สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี ร่วมกับกรมประมง และสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี จำกัด แถลงข่าวจัดงานวันกุ้งจันท์ ครั้งที่ 24

สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี ร่วมกับกรมประมง และสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี จำกัด แถลงข่าวจัดงานวันกุ้งจันท์ ครั้งที่ 24

ที่ โรงแรมเคพีแกรนด์จันทบุรี สมาคมผู้เลี้ยงจันทบุรี ร่วมกับกรมประมง และสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี จำกัด แถลงข่าวจัดงานวันกุ้งจันท์ ครั้งที่ 24 โดยมีนายเสรี เรือนหล้า ประมงจังหวัดจันทบุรี นายทิวา ลิ้นทอง นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี และนายธานินทร์ มูลอ้าย ประธานจัดงานฯ ร่วมในการแถลงข่าว ซึ่งกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย นิทรรศการแสดงพันธ์สัตว์น้ำ การสัมมนาทางวิชาการ นิทรรศการจากประมง และการออกบูธผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการเลี้ยงกุ้ง

สำหรับการจัดงานวันกุ้งจันท์ ครั้งที่ 24 ทางสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี ได้ดำเนินการร่วมกับสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี และกรมประมง จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ภาคตะวันออก สามารถเข้าถึงวิชาการและเทคโนโลยี การเลี้ยงกุ้งที่ทันสมัย ปลอดภัย รวมทั้งเป็นการกระตุ้นการบริโภคกุ้ง สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และทราบถึงช่องทางการตลาด นวัตกรรมการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและผลกำไร ด้วยการสร้างคุณภาพการลดความเสี่ยงและต้นทุนการเลี้ยง เกษตรกรทราบถึงสถานการณ์โรคกุ้ง และแนวทางป้องกันความเสียหายที่เกิดจากโรคระบาด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน ความรู้และประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง นักวิชาการ และภาคเอกชน ทั้งนี้ การจัดงานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 18-19 มกราคม 2563 ณ โรงแรมเคพีแกรนด์ จันทบุรี

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี – จิตอาสาและชมรมผู้ประกอบการโฮมสเตย์ อำเภอแหลมสิงห์ร่วมกันจัดกิจกรรม Big Cleaning Day

จันทบุรี-จิตอาสาและชมรมผู้ประกอบการโฮมสเตย์ อำเภอแหลมสิงห์ ร่วมกับชุมชน ตำบลหนองชิ่ม เจ้าหน้าที่อำเภอและตำรวจ ร่วมกันจัดกิจกรรม Big Cleaning Day เก็บขยะตามแนวป่าชายเลน ลำคลองและจุดท่องเที่ยวที่บริเวณท่าเทียบเรือหมู่ 10 ตำบลหนองชิ่ม อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี

กลุ่มชมรมผู้ประกอบการโฮมสเตย์ อำเภอแหลมสิงห์ นำโดยนายมณี รัตนสร้อย ประธานชมรมผู้ประกอบการโฮมสเตย์ อำเภอแหลมสิงห์ ได้ร่วมกับชุมชน ตำบลหนองชิ่ม เจ้าหน้าที่อำเภอและเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรแหลมสิงห์ สถานีตำรวจภูธรเกาะเปริด ร่วมกันจัดกิจกรรม Big Cleaning Day เก็บขยะป่าชายเลน และจุดท่องเที่ยวในพื้นที่บ้านหนองชิ่ม เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม และรักษาความสวยงามของป่าชายเลนให้คงอยู่ต่อไป

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ชมรมผู้ประกอบการโฮมสเตย์ อำเภอแหลมสิงห์ และชาวชุมชน ตำบลหนองชิ่ม เล็งเห็นว่า จะเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ท่องเที่ยว เนื่องจากปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดขยะมากขึ้น การร่วมกันเก็บขยะจึงเป็นแนวทางที่ดี ที่จะช่วยกันทำความสะอาดแหล่งท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในอนาคตต่อไป และทางผู้ประกอบการโฮมสเตย์ อำเภอแหลมสิงห์ จะจัดกิจกรรมแบบนี้ทุกปี เพื่อทำความสะอาด และรักษาแหล่งท่องเที่ยวให้สวยงามต่อไป

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี – ประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมพิธี วันพระบิดาแห่งฝนหลวง

ข้าราชการ ประชาชน กลุ่มพลังมวลชน นักเรียน นักศึกษาในจังหวัดจันทบุรี ร่วมพิธี วันพระบิดาแห่งฝนหลวง สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

วันนี้ ( 14 พ.ย.62 ) ที่ห้องประชุม 1 ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีได้นำข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน กลุ่มพลังมวลชน ประชาชน นักเรียน นักศึกษาร่วมพิธีเนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2562 วางพานพุ่ม ดอก ไม้สด ถวายราชสักการะ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชดำริที่นำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการบังคับเมฆให้เกิดเป็นฝน จนเกิดเป็นเทคโนโลยีฝนหลวงที่ขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากให้แก่พสกนิกรชาวไทยที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และเป็นองค์ประกอบในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ จวบจนปัจจุบัน

ทั้งนี้ในส่วนของจังหวัดจันทบุรี ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะนำหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง มาปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกร แก้ปัญหาภัยแล้งในห้วงเดือน มีนาคมถึงพฤษภาคม เป็นประจำทุกปี ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ได้มีน้ำบำรุงผลผลิตที่กำลังใกล้เก็บเกี่ยว สร้างรายได้และความมั่งคง ลดผลกระทบจากสภาวะภัยแล้งแก่เกษตรกรและพสกนิกรชาวจันทบุรี ชาวจันทบุรีจึงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น นอกเหนือจากโครงการพระราชดำริฯ ที่มีอย่างมากมายแล้ว โครงการพระราชดำริฯ ฝนหลวงจึงมีส่วนช่วยชาวจันทบุรีในการแก้ปัญหาภัยแล้ง และปรับสมดุลธรรมชาติ อีกทางหนึ่ง

โอกาสนี้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดจันทบุรีได้จัดนิทรรศการ โครงการพระราชดำริฯ ฝนหลวง ให้ข้าราชการ ประชาชน นักเรียนศึกษาได้ศึกษาเรียนรู้และสำนึกในพระมหากรุณา ธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จังหวัดจันทบุรี – จัดโครงการจังหวัดเคลื่อนที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในท้องถิ่นชนบท

จังหวัดจันทบุรีจัดโครงการจังหวัดเคลื่อนที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในท้องถิ่นชนบทให้ได้รับบริการจากหน่วยงานภาครัฐอย่างทั่วถึงพร้อมรับทราบปัญหาและอุปสรรค เพื่อหาแนวทางแก้ไข

วันนี้ ( 14 พ.ย.62 ) ที่วัดเนินมะหาด ม.5 ต.ชากไทย อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้นำส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรภาคเอกชน ออกให้บริการโครงการจังหวัดเคลื่อนที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ให้ได้รับความสะดวกในการขอรับบริการจากหน่วยงานภาครัฐ และเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังข้อเสนอแนะ จากท้องถิ่นมาปรับปรุงพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมีการออกให้บริการแก่ประชาชนของทุกหน่วยงาน สำนักงานเหล่ากาชาดมอบรถจักรยานตามโครงการเรียนดี มอบถุงยังชีพแก่ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย มอบทุนอุปการะเด็กกองทุนในพระราชูปถัมภ์ฯ ทุนการศึกษาของสมาคมกำนัน – ผู้ใหญ่บ้าน และโรงพยาบาลสิริเวช บริการตรวจวัดสายตาและแจกแว่นสายตาฟรีแก่ผู้สูงอายุและผู้ประสบปัญหาทางสายตา แจกเมล็ดพันธุ์พืชและกล้าไม้

สำหรับโครงการจังหวัดเคลื่อนที่จะออกให้บริการเป็นประจำทุกเดือน สลับสับเปลี่ยนหมุน เวียน ครอบคลุมทุกพื้นที่ ของจังหวัดจันทบุรี มีการให้บริการต่างๆมากมาย อาทิเช่น บริการตรวจรักษาโรคและแจกเวชภัณฑ์ยา, บริการอุดฟัน, ถอนฟัน, ให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมาย ชี้แนะความรู้เรื่องแรงงาน, หลักประกันสังคม, ส่งเสริมอาชีพต่างๆ, จดทะเบียนคนพิการ, การจัดแสดงสาธิตและจำหน่ายสินค้าโอท็อป, สินค้าของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร, บริการตรวจเช็คซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า, เครื่องยนต์, รถจักรยานยนต์, เครื่องสูบน้ำ, บริการตัดผมและเสริมสวย, บริการทำหมัน สุนัข และแมว

ซึ่งการออกหน่วยครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่มาขอรับบริการเป็นจำนวนมาก โอกาสนี้สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดจันทบุรีได้นำหัวหน้าส่วนราชการออกเยี่ยมให้กำลังใจตามโครงการปันน้ำใจให้คนชรา และผู้ป่วยติดเตียง ในพื้นที่ ต.ชากไทย อ.เขาคิชฌกูฏ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจโดยแบ่งการเยี่ยมให้กำลังใจออกเป็น 2 สาย

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี – ชาวบ้านออกกรีดยาง ถูกช้างป่าทำร้าย เสียชีวิต

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.00 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรแก่งหางแมว ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีคนถูกช้างป่าทำร้ายเสียชีวิต บริเวณสวนยาง หมู่ที่ 19 ตำบลแก่งหางแมว อำ เภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบบุรี ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาตรวจสอบด้วย

หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรแก่งหางแมว พร้อมด้วยนายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายประคองบุญชูโกศล นายอำเภอแก่งหางแมว นายเดช จินโนรส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขุนซ่อง และผู้นำท้องถิ่น ได้รุดไปที่เกิดเหตุ เมื่อเดินทางไปถึงพบว่าเป็นสวนยางพารา ตรวจสอบภายในสวนยางพบผู้เสียชีวิต เป็นชายในสภาพเละ หลังถูกช้างป่าเหยียบและแตะจนแขนขาหัก และไส้ทะลักออกมา ทราบชื่อ คือ นายอัมพร แสงเจริญ อายุ 64 ปี เป็นชาวอำเภอแก่งหางแมว ในที่เกิดเหตุยังพบรอยเท้าช้างป่า และมูลช้าง เดินรอบอยู่ภายในสวนยางพารา

ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าผู้เสียชีวิตน่าจะออกมากรีดยางในช่วงกลางดึก ก่อนที่จะเจอกับช้างป่า และพยายามวิ่งหนีแต่หนีไม่ทัน จึงถูกช้างป่าทำร้ายเสียชีวิตดังกล่าว สำหรับผู้เสียชีวิตรายนี้นับว่าเป็นศพที่ 3 ในรอบปีนี้ ทั้งนี้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี หลังจากลงพื้นที่ไปดูจุดเกิดเหตุ ก็เตรียมที่จะนำปัญหานี้ไปเสนอต่อรัฐบาลให้มีการแก้ไขปัญหา หรือหามาตรการในการป้องกันในระยะยาว และระยะสั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านได้ถูกช้างป่าทำร้ายซ้ำอีก

ในเบื้องต้นทางผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น และชมรมหมดเวชคนรักษ์ช้าง รวมทั้งจังหวัดเตรียมให้การช่วยเหลือ เยียวยาครอบครัว นายอัมพร หลังต้องขาดเสาหลักไป ลูกชายผู้เสียชีวิต กล่าวว่า พ่อได้ออกไปกรีดยางพาราในช่วงเวลา ตี 2-3 จากนั้นตนเองจะออกไปกรีดยางกับพ่อก็เห็นไฟที่หัวส่องต้นยางอยู่นานไม่ขยับ จึงได้เดินไปดูก็พบว่าพ่อได้ถูกช้างป่าทำร้ายเสียชีวิตแล้ว จากนั้นตนเองจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ และนำศพไปไว้วัดช่องกะพัด เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ภาพ/ข่าว สุปราณี  แก้วหุง ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ผบ.กรมรักษาความปลอดภัยนาวิกโยธิน ตรวจเยี่ยมกำลังพลฐานทัพเรือสัตหีบ

วันนี้ 14 พ.ย.62 นาวาเอกจักรกฤษณ์ สัมภวะผล ผู้บังคับการกรมรักษาความปลอดภัย หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้เดินทางมาตรวจความพร้อมของกองรักษาความปลอดภัยฐานทัพเรือสัตหีบ โดยมี นาวาเอกพิสิษฐ์ จินตโกศลวิทย์ ผู้บังคับการกองรักษาความปลอดภัยฐานทัพเรือสัตหีบ ตลอดจน กำลังพลในสังกัดแถวให้ต้อนรับ ณ หน้ากองบังคับการ กองรักษาความปลอดภัยฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

สำหรับการตรวจเยี่ยมหน่วย และตรวจความพร้อมกำลังพลของ ผู้บังคับการกรมรักษาความปลอดภัยในวันนี้ เนื่องจากกองรักษาความปลอดภัยฐานทัพเรือสัตหีบเป็นกำลังพลในสังกัดกรมรักษาความปลอดภัย กองบัญชาการนาวิกโยธิน ที่ได้ฝากการปกครอง การบังคับบัญชาทางสายงานด้านยุทธการไว้กับฐานทัพเรือสัตหีบ ซึ่งเป็นส่วนแยกของกรมรักษาความปลอดภัยในการมารักษาความปลอดภัย ให้กับกองบัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบและหน่วยขึ้นตรง อีกทั้งมีภารกิจสำคัญในการถวายความปลอดภัยให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ทุก ๆ พระองค์ บุคคลสำคัญ สถานที่ ทรัพย์สินของทางราชการ ตลอดจนการดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตรับผิดชอบหรือเขตความปลอดภัยทางทหาร

นาวาเอกจักรกฤษณ์ สัมภวะผล กล่าวว่า กำลังพลที่มาสังกัดในฐานทัพเรือสัตหีบมีหลายกองร้อยซึ่งและกองร้อยจะได้รับมอบหมายหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยในแต่ละพื้นที่ ซึ่งรวมไปถึงในเขตฐานส่งกำลังบำรุงตราด จังหวัดตราด ซึ่งอยู่ในการดูแลของฐานทัพเรือสัตหีบ มีการสับเปลี่ยนกำลังพลกันตามวงรอบเป็นประจำทุกปี การมาเยี่ยมหน่วยก็เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ มอบนโยบายที่ได้รับมาจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงสู่ระดับผู้ปฎิบัติ การรับฟังปัญหาข้อขัดข้องของหน่วย ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาในภาพรวมของหน่วย

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323

ทม.สัตหีบ – มอบประกาศนียบัตรและปิดโครงการฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพ อปพร.ทม.สัตหีบ

ที่ห้องประชุมเทศบาลเมืองสัตหีบ นายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี ผอ.ศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนเทศเมืองสัตหีบ/นายกเทศมนตรีเมืองสัตหีบ (ผอ.อปพร. ทม.สัตหีบ/นายก ทม.สัตหีบ) มอบหมายให้ นายไชยเทพ บุญเลิศ รอง ผอ.อปพร.ทม.สัตหีบ/รอง นายก ทม. สัตหีบ) เป็นประธานปิดโครงการฝึกอบ รม พร้อมมอบบัตรอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ผู้ผ่านการฝึกอบรม รุ่นที่ 5 ประจำปี พ.ศ.2562 จำนวน 40 นาย เพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างถูกต้อง ตามหลักการปฏิบัติและหลักวิชาการ โดยมีคณะผู้บริหารของเทศบาลเมืองสัตหีบ หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิก อปพร. และนายประภัสร์ ตั้งเจริญกุล เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองสัตหีบ หัวหน้าชุดครูฝึกพร้อมคณะวิทยากรและครูฝึกร่วมพิธีปิดการฝึกอบรมในวันนี้

นายไชยเทพ บุญเลิศ กล่าวว่า การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน และของทางราชการ เพราะหากเกิดภัยพิบัติขึ้นแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่ว่าจะมากหรือน้อย ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติขึ้น ซึ่งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้นจะอาศัยแต่กำลังของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะอาสาสมัคร ในพื้นที่เทศบาลเมืองสัตหีบ จึงได้จัดให้มีการฝึกอบรมฯ ขึ้น เพื่อจัดตั้งอาสาสมัครเป็นกำลังสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างถูกต้องทันท่วงที จึงขอให้ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมได้นำความรู้ความสามารถที่ได้รับ จากการฝึกอบรมในครั้งนี้ไปช่วยเหลือและทำประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมตามวัตถุประสงค์ต่อไป

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323

พล.ต.ท.พูลทรัพย์ฯ​ เปิดโครงการจิตอาสาพัฒนา เราทำความดีด้วยหัวใจ “ปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาถนนกำแหงสงคราม”

พล.ต.ท.พูลทรัพย์ฯ​ เปิดโครงการจิตอาสาพัฒนา เราทำความดีด้วยหัวใจ “ปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาถนนกำแหงสงคราม”

วันที่​ 14 พ.ย.62 เวลา 13.30 น.​ณ ตำรวจภูธรภาค 3 อ.เมือง จ.นครราชสีมา​ : พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.3 เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการจิตอาสาพัฒนา เราทำความดีด้วยหัวใจ “ปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาถนนกำแหงสงคราม” พร้อมด้วยพล.ต.ต.จิตรจรูญ ศรีวนิชณ์, พล.ต.ต.คีรีศักดิ์​ ตันตินวะชัย, พล.ต.ต.ฐากูร นัทธีศรี, พล.ต.ต.ภาณุ บุรณศิริ, พล.ต.ต. อัคราเดช พิมลศรี รอง ผบช.ภ.3, พล.ต.ต.ไพโรจน์ บุญเต็ง​ รอง ผบช.ภ.3, พล.ต.ต.อภิศักดิ์ เดชะคำภู รอง จตร.(สบ 7) ปฎิบัติราชการ ตำรวจภูธรภาค 3, ผบก.ศฝร.ภ.3, ผบก.อก.ภ.3 และข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 3 ได้ร่วมกันปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาถนนกำแหงสงคราม ทำความสะอาดโดยรอบอาคารตำรวจภูธรภาค 3

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นายกฯ – ประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าฯ ปลดล็อกปัญหาด้านการท่องเที่ยว เร่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ


นายกฯ ประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าฯ ปลดล็อกปัญหาด้านการท่องเที่ยว เร่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ สั่งการเร่งแก้ไขปัญหาที่ภาคเอกชนเสนอให้ได้ภายใน 1 – 2 เดือน

วันนี้ (14 พ.ย.62) เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทย โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และภาคเอกชน นำโดยนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ เข้าร่วมการประชุมหารือ

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า รัฐบาลเน้นย้ำช่วงฤดูการท่องเที่ยวมีความเกี่ยวพันกับหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลางหรือขนาดเล็ก รวมถึงการค้าปลีก วันนี้สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือการดูแลผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยภาคธุรกิจมาช่วยด้วย ทำอย่างไรที่จะทำให้คนไทยมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการดูแลราคาสินค้าต่าง ๆ ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าการปฏิรูปประเทศ สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ทุกภาคส่วนทุกระดับมีความสำคัญทั้งสิ้น ไม่สามารถทิ้งใครไว้ข้างหลังได้ ต้องแก้ไขเดินหน้าให้เข้มแข็งไปด้วยกัน เปรียบดั่งไม้ไผ่มัดรวมกันเป็นกำ จะหักยากและแข็งแรงขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะคุยกันวันนี้เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือกันมาก่อนหน้านี้แล้ว หลาย ๆ เรื่องจะต้องมีการปรับวิธีการใหม่ โดยเรื่องใดที่ทางภาครัฐจะช่วยดำเนินการให้ได้ก็ยินดี

ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผลการประชุมหารือว่า ที่ประชุมได้หารือด้านเศรษฐกิจเน้นในเรื่องการท่องเที่ยว ได้รับฟังข้อเสนอจากภาคธุรกิจทุกภาคส่วนทั้งในส่วนของผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ร้านค้าปลีก รวมถึงเรื่องเมืองหลักเมืองรอง การใช้ประโยชน์จากดิจิทัลในการบริหารงาน กฎกระทรวง กฎหมาย ที่วิธีการปฏิบัติหลาย ๆ อย่างอาจจะล้าสมัยยังไม่สอดคล้องในปัจจุบัน มีความจำเป็นต้องปรับแก้ในอนาคต โดยวันนี้ได้เร่งรัดว่าทุกอย่างจะต้องแก้ไข รีบคิด รีบพิจารณาเป็นกลุ่มย่อย หาแนวทางการแก้ไข ซึ่งเราได้ปรับไปหลายอย่างแล้ว  ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์สิ่งที่ดีงามของประเทศไทย เพราะการจะเขียนจะโพสต์อะไรต่าง ๆ จะเผยแพร่ออกโซเชียลมีเดียไปได้ทั้งโลก ซึ่งในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ การสร้างบ้านเมืองให้น่าอยู่น่าเที่ยวนั้นข้อสำคัญคือทุกคนต้องรู้จักเผื่อแผ่แบ่งปัน รายใหญ่ รายเล็ก ร้านค้าปลีก จะช่วยกันอย่างไร เมืองใหญ่เมืองรองต่าง ๆ ทั้งหมด และหลายอย่างต้องขับเคลื่อนด้วยการประชุมขนาดใหญ่ หรือ Mice การจัดกีฬา การจัดดนตรี การจัดมหกรรมดนตรีของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกจะสามารถทำได้หรือไม่ ถ้าได้จัดในสถานที่สวยงามของไทยก็จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวที่ชอบฟังเพลงให้มาท่องเที่ยวได้ โดยจะต้องมีการลงทุน มีการร่วมมือกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นอกจากนี้ จะต้องระมัดระวังเรื่องความมั่นคงด้วย การท่องเที่ยวมีสัดส่วนเกิน 20% ของ GDP เพราะมีหลาย Sector บาง Sector ยังมีปัญหาอยู่ ซึ่งมีผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้น สถานประกอบการที่ถูกกฎหมายกับผิดกฎหมาย ที่ดินถูกกฎหมาย กับที่ดินผิดกฎหมาย โรงแรมถูกกฎหมายได้มาตรฐานกับโรงแรมไม่ได้มาตรฐาน ที่จะต้องแก้ไขให้ภาคเอกชน เพื่อไม่ให้เดือดร้อนกันไปทั้งหมด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกฎหมาย จึงต้องช่วยกันทำทั้งหมด ซึ่งตนอยากให้เร่งแก้ไขปัญหาที่ภาคเอกชนขอมาในวันนี้ให้ได้ภายใน 1 – 2 เดือน เรื่องใดที่ทำได้ก็ให้ทำ โดยทำคู่ขนานกันไปกับการแก้ปัญหาระยะยาว รวมทั้งจะมีการทำแผนแม่บทเรื่องการท่องเที่ยว ที่จะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ปี 2560 – 2564 ช่วง 5 ปีแรก ซึ่งที่ผ่านมา 3 ปีสามารถแก้ปัญหาไปได้มากพอสมควร ดังนั้น แผนแม่บทเรื่องการท่องเที่ยวจะต้องทำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปีแรกกับแผน 5 ปี ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่จะไม่ได้ไปล็อคเรื่องใด สามารถปรับได้ทั้งหมด แก้ไขได้ทุกอย่างตามสถานการณ์วันหน้าที่เปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นการสืบทอดอำนาจใครทั้งสิ้น แต่เป็นอำนาจการบริหารงานของส่วนราชการกับภาคธุรกิจเอกชนที่ร่วมมือกัน

ด้านนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวหลายภาคส่วน ได้เข้าประชุมหารือกับนายกรัฐมนตรีถึงแนวทางที่ภาครัฐสามารถช่วยด้านการท่องเที่ยวได้  ซึ่งภาคเอกชนได้หารือร่วมกับหน่วยงานราชการมาก่อนหน้าแล้วเมื่อวานนี้ บางเรื่องก็เพิ่งทราบว่ารัฐบาลได้ดำเนินการแล้ว เช่น เรื่องวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยว Long Stay ที่ต้องใช้การประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น พร้อมกับที่ประชุมวันนี้ได้หารือถึงแนวทางการกระตุ้นรายได้ของ SMEs และคนในท้องถิ่น แนวทางการทำ Walking Street ช่วงจากนี้ถึงปลายปี 62 หรือต้นปี 63 ที่จะมี Walking Street ทดลองทุกวันอาทิตย์ อาจจะเป็นที่เยาวราช หรือหลายแห่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในจังหวัดที่สามารถทำได้ นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงเรื่องแนวทางการติดไฟฟ้าในแหล่งโบราณสถานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวในเวลากลางคืน

พร้อมกันนี้ ได้หารือกันว่ามีกฎหมายใดที่สามารถแก้ไขได้ โดยภาคเอกชนได้เสนอไปหลายเรื่อง  ที่ต้องมาหารือต่อไปว่าจะสามารถออกเป็นกฎกระทรวงได้หรือไม่ อย่างไร นอกจากนี้ มีการหารือถึงการดึงบล็อกเกอร์ คนเขียนข่าวจากต่างประเทศ เพื่อให้ช่วยโปรโมตประเทศไทย โดยในต้นปี 63 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะดึงบล็อกเกอร์และนักข่าวจากทั่วโลกมาช่วยทำเรื่องนี้ ขณะที่เรื่อง Mice จะมีงานอีเว้นท์ใหญ่ระดับโลกมาจัดที่ประเทศไทย  รวมทั้งเรื่องการแข่งขันกีฬา การจัดแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องดัง ก็จะมีการดึงเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น ซึ่ง สสปน. มีแผนดำเนินการและภาคเอกชนพร้อมช่วยโปรโมต และภาคเอกชนยังได้หารือถึงเรื่องขอให้รัฐบาลสนับสนุน TAGTHAi Application หรือ แอพทักทาย ที่เปิดตัวไปเมื่อวานนี้ โดยแอพทักทาย สามารถจองห้องพัก จองตั๋วเครื่องบิน รวมทั้งดูข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในประเทศไทยด้วย

นายกลินท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ภาคเอกชนอยากให้ BOI ช่วยดูเรื่องกฎ กติกา มารยาท ที่จะโปรโมตเรื่องแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ Man Made Tourism ในประเทศไทย เพื่อดึงนักลงทุนให้มาลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ขอให้รัฐบาลช่วยโปรโมต Man Made Tourism ที่ดี ๆ ในประเทศไทยด้วย รวมทั้งในเรื่องของมาตรการภาษี ที่สายการบินได้รับผลกระทบ โดยเมื่อ 2 ปีที่แล้วภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 0.23% แต่ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 23% ซึ่งภาคเอกชนจะหารือกับกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังอีกครั้ง  ขณะที่เรื่องแนวทางจุด Vat Refund For Tourist นอกสนามบิน ที่ภาคเอกชนดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังมาแล้ว 5 แห่งนั้น ภาคเอกชนก็อยากให้มีจุด Vat Refund For Tourist นอกสนามบินเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด ทั้งในกรุงเทพฯ และกระจายไปทั่วประเทศ โดยจะได้มีการหารือแนวทางร่วมกันต่อไป

ทั้งนี้ จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นผู้ประสานงาน เพื่อติดตามการดำเนินงานเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวดังกล่าว  เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ดีขึ้น ให้เกิดการกระจายรายได้ที่เร็วที่สุด

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นายจุรินทร์ฯ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.)

นายจุรินทร์ฯ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.) โดยที่ประชุมเห็นชอบกำหนดนิยามและประเภท “ครอบครัว” สำหรับข้อมูลสารสนเทศด้านครอบครัว (Family Big Data)

วันนี้ (14พ.ย.62) เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุม 2503 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 2 ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.) ครั้งที่ 2/2562 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดนิยามและประเภทครอบครัว สำหรับข้อมูลสารสนเทศด้านครอบครัว (Family Big Data) โอกาสนี้ ที่ประชุมทบทวนนิยามและประเภทครอบครัว โดยเห็นชอบนิยามและประเภทครอบครัว เพื่อประโยชน์ในการจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านครอบครัว (Family Big Data) รวมทั้งใช้ในการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านครอบครัวต่อไป

สำหรับคำนิยามและประเภทครอบครัว ได้แก่

1.”ครอบครัว” คือ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่ใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยา หรือมีความผูกพันทางสายโลหิต หรือทางกฎหมาย หรือเกี่ยวดองเป็นเครือญาติ ซึ่งสมาชิในครอบครัวต่างมีบทบาทหน้าที่ต่อกัน และมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน 

2. การจำแนกครอบครัวตามโครงสร้าง ได้แก่ (1) ครอบครัวเดี่ยว คือ ครอบครัวที่ประกอบด้วยบุคคลที่ใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยา อาจมีหรือไม่มีบุตร พ่อหรือแม่อยู่กับบุตร หรือพี่น้อง หรือญาติไม่เกินสองรุ่นใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน (2) ครอบครัวขยาย คือ ครอบครัวที่ประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่สามรุ่นขึ้นไป หรือครอบครัวเดี่ยวสองครอบครัวขึ้นไปที่มีความผูกพันทางสายโลหิต หรือเกี่ยวดองเป็นเครือญาติ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน และอาศัยอยู่ในบ้านหรือบริเวณเดียวกัน 

3. การจำแนกครอบครัวตามลักษณะเฉพาะ ได้แก่ (1) ครอบครัวพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว คือ ครอบครัวที่พ่อหรือแม่ต้องเลี้ยงดูบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยลำพัง (2) ครอบครัวข้ามรุ่น คือ ครอบครัวที่มี ปู่ ย่า ตา ยาย อยู่กับหลานตามลำพัง (3) ครอบครัวที่ผู้สูงอายุอยู่ด้วยกันตามลำพัง คือครอบครัวที่ประกอบด้วยสมาชิกอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ตั้งแต่สองคนขึ้นไป อยู่ร่วมกันโดยไม่มีสมาชิกช่วงวัยอื่นอาศัยอยู่ด้วย (4) ครอบครัวคู่รักเพศเดียวกัน คือ ครอบครัวที่มีบุคคลเพศเดียวกันใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา (5) ครอบครัวผสม คือ ครอบครัวที่ชายหญิงฝ่ายฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝายมีบุตรติดมาและได้สมรสหรืออยู่กินกันฉันสามีภริยาเป็นครอบครัวใหม่ และบุตรนั้นอาศัยอยู่ด้วยกัน (6) ครอบครัววัยรุ่น คือครอบครัวที่พ่อแม่เป็นวัยรุ่น และ(7) ครัวเรือนคนเดียว คือ ครัวเรือนที่บุคคลอาศัยอยู่คนเดียวตั้งแต่สามเดือนขึ้นไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบรายงานความก้าวหน้าโครงการคลังข้อมูลสารสนเทศด้านครอบครัวแห่งชาติ (Family Big Data) โดยมีแผนการดำเนินการในปีงบประมาณ 2563 ดังนี้ 

  1. สำนักงานสถิติแห่งชาติ GBDi กระทรวงดิจิทัล DE ทดลองนำร่องวิเคราะห์จำนวนครอบครัวแต่ละประเภทภาพรวมประเทศและรายจังหวัดจากข้อมูลโครงการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรไตรมาส 3 ปี 2557 – 2561
  2. จัดทำ Data Catalog และ Data List รายกรมในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
  3. เชื่อมโยงบูรณาการฐานข้อมูลบุคลากรและผู้รับบริการของกระทรวง พม.
  4. การจัดทำ platform เพื่อรองรับระบบ Family Big Data
  5. สนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนดำเนินการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลจำนวนครอบครัวในพื้นที่
  6. เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลครอบครัวตามคำนิยามและประเภทครอบครัว หารือแนวทางความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  7. จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การแลกเปลี่ยนข้อมูลครอบครัวระหว่าง พม. กับหน่วยงานต่าง ๆ

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก