“บิ๊กอู๊ด” นำทีม ส่งมอบความห่วงใย ให้บ้านอุบลฮักแพง

         วันนี้​ วัน​จันทร์​ที่ 16 ก.ย.62 เวลา 09.30 น. : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบก.ตม.2, พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รองผบก. ตม.5, พ.ต.อ.ไพฑูรย์ กุลัตถ์นาม รองผบก.กฝ. ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.มานะ นาคทั่ง รองผบก. ภ.จว.นครศรีธรรมราช ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.ธนิสร แสงท่านั่ง ผกก.ตม.จ.อุบลราชธานี และคณะหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูงรุ่นที่ 6 นำตำรวจจิตอาสาสังกัด สตม.ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ตม.จ.อุบลราชธานี

         เดินทางร่วมกันไปมอบเครื่องอุปโภค บริโภค ของใช้ที่จำเป็น ให้กับผู้พิการทางสมอง ที่ถูกทอดทิ้ง ไม่มีที่พักอาศัย ขาดผู้อุปการะดูแล หรือไม่สามารถอยู่กับครอบครัวได้รวมทั้งสิ้น 119 คน ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านอุบลฮักแพง สังกัดกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ. อุบล ราชธานี โดยมีนางบุญสิตา กันพูล ผู้ปกครองสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านอุบลฮักแพง และคณะ ให้การต้อนรับ

          บ้านอุบลฮักแพง ได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2553 โดยมีภารกิจในการดูแลคนพิการ ทั้งชายและหญิง ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ปัจจุบันมีคนพิการเพศชาย 57 คน เพศหญิง 62 คน รวมทั้งสิ้น 119 คน โดยมุ่งหวังในการส่งเสริมและพัฒนา ให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และพัฒนาไปถึงการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในบ้าน และมากไปกว่านั้น คือการได้ช่วยเหลือแบ่งปันต่อสังคมต่อไปเมื่อมีโอกาสด้วย

          ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.สมพงษ์ฯ และคณะ ได้เยี่ยมชมห้องอาชีวบำบัด ของสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านอุบลฮักแพง เป็นห้องฝึกอาชีพผู้พิการ และช่วยอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากผู้พิการ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ มุ่งหวังในการส่งเสริมและพัฒนา ให้คนพิการมีความสุข มีรอยยิ้ม อันเป็นการส่งมอบความสุข และเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ จากใจตำรวจไทยให้กับผู้ด้อยโอกาสด้วย

          ทั้งนี้​ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยการสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชา ชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงได้เน้นย้ำให้ข้าราชการตำรวจทุกหน่วย ทำเพื่อประชา ชน และสังคมโดยรวม ด้วยการแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การมีจิตอาสา การเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน


Cr.ทีมงาน​ประชา​สัมพันธ์​ ตชด.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

อุบลราชธานี-ตชด.ออกปฏิบัติภารกิจให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทุกวันต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ตชด.ออกปฏิบัติภารกิจให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทุกวัน โดยเริ่มปฏิบัติตั้งแต่​ วันที่​ 3​ ก.ย.62​ เป็นต้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

         พ.ต.อ.ชัยรัตน์ อู่พิทักษ์​ ผกก.3 บก.กฝ.บช.ตชด. มอบหมายให้ ชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย จำนวน 2​ ชุด นำโดยร.ต.อ.ไพศาล ทบธรรม ผบมวฯ​ (หน.ชุดที่​ 1) ร.ต.อ.สมัย​ มรุสิทธิ์​ (หน.ชุดที่​ 2) พร้อมกำลังพลในสังกัด​ และผู้รับการฝึกหลักสูตรนักเรียนนายสิบตำรวจที่ฝึกหัดปฏิบัติราชการจำนวน​ 20 นายออกปฏิบัติภารกิจให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอุทกภัยทุกวัน โดยเริ่มปฏิบัติตั้งแต่​ วันที่​ 3​ ก.ย.62​ เป็นต้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน​ 5​ อำเภอได้แก่​ อ.ม่วงสามสิบ, อ.เชื่องใน, อ.วารินชำราบ, อ.พิบูลมังสาหาร​และ​ อ.เมืองอุบลราชธานี


สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน

กลุ่มชาวพุทธฯ​ ถอนแจ้งความ อ.เฉลิมชัย อ.เดชา และศิลปินวาดพระพุทธรูปอุลตร้าแมน

         วันนี้ วัน​จันทร์​ที่​ 16 ก.ย.62​ เวลา 10.45 น.ที่กองบังคับการ​ปราบปราม : นายจรูญ วรรณกสิณานนท์ และนายพงศ์นรินทร์ อมรรัตนา พร้อมกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน เข้าพบ ร.ต.อ.สุนทร ทองมณี รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ป.เพื่อถอนแจ้งความกลุ่มบุคคลที่เกี่ยว ข้องกับภาพวาดพระพุทธรูปอุลตร้าแมน ซึ่งเคยแจ้งความดำเนินคดี 5 คนคือ นางสาวศุภรัตน์ ชัยจังหรีด นักศึกษาที่วาดภาพ,นายวีรยุทธ ไม่ทราบนามสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาของนางสาวศุภรัตน์ฯ,นางสาวปพิชญา ณ นครพนม ผอ.ห้างเทอมินอล 21 จ.นครราชสีมา,นายเฉลิมชัยโฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดังที่ออกมาสนับสนุนว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ และนายเดชา กิติวิทยานันท์ ทนายความ ที่เคยเปิดเผยสู่สาธารณชนว่ากระกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิด โดยแจ้งความดำเนินคดีฐานความผิดตามประมวลกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร 2560 มาตรา 67 ว่ารัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 11 ก.ย.62​ ที่ผ่านมา พร้อมแจ้งความกับกลุ่มบุคคลอื่นเพิ่มเติม

         นายจรูญฯ กล่าวว่า หลังเกิดเรื่องทั้งหมดจนถึงขั้นฟ้องร้องดำเนินคดีในความผิดฐานดูหมิ่นพระพุทธศาสนา เมื่อทางกลุ่มได้ค้นหาข้อมูลจนพบสิ่งผิดปกติหลายอย่างเกี่ยวกับภาพดังกล่าว ว่ามีลักษณะคล้ายจะซ่อนรหัสลับบางอย่างมากกว่าที่ภาพศิลปะปกติจะมี และยังเชื่อว่ามีการกระทำเป็นขบวนการซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ให้เป็นหน้าที่ตำรวจดำเนินการ จึงได้ถอนฟ้องผู้ไม่เกี่ยวข้องได้แก่ น.ส.ศุภรัตน์ ชัยจังหรีดน.ส.ปพิชญา ณ นครพนม, นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์​ และ นายเดชา กิติวิทยานันท์ เพราะเชื่อได้ว่าบุคคลทั้ง 4 เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น และเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีผู้ให้การสนับสนุนให้มีการจัดงานแสดงรูปภาพอีกหลายคน ซึ่งวันนี้ก็ได้แจ้งความเพิ่มกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งต้องให้ตำรวจดำเนินการสอบสวนต่อไป และเชื่อว่ามีรหัสลับในภาพที่อาจบ่งบอกบางอย่าง

          นายจรูญฯ กล่าวต่อว่า ทางกลุ่มจะแจ้งความกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มอย่างน้อย 2 คน เนื่องจากภาพดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องลิขสิทธิ์อุลตร้าแมน เพื่อสอบถามว่ารู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้หรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบแล้วจึงจะดำเนินการต่อไป “ทางกลุ่มยืนยันว่าจะเดินหน้าในเรื่องนี้จนถึงที่สุด ไม่เช่นนั้นต่อไปอาจจะมีรูปภาพสัตว์ต่างๆ ที่มีเศียรเป็นพระพุทธรูป หรือมีตัวเป็นพระพุทธรูปแต่ศีรษะเป็นสัตว์ โดยอ้างว่าศิลปะสร้างสรรค์ได้” นายจรูญฯ กล่าว

          นายจรูญฯ กล่าวอีกว่า จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทางกลุ่มขอน้อมรับกับคำวิพากย์วิจารณ์ต่างๆ และขออภัยที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องตกใจบ้าง ทั้งนี้ก็ขอขอบคุณ อ.เฉลิมชัย และทนายเดชา เพราะหากไม่มีบุคคลทั้งสอง พวกผมก็ไม่ออกมาเรียกร้องจนได้พบปัญหาที่แท้จริงอย่างรวดเร็ว

เบื้องต้น ร.ต.อ.สุนทร รับเรื่องไว้ ก่อนเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป


Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

พัฒนาอาสาสมัคร มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง ช่วยเหลือผู้เจ็บปวยฉุกเฉิน​ อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐาน ลดความสูญเสียจากการเสียชีวิตและพิการ

          วันนี้​ วัน​จันทร์​ที่ 16 กันยายน 2562 เวลา​ 14.00​ น.​ ณ โรงพยาบาลหัวเฉียว​ : ดร.วิเชียร​ เตชะไพบูลย์ ประธาน​มูลนิธิ​ป่อเต็กตึ้ง เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ให้กับอาสาสมัครของมูลนิธิฯ ที่ผ่านการฝึกอบรม​ หลักสูตรการปฐมพยาบาล​ และช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่ามูลนิธิป่อเต็กตั้ง​ เป็นองค์กรการกุศลเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร ดำเนินงานสาธารณกุศล​ และงานบรรเทาสาธารณภัย​ ต่างๆ ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์บำรุงสุขแก่เพื่อนมนุษย์ทุกชนชั้น ทุกศาสนาตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ และตาย​ ไม่เลือกเพศ และวัย ตลอดรวมทั้งด้านการศึกษา

         ปัจจุบันมูลนิธิฯ มีหน่วยงานในเครือข่ายประกอบด้วยโรงพยาบาลหัวเฉียว, มหา วิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และคลินิกการประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว โดยมีอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง ผู้มีจิตอาสาช่วยเหลือสังคมเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งในงานช่วยเหลือสังคมต่างๆ​ มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง ตระหนักถึงความสำคัญของอาสาสมัครมูลนิธิ​ฯในการเข้าช่วยเหลือ​ ผู้ประสบภัยในเบื้องต้นจึงได้มอบหมายให้โรงพยาบาลหัวเฉียว

          ซึ่งเป็นหน่วยงานในเครือข่าย​ และเป็นองค์กรที่ได้รับการรับรองจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ให้เป็นองค์กร​ ฝึกอบรมปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐานและช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นสูงจัดการฝึกอบรมหลักสูตร​ “การปฐมพยาบาล​ และช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน” ให้แก่อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ของมูลนิธิฯ เพื่อให้อาสาสมัครของมูลนิธิฯ​ มีวิชาความรู้ ความเข้าใจสามารถปฏิบัติงานอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์อย่างถูกต้อง ตามมาตรฐานวิชาการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

          ปัจจุบันอาสาสมัครได้สำเร็จการฝึกอบรมเป็นอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์แล้ว สามารถนำความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้องจากการฝึกอบรมจนจบหลักสูตรไปใช้ในการช่วยชีวิต ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วยจิตอาสาเมตตามีคุณธรรม ตามที่ได้ตั้งใจไว้ด้วยความแน่วแน่ ภาคภูมิต่อไป

         นายแพทย์เลิศฤทธิ์ วรรณะเอี่ยมพิกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝายการแพทย์ โรงพยาบาลหัวเฉียว และเป็นคณะผู้ดำเนินงานจัดการฝึกอบรมหลักสูตร “การปฐมพยาบาล​ และช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน (Emergency Medical Responder-EMR)” เปิดเผยว่า การฝึกอบรมนี้เป็นหลักสูตรที่มูลนิธิป่อเต็กตึ้งเห็นความสำคัญของการออกปฏิบัติหน้าที่ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน เบื้องตัน ณ จุดเกิดเหตุจึงให้โรงพยาบาลหัวเฉียวจัดอบรมหลักสูตร “การปฐมพยาบาลและช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน (Emergency Medical Responder-EMR” ให้แก่อาสาสมัครมูลนิธิปอเต็กตั้ง ซึ่งการจัดอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญ ดังนี้

  1. เพื่อให้อาสาสมัคมูลนิธิปอเต็กตั้ง มีความรู้ทักษะ และเจตคติที่ดีในการปฏิบัติการฉุกเฉินขั้นพื้นฐานแก่ผู้ปวยฉุกเฉิน
  2. ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการดูแล​ ณ จุดเกิดเหตุที่ถูกต้องรวดเร็วปลอดภัย และได้มาตรฐานตามขอบเขต ความรับผิดชอบ และข้อจำกัดของอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปวยฉุกเฉินมีโอกาสรอดชีวิต ลดความพิการ และกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติได้
  3. เพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงของมูลนิธิป่อเต็กตึ้งซึ่งเป็นองค์กรการกุศลเอกชนขนาดใหญ่ที่มีอาสาสมัครที่มีความรู้ความสามารถในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ้งมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินในฐานะอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์การอบรมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ภาคทฤษฎี มีระยะเวลาการอบรม จำนวน 40​ ชั่วโมง และฝึกปฏิบัติภาคสนามในสถานการณ์จริง จำนวน 10 ครั้ง

         สำหรับวิทยากรผู้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ประกอบด้วยแพทย์, พยาบาลวิชาชีพ, ภสัชกร​ และบุคลากรจากองค์กรภายใน​ และภายนอก อาทิ ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎกล้า โรงพยาบาลตำรวจ เป็นต้น

          ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกำหนดการอบรมปี 2561 จัดจำนวน​ 9​ รุ่นมีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 409 คน และเนื่องด้วยผู้สำเร็จการอบรมต้องผ่านเกณฑ์การประเมินที่ค่อนข้างเข้มงวดจึงทำให้มีผู้สำเร็จการอบรม จำนวน​ 341 คน โดยเกณฑ์การผ่านการอบรมหลักสูตรการปฐมพยาบาลและช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน (EMR)

          คือผู้เข้ารับการอบรมต้องมีระยะเวลาการอบรมไม่น้อยกว่า 90% ของระยะเวลาการอบรม และต้องสอบผ่านภาคทฤษฎี และฝึกปฏิบัติภาคสนามในสถานการณ์จริงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดนอกจากนี้ ในปี 2562 ยังได้จัดการอบรมฟื้นฟูวิชาการอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์​ (Refreshed EMR) ให้แก่อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ (มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง) ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการปฐมพยาบาลและช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน (EMR) ปี 2558 จำนวน 1 รุ่นมีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 11​ คน

          สำเร็จการอบรมครบทั้ง 114 คน โดยเกณฑ์การผ่านการอบรมฟื้นฟูวิชาการอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ (Refreshed EMR) คือ ผู้เข้ารับการอบรมต้องมีระยะเวลาการอบรมไม่น้อยกว่า​ 90% ของระยะเวลาการอบรม และต้องผ่านเกณฑ์ประเมินการฝึกปฏิบัติทุกทักษะรับรอง​ โดยวิทยากรผู้ควบคุมการฝึก​ ค่าใช้จ่ายในการจัดการอบรมทั้งหมด มูลนิธิปอเต็กตึ้งเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ​ รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อแผนกประชาสัมพันธ์ ฝ่ายสื่อสารองค์กรฯ โรงพยาบาลหัวเฉียว​ โทร. 0-2223-1351 ต่อ 5625


สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นายกรัฐมนตรีมั่นใจศักยภาพประเทศไทย ดึงประชาชน ข้าราชการและรัฐบาล มีส่วน ร่วมในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ

          วันนี้ (16 กันยายน 2562) เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาบุคลากรภาครัฐ “ยุทธศาสตร์ชาติภาคปฏิบัติ : ร่วมขยับขับเคลื่อนภาครัฐ เพื่อประชาชน (National Strategy in Action: Integrated Implementation for THAIS)” และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม  อาคารอิมแพคฟอรั่ม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  และข้าราชการประมาณ 1,000 คน เข้าร่วมงาน โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ความว่า

          นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่ได้มาร่วมในพิธีเปิดการสัมมนาบุคลากรภาครัฐ “ยุทธศาสตร์ชาติภาคปฏิบัติ : ร่วมขยับขับเคลื่อนภาครัฐ เพื่อประชาชน” เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” รัฐบาลได้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี หลักสำคัญคือบูรณาการทำงานร่วมกัน ซึ่งถือว่า “ข้าราชการ” ทุกประเภทและระดับตำแหน่ง รวมทั้งข้าราชการในส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น ต้องร่วมกันทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ของประชาชน

          นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า หลักสูตรการพัฒนานักบริหารของส่วนราชการภายใต้กรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) นี้ ได้เสนอแนะให้มีการจัดหลักสูตรเพื่อให้ผู้นำภาคราชการร่วมกันปฏิรูปประเทศ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และสร้างความสามัคคีปรองดอง รวมทั้งสร้างความร่วมมือในภาครัฐด้วยกันเอง ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ในวันนี้ได้รับฟังการนำเสนอตัวอย่างการทำงานของข้าราชการตามบทบาทหน้าที่เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ  ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากคนหลายกลุ่มและหลายระดับในองค์กรที่จะเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน กลุ่มแรก คือหัวหน้าทีมงานที่เข้าอบรมหลักสูตร ป.ย.ป. 1 และ ป.ย.ป. 2 กลุ่มคนรุ่น Gen Y หรือที่เรียกว่า New Wave กลุ่มข้าราชการพันธุ์ใหม่ ข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง (HiPPs) และกลุ่มนักเรียนทุนรัฐบาล ข้าราชการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะต้องร่วมกันใช้ความรู้และประสบการณ์เพื่อลงไปพัฒนาท้องถิ่น เป็นเสมือนผู้ที่เชื่อมต่อนโยบายจากส่วนกลางลงสู่การดำเนินโครงการจริง ที่สำคัญคือคุณค่าของการทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง

          นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการเกษตร ซึ่งต้องมีการพัฒนาต่อไปทั้งเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ ขับเคลื่อนเกษตรแบบชีวภาพ ด้วยเทคโนโลยี BCG รวมทั้งการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรกับการผลิตด้านไฟฟ้าพลังงาน เช่น การนำน้ำปาล์มผลิตน้ำมัน B20  การผลิตกระแสไฟฟ้าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เป็นต้น และการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับ 5 พืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และอ้อย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในด้านราคาสินค้าการเกษตรที่มีความผันผวนตลอดเวลา ทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างยั่งยืน

          การบริหารจัดการน้ำนั้นรัฐบาลดูแลครอบคลุมทั้งการจัดกักเก็บน้ำ การระบายน้ำ ช่องทางระบายน้ำ การจัดทำแก้มลิงชั่วคราวหรือการทำแก้มลิงถาวร โดยต้องหาความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนอาชีพในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้เงินเยียวยาลดน้อยลง นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินป่าไม้

          นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลห่วงใยพี่น้องประชาชนทุกคน พร้อมให้การช่วยเหลือ แต่ขอให้เข้าใจว่า ทุกอย่างต้องดำเนินการภายใต้กรอบระเบียบ กฎกติกา กฎหมาย ที่ผ่านมาประเทศไทยขาดแคลนข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big data สาเหตุอาจมาจากการจัดเก็บข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ รวมถึงขาดความร่วมมือกับประชาชน  ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะการปลูกฝังอุดมการณ์จิตสำนึกที่ดีตั้งแต่เด็ก การส่งเสริมการเคารพกฎหมายและการรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น

         สำหรับการบริหารภาครัฐนั้น อาจพิจารณาให้มีการว่าจ้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแบบครั้งคราว หรือตามการบรรจุข้าราชการ แบ่งเป็นสองส่วนทั้งทดแทนข้า ราชการเกษียณและเพิ่มกลุ่มคนมีความสามารถเฉพาะหน้าที่ รวมทั้งการพิจารณาการให้ทุนการศึกษา การอบรมเฉพาะทางโดยต้องระวังไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แต่ขอเน้นให้เป็นสร้างโอกาสที่เท่าเทียม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  การทำหน้าที่ของข้าราชการจะต้องดึงประชนเข้ามามีส่วนร่วม ร่วมกันคิดทำไปพร้อมกัน ทั้งประชาชนข้าราชการ และรัฐบาล เพราะโลกเปลี่ยนเราต้องปรับเพื่อเข้าสู่ศตวรรษ 21 ทั้งนี้รัฐบาลฟังทุกความคิดเห็นและปรับการทำงานทุกวัน ซึ่งประชาชนก็ต้องร่วมปรับตัวไปด้วยกัน สำหรับการทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของตนตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยถืออัตตา พร้อมรับฟังความคิดเห็นเพราะทุกคนต้องร่วมกันทำงานกับรัฐบาล  ทุกคนต้องรักประเทศชาติ ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนประเทศด้วยตัวเราเอง

          ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญในการสร้างความปรองดอง ซึ่งแนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการ เชื่อมโยงข้าราชการตั้งแต่รุ่นใหญ่ รุ่นกลาง รุ่นน้อง ทั้งส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น และส่วนภูมิภาคมาทำงานร่วมกันแล้ว ยังถือเป็นโอกาสในการสร้างความรับรู้ ความเข้าใจให้ข้าราชการและประชาชนเดินไปด้วยกัน

          หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินชมนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนากลุ่มกำลังคนคุณภาพ ในระบบราชการภายใต้แนวคิด ป.ย.ป. คือ ปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติ ปรองดอง เพื่อเสริมสร้างข้าราชการไทยให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี สำหรับประเทศไทย 4.0


ขอบคุณ เรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

เทศบาล ต.เกาะช้าง ถมดินคอสะพานคลองพลูที่ขาดเสร็จเรียบร้อย รถยนต์วิ่งผ่านได้แล้ว

          เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 16 ก.ย.62 ทางเทศบาล ต.เกาะช้าง อ.เกาะช้างจ.ตราด ได้จัดหาผู้รับเหมานำเครื่องจักรกล รถบรรทุกดินและหินมาใส่ช่วงคอสะพานคลองพลู ที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะพื้นถนนใต้ล่างขาดหายไป ยาวกว่า 6 เมตร ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ก็ดำเนินการเสร็จยานพาหนะรถยนต์ของประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถวิ่งข้ามผ่านไป-มาได้ตามปกติแล้ว ท่ามกลางความดีใจของนักท่องเที่ยวที่นำรถมาจอดรอเพื่อเดินทางไปยังท่าเรือเฟอร์รี่โดยมี นายทศพล สินยบุตร นายอำเภอเกาะช้าง-นายสัญญา เกิดมณี นายกเทศมนตรีต.เกาะช้าง-ปภ.เขต17- ปภ.จ.ตราด-เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน-ประชาชนจิตอาสาฯและอาสากู้ภัยสมาคมสว่างบุญฯตราดเขตเกาะช้างร่วมกันอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างเข้มแข็ง

          นายสัญญา เกิดมณี นายกเทศมนตรี ต.เกาะช้าง กล่าวว่า ที่ต้องให้ผู้รับเหมานำดินมาใส่ที่คอสะพานดังกล่าว เพื่อให้ยานพาหนะของประชาชน และนักท่องเที่ยว ที่นำยานพาหนะส่วนตัวมาท่องเที่ยวพักผ่อนตามโรงแรม-รีสอร์ต ทางด้าน คลองพร้าว-ไก่แบ้-โลนลี่บีช-บางเบ้า สามารถขับยานพาหนะรถยนต์ผ่านได้ชั่วคราวไปก่อน เพื่อเดินทางไปยังท่าเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากกลับภูมิลำเนาได้ เป็นการแก้ปัญหาในเบื้องต้น ขณะเดียวกันก็ได้จัดเจ้าหน้าที่เทศบาล ต.เกาะช้าง ออกตั้งโต๊ะรับแจ้ง กรณีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ บ้านเรือนได้รับความเสียหาย จากภัยธรรมชาติน้ำป่าไหลหลาก ที่บริเวณวัดคลองพร้าว หมู่ 4 ต.เกาะช้าง เพื่อประสานหน่วยงานส่วนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการช่วยเหลือโดยเร่งด่วน

          ทั้งนี้ จากการสำรวจในเบื้องต้นพบว่า ในพื้นที่ ต.เกาะช้าง มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจำนวน กว่า 100 ราย มีคอสะพานได้รับความเสียหาย เนื่องจากถูกกระแสน้ำกัดเซาะจำนวน 3 แห่ง ด้วยกันประกอบด้วย สะพานข้ามคลองในย่านชุมชนไก่แบ้ 2 แห่ง สะพานข้ามคลองพลู 1 แห่ง


ภาพ/ข่าว วรโชติ เกาะช้าง-วิเชียร ม่วงสี ทีมข่าวภูมิภาค/รายงาน

ตราด-ฝนตกหนัก น้ำป่าจากเขาบรรทัด ทะลักเข้าท่วมพื้นที่ ต.ท่ากุ่ม ทั้งตำบล

ตราด-ฝนตกหนัก น้ำป่าจากเขาบรรทัดทะลักเข้าท่วมพื้นที่ ต.ท่ากุ่ม ทั้งตำบล ศูนย์ข่าวภาคตะวันออก ตะลุยข่าว 4 ภาค จ.ตราด

         16 ก.ย. 62 ตราดฝนตกหนักต่อเนื่องช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมา พื้นที่ของตำบลท่ากุ่ม อ. เมือง จ.ตราด มีน้ำป่าจากเขาบรรทัดไหลหลากลงมาอย่างรวดเร็ว โดยน้ำป่าได้ไหลลงบริเวณหมู่ที่ 6 และหมู่ที่ 8 ช่วงเช้ามืดของวันนี้ ประมาณ 03.00 นาฬิกา โดยระดับน้ำเริ่มไหลลงไปตามหมู่ต่างๆ ทำให้เกิดน้ำท่วมทั้งตำบลท่ากุ่ม ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบระดับน้ำกับทางเจ้าหน้าที่ ตชด.117 พบระดับน้ำสูงประมาณ 50-60 ซม. และบางแห่งมีระดับน้ำท่วมสูงถึงกว่า 1 เมตร ทำให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหลายหลังคาเรือน

          ซึ่งขณะนี้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลท่ากุ่มได้เปิดศูนย์ประสานงานให้ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม มาแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือของทางราชการได้ ยังมีกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่ถูกน้ำท่วมนากุ้งได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน มีบางเจ้าต้องติดต่อพ่อค้ามาจับกุ้งที่บ่ออย่างเร่งด่วน เพื่อให้ได้รับความเสียหายน้อยที่สุด ตั้งแต่เช้าที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือฯตราด และเจ้าหน้าที่กู้ภัยหลักเกาะ ได้นำเรือท้องแบนเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้น โดยช่วยขนสิ่งของออกมาจากบ้านที่ถูกน้ำท่วม ด้านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตราด ได้ออกตรวจสอบเพื่อทำการตัดไฟฟ้าสำหรับพื้นที่น้ำท่วมสูง และพื้นที่เสี่ยงจากกระแสไฟฟ้ารั่วแล้ว

          ด้าน พ.ต.อ.ชิดพล ยืนยาว ผกก.สภ.เมืองตราด ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองตราด และเรือท้องแบนเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เช่นเดียวกัน โดย ผกก.สภ.เมืองตราดกล่าวว่า หลังจากได้รับแจ้งว่าพื้นที่ตำบลท่ากุ่มถูกน้ำท่วมก็ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่มาคอยอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และจัดกำลังไปอยู่หน่วยคัดกรองที่ อบต.ท่ากุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกด้วย

          สำหรับสถานการณ์ล่าสุดในช่วงบ่าย ในพื้นที่ของตำบลท่ากุ่ม ระดับน้ำที่ไหลลงมาจากหมู่ 6 และ หมู่ 8 ขยายวงกว้าง ไปทั้งตำบลทำให้หมู่ อื่นๆได้รับผลกระทบระดับน้ำท่วมสูงขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงเฝ้าระวังกันอย่างต่อเนื่อง….


ภาพ/ข่าว ธนเดช เดชะเทศ จ.ตราด

เลขานุการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เป็นประธานมอบบ้าน โครงการปันน้ำใจ เพื่อผู้ยากไร้ หลังที่ 17

          วันนี้ ที่บ้านเลขที่ 1/2 หมูที่ 5 ตำบลดงจิก อำเภอโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พลเอกสุรัตน์ วรรักษ์ เลขานุการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด มาเป็นประธานมอบบ้านโครงการปันน้ำใจเพื่อผู้ยากไร้ หลังที่ 17 โดยมีนายบุญช่วย น้อยสันเทียะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และพลเรือโท รณรงค์ สิทธินันท์ ผู้บัญชาการป้องกันชายอดนจันทบุรีและตราด และผู้แทนมณฑลทหารบกที่ 19 ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี เทศบาลเมืองท่าช้าง กลุ่มชายแดนกรุ๊ป สโมสรโรตารีจันทบูร สโมสรไลออนส์จันทบุรี เมืองจันท์ และหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมพิธีทำบุญและมอบบ้าน โครงการปันน้ำใจเพื่อผู้ยากไร้ บ้านปันน้ำใจ เพื่อมอบให้แก่ นางสมหวัง เล็กชิน ซึ่งอาศัยอยู่กับเด็กซึ่งป่วยเป็นโรคออธิสติก จำนวน 2 คน ในพื้นที่ ม.5 ต.ดงจิก อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

         โดยนายเฉลิมพล ศักดิ์คำ นายกเทศมนตรีเมืองท่าช้าง ได้กล่าวรายงานถึงความเป็นมาในโครงการปันน้ำเพื่อผู้ยากไร้ ที่ได้ดำเนินการช่วยเหลือมาแล้ว ทั้งหมด 16 หลังคาเรือนในพื้นที่ของจังหวัดจันทบุรี และบ้านโครงการปันน้ำเพื่อผู้ยากไร้หลังนี้ เป็นบ้านหลังที่ 17 ซึ่งมีหลายภายส่วนให้การสนับสนุน ทั้งทางด้าน ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพัชร นายกสมาคมการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา นางศิณีพร สวัสดิชัย อดีตนายกสโมสรโรตารีจันทบูรและหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุนการช่วยเหลือ

         สืบเนื่องจากมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดได้รับการประสานจากสำนักงานทรัพยา กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดจันทบุรี ว่ามีช้างป่าเข้ามาทำลายบ้านของนางสมหวัง จนได้รับความเสียหายพังทั้งหลังซึ่งอยู่ในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และเป็นประชาชนที่มีความยากจน เมื่อบ้านถูกทำลายจึงต้องไปอาศัยห้องเก็บของภายในโรงเรียนโป่งน้ำร้อนพิทยาคมเป็นที่พักอาศัย อีกทั้งจะต้องดูแลเด็กพิการเป็นออทิสติกที่รับอุปการะไว้ จึงรีบให้ชุดมวลชนสัมพันธ์ของมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ประสานหน่วยงานทั้งทางทหาร, ตำรวจ, ข้าราชการระดับจังหวัด, ระดับอำเภอและผู้นำชุมชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ร่วมกันบูรณาการเพื่อจัดหาพื้นที่พร้อมสร้างบ้านที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ให้กับนางสมหวังและขณะนี้บ้านได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว

          สำหรับการสร้างบ้านดังกล่าว เป็นบ้านชั้นเดียว มี 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว และมีพื้นที่ใช้สอยบริเวณรอบบ้าน สำหรับการก่อสร้างบ้านหลังดังกล่าว โครงการปันน้ำเพื่อผู้ยากไร้ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน รวมทั้งแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยให้กับผู้ด้อยโอกาส ให้มีที่อยู่อาศัย ที่มีความมั่นคงแข็งแรงและมีความปลอดภัย คิดเป็นมูลค่าก่อสร้างประมาณ 200,000 บาท


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

สวนนงนุชพัทยาเชิญพี่น้องภาคกลาง 4 จังหวัด “นนทบุรี-นครปฐม-สมุทรสาคร-สมุทร สงคราม” เที่ยวฟรี 1 เดือน

สวนนงนุชพัทยา เชิญพี่น้องภาคกลาง 4 จังหวัด “นนทบุรี-นครปฐม-สมุทรสาคร-สมุทร สงคราม” เที่ยวฟรี 1 เดือน (ตุลาคม 2562) ” พร้อมเปิดตัวไดโนเสาร์อันดับที่ 166 กราซิลีแร็ปเตอร์

         วันที่ 16 ก.ย. 62 ที่บริเวณสวนลอยฟ้า สวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานเปิดโครงการไทยเที่ยวไทย 4 จังหวัด (นนทบุรี-นคร ปฐม-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม) เข้าชมสวนนงนุชพัทยา ฟรี 1 เดือน (เดือนตุลาคม 2562) เพียงแสดงบัตรประชาชน(ตัวจริง) ภูมิลำเนาในจังหวัดที่ร่วมรายการ ณ จุดจำหน่ายบัตรสวนนงนุชพัทยา

          โดยมี นางณัฎฐิรา แพงคูณ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนนทบุรี ดร.พรรณพิมล ฉายาจิตชยวัศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสาคร นายอุดม โอษฐ์ยิ้มพราย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครปฐม และนางทนาดา วิจักขณะ รองผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดสมุทรสงคราม ขึ้นกล่าวถึงโครงการและขอบคุณสวนนงนุชพัทยา

         โครงการดังกล่าวเป็นการสร้างรอยยิ้มให้สังคม โดยสวนนงนุชพัทยาได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความสุขให้พี่น้องประชาชนชาวไทยด้วยการจัดลำดับเปิดให้ประชาชนจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ทุกเพศ ทุกวัย เข้าเยี่ยมชมสวนนงนุชพัทยา ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแค่แสดงบัตรประชาชนตามช่วงเวลาและรอบของแต่ละจังหวัดตามที่กำหนด ระยะเวลาตลอด 1 เดือนเต็ม โดยในเดือนตุลาคม 2562 นี้ เป็นโอกาสของพี่น้องประชาชนใน 4 จังหวัดภาคกลาง ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทร สงคราม ทั้งนี้ ในพิธีเปิดโครงการดังกล่าวยังได้ถือโอกาสตัดริบบิ้นเปิดตัวไดโนเสาร์อันดับที่ 166 ของสวนนงนุชพัทยา “กราซิลีแร็ปเตอร์” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชน และเป็นที่ต้อนรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมสวนนงนุชพัทยา

          สำหรับ กราซิลีแร็ปเตอร์ เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อวงศ์ตระกูลโดรมิโอซอริคขนาดเล็ก ที่อาศัยอยู่ในช่วงต้นยุคครีเทเชียส มีขนาดความยาวประมาณ 1 เมตร เป็นไดโนเสาร์น้ำหนักเบาเพียง 1.5 กิโลกรัม มีจุดเด่นคือ ลักษณะคล้ายนก มีขนปกคลุมทั้งตัว และเข้าใกล้การวิวัฒนาการเป็นนกในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ฟอสซิลของไดโนเสาร์ชนิดนี้ถูกค้นพบในจีน ช่วงปลายปี 2004


พัทยา จ.ชลบุรี/ โยธิน พรมแตง -คัมภีร์ อาบสุวรรณ์-วิรัตน์ ขำแตร -ทนงค์ ปรีเปรม *086-1499878

สนง.ประชาสัมพันธ์จ.จันทบุรี จัดกิจกรรม ผู้ว่าฯ พบสื่อมวลชน ประชาสัมพันธ์ผลงานโครงการของรัฐบาลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน กระชับสัมพันธไมตรี

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรีจัดกิจกรรม ผู้ว่าฯ พบสื่อมวลชน ประชาสัมพันธ์ผลงานโครงการของรัฐบาลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน กระชับสัมพันธไมตรี

         วันนี้ ( 16 ก.ย.62 ) ที่ ห้องณุลักษณา โรงแรมเคพีแกรนด์ จังหวัดจันทบุรี สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี ได้จัดโครงการ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีพบสื่อมวลชน โดยมี นาย วิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน นำส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมประชาสัมพันธ์ผลงานของหน่วยงานต่าง ๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็น สรุปผลงานกิจกรรมของจังหวัดที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล รับทราบข้อเสนอแนะ ประเด็นคำถามที่เป็นประโยชน์เพื่อการพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืน และเป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ผ่านสื่อมวลชนท้องถิ่นสู่ประชาชนในจังหวัดจันทบุรี

          พร้อมทั้งกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างสื่อมวลชนท้องถิ่นกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยครั้งนี้มีประเด็นคำถามหลายเรื่อง อาทิ จุดกลับรถถนนสายบำรุงราศนราดูร อ.เขาคิชฌกูฏ / การป้องกันแก้ไขปัญหาสาธาณะภัย / ปัญหาที่จอดรถผู้มาใช้บริการโรงพยาบาลพระปกแกล้า / ปัญหาการจราจรติดขัดช่วงเวลาเร่งด่วนบริเวณศูนย์เด็กเล็กวัดป่าคลองกุ้ง / ปัญหาการก่อสร้างถนนบริเวณตำบลพลับพลาที่ล่าช้า เป็นต้น โอกาสนี้ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดจันทบุรีได้กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดจันทบุรี แม่บ้านมหาดไทย จนได้รับรางวัล เข็มเพชรดอกแก้ว


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก