน ในการเดินหน้าต่อสู้กับปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและยั่งยืน เพื่อสร้างสังคมปลอดภัยและมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นาโนเทค สวทช. ผลักดัน “ไบโอชาร์” (Biochar) วัสดุคาร์บอนหมุนเวียนจากของเหลือทางการเกษตร

นาโนเทค สวทช. ผลักดัน “ไบโอชาร์” (Biochar) วัสดุคาร์บอนหมุนเวียนจากของเหลือทางการเกษตร

(อว.) โดย นาโนเทค (สวทช.) เดินหน้าวิจัยและพัฒนา “ไบโอชาร์” (Biochar) วัสดุคาร์บอนจากชีวมวล นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนของเหลือจากภาคเกษตร ให้กลายเป็นวัสดุคาร์บอนหมุน เวียนสารพัดประโยชน์ สร้างทีมพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ออกแบบ “ระบบปฏิกรณ์เชิงความร้อน” กำลังการผลิตไบโอชาร์ 300 กก. ต่อชีวมวล 1 ตัน นำร่องจับมือพันธมิตรด้านพลังงาน ทดสอบใช้งานระดับกึ่งอุตสาหกรรม หวังเป็นแหล่งพลังงานชีวภาพ ทางเลือกใหม่สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์หลากหลายทั้งด้านพลังงาน ภาคเกษตร การบำบัดน้ำ และวัสดุก่อสร้างสีเขียว ขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงาน การเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า นาโนเทค (สวทช.) มีกลยุทธ์วิจัยเพื่อชาติ ด้วยการสร้างนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เดินหน้าตามแนวคิด Innovate, Collaborate and Grow ที่จะให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัย คือ นวัตกรรม, ความร่วมมือกับพันธมิตร และการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า 4 Strategic Focus (SF) ได้แก่ สารสกัดสมุนไพร, ชุดตรวจสุขภาวะ, น้ำและสิ่งแวดล้อม และ เกษตรและอาหาร ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ไทยเผชิญปัญหาการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรมาเป็นเวลานาน ซึ่งก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลทุกปี นาโนเทคจึงบูรณาการนาโนเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์วัสดุ และวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม แปลงวิกฤติสิ่งแวดล้อมนี้ให้เป็นโอกาสของการพัฒนาอย่างยั่งยืน “ทีมวิจัยนาโนเทคได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนของเหลือจากภาคเกษตรให้กลายเป็น ไบโอชาร์ (Biochar) โครงการนี้สะท้อนการขับเคลื่อนตามพันธกิจหลักของ สวทช. สู่ความยั่งยืน คือ การทำวิจัยที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมสังคม และดำเนินงานด้วยความโปร่งใส เป็นตัวอย่างของการใช้ “วิทยาศาสตร์อย่างมีความรับผิดชอบ” เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน” ผู้อำนวยการนาโนเทคชี้

ดร.สัญชัย คูบูรณ์ จากทีมวิจัยตัวเร่งปฏิกิริยา (CAT) กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโนการดูดซับและการคำนวณ (NCAS) นาโนเทค (สวทช.) กล่าวว่า ไบโอชาร์ (Biochar) เป็นวัสดุคาร์บอนหมุนเวียนจากชีวมวล ที่ผ่านกระบวนการทางความร้อน สร้างสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งไบโอชาร์ในมุมของการวิจัยและพัฒนานั้น จะมีความแตกต่างจากการเผาถ่านชีวมวลทั่วไป ในแง่ของการควบคุมกระบวนการ ความร้อน และระยะเวลา เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ และสมบัติเหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภทที่มีความต้องการต่างกัน ระบบปฏิกรณ์ผลิตไบโอชาร์จากของเหลือทางการเกษตร เป็นเตาเผาชีวมวลที่ออกแบบกระบวนการเฉพาะด้วยเทคโนโลยี Dry Torrefaction (การเผาแห้งอุณหภูมิต่ำ) และ Pyrolysis (การเผาแบบไร้อากาศ) ที่นาโนเทคพัฒนาขึ้นโดยการผสานองค์ความรู้ด้านเคมีชีวภาพ และการออกแบบเชิงวิศวกรรมขนาดใหญ่ ทำให้นวัตกรรมนี้มีความแตกต่างจากระบบเผาชีวมวลแบบเดิม โดยกระบวนการนี้ควบคุมอุณหภูมิระหว่าง 300-600 องศาเซลเซียส ภายใต้สภาวะออกซิเจนต่ำ เพื่อผลลัพธ์เป็นไบโอชาร์ ที่มีค่าความชื้นต่ำ องค์ประกอบคาร์บอนสูง และที่ให้ค่าความร้อนสูง หรือสามารถออกแบบให้ได้ไบโอชาร์ (Biochar) ที่มีโครงสร้างระดับนาโน ที่พร้อมสำหรับต่อยอดโดยใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อให้ได้วัสดุคาร์บอนที่เหมาะสำหรับการปรับปรุงดิน การบำบัดน้ำ วัสดุก่อสร้างสีเขียว หรือการดักจับคาร์บอน และอื่นๆ

“ปัจจุบัน เราพัฒนาต้นแบบระบบปฏิกรณ์ผลิตถ่านชีวภาพและไบโอชาร์จากวัสดุชีวมวลเหลือทิ้งที่สามารถผลิตไบโอชาร์ได้ 300 กิโลกรัมต่อชีวมวล 1 ตัน จากความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างโรงไฟฟ้า โดยที่สามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นค่าความชื้น ค่าความร้อน ระยะเวลาการเผาที่เหมาะสมกับชนิดของชีวมวลนั้นๆ สู่ไบโอชาร์ที่มีสมบัติด้านพลังงานสูงในระดับที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ก้าวข้ามข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าชีวมวลอีกด้วย” ดร.สัญชัยฯ เผย

ไบโอชาร์ที่ได้สามารถนำไปต่อยอดในมุมของแหล่งพลังงาน มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นอุตสาหกรรมด้านพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อนาคตจะถูกจำกัดการใช้ถ่านหิน โดย ดร.สัญชัยฯ ชี้ว่า แม้ปัจจุบัน ต้นทุนของไบโอชาร์ยังคงสูงอยู่ แต่แนวโน้มของ Carbon Tax ที่จะสูงขึ้น และความต้องการ Carbon Credit ที่มากขึ้น รวมทั้งแนวโน้มต้นทุนการผลิตไบโอชาร์ที่ลดลง จะขับเคลื่อนให้เทคโนโลยีเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการใช้งานไบโอชาร์ในการวิจัยและพัฒนาอย่างแพร่หลาย อาทิ ทีมวิจัยนาโนเทคที่นำไบโอชาร์ไปใช้ในด้าน ”การเกษตร” อย่างสารปรับปรุงดิน ช่วยกักเก็บสารคีเลตจุลธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ทั้งธาตุหลักและธาตุรองเสริม ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างการพัฒนาไบโอชาร์เป็นตัวช่วยดักจับคาร์บอน หรือตัวกรองเพื่อการบำบัดน้ำ นอกจากนี้ ในด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างยังนำไบโอชาร์ไปใช้เป็นวัสดุก่อสร้างสีเขียว ทดแทนการใช้วัสดุอื่น โดยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ยังคงสมบัติของวัสดุก่อสร้างนั้นๆ ไบโอชาร์จะเป็นกลไกของ “ห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจสีเขียว” ให้ประเทศไทย โดยเชื่อมโยงเกษตรกร อุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐเข้าด้วยกัน ขับเคลื่อนประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และสร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน