“พิพัฒน์” เปิดตัว 3 ขุนพลภูมิใจไทย พื้นที่ประจวบฯ ส่งผู้ใหญ่บ้านคนดังเข้าชิงเขต2 รับศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69

“พิพัฒน์” เปิดตัว 3 ขุนพลภูมิใจไทย พื้นที่ประจวบฯ ส่งผู้ใหญ่บ้านคนดังเข้าชิงเขต2 รับศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69
 

18 ธ.ค.68 มีรายงานว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทยพื้นที่ภาคใต้ เดินหน้าขยายฐานเสียงลงพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. ทั้ง 3 เขตอย่างเป็นทางการ ชูนโยบายพูดแล้วทำ พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 69  โดยการเปิดโผ 3 ผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย เขต 1: นายสังคม แดงโชติ (ส.ส. ลูกหิน) อดีต ส.ส. เจ้าของพื้นที่เดิม 1 สมัย พร้อมลงป้องกันแชมป์ด้วยผลงานที่ประจักษ์ มุ่งดูแลพื้นที่ อ.เมืองประจวบฯ, อ.กุยบุรี, อ.สามร้อยยอด และ ต.ปากน้ำปราณ และพร้อมเปิดตัวผู้สมัครเขต 2: นายอำนวย สุดกระแสร์ (ผู้ใหญ่เปี๊ยก) ผู้ใหญ่บ้านคนดังขวัญใจชาวบ้านปราณบุรี ตัดใจถอดเครื่องแบบปกครอง ขออาสาขยับขึ้นมาดูแลระดับเขต ครอบคลุมพื้นที่ อ.หัวหิน  อ.ปราณบุรี ขณะที่เขต 3: นายพงษ์พันธ์ เผ่าประธาน (นายกเดียร์) นายกเทศมนตรีตำบลทับสะแก นักการเมืองท้องถิ่นฝีมือดีที่ตัดสินใจสวมเสื้อภูมิใจไทยลงชิงชัยในพื้นที่ ต.ห้วยทราย, อ.ทับสะแก, อ.บางสะพาน และ อ.บางสะพานน้อย

ทั้งนี้การขยับทัพของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถูกจับตามองว่าเป็น “บิ๊กแมตช์” ในพื้นที่ประจวบฯ เนื่องจากเป็นการผสมผสานระหว่างอดีต ส.ส. แชมป์เก่า และนักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานรากแข็งแกร่ง เสริมทัพด้วยผู้ใหญ่บ้านคนดังขวัญใจชาวบ้านปราณบุรี อย่างมั่นใจเชื่อว่าจะสามารถกวาดที่นั่งพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยเพื่อผลักดันนโยบายการพัฒนาภาคใต้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้อย่างแน่นอน

ขณะที่นายอำนวย สุดกระแสร์ ผู้ใหญ่เปี๊ยก ผู้ใหญ่บ้านคนดังขวัญใจชาวบ้านปราณบุรีเปิดเผยว่า  จากประสบการณ์ในการทำงานคลุกคลีกับพี่น้องประชาชนในฐานะ “ผู้ใหญ่บ้าน” มาอย่างยาวนาน ได้สัมผัสถึงปัญหาที่เป็นหัวใจสำคัญนั่นคือ “ช่องว่างระหว่างรัฐกับประชา ชน” บ่อยครั้งที่นโยบายจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง ทำให้เกิดความไม่เข้าใจและการทำงานที่ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน จนกรายเป็นปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่อาจไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจขออาสาเข้ามารับหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะเชื่อว่าประจวบฯ ต้องการคนที่เข้าใจปัญหาจากรากหญ้า และกล้าที่จะเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง 


นัครินทร์/รายงานข่าว

“ผู้กองมายด์” ตำรวจหญิงจราจรโคราช กับบทบาทจริงบนท้องถนน เสน่ห์จากความตั้งใจ และหัวใจของตำรวจยุคใหม่

นครราชสีมา – ท่ามกลางกระแสโซเชียลมีเดียที่มักหยิบยกภาพลักษณ์ “ตำรวจหญิงคนสวย” มาเป็นจุดสนใจ ชื่อของ ร.ต.อ.พัชรมณฑ์ ทองนำ หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “ผู้กองมายด์” รองสารวัตรจราจร สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา คือหนึ่งในนายตำรวจหญิงที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังรอยยิ้มและความน่าชื่นชมบนโลกออนไลน์ คือบทบาทหน้าที่ที่หนักหน่วงและความรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนนนับแสนคนในเมืองใหญ่แห่งอีสาน

บทบาทจริงของตำรวจจราจรหญิงในเมืองใหญ่

ผู้กองมายด์ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรองสารวัตรจราจร สภ.เมืองนครราชสีมา รับผิดชอบทั้งงานอำนวยการจราจร การป้องกันและลดอุบัติเหตุ รวมถึงการลงพื้นที่ภาคสนาม ดูแลความเรียบร้อยบนท้องถนนและให้บริการประชาชนในชีวิตประจำวัน
เธอเล่าว่า งานจราจรในเมืองใหญ่อย่างโคราชมีความท้าทายสูง ทั้งปริมาณรถที่หนาแน่น โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน รวมถึงพฤติกรรมผู้ขับขี่ที่หลากหลาย สิ่งสำคัญคือความอดทน การตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และการสื่อสารที่เข้าใจประชาชนควบคู่กันไป

ตำรวจหญิงกับภารกิจที่ต้องใช้ทั้งความเข้มแข็งและความอ่อนโยน

ในฐานะตำรวจหญิง งานภาคสนามย่อมต้องใช้ความรอบคอบเป็นพิเศษ ทั้งด้านความปลอดภัยและการจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ผู้กองมายด์มองว่านี่ไม่ใช่อุปสรรค กลับเป็นจุดแข็งที่สามารถใช้ความสุภาพ ความใจเย็น และการสื่อสารอย่างนุ่มนวลเข้ามาช่วยแก้ปัญหาหลายครั้ง เพียงการรับฟังด้วยความเข้าใจ ก็สามารถคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียด และทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือมากขึ้น

ขวัญใจโซเชียล กับความคาดหวังที่ต้องแบกรับ

กระแสในโลกออนไลน์ที่ทำให้เธอถูกยกให้เป็น “ตำรวจสวย ขวัญใจโซเชียล” ผู้กองมายด์มองในแง่บวกว่าเป็นกำลังใจในการทำงาน และเป็นโอกาสให้ประชาชนได้เห็นมุมการทำงานของตำรวจที่ใกล้ชิดมากขึ้น แม้จะยอมรับว่ามีความกดดันอยู่บ้าง เพราะต้องระมัดระวังทั้งการทำงานและการวางตัว แต่เธอก็ถือว่านี่คือแรงผลักดันให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด สมกับเครื่องแบบที่สวมใส่

โซเชียลมีเดีย เครื่องมือสร้างความเข้าใจ

สำหรับผู้กองมายด์ โซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่พื้นที่แสดงตัวตน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานของตำรวจจราจร ทั้งการแจ้งข่าวสภาพการจราจร เส้นทางเลี่ยง จุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และการให้ความรู้ด้านกฎหมายจราจร สิ่งที่เธออยากสื่อสารกับประชาชนมากที่สุด คือการใช้ถนนอย่างมีวินัย เคารพกฎจราจร และตระหนักถึงความปลอดภัย เพราะอุบัติเหตุสามารถป้องกันได้ หากทุกคนร่วมมือกัน

ภาพจราจรโคราช กับปัญหาที่ต้องร่วมแก้

ปัญหาที่พบได้บ่อยในเขตเมืองนครราชสีมา คือการจอดรถกีดขวางทาง การฝ่าฝืนสัญญาณไฟ และการขับขี่ด้วยความประมาท โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ ผู้กองมายด์ฝากถึงผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนว่า ขอให้เคารพกฎจราจร มีน้ำใจต่อกัน และไม่ประมาท เพราะความสูญเสียจากอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที

ตำรวจยุคใหม่ ในมุมมองของผู้กองมายด์

เธอให้นิยาม “ตำรวจยุคใหม่” ว่าคือผู้ที่ทำงานอย่างโปร่งใส ทันสมัย เข้าใจประชาชน และพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลง หัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่น คือความจริงใจ การปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรม และทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตำรวจอยู่เคียงข้างเขาอย่างแท้จริง

แรงบันดาลใจจากครอบครัว สู่เส้นทางชีวิตราชการ

แรงบันดาลใจในการเลือกอาชีพตำรวจของผู้กองมายด์ เริ่มต้นจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ที่อยากให้ลูกสาวมีอาชีพมั่นคง และเติบโตเป็นคนเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน เธอเองก็มีความตั้งใจอยากเป็นผู้ให้ อยากดูแลความปลอดภัยของสังคม หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอยืนยันว่าจะเลือกเส้นทางนี้เหมือนเดิม เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เลือกคือสิ่งที่ดีที่สุดในจังหวะชีวิตนั้น และทุกวันที่ได้ช่วยเหลือประชาชน คือความภูมิใจของชีวิตราชการ

ฝากถึงเยาวชนและผู้หญิงรุ่นใหม่

ผู้กองมายด์ฝากถึงเยาวชนและผู้หญิงที่ใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจว่า ขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง ความสามารถไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ แต่อยู่ที่ความตั้งใจและความรับผิดชอบ ตำรวจหญิงในยุคปัจจุบันต้องมีทั้งความเข้มแข็งทางจิตใจ วินัย ความเมตตา และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เพื่อก้าวให้ทันโลกและยืนหยัดในอาชีพอย่างภาคภูมิ


ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

เปิดภาพ บ้านเรือนเสียหายกว่า 60 หลัง จากเหตุปะทะชายแดน ย้ำประชาชนอย่าเพิ่งกลับพื้นที่ รอฟังประกาศทางการ

เปิดภาพ บ้านเรือนเสียหายกว่า 60 หลังจากเหตุปะทะชายแดน ย้ำประชาชนอย่าเพิ่งกลับพื้นที่ รอฟังประกาศทางการ

วันนี้ 19 ธันวาคม 2568 ได้รับรายงานจาก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จากสถาน การณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ล่าสุดฝ่ายปกครองลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย เพื่อเตรียมการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งภายใต้การอำนวยการของ จ่าเอกสมควร สิงห์คำ นายอำเภอกันทรลักษ์ ได้มอบหมายให้ นายจำนงค์ ยอดย้อย ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง ลงพื้นที่ตรวจสอบหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ผลการสำรวจเบื้องต้นพบว่า ในพื้นที่ ตำบลภูผาหมอก หมู่ที่ 4 มีบ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 1 หลัง และเสียหายบางส่วน 5 หลัง รวม 6 หลัง

ขณะที่ ตำบลเสาธงชัย ได้รับผลกระทบหนักในหลายหมู่บ้าน หมู่ที่ 1 เสียหายทั้งหลัง 7 หลัง และเสียหายบางส่วน 30 หลัง หมู่ที่ 4 เสียหายทั้งหลัง 1 หลัง และเสียหายบางส่วน 19 หลัง หมู่ที่ 6 เสียหายบางส่วน 2 หลัง และหมู่ที่ 12 เสียหายบางส่วน 1 หลัง รวมความเสียหายทั้งหมดในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 9 หลัง และเสียหายบางส่วน 57 หลัง รวมกว่า 60 หลังคาเรือน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก

ทั้งนี้ ทางอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ขอแจ้งเตือนประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ให้ ยังไม่เดินทางกลับเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด เนื่องจากสถานการณ์ยังต้องเฝ้าระวังด้านความปลอดภัย พร้อมขอให้ติดตามและรับฟังข้อมูลข่าวสาร คำแนะนำ และประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์และวางแผนให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นสำคัญ และจะมีการแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไปผ่านช่องทางของทางราชการ


ขอบพระคุณทีมข่าวสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ รายงาน

ทหาร ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ รวบแรงงานเถื่อนกลางป่า 43 ชีวิต ค่าหัว 2 หมื่น แลกทำงานมาเลเซีย

ทหาร ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ รวบแรงงานเถื่อนกลางป่า 43 ชีวิต ค่าหัว 2 หมื่น แลกทำงานมาเลเซีย

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 พลตรี ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ในฐานะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ บูรณาการกับ นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากชุดปฏิบัติการข่าวในพื้นที่ ว่าจะมีการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนมากในพื้นที่ชายแดน จ.กาญจนบุรี เข้ามายังพื้นที่ตอนใน

จึงสั่งการให้ พันเอก พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 ในฐานะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย พันเอก ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า จัดกำลังพลร่วมกับ กองร้อยตำรวจตระเวนชาย แดนที่ 134, สถานีตำรวจภูธรสังขละบุรี, และฝ่ายปกครองอำเภอสังขละบุรี ร่วมกันลาดตระเวนซุ่มเฝ้าตรวจในพื้นที่ที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว

ต่อมาเวลา 08.30 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงร่วมกันลาดตระเวนซุ่มเฝ้าตรวจ สังเกตพบบุคคลลักษณะคล้ายต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนมาก หลบซ่อนตัวอยู่บริเวณชายเขา บ้านยางขาว ม.4 ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จึงได้นำกำลังเข้าทำการตรวจสอบ พบกลุ่มบุคคลต่างด้าวผิดกฎหมายสัญชาติเมียนมา จำนวน 43 คน (ชาย 34 คน, หญิง 9 คน) ซึ่งทั้งหมดไม่สามารถสื่อสารภาษาไทย และไม่มีเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้ทั้งหมด

จากการซักถามผ่านล่าม ทราบว่า บุคคลต่างด้าวผิดกฎหมายทั้งหมด เดินทางมาจาก เมืองพญาตองซู ประเทศเมียนมา ลักลอบเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ บ้านบ่อญี่ปุ่น อ.สังขละบุรี หลังจากนั้นใช้เส้นทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางน้ำ เลี่ยงจุดตรวจจุดสกัดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยทั้งหมดให้การสารภาพว่าต้องการลักลอบหลบหนีเข้ามายังประเทศไทยและผ่านไปทำงานในประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะจ่ายค่าจ้างให้กับนายหน้าที่จัดหาแรงงานจำนวนคนละ 20,000 บาทต่อคน โดยจะเสียค่าใช้จ่ายเมื่อถึงปลายทางแล้ว แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้จัดทำข้อมูลประวัติ และควบคุมตัวผู้กระทำความผิดทั้งหมดพร้อมของกลาง ส่ง สภ.สังขละบุรี เพื่อขยายผลการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


#/// กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

องคมนตรี ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ม.ราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปี 2568 ณ ม.ราชภัฏนครปฐม

องคมนตรี ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปี 2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฎเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปี 2568 ณ ห้องประชุม อาคารสิริวรปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โดยมีนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย รองเจ้ากรมการสัตว์ทหารบก รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ผู้แทนนายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก บุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ร่วมให้การต้อนรับ

ในการนี้ องคมนตรี รับฟังรายงานผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปี 2568 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม อีกทั้งผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระบรมราโชบายด้านการพัฒนาท้องถิ่นและยกระดับคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั้ง 5 คณะ ตลอดจนการขับเคลื่อนกิจการนักศึกษาของมหาวิทยา ลัย รับฟังข้อเสนอแนะในการพัฒนาการเรียนการสอนและการพัฒนาท้องถิ่นแก่ชุมชนในพื้นที่บริการของมหาวิทยาลัย ได้แก่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดสมุทร สาครให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งพบผู้นำนักศึกษา ประธานสภานักศึกษา นายกองค์ การนักศึกษา และนายกสโมสรแต่ละคณะ

จากนั้นในช่วงบ่าย องคมนตรี พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หมู่บ้านสุขสบาย ตำบลลำเหย อำเภอตอนตูม จังหวัดนครปฐม โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย ไปใช้ประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และพัฒนาท้องถิ่นอย่างยังยืน

โดยบูรณาการการทำงานใน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก กิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการจุลินทรีย์และสารสกัดจากพืชเพื่อการผลิตกระชายแบบชีววิธี เพื่อแก้ปัญหาโรครากเน่า ณ พื้นที่ตำบลลำเหย 2. ด้านการศึกษา ดำเนินโครงการพัฒนาผู้บริหาร ครูประจำการ ครูพี่เลี้ยงศิษย์เก่า โรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูให้เป็นนวัตกรทางการศึกษาตามสมรรถนะ PTRU MODEL เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ณ โรงเรียนวัดไผ่ล้อม อำเภอเมืองนครปฐม 3. ด้านสังคม ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก : การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการจัดตั้งและส่งเสริมการดำเนินงานโรงเรียนผู้สูงอายุ นำไปสู่การพัฒนาด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุ ณ พื้นที่ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม และ 4. ด้านสิ่งแวดล้อม ดำเนินโครงการการเตรียมการเพื่อเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน : การประเมินการกักเก็บคาร์บอนในต้นไม้ เพื่อสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในชุมชน ณ พื้นที่ชุมชนชนสุขสบาย

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มีความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่นในชุมชนเขตพื้นที่บริการ ได้แก่ จังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และสมุทรสาคร เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินงานร่วมกับส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อพัฒนาศักยภาพประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม อันเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างต่อเนื่อง


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ชี้แจงกรณีลูกเสือโคร่งที่ตรวจยึดได้ ไม่ใช้ค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ คาดได้รับข้อมูลจาก บุลคลที่ 3 ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง

มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ชี้แจงลูกเสือโคร่งที่ตรวจยึดได้ ไม่ใช้ค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ คาดได้รับข้อมูลจากบุลคลที่3ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง

จากกรณีเพจเฟสบุ๊ค ได้โพส์ข้อความว่า ผมเพิ่งพบรายงานเหตุ การณ์ลักลอบนำเข้าเสือโคร่ง เพศเมีย อายุ 1 ปี ข้ามจากฝั่งพม่า บริเวณฐานปฏิบัติการหกพันไร่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี แต่กลับมีสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้นตามมาด้วยพฤติกรรมของเหตุการณ์ มีรายงานว่าพบชาวต่างชาติรายหนึ่ง มีชื่อเป็นเจ้าของมูลนิธิเกี่ยวกับสัตว์ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี เกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้าสัตว์ครั้งนี้

ล่าสุดช่วงเย็นวันนี้ 18 ธ.ค. นายเอ็ดวิน วีค ที่ปรึกษาคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า จ.เพชรบุรี ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในวันเกิดเหตุเป็นวันที่ 16 ธันวาคมช่วงเย็น ได้มีทหารกะเหรี่ยง knu ประสานเข้ามาแจ้งว่าต้องการให้ทางมูลนิธิฯ ช่วยเหลือลูกเสือจำนวน 1 ตัว จนตนทราบว่ากะเหรี่ยง knu มาถึงพื้นที่จริงในวันนั้น จึงเดินทางไปดูในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ในวันที่ 17 ธ.ค.ช่วงเช้า จึงเดินทางไปถึงใกล้สถานที่ที่นัดกันไว้ ติดกับชายแดนมากเกินไป ก่อนที่ตนจะแจ้งว่าให้ย้ายจุดมาพบกันที่ใกล้กับฐานปฏิบัติการหกพันไร่ของเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ จากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงรถของกะเหรี่ยง knu ได้ขับเข้ามาถึงจุดใกล้ฐานทหาร โดยที่บริเวณท้ายกระบะมีเสือมาด้วย 1 ตัวอยู่ในกรง ตนจึงเข้าไปดูตรวจสอบอาการพบว่าเสือตัวดังกล่าว ไม่มีอาการป่วยและไม่มีอันตรายใดๆ ถึงชีวิต แต่เสือต้องมีเอกสารแต่กะเหรี่ยง knu ไม่มีเอกสารมาแสดง ตนจึงประสานเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของทหาร กรมการปกครองในพื้นที่ เจ้าหน้าที่กรมอุทยาน เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเจ้าหน้าที่ด่านไซเตส ให้มาร่วมตรวจสอบเสือตัวดังกล่าวด้วย ก่อนที่เจ้าหน้าที่ขอให้เราช่วยนำเสือออกจากกรงเพราะว่าไม่ปลอดภัย กรงเป็นสังกะสีบางๆและมีรู ก่อนทำการย้ายใส่กรงของมูลนิธิและเคลื่อนย้ายเสือไปที่ด่าน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการจดบันทึกตรวจยึดเสือตัวดังกล่าว

ซึ่งเสือตัวนี้ทหารกะเหรี่ยง knu ได้นำเสือตัวนี้ขึ้นรถกระบะและขับเข้ามาในประเทศไทยเอง พอมาถึงพื้นที่ตนยังไม่ได้เปลี่ยนถ่ายเสือขึ้นรถของมูลนิธิจากนั้นประมาณอีกครึ่งชั่วโมงทางทหารกะเหรี่ยง knu ตัดสินใจว่าจะต้องรีบกลับเพราะ เขาเป็นทหารกะเหรี่ยงknu ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยได้ ซึ่งเรื่องระบบนี้ตนเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเราจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตรวจสอบก่อนตนไม่กล้ารับเสือเลย ซึ่งตนทำในพื้นที่ที่ชัดเจนมีเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่เพื่อเป็นพยานและเห็นเหตุการณ์จริงๆ ตนยังบอกเจ้าหน้าที่มูลนิธิทุกคนห้ามข้ามไปฝั่งนู้นเด็ดขาดเพราะว่าเราไม่มีเอกสารที่ได้รับอนุญาต หลังจากมีกระแสข่าวออกมา ตนทราบเรื่องรู้สึกว่าเป็นข่าวเท็จเป็นข่าวที่ไม่ถูกต้อง ตนคิดว่าน่าจะได้รับข้อมูลจากบุคคลที่ 3 ที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์จริงๆ

สำหรับมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่าก่อตั้งมาเมื่อ 25 ปีที่แล้ว มีหน้าที่ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่โดนทำร้าย โดนอุบัติเหตุ หรือถูกทิ้ง. และให้ความรู้เด็กๆเยาวชนในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม. การดูแลสัตว์ป่าที่ไม่สามารถกลับคืนสู่ป่าได้ หรือสัตว์ป่าที่ต้องรอเคลื่อนย้ายไปที่อื่นต่อเพื่อช่วยชีวิตสัตว์ป่า ปัจจุบันมูลนิธิมีเสือโคร่งในความดูแลอยู่จำนวน 21 ตัว ที่ได้มาจากสวนสัตว์แห่งหนึ่งที่จังหวัดมุกดาหาร และสวนสัตว์ที่ปิดตัวแล้วที่จังหวัดภูเก็ต นอกจากนั้นยังมีสัตว์ อีกประมาณ 800 ชีวิต ที่ทำมูลนิธิให้การดูแลช่วยเหลืออยู่


บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี

อดีตรักษาการผกก.บางสะพาน เสียดายไม่ได้สานต่อโรงพักกำเนิด ส่วนชาวบ้านเสียดายคนทำงานเพื่อประชาชนไม่ได้ดี

ประจวบคีรีขันธ์ _ อดีตรักษาการผกก.บางสะพาน เสียดายไม่ได้สานต่อโรงพักกำเนิด ส่วนชาวบ้านเสียดายคนทำงานเพื่อประชาชนไม่ได้ดี

วันที่ 18 ธ.ค.68 จากการเปิดเผยของ พ.ต.อ. พสิษฐ์ ก้อนสิน ว่าในระหว่างที่ตนเองได้มารักษาราชการแทนผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางสะพาน เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2568 ได้มีแนวคิดฟื้นฟูโรงพักกำเนิดนพคุณ ซึ่งเป็นที่ทำการเดิม เคยให้บริการประชาชน ต.แม่รำพึง ต.พงศ์ประศาสน์ ต.กำเนิดนพคุณ และใกล้เคียง เพื่อบริการให้ประชาชนได้รับความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหาย หลักฐาน ฯลฯ รวมทั้งเพื่อความรวดเร็วทันเหตุการณ์ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม บรรเทาความเดือดร้อนและแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างทันท่วงที ได้ดำเนินการต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อม การปรับภูมิทัศน์ด้านหน้าสถานีรถไฟบางสะพานใหญ่ ให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจ เกิดความปลอดภัยในการนำรถไปจอดรอรับญาติ หรือแม้กระทั่งจอดรถไว้แล้วโดยสารรถไฟไปทำธุระ โดยไม่ต้องกลัวว่าทรัพย์สินจะสูญหาย การปรับปรุงโครงสร้างตัวอาคารที่ชำรุด ตกแต่ง เพื่อให้เกิดความพร้อมและสง่างาม ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เพื่อรองรับการเปิดดำเนินการในอนาคต

โดยนอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการฟื้นฟูปรับปรุง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ อนุรักษ์ไว้เป็นโบราณสถาน ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้แหล่งกำเนิดของชาวบางสะพาน วัฒนธรรม ขนบประเพณีดั้งเดิม เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศึกษาและอนุรักษ์ เพื่อเป็นแลนด์มาร์คของอำเภอบางสะพาน โดยมีแนวคิดจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต และอื่นๆ ในทุกมิติไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ การดำเนินการได้รับความอนุเคราะห์จากผู้มีจิตศรัทธาหลายๆภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนายกณรงค์ พลายน้อย นายวสันต์ ปลอดโปร่ง และอีกหลายท่านที่ไม่ได้กล่าวถึง ในการบูรณาการร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรถแบ็คโฮ รถไถ ระบบไฟ และอื่นๆ โดยงบประมาณบางส่วนได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ท่าเรือบางสะพาน จำนวน 20,000 บาท โดยโครงการทั้งหมดดำเนินการไปได้ประมาณ 80 % ก่อนหมดวาระรักษาราชการแทน มีคำสั่งการแต่งตั้งท่านอื่นมาดำรงตำแหน่ง

พ.ต.อ.พสิษฐ์ กล่าวอีกว่า “ผมไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางสะพาน จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จ ไม่สามารถให้บริการประชาชน ตามที่ได้ตั้งใจและดำเนินการโครงการดังกล่าวไว้ ต้องกราบขอโทษต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวบางสะพาน ที่เคารพรักทุกท่าน มา ณ โอกาสนี้ ครับ หากมีสิ่งใดที่เป็นการล่วงเกินอะไร ก็กราบขออภัยครับ และหากมีอะไรให้ผมได้รับใช้ หรือให้คำปรึกษาอะไร ก็เรียกใช้ได้ตลอดเวลา” พ.ต.อ.พสิษฐ์ กล่าว

ด้าน นายสานิตย์ เมฆเจริญ อายุ 84 ปี ชาว ต.พงศ์ประศาสน์ อ.บางสะพาน กล่าวว่า เสียดายโครงการดีๆที่ผกก.ท่านนี้ทำไว้จากโรงพักที่รกร้าง อาคาร บ้านพัก ทรุดโทรมจนกลับมามีสภาพเกือบสมบูรณ์ จนชาวบ้าน 3 ตำบล เชื่อว่าโรงพักแห่งนี้ต้องกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมแต่แล้วเหมือนฟ้าผ่ากลางแดดเมื่อคำสั่งโยกย้ายแต่งตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติล่าสุดไม่มีชื่อของ พ.ต.อ.พสิษฐ์ ก้อนสิน ที่ทำงานเพื่อประชาชนและองค์กรตำรวจ มาดำรงตำแหน่งที่ สภ.บางสะพาน


ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0649646443

สมาคมผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ภูมิภาค เข้าแสดงความยินดีกับผู้ว่าฯ ลพบุรีคนใหม่

สมาคมผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ภูมิภาค เข้าแสดงความยินดีกับผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีคนใหม่

ลพบุรี – สมาคมผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ภูมิภาค นำโดย ดร.ประยุทธ์ คงเฉลิมวัฒน์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกในพื้นที่จังหวัดลพบุรี เข้าพบเพื่อแสดงความยินดีกับ นายวีรพงศ์ ฤิทธิ์รอด ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี หลังได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายจากตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีอย่างเป็นทางการ

ในการเข้าพบครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสำคัญด้าน การสื่อสารข่าวสารของจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะบทบาทของสื่อมวลชนในพื้นที่ ในการถ่าย ทอดนโยบาย การดำเนินงาน และภารกิจของหน่วยงานภาครัฐไปสู่ประชาชนอย่างถูกต้อง ชัดเจน และรอบด้าน

นายวีรพงศ์ ฤิทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้กล่าวขอบคุณคณะผู้บริหารและสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวฯ พร้อมระบุว่า สื่อมวลชนถือเป็นกระบอกเสียงสำคัญของภาครัฐ และเป็นกลไกที่มีพลังในการช่วยให้การทำงานของราชการเกิดผลสัมฤทธิ์ เนื่องจากสามารถทำให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมกับการดำเนินนโยบายและภารกิจด้านต่าง ๆ ของจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กระบอกเสียงของสื่อมวลชนในจังหวัดลพบุรี ถือเป็นกระบอกเสียงที่ “ดังและทรงพลัง” ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการทำงานของภาครัฐกับประชาชน อันจะนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ขณะเดียวกัน สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวฯ ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอในประเด็นปัญหาและแนวทางการพัฒนาจังหวัดลพบุรีในหลายด้าน อาทิ ความปลอดภัยบนท้องถนนและการลดอุบัติเหตุทางถนน, การจัดการปัญหาอุบัติเหตุในพื้นที่เสี่ยง, ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม, รวมถึงแนวคิดในการ ร่วมมือกันปลูกป่า ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และดูแลพื้นที่สีเขียวของจังหวัดลพบุรี

ทั้งนี้ บรรยากาศการพบปะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาครัฐและสื่อมวลชนในพื้นที่ ซึ่งต่างเห็นพ้องกันว่า การทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และมีเป้าหมายเดียวกัน จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดลพบุรีให้ก้าวหน้า และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง


องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และสมาคมแม่บ้านฯ ร่วมออกร้านงานกาชาด ประจำปี 2568

องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และสมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ได้ร่วมออกร้านในงานกาชาด ประจำปี 2568 ณ บริเวณสวนลุมพินี ประตู 3 ถนนพระรามที่ 4 กรุง เทพมหานคร โดยภายในร้านได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การเล่นเสี่ยงโชคโดยวิธีสอยกัลป พฤกษ์ (สอยดาว), การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าฝีมือทหารผ่านศึกและครอบ ครัว จากร้าน POPPY memorandum รวมทั้งการจัดนิทรรศการประมวลภาพพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ และทหารผ่านศึก

#wvothailand honortheheroes #องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก #สมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก #ทหารผ่านศึก #งานกาชาด #กาชาดประจำปี2568 � #RedCrossFair2025


ทางด่วนงามวงศ์วานจาก “ลอยฟ้า-ใต้ดิน-บนดิน” จะได้สร้างมั้ย?

เมื่อเร็วๆ นี้ทางด่วนงามวงศ์วานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางด่วนขั้นที่ 3 กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) มีมติอนุมัติให้ใช้สะพานพงษ์เพชร-ถนนงามวงศ์วาน-อุโมงค์เกษตร เป็นเส้นทางของทางด่วนสายนี้

ความจริงคือการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ศึกษาโครงการก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 3 มาตั้งแต่ปี 2528 เพื่อแก้ปัญหาจราจรแนวตะวันตก-ตะวันออก บนถนนรัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน-ประเสริฐมนูกิจ (หรือถนนเกษตร-นวมินทร์) เดิมตั้งใจจะสร้างเป็น “ทางด่วนยกระดับตลอดสาย” แต่รัฐบาลหลายรัฐบาลที่ผ่านมาจัดลำดับให้โครงการนี้อยู่ “ท้ายคิว” ทั้งๆ ที่ กทพ.ได้ก่อสร้างตอม่อรองรับทางด่วนไว้พร้อมกับการก่อสร้างถนนประเสริฐมนูกิจโดยกรมทางหลวงในช่วงปี 2539-2541 เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น หลังจากกรมทางหลวงสร้างถนนประเสริฐมนูกิจเสร็จ กทพ.ก็ต้องขุดเจาะถนนเพื่อทำตอม่อ จะก่อให้รถติด สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน

1. แผนลอยฟ้าไม่ผ่าน… แผนใต้ดินก็ต้องพับฃ

ในปี 2565-2567 กทพ.พยายามแก้เกมจากการถูกคัดค้านการก่อสร้างทางด่วนลอยฟ้าที่ผ่านด้านข้างของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเปลี่ยนรูปแบบเป็นทางด่วนใต้ดิน เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ซึ่งทำให้ค่าก่อสร้างและค่าซ่อมบำรุงรักษาแพงกว่าทางด่วนลอยฟ้ามากแต่อย่างไรก็ตาม ในปลายปี 2567 แผนการก่อสร้างทางด่วนใต้ดินสายแรกของไทย ซึ่งลึกถึง 48.5 เมตร หรือเท่ากับตึกสูง 16 ชั้น ถูก “เบรก” เมื่อประเมินแล้วว่าไม่คุ้มทุน ส่วนตัวผมเห็นว่าเป็นข่าวดี เพราะอุโมงค์ลึกขนาดนั้น… แถมเป็นอุโมงค์ 2 ชั้น ย่อมมีความเสี่ยงทั้งเรื่องอากาศเสีย ไฟไหม้ อุบัติเหตุจราจร และน้ำท่วม หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจะอพยพผู้ใช้ทางด่วนโดยเฉพาะเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนป่วยออกจากอุโมงค์ได้ยากมาก

2. ลอยฟ้าไม่ได้ ใต้ดินไม่ได้ หันมาสร้าง “บนดิน”?

เมื่อก่อสร้างทางด่วนลอยฟ้าก็ไม่ได้ ทางด่วนใต้ดินก็ไม่ได้ ล่าสุด กทพ.เสนอแนวคิดใหม่คือก่อสร้างทางด่วนช่วงแยกพงษ์เพชร-แยกเกษตร เป็นทางด่วนบนดิน (ระดับดิน) โดยจะใช้ผิวจราจรบนถนนงามวงศ์วาน 4 ช่องจราจร จากทั้งหมด 8 ช่องจราจร รวมทั้งสะพานพงษ์เพชร สะพานบางเขน และอุโมงค์เกษตร มาทำเป็นทางด่วนผมไม่ทราบว่าแนวคิดนี้มาจากใคร? แต่ผลลัพธ์ชัดเจนมาก… งามวงศ์วานจะเป็นอัมพาตทันที เพราะทุกคนรู้ว่าเมื่อผิวจราจรครึ่งหนึ่งถูกแย่งไปทำทางด่วน รถที่ติดอยู่แล้วจะติดหนักขึ้นอย่าง “สาหัสสากรรจ์” ทั้งรถส่วนตัว และรถเมล์ที่มีอยู่กว่า 10 สาย และที่สำคัญ การทำเช่นนี้เป็นการ “รังแก” ผู้ใช้รถใช้ถนนบนถนนงามวงศ์วานที่ต้องเผชิญรถติดอย่างหนักอยู่แล้ว ยังถูก “บังคับ” ให้จ่ายเงินเข้าใช้ทางด่วน ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกทำแบบนี้

3. อุโมงค์เกษตร… จุดเสี่ยงที่สุดถ้าถูกปรับเป็น “ทางด่วน”

อุโมงค์เกษตรถูกออกแบบเป็น “อุโมงค์ทางลอดความเร็วต่ำ-ปานกลาง” ไม่ได้ออกแบบสำหรับรถวิ่งกว่า 80-100 กม./ชม. แบบทางด่วนการนำอุโมงค์ที่มีรัศมีโค้งแคบมากมาใช้เป็นทางด่วน จะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งการชนท้ายและรถเสียหลักถูกเหวี่ยงออกนอกโค้ง เสียการทรงตัว เสี่ยงต่อการพลิกคว่ำ หรือออกนอกเลนอย่างเลี่ยงไม่ได้

4. ทางออกที่ดีคือ “รถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล”

กรณี กทพ.ไม่สามารถสร้างทางด่วนลอยฟ้าได้ ถ้าต้องการแก้รถติดบนถนนงามวงศ์วาน และถนนประเสริฐมนูกิจอย่างยั่งยืน กระทรวงคมนาคมควรเร่งเดินหน้ารถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล เชื่อมแครายกับลำสาลี ระยะทาง 22 กม. ซึ่งผม (ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์) เป็นผู้เสนอไว้ตั้งแต่ปี 2556 ในขณะเป็น ส.ส. และได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลในขณะนั้น โดยได้บรรจุเส้นทางไว้ในแผนแม่บทรถไฟฟ้ารถไฟฟ้าคือคำตอบที่ถูกต้องกว่า ปลอดภัยกว่า และไม่เบียดเบียนผิวจราจรประชาชน

5. ฟันธงว่า “ไม่ได้สร้าง”

ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีนักการเมืองคนไหนจะกล้าสั่งให้ กทพ.สร้างทางด่วนบนดินช่วงสะพานพงษ์เพชร-อุโมงค์เกษตรแน่นอน เพราะผลกระทบหนักเกินกว่าประโยชน์ที่จะได้ และจะสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนอย่างมหาศาล

ใครจะกล้า?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์