ตร. คุมผู้ต้องหา ทีมยิงถล่มบ้านเด็กหญิง 14 ปี สอบรับสารภาพสิ้นไส้

ตร.คุมผู้ต้องหาทีมยิงถล่มบ้านเด็กหญิง14ปีสอบรับสารภาพสิ้นไส้ ยันไม่ประสงค์ต่อชีวิตอยากขอตายแทนเหยื่อ-ตร.เร่งล่า “หัวมัน” หัวโจกแก๊งส์

จากเหตุการณ์คนร้ายยิงถล่มบ้านเลขที่ 88/4 หมู่ 11 ตำบลปากพูน อำเภอเมือง นครศรีธรรม ราช เมื่อกลางดึกที่ของวันที่ 9 ที่ผ่านมาส่งผลให้เด็กหญิงศศิประภา ยี่สุ่นแซม อายุ 14 ปี นอนอยู่ในบ้านได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่ รพ.มหาราช ขณะเดียวกันคนร้ายทีมเดียวกันยังยิงบ้านของเครือญาติอีก 3 หลัง มีเด็กชาย 4 ขวบได้รับบาดเจ็บไปอีกราย โดยนายวิชัย ยี่สุ่นแซม บิดาของเด็กหญิงศศิประภา ยืนยันถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากต้นเหตุแค่ไปดุด่า1ในกลุ่มมือปืนเทน้ำหวานให้สุนัข จนบุคคลดังกล่าวไปชักชวนเพื่อนมาก่อเหตุ

ความคืบหน้าล่าสุดช่วงเช้าของวันที่ 11พฤศจิกายน 2562 พลตำรวจตรีสนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผู้บังคับการตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช ได้เข้าประชุมติดตามคดี หลังจากที่มีการออกหมายจับผู้ต้องหาทีมก่อเหตุแล้ว 5 ราย โดยเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวไว้ได้แล้ว 2 รายตามหมายจับคือนายอนุศักดิ์ หรือ เท่ห์ แดงเดช อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 38/23 หมู่ที่ 4 ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นทั้งต้นเรื่องและผู้ร่วมใช้อาวุธปืนลูกซองยิงเข้าใส่บ้านของนายวิชัย ยี่สุ่นแซม จนทำให้เด็กหญิงศศิประภา ยี่สุ่นแซม อายุ 14 ปี ลูกสาวของนายวิชัยเสียชีวิต

นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ยังจับกุมนายวัชระ วรรณมาศ หรือบังและห์ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 281 หมู่ 4 ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช โดยนายวัชระ หรือบังและห์ มีหน้าที่ในการชี้เป้าบ้านของนายวิชัย ให้ทีมมือปืนเข้าก่อเหตุ

ส่วนผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับอีก 3 รายยังอยู่ในการติดตามไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ คือนายวัฒนา หรือหัวมัน อนันทขาล อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นหัวโจกนำทีมเข้าก่อเหตุ นายขุนพล หรือเมย์ เงินเลี่ยม อายุ 25 ปี และนายวิศนุ หรือเถื่อน นาคคง อายุ 27 ปี ทั้งหมดอาศัยอยู่ในท้องที่ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ตัวในเร็วๆนี้

พลตำรวจตรีสนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผู้บังคับการตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช ระบุว่ากลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดล้วนแต่มีประวัติและพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและคดีอาวุธปืน ก่อนเกิดเหตุได้เสพยาเสพติดแล้วเข้าไปก่อเหตุ โดยพฤติการณ์นั้นนายอนุศักดิ์ เจ็บแค้นที่ถูกนายวิชัยดุด่าและทำร้ายจากนั้นไปขอยืมปืนจากนายวัฒนาหรือหัวมันเพื่อจะไปยิงบ้านของนายวิชัย แต่เมื่อนายวัฒนาทราบต้นเรื่องจึงเจ็บแค้นแทนนายอนุศักดิ์ชักชวนเพื่อนร่วมเข้าก่อเหตุ จากเรื่องไม่เป็นเรื่องโดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงไล่ล่าผู้ต้องหาที่เหลืออย่างต่อเนื่อง

ขณะที่นายอนุศักดิ์ หรือ เท่ห์ แดงเดช อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาที่เป็นต้นเรื่องในคดีนี้ หลังจากถูกสอบเค้นอย่างหนักได้ยอมรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่อย่างหมดเปลือกโดยบอกว่าเจตนาต้อง การไปยิงบ้าน เพื่อล้างแค้นและข่มขู่เท่านั้น ไม่ได้หวังให้ถูกคนและพร้อมที่จะไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ แต่ยอมรับว่าหวั่นเกรงเรื่องความปลอดภัย อาจถูกญาติของผู้เสียหายทำร้าย ถ้าตายเลยนั้นจบไปแต่ถ้าไม่ตายพิกลพิการจะกลายเป็นภาระของมารดาที่อยู่ข้างหลัง

นายอนุศักดิ์ ยังบอกด้วยว่าเรื่องที่ลุกลามบานปลายไปขนาดนี้ทำให้เสียใจมากและอยากขอโทษกับทุกคน แต่เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเป็นไปได้นั้น ขอตายแทนลูกสาวของนายวิชัย พร้อมแลกชีวิตให้เขามีชีวิตอยู่แล้วให้ผมตายแทน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายไปขออำนาจศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ฝากขังโดยพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว พร้อมกันนั้นนางทัดดาว ยี่สุ่นแซม มารดาของเด็กหญิงศศิประภา ผู้ตกเป็นเหยื่อได้เข้าร่วมคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายด้วย.

/////

ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

จันทบุรี – ปลดผู้ใหญ่บ้านที่ชาวบ้านรัก ลุกฮือไล่ปลัดอำเภอ!!


11 พ.ย.62 พิทักษ์ สัตยะสัจจา โทร. 087 – 9414782 ไม่ถูกกฎระเบียบทางราชการ แต่ถูกใจชาวบ้าน คนกว่า 100 คน จากหมู่บ้านใน อ.สอยดาว จันทบุรี ลุกฮือไล่ปลัดอำเภอ!! ไม่พอใจปลดผู้ใหญ่บ้านที่เพิ่งเป็นเพียงกว่า 5 เดือน โดยไม่ตั้งกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง สาเหตุถูกปลด เพราะเคยตัดไม้หวงห้ามเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ศาลสั่งรอลงอาญา 2 ปี ปรับ 3,000 บาท ชาวบ้านระบุเป็นเรื่องเก่า ความผิดผ่านไปแล้ว ถ้าไม่รักผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ จะไม่รวมตัวขอความเป็นธรรมให้ ที่สุดอำเภอเตรียมตั้งกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง ผู้ใหญ่ถูกปลดระบุ ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม จะสู้ให้ถึงที่สุด

เวลา 08.30 น.วันที่ 11 พ.ย. 62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ด้านหน้าที่ว่าการอำเภอสอยดาว จ.จันทบุรี ชาวบ้านหมู่บ้านโป่งเจริญชัย หมู่ 4 ต.ทับช้าง อ.สอยดาว กว่า 100 คน รวมทั้งนายปรีชา ดิษพงษา อายุ 51 ปี ผู้ใหญ่บ้านโป่งเจริญชัย รวมตัวเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากนายสมทรง นิลยอง นายอำภอสอยดาว โดยนำป้ายเขียนข้อความต่าง ๆ อาทิ ความเป็นธรรมอยู่ไหน? ปลดผู้ใหญ่บ้านของพวกเราทำไป , ปลัดหมูออกไป และข้อความต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศตรึงเครียด กระทั่ง อส.อำเภอสอยดาว กับตำรวจ สภ.สอยดาว ต้องกระจายกำลังตามบริเวณดังกล่าว ป้องกันเหตุบานปลายที่อาจจะมีขึ้น

ในการรวมตัว ชาวบ้านได้เรียกร้องให้มีการทบทวนการปลดนายปรีชา ออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน เรียกร้องให้ย้ายนายพฤกษา กิตติเวช หรือปลัดหมู ปลัดฝ่ายปกครอง อำเภอสอยดาว ออกไปจาก อ.สอยดาว อย่างเร่งด่วนที่สุด ท่ามกลางเสียงตระโกนของชาวบ้านที่ขับไล่นายพฤกษาเป็นระยะ ทั้งนี้ ระหว่างการรวมตัว นายพฤกษา ได้พยายามชี้แจงสาเหตุการปลดนายปรีชา จากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านให้ตัวแทนชาวบ้านฟัง โดยระบุว่านายปรีชาทำผิดข้อกฎหมายว่าด้วยการเป็นผู้ใหญ่บ้าน เนื่องจากเคยมีคดีตัดไม้หวงห้ามเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา แต่ชาวบ้านไม่ยอม เพื่อถือว่าเป็นเรื่องเก่าและชาวบ้านรักนายปรีชา หลังจากเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ อารมณ์ความไม่พอใจของชาวบ้านทวีขึ้นๆ จนในที่สุดนายขวัฒน์ ขมังลาภ ปลัดอาวุโส อ.สอยดาว ได้เข้ามาเจรจากับชาวบ้าน โดยระบุว่านายสมทรง นายอำเภอสอยดาวป่วย ให้ตนเป็นตัวแทนมาคุยกับชาวบ้าน พร้อมกันนี้นายขวัฒน์ ได้ให้ตัวแทนชาวบ้านกว่า 10 คนพร้อมด้วยนายปรีชา ขึ้นไปพูดคุยกันที่ห้องประชุม อ.สอยดาว

ภายในห้องประชุม นายพฤกษา ได้อ่านข้อห้ามที่เกี่ยวเนื่องกับการเป็นผู้ใหญ่บ้าน ว่าต้องไม่เคยมีความผิดต่าง ๆ เช่น เคยต้องโทษยาเสพติด วิกลจริต เป็นนักบวช หรือทำความผิดเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า หลังจากนายพกฤษาอ่านข้อกฎหมาย นายปรีชาได้กล่าวว่า การที่นายพฤกษาปลดตนจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ไม่มีความเป็นธรรมกับตน อ้างว่ามีหนังสือร้องเรียก แต่หนังสือร้องเรียนกลับไม่มีผู้ลงชื่อผู้เรียกเรียน และไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนตนเลย อยู่ ๆ กลับใช้อำนาจปลดตนทันที จึงจำเป็นต้องมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม โดยหลังจากนั้น นายขวัฒน์ ได้เปิดโอกาสให้นายปรีชายื่นหนังสือร้องเรียนพร้อมกับให้ความมั่นใจแก่นายปรีชาว่า จะเสนอให้นายอำเภอสอยดาว ตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องนี้เพื่อหาข้อยุติต่อไป

นายปรีชา เปิดผยว่า สาเหตุที่ชาวบ้านรวมตัวเรียกร้องขอความเป็นธรรม เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้นายพกฤกษา ได้มีคำสั่งปลดตนจากการเป็นผู้ใหญ่บ้าน ให้เหตุผลว่า ตนเคยมีความผิดเกี่ยวกับกฏหมายป่าไม้ แต่ไม่มีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงหรือให้ความเป็นธรรมแก่ตนก่อนปลด เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ตนอายุ 19 ปี เคยไปรับจ้างตัดไม้เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวว แต่ถูกจับ ศาลรอลงอาญา 2 ปี ปรับ 3,000 บาท เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยคดียความสิ้นสุดลงไปตั้งกว่า 30 ปีแล้ว หลังจากที่ตนได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านมากว่า 5 เดือน อยู่ ๆ นายพฤกษาก็มีคำสั่งปลดตน ทั้ง ๆ ที่การจะรับสมัครเลือกตั้งเป็นกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครองต้องตรวจสอบประวัติก่อนแล้ว เรื่องนี้หากตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจะยื่นเรื่องถึง ผวจ.จันทบุรี และศาลปกครอง ตนจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด

ด้านนางสุรินทร์ พันมาลา อายุ 72 ปี ชาวบ้านโป่งเจริญชัย ที่มาร่วมเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้นายปรีชาด้วย เปิดเผย นายปรีชาทำงานเพื่อชาวบ้านมาตั้งแต่อายุไม่มากจนถึงทุกวันนี้ เช่น เป็นอาสาสมัครมูลนิธิ หรือมีงานอะไรก็ตามที่จะช่วยชาวบ้าน นายปรีชาไม่เคยปฏิเสธ ชาวบ้านโป่งเจริญชัยแทบทุกคนรวมทั้งตนรักนายปรีชา เพราะเป็นคนดี การจะมาปลดนายปรีชา โดยให้เหตุผลว่าเคยตัดไม้ เป็นเรื่องเก่าแล้ว ขนาดฆ่าคนตาย คดีความยังมีวันหมดอายุ ถึงจะผิดกฎระเบียบของราชการ แต่ชาวบ้านไม่สนใจ และไม่ต้องการเลือกตั้งใหม่ เพราะชาวบ้านแทบทุกคนรักนายปรีชา

ผู้สื่อข่าวรายงายด้วยว่า ได้ขอสัมภาษณ์นายพฤกษาในประเด็นการปลดนายปรีชา แต่นายพฤกษาปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยไม่ได้ให้เหตุผลใด ๆ ที่ไม่ให้สัมภาษณ์.

ภาพ/ข่าว ใหญ่ ตราด
แฟรงค์ พัทยา รายงาน

ปตท.เพิ่มความรู้ให้สื่อ!! ปตท.ร่วมกับโออาร์ – จัดสัมมนาสื่อมวลชนจังหวัดชลบุรี ประจำปี 2562

ปตท.เพิ่มความรู้ให้สิ่อ !! ปตท.ร่วมกับ โออาร์ จัดสัมมนาสื่อมวลชนจังหวัดชลบุรี ประจำปี 2562 พร้อมเปิดหัวใจคลังก๊าซ เผยความเป็นมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมเคียงข้างไปกับคนไทย

กลุ่ม ปตท. โดย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันจัดสัมมนาสื่อมวลชนจังหวัดชลบุรี ประจำปี 2562 ขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 8 พฤศจิกายน 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มปตท. แก่สื่อมวลชน พร้อมขอบคุณที่ได้เป็นสื่อกลางในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อสาธารณชน

ในงานสัมมนาได้รับเกียรติจาก นางสาวราชสุดา รังสิยากูล ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร โออาร์ เป็นผู้บรรยายภาพรวมการดำเนินงานของ โออาร์ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมชุมชนในพื้นที่ภาคตะวันออก อาทิ โครงการ โออาร์ อาสาสานสุข โครงการ ซีโร่ เวสต์ (Zero Waste) โครงการมอบทุนการศึกษาให้กับเยาวชน และการจัดทอดกฐินเพื่อทำนุบำรุงศาสนา เป็นต้น

จากนั้นคณะฯ ได้เดินทางไป จ.ระยอง โดยมีนายสมนึก แพงวาปี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่แยกก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับพร้อมพาเยี่ยมชมกิจการก๊าซธรรมชาติ ณ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ จ.ระยอง รวมถึงสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมพืชพันธุ์สมุนไพรมากกว่า 260 ชนิด และโรงเรือนประหยัดพลังงานต้นแบบ ที่ใช้ประโยชน์จากความเย็นเหลือใช้จากการแปรสภาพของก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG และผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ นำมาต่อยอดใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพันธุ์ไม้ และผลไม้เมืองหนาว อาทิ ลิลลี่ ทิวลิป กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส และ สตรอว์เบอรี่ เป็นการสร้าง นวัตกรรม ที่มีประโยชน์แก่ภาคเกษตรกรรมของประเทศ

นอกจากนี้ คณะฯ ได้เดินทางไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามของทะเลระยอง และศึกษาดูงานกลุ่มผลิตภัณฑ์จักสานกระจูด ชุมชนมาบหลาวชะโอน ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านและชุมชนดั้งเดิม มาเป็นเวลานานกว่า 200 ปี และยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยการนำต้นกระจูดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ มาแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้กับชุมชนอีกด้วย

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ผู้ว่าฯ จันทบุรี – นำคณะบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกตรวจพื้นที่ ดูแลความปลอดภัยสถานที่จัดงานลอยกระทง

https://youtu.be/eqRQmwYgpzg

ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีนำคณะบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกตรวจพื้นที่ ดูแลความปลอดภัยสถานที่จัดงานลอยกระทงในจังหวัดจันทบุรี เพื่อให้การจัดงานส่งเสริมประเพณีลอยกระทงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย

วันนี้ ( 11 พ.ย.62 ) นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ทหาร ตำรวจ อส.ปกครองจังหวัด กอ.รมน.จังหวัด เจ้าท่าภูมิภาคจันทบุรี ปภ.เขต 17 ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย ออกตรวจพื้นที่ ดูแลความปลอดภัยสถานที่จัดงานลอยกระทงในจังหวัดจันทบุรี เพื่อให้การจัดงานส่งเสริมประเพณีลอยกระทงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย พร้อมทั้งเยี่ยมให้กำลังใจแก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของพื้นที่ที่จัดงานลอยกระทง ให้คำแนะนำในการเฝ้าระวัง การป้องกันเหตุต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงลอยกระทง

โดยจังหวัดได้แนะแนวทาง ในการจัดชุดเจ้าหน้าที่ เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยแก่ประชาชนที่มาร่วมงาน ให้พื้นที่จัดงาน จัดกำลังเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครต่าง ๆ ตรวจตราความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชนผู้มาร่วมงาน ดูแลตรวจสอบการเล่นประทัด พลุ ดอกไม้ไฟ รวมทั้งโคมลอย ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงการเฝ้าระวังประชาชนและเยาวชนที่อาจจะลงน้ำไปเก็บสิ่งของ ในกระทง ประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการจราจร เตรียมการจัดการจราจรบริเวณจัดงานให้มีความคล่องตัว ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในบริเวณจุดเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ทางร่วม ทางแยก เป็นต้น

และประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนผู้มาร่วมงานลอยกระทงร่วมงานประเพณีอันดีงามของไทยคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองและบุตรหลาน สำหรับการเดินทางไป – กลับ ผู้ขับขี่ไม่ควรดื่มสุรา และไม่ควรขับขี่ด้วยความเร็ว เนื่องจากปริมาณการจราจรในช่วงจัดงานมีจำนวนมาก อาจเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

สุโขทัย – งดงาม กลางลำน้ำยม ขบวนเรือกฐินทางน้ำ ชาวศรีสัชนาลัย

งดงามกลางลำน้ำยม ขบวนเรือกฐินทางน้ำชาวศรีสัชนาลัย

วันที่ 10 พ.ย.62 เวลา 09.09 น.ผู้สื่อข่าวรายงานจากท่าน้ำวัดตลิ่งชัน หมู่.2 ต.ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย นายวิเชียร พรมพิราม นายกเทศบาลเมืองศรีสัชนาลัย เป็นประธานเปิดงานประเพณีแห่กฐินทางน้ำ(แห่เรือสังเคต)กฐินวัดตลิ่งชัน ประจำปี 2562 ท่ามกลางประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำยม เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง โดยหลังจากทำพิธีบวงสรวงขบวนเรือกฐินทางน้ำ (เรือสังเคด) และเรือบริวารเสร็จสิ้น ขบวนเรือกฐินดังกล่าว ได้มุ่งหน้าขึ้นทิศเหนือเพื่อรับจิตศรัทธาร่วมบุญจากชาวบ้านริมแม่น้ำยมแล้วล่องกลับ

สำหรับประเพณีแห่กฐินทางน้ำ หรือแห่สะล้าสังเคด หรือ แห่เรือสังเคด ของวัดตลิ่งชัน เป็นประเพณีโบราณ ที่จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 11 ค่ำ – 12 ค่ำ เดือน 12ของทุกปี โดยชาวบ้านจะช่วยกันตัดไม้ไผ่ มาช่วยกันประดับลำเรือ เป็นจั่วหลังเล็กๆเป็นยานพาหนะ สำหรับแห่ผ้ากฐิน เรียกว่าสะล้า ส่วนองค์กฐินก็คือสังเคดนั่นเอง โดยลำเรือมีการประดับประดาด้วย ดอกไม้นานาชนิด ธงทิวกระดาษแก้วอย่างสวยงาม จากนั้นจึงเริ่มแห่จากท่าน้ำหน้าวัดตลิ่งชันขึ้นไปทางเหนือจนถึงวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือวัดพระปรางค์ แล้วย้อนล่องลงมาทางใต้จนถึงวัดท่าเกย หรือจนสุดเขตหมู่บ้าน

ในขบวนเรือจะมีการร้องรำทำเพลงสร้างความสนุกสนาน โดยวงปี่พาทย์บรรเลง และนางรำแต่งตัวสวยสดงดงามร่ายรำอยู่บริเวณหัวเรือ โดยมีเรือบริวารคอยรับปัจจัยศรัทธาร่วมบุญจากชาวบ้านตลอดสองฝั่งลำน้ำ สำหรับประเพณีดังกล่าวได้สูญหายไปจากชุมชนเป็นเวลากว่า 50ปี จึงมีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อปี2555 โดยมีการเพิ่มเติมกิจกรรม เช่นการเห่เรือสวยงาม การแข่งขันกีฬาทางน้ำเพื่อความสนุกสนานอีกด้วย

นายพงศ์เทพ สาคร รายงาน

อัญเชิญ ไฟพระฤกษ์และประทีปพระราชทาน เคลื่อนสู่อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย

ขบวนอัญเชิญไฟพระฤกษ์และประทีปพระราชทาน ในหลวง พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ เคลื่อนสู่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เตรียมลอยเป็นปฐมฤกษ์งานประเพณีลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ 62

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 พ.ย.62 นายพิเชฐ ไทยกล้า นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี พร้อมคณะผู้บริหาร, ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ได้จัดขบวนอัญเชิญไฟพระฤกษ์และประทีปพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ รวม 12 พระองค์ ซึ่งพระราชทานแก่ จ.สุโขทัย เพื่อลงลอยเป็นปฐมฤกษ์ในงานประเพณีลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟประจำปี 2562 ณ สระน้ำวัดสระศรี (ตระพังตระกวน) ภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ต.เมืองเก่า

เคลื่อนออกจากหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี ไปตามถนนจรดวิถีถ่อง เพื่อให้ประชาชนชาวสุโขทัย และนักท่องเที่ยวได้ร่วมชื่นชมในพระบารมีและความสวยงาม ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อชาว จ.สุโขทัย

ทั้งนี้ขบวนจะอัญเชิญไฟพระฤกษ์และประทีปพระราชทาน ไปร่วมในขบวนแห่วัฒนธรรมทั้ง 9 อำเภอ และขบวนแห่นางนพมาศ ในเวลา 15.30 น. ก่อนนำไปประดิษฐาน ณ แท่นพิธี บริเวณตระพังตาล ภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ต.เมืองเก่า เพื่อลงลอยเป็นปฐมฤกษ์ ในงานประเพณีลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟของ จ.สุโขทัย ประจำปี 2562 ในเวลา 23.30 น. ค่ำคืนนี้ ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 โดยมี นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี

นายพงศ์เทพ สาคร รายงาน

นายกรัฐมนตรี – พบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เร่งส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน แนะเพิ่มความหลากหลายให้สินค้าชุมชน

วันนี้ (11 พ.ย.62) เวลา 14.30 น. ณ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ต.หนองโพ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาเยี่ยมชมกิจการของสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ชมกระบวนการผลิตนมยู.เอช.ที ผลิตภัณฑ์สหกรณ์โคนมหนองโพฯ ได้แก่ นมอัดเม็ด นมยูเอชที/พาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ต ไอศรีม และผลิตภัณฑ์ OTOP อ.โพธาราม อาทิ ผลิตภัณฑ์กระเป๋าจากกาบกล้วยซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ OTOP KBO CONTEST ปี 2562 กุนเชียงหงส์หยกปราศจากสารกันบูดและดินประสิว  มาลัยทิชชู่ ข้าวปลอดสาร เป็นต้น พร้อมพบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและประชาชนในพื้นที่   โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ทดลองรีดนมโคอีกด้วย

จากนั้น นายกรัฐมนตรีพบปะนักเรียนโรงเรียนหนองโพวิทยาพร้อมกล่าวกับเด็กเยาวชนว่า เด็กและเยาวชนคือกำลังสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศ ขอให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการศึกษาและต้องใฝ่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและขอบคุณประชาชนที่มาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ขอให้เชื่อมั่นในรัฐบาลว่าขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการเกี่ยวกับสหกรณ์วิสาหกิจชุมชน โดยต้องการให้ประชาชนมีความเข้มแข็งยืนได้ด้วยตนเอง ผลิตสินค้าที่สามารถแข่งขันได้ทั้งปัจจุบันและในอนาคต ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เป็นการค้าเสรี ซึ่งสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ต้องผลิตในปริมาณและมีราคาที่เหมาะสม มีรูปแบบหลากหลายสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ตลอดจนต้องมีการวางยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

นายกรัฐมนตรียังฝากถึงส.ส.ในพื้นที่ ให้สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนถึงความจำเป็นและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการดำเนินการต่าง ๆ ตามนโยบายรัฐบาล พร้อมรับพิจารณากรณีนมโรงเรียนให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายภายใต้กฎระเบียบที่มีอยู่

สำหรับการตั้งสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรีฯ นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยต่อปัญหาของเกษตรกร จากสภาวะนมล้นตลาด ในปี พ.ศ. 2512 ทำให้ผู้เลี้ยงโคนมในจังหวัดราชบุรีและจังหวัดใกล้เคียงประสบความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก  ในปี 2513 พระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์สินส่วนพระองค์ สมทบกับเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อสร้างโรงงานนมผง โดยตั้งบริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพธิ์ ราชบุรี จำกัด และเปลี่ยนมาเป็นสหกรณ์โคนมหนองโพธิ์ (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถช่วยเหลือตนเองให้มีรายได้ในการประกอบอาชีพ ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกส่งน้ำนมดิบ 1,785 คน ปริมาณน้ำนมดิบเฉลี่ย 174.7 ตัน/วัน จำนวนโคนม 47,245 ตัว ผลิตภัณฑ์สหกรณ์ ได้แก่ นม พาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ตพร้อมดื่มโยเกิร์ต ไอศกรีม นมยูเอชที นมเปรียวยูเอชทีไฮคิดส์ และมีกำไรสุทธิ ประจำปี 2561 อยู่ที่ 14,161,996.17 บาท

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

ไฟแนนซ์ – ร้องกองปราบฯ​ หลังตามยึดรถ กลับถูกมีดไล่แทง อ้างรู้จัก ผู้กำกับ​ฯ

ไฟแนนซ์ ร้องกองปราบฯ​ หลังตามยึดรถกลับถูกมีดไล่แทงอ้างรู้จัก ผู้กำกับ​ฯ

วันที่ 11 พ.ย.62 เวลา 09.40 น. ที่กองบังคับการปราบปราม​ (บก.ป.) : นายสมเจตน์ เหล่าสอน อายุ 34 ปี พร้อมทีมงานไฟแนนซ์บริษัทแห่งหนึ่ง เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.ทรงพล หมอกกลั่น สว.(สอบสวน) กก.1 บก.ป.ภายหลังถูกเจ้าของรถที่ค้างค่าชำระ จำนวน 9 งวด ไม่ยินยอมให้ยึด ก่อนใช้อาวุธมีดแทงจนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ

นายสมเจตน์ฯ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน​ 2562​ ที่ผ่านมา ระหว่างตนขับรถไปตามถนนในซอยกำนันแม้น 13 แยก 31 ได้พบกับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ท สีน้ำตาล ทะเบียน สฮ​ 4102 กทม.คันดังกล่าวภายในซอยโดยบังเอิญ จึงขับตามไปเพื่อแจ้งขอยึดรถเนื่องจากค้างชำระค่างวดมาแล้ว 9 ครั้ง แต่ไม่ขอเปิดเผยยอดเงิน ตนจึงลงไปแนะนำตัวว่าเป็นไฟแนนซ์ พร้อมแสดงหนังสือรับมอบอำนาจ คำฟ้องศาลและหนังสือยกเลิกสัญญาที่ส่งให้กับเจ้าของตัวจริง แต่ปรากฎว่าผู้ที่ขับขี่รถคันนี้ไม่ยอมเจรจา บอกว่าตนเองไม่ใช่เจ้าของรถ แต่เป็นรถที่จำนำไว้ ก่อนจะต่อยตนจนเซ แล้วคว้ามีดพับในรถมาจ้วงแทงตนจนบาดเจ็บเอ็นนิ้วชี้ซ้ายขาด เย็บ 5 เข็ม มีแผลที่ท้ายทอยเย็บอีก 5 เข็ม รวมถึงแผลที่หน้าท้อง

นายสมเจตน์ฯ กล่าวต่ออีกว่า ทางทีมงานตนเห็นท่าไม่ดี จึงช่วยกันล็อคตัวผู้ก่อเหตุซึ่งทราบชื่อคือ นายพรประเสริฐ แก้วตา ซึ่งไม่ใช่เจ้าของรถตัวจริง เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้พยายามติดต่อไปแล้วแต่ไม่ได้ จากนั้นคู่กรณีได้โทรศัพท์ พร้อมเปิดภาพบุคคลหนึ่งที่สวมเครื่องแบบตำรวจ มีชื่อว่า “ผู้กำกับแป๊ะ” แต่ไม่ทราบว่าสังกัดใด มาคุยกับตนว่า หากไม่มีคำสั่งศาล ก็ไม่สามารถยึดรถได้ แต่ตามหลักสัญญาเช่าซื้อแล้ว ไฟแนนซ์สามารถยึดได้หากยกเลิกสัญญาไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งศาล ทั้งนี้หลังเกิดเหตุได้ไปลงบันทึกประจำวัน ที่ สน.บางขุนเทียน จากนี้ตรวจร่างกายเสร็จจึงจะนำผลแพทย์ไปประกอบการแจ้งความอีกครั้ง

เบื้องต้น พ.ต.ท.ทรงพลฯ สอบปากคำผู้แจ้งความพร้อมรวบรวมพยานหลักฐานที่นำมาเพื่อประกอบการพิจารณาคดี ก่อนรายงานผู้บังคับบัญชาสั่งการต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง – ส่งต่อธารน้ำใจ ต้านภัยหนาวในถิ่นทุรกันดาร จ.แพร่

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจ ต้านภัยหนาวในถิ่นทุรกันดาร ภาคเหนือ มอบผ้าห่ม พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยหนาว จ.แพร่

วันนี้ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562​ : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสังคมสงเคราะห์ฯ พร้อมด้วยมูลนิธิร่วมใจจังหวัดแพร่ มอบผ้าห่มกันหนาว พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวมจำนวน 1,000 ชุด แก่ผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ บริเวณโรงเรียนแม่ป้าก และบริเวณตลาดสดบ้านหนองแขม ตำบลแม่ป้าก อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ โดยมี นางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยหน่วยงานราชการในพื้นที่ร่วมในพิธี

โดยในเดือนพฤศจิกายน 2562​ นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งกำหนดออกเดินทางบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยในถิ่นทุรกันดาร ภาคเหนือ ประจำปี 2562 รวม 12 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนครสวรรค์,แพร่,น่าน,พะเยา,เชียงใหม่,เชียงราย,สุโขทัย,ตาก,ลำปาง,ลำพูน,แม่ฮ่องสอน และพิษณุโลก เพื่อมอบผ้าห่มเพื่อบรรเทาภัยหนาว พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวม 16,100 ชุด รวมทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประสานเครือข่ายมูลนิธิฯภายในจังหวัดให้ดำเนินการเป็นผู้แทนแจกจ่าย และมีกำหนดออกเดินทางสายอีสานต่อในเดือนธันวาคม 2562 เป็นลำดับต่อไป

โครงการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยหนาว ประจำปี 2562 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดมอบผ้าห่มกันหนาวแก่ผู้ประสบภัยในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั้งภาคเหนือ และภาคอีสาน รวมทั้งสิ้น 43 จังหวัด รวมมูลค่าการดำเนินงานในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 20,000,000 บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)

#ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #ติดต่อ-สอบถาม#ทีมงานสื่อสารองค์กร 086-854-1418 #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

ชุดเฉพาะกิจ​ ตม.จ.พัทลุง​ เข้าตรวจค้นยาเสพติด

ชุดเฉพาะกิจ​ ตม.จ.พัทลุง​ เข้าตรวจค้นยาเสพติด

วันทึ่​ 10 พ.ย.62​ เวลาประมาณ 10.30 น.: พ.ต.ต.เสกสรรค์ ตั้งคงนุช สว.ตม.จ.พัทลุง มอบหมายให้ ร.ต.อ.คำรพ ปิ่นทองพันธุ์ รองสว.ตม.จ.พัทลุง​ พร้อมกำลังชุด สืบสวน.สภ.ลำปำ จ.พัทลุง​ ได้ทำการตรวจค้น บ้านเลขที่ 32 ถ ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง พบ

  • นาย ธีรนัย ดวงดารา อายุ 23 ปี โดยกล่าวหาว่า เสพสารเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) และมียาเสพติด ประเภท 5 (น้ำกระท่อม)ไว้ในครอบครองฯ
  • นายนฤเบศ ดวงดารา อายุ 21 ปี โดยกล่าวหาว่า เสพสารเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) มียาเสพติด ประเภท 5 ( กัญชา,พืชกระท่อม )ไว้ในความครอบครองฯ​
  • นาย ฐิติศักดิ์ พงษ์จันทรเสถียร โดยกล่าวหาว่า เสพสารเสพติดประเภท 1​ (ยาบ้า) และครอบครองยาเสพติดประเภท 5 (กัญชา,ใบกระท่อม)

โดยชุดจับกุมได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดนำส่ง สภ.ลำปำ ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​