พิธีต่อสัญญา “ทหารผ่านศึก” ชมรมทหารผ่านศึกพิการ จังหวัดชายแดนภาคใต้

16 พฤศจิกายน 2562 เวลา 11.30 น. พลตรี เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานในพิธีการต่อสัญญา “ทหารผ่านศึก” ระหว่างสมาชิกชมรมทหารผ่านศึกพิการ จังหวัดชายแดนใต้ ร่วมกับบริษัท ซีพี ออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่ศูนย์การศึกษาประจำมัสยิดซีรอญีลฮูดา บ้านบือยอง หมู่ 3 ตำบลกายูบอเกาะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา โดยมี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41, ประธานชมรมทหารผ่านศึกพิการ จังหวัดชายแดนภาคใต้, รองผู้จัดการฝ่ายบุคคลบริษัท ซีพี ออยล์ จำกัด (มหาชน), สมาชิกชมรมทหารผ่านศึกพิการ จังหวัดชายแดนใต้, ประชาชน, ครู และนักเรียน เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้โดยพร้อมเพียงกัน

พลตรี เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า รู้สึกยินดี และเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมพิธีในครั้งนี้ สมาชิกชมรมทหารผ่านศึกพิการทุกคนถือได้ว่าเป็นผู้เสียสละ ถึงแม้ปัจจุบันจะเป็นทหารผ่านศึกผู้พิการด้านร่างกาย แต่จิตใจของทุกคนยังมีความมุ่งมั่น ในการที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับชุมชน มีความสงบบสันติสุข และถือโอกาสในครั้งนี้ได้ รับฟังข้อเสนอแนะ จากผู้ที่ผ่านการเป็นทหาร ซึ่งทุกคนได้เสียสละอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนของร่างกาย แต่จิตใจยังคงมีความมุ่งมั่น ที่จะดูแลพื้นที่แห่งนี้ให้กับลูกหลานต่อไป

พิธีการต่อสัญญา “ทหารผ่านศึก” ระหว่างสมาชิกชมรมทหารผ่านศึกพิการ จังหวัดชายแดนใต้ ครั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดความสามัคคีในชุมชนและความเข้าใจอันดีระหว่างชุมชนกับทหาร ผ่านศึกในพื้นที่ โดยการทำกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกันบริเวณมัสยิดในพื้นที่อีกด้วย ทั้งนี้ พลตรี เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้มอบอุปกรณ์กีฬา ให้แก่นักเรียนศูนย์การศึกษาประจำมัสยิด (ตาดีกา) ในพื้นที่ ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน จ.ยะลา จำนวน 6 ศูนย์การศึกษา ได้แก่ ศูนย์การศึกษาประจำมัสยิดซีรอญีลฮูดา, ศูนย์การศึกษาประจำมัสยิดดารูลอามาน, ศูนย์การศึกษาประจำมัสยิดนูรูลอิสลามียะห์, ศูนย์การศึกษาประจำมัสยิดตัรบียาตุลอัตฟาล, ศูนย์การศึกษาประจำมัสยิดเราฏอตุลอัตฟาล

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ (issoc4news)

สำนักข่าวความมั่นคง

นนทบุรี ระทึก !! ไฟไหม้ห้องนอนโรงเรียนแห่งหนึ่ง ย่านบางกรวย เด็กชายสำลักควัน 5 คน โชคดีไร้เจ็บ-ตาย

นนทบุรี ระทึก !! ไฟไหม้ห้องนอนโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านบางกรวยเด็กชายสำลักควัน 5 คน โชคดีไร้เจ็บ-ตาย

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 17 พ.ย.62 พ.ต.ท.บัญชา รัตนกันทา สารวัตรเวรสอบสวน สภ. บาง กรวย จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งมีเหตุเพลิงไหม้ห้องพักนักเรียนของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์บาง กรวย ตั้งอยู่ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ต.บางกรวย อ.บางกรวย จึงรายงานผู้บังคับบัญชา พร้อมประสานรถดับเพลิงของเทศบาลเมืองบางกรวย จำนวน 7 คัน รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง 3 ชั้น ซึ่งเป็นลักษณะห้องนอนรวมของนักเรียนชายเปลวเพลิงและกลุ่มควันเกิดขึ้นจำนวนมาก ทางเจ้าหน้าดับเพลิงและอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยเร่งช่วยกันฉีดน้ำเพื่อสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลามโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ หลังเพลิงสงบตรวจสอบพบว่าที่นอน ของใช้และตู้เก็บของถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด เหตุการณ์นี้มีเด็กนักเรียนชายวัย12-14 ปีเกิดอาการตกใจและสำลักควันไฟจำนวน 5 คน กู้ภัยช่วยเหลือนำตัวส่ง ร.พ.บางกรวย ล่าสุดอาการปลอดภัย

จากการสอบถาม เด็กนักเรียนชายคนหนึ่งให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุมีสะเก็ดไฟตกมาจากพัด ลมเพดานภายในห้อง ทำให้สะเก็ดไฟตกหล่นลงมาถูกฟูกที่นอนที่อยู่ด้านล่าง จากนั้นก็เริ่มมีกลุ่มควันและแสงเพลิงเกิดขึ้น ทำให้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันทราบว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นลักษณะโรงเรียนประจำหรือที่เรียกกันว่าโรงเรียน กิน-นอน โดยจะมีเด็กนักเรียนมาจากหลายจังหวัด มาเรียนและพักอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมากโดยก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน ก็ได้เกิดไฟไหม้บริเวณห้องเก็บของที่อยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคารเดียวกันไปแล้วครั้งหนึ่งด้วย

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการบันทึกภาพที่เกิดเหตุพร้อมกับสอบถามข้อมูลจากทางคุณ ครูไว้ก่อน โดยสันนิษฐานว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรจากพัดลมเพดานภาย ในห้องพักของนักเรียนจนเป็นสาเหตุให้สะเก็ดไฟนั้นตกหล่นลงมาบนที่นอนซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีและทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามจะต้องให้ทางเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดเหตุที่แท้จริง ต่อไป

ภาพ/ข่าว สาโรจน์ สว่างศรี / ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นนทบุรี

นนทบุรี – หนุ่มวัย 38 ปี ก๊งเหล้าได้ที่ ชวนเพื่อนลงน้ำหาหอย ตะคริวกินจมน้ำดับ ต่อหน้าต่อตา

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 17 พ.ย.62 ร.ต.อ.วุฒิกิจ บัวนวล รอง สว.สอบสวน สภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำของมูลนิธิร่วมกตัญญูเดินทางเข้าตรวจสอบหลังจากได้รับแจ้งมีชายจมน้ำสูญหายภายในคลองพระพิมลราชา หมู่ 5 ต.ไทรน้อย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี จึงรุดเข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นคลองมีความกว้างประมาณ 12 เมตรลึกประมาณ 4 เมตร พบว่าผู้สูญหายเป็นชายทราบชื่อคือนายชูเกียรติ พิณสำเนียง อายุ 38 ปี มางมหาหอย กับเพื่อนร่วมงานและจมน้ำสูญหายไปต่อหน้าต่อตา โดยทางทีมชุดประดาน้ำของทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูลงค้นหาใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5 นาที ก็พบร่างของนายชูเกียรติ จมอยู่ก้นคลองตรงจุดที่จมสูญหายไป

ขณะเดียวกัน นายศุภสวัสดิ์ เข็มทอง อายุ 46 ปี เพื่อนผู้เสียชีวิต เล่าว่า ตนมีอาชีพขับรถบรรทุก ส่วนนายชูเกียรติ ฯ(ผู้เสียชีวิต)เป็นคนเฝ้าดูแลอู่รถ ซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัทเดียวกัน โดยวันนี้เป็นวันหยุดนายชูเกียรติ ได้นั่งดื่มสุราก่อนจะชักชวนกันมา งม หอย เพื่อนำไปทำเป็นอาหารในขณะที่ตนเองกำลังงมหอย อยู่อีกมุมหนึ่ง จากนั้นสังเกตเห็นตัวนายชูเกียรติ มีท่าทางตะเกียกตะกายตีน้ำ กระทั่งจมหายไปต่อหน้า ต่อตา จึงพยายามว่ายเข้ามาช่วยเหลือ แต่ตนเองว่ายน้ำไม่เป็นจึงไม่สามารถลงไปช่วยเหลือได้จึงวิ่งไปตามเพื่อนที่อยู่ใกล้เคียงมาช่วยเหลือลงค้นหาแต่ด้วยความลึกของน้ำในคลองจึงไม่พบตัวนายชูเกียรติ กระทั่งตัดสินใจโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่าเบื้องต้นได้ ทำการบันทึกภาพที่เกิดเหตุพร้อมกับสอบปาก คำเพื่อนผู้เสียชีวิตไว้ก่อนโดยสันนิษฐานว่าผู้เสียชีวิตนั้นน่าจะเกิดเป็นตะคริวประกอบดื่มสุราก่อนลงน้ำจึงทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และเสียชีวิตดังกล่าว จากนั้นจึงได้มอบร่างผู้เสียชีวิตให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติรังสิตเพื่อชันสูตร ต่อไป

ภาพ/ข่าว สาโรจน์ สว่างศรี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นนทบุรี

สุโขทัย – ส.ภ.บ้านสวนจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาวัด “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”

สุโขทัย- ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรบ้านสวนจัดกิจกรรมทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะเพื่อประชาชนบริเวณวัดฤทธิ์ศิริราษฏร์เจริญธรรม ม.4 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.สุโขทัย “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”

พล.ต.อ.ไพบูลย์ กาศอุดม ผู้กำกับ ส.ภ.บ้านสวน อ.เมือง จ.สุโขทัย นำข้าราชการตำรวจจิตอาสาที่ในสังกัด ร่วมโครงการจิตอาสา“เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” กิจกรรมทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะเพื่อประชาชนบริเวณวัดฤทธิ์ศิริราษฏร์เจริญธรรม หมู่4 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัยโดยมีข้าราชการตำรวจและประชาชนจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

พล.ต.อ.ไพบูลย์ กาศอุดม กล่าวว่าส.ภ.บ้านสวน ได้จัดกิจกรรม “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกให้คนในชาติมีความเสียสละตั้งมั่นในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวมโดยไม่มีค่าตอบแทนและไม่แสวงหาผลประโยชน์ใดๆ จากการร่วมกิจกรรมการปฏิบัติตนด้วยความเสียสละเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเกิดความร่วมมือร่วมใจในการเป็นจิตอาสาพัฒนาพื้นที่สร้างความสะอาดเรียบร้อยแก่บ้านเมืองอีกทั้ง ยังนับเป็นการกระทำความดีที่เป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติตามและสร้างจิตสำนึกในการที่จะร่วมกันสืบสานทำความดี

นายพงศ์เทพ สาคร รายงาน

ลพบุรี – กระบะซิ่งสยอง เสยท้ายรถบรรทุก ผู้โดยสารดับคาที่ คนขับสาหัส

วันที่ 17 พ.ย. 62 รงต.อ.อภิชาติ โหมกจันทึก รอง สว.(สอบสวน) สภ.ชัยบาดาล อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์กระบะ ชนท้ายรถบรรทุก 6 ล้อ ที่ถนนสุระนารยณ์ เส้นทางชัยบาดาล-ลำสนธิ ในที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสติดคาซากรถอยู่จำนวน 2 ราย จึงได้ประสานแพทย์เวรฉุกเฉิน 1669 รพ.ชัยบาดาล และมูลนิธิพุทธธรรมสงเคราะห์ พ้งไล้ (16) ลำนารายณ์ พร้อมอุปกรณ์ในการตัดถ่างรุดเดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นถนนสี่เลน มีไฟฟ้าส่องแสงสว่าง ที่ริมถนนขาเข้า อ.ชัยบาดาล พบรถยนต์บรร ทุก 6 ล้อยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว หมายลขทะเบียน 82-9644 ราชบุรี จอดชิดขอบทางริมถนน โดยมีรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ นิสสัน สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน ปน-8791 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนท้ายอย่างรุนแรงจนรถพังยุบ เศษชิ้นส่วนอุปกรณ์รถกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวน 2 ราย ติดคาซากรถอยู่ เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ได้ทำ การช่วยเหลือนำร่างผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งสองรายออกมาได้ในเวลาต่อมา ทราบชื่อนายจักรพงษ์ แนบนิล อายุ 40 ปี คนขับ และนายประสิทธิ์ ศิริคุปต์ อายุ 53 ปี แต่เนื่องจากนายประสิทธิ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก และเสียเลือดมากทนพิษบาดแผลไม่ไหวได้เสียชีวิตก่อนนำตัวส่ง รพ.

จากการสอบสวนนายวิมล สิงห์สาร อายุ 39 ปี คนขับรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ เล่าว่าตนเองขับรถมาจอดนอนพักที่ริมถนนเส้นทางดังกล่าวหลายชั่วโมงแล้ว โดยจอดชิดขอบทางมีแสงไฟส่องสว่าง จู่ๆ ต้องสะดุ้งตื่น เมื่อรถยนต์กระบะวิ่งมาเสยท้ายรถของตนเองอย่างจังเสียงดังสนั่น จนมีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บสาหัสดังกล่าว ทั้งนี้ร้อยเวรเจ้าของคดีได้ควบคุมตัวนายวิมล ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชัยบาดาล เพื่อทำการสอบสวน และตรวจสอบกล้องวงจร ปิดในเส้นทาง เพื่อสรุปสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ต่อไป ส่วนผู้เสียชีวิตได้นำส่งพิสูจน์ที่ รพ.อีกครั้งก่อนที่จะประสานญาตินำศพกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณ๊ต่อไป

ภาพ/ข่าวกฤษณ์ ลพบุรี 0890899090
โยธิน พรมแตง รายงาน

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจงเหตุคนร้ายประกบยิงชาวบ้านเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 1 ราย

จากกรณีเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนขับขี่รถจักรยานยนต์ ประกบยิงราษฎร ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์กลับจากตลาดนัดบ้านหนองครก ต.ควนโนรี อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2562 เวลา 17.35 น. เป็นเหตุให้ราษฎรเสียชีวิต 2 ราย ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย นั้น

ล่าสุดวันนี้ ( 16 พ.ย. 2562 )เวลา 09.00 น. พ.อ. เกียรติศักดิ์  ณีวงษ์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว คนร้ายได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ประกบยิงราษฎรเสียชีวิต 2 ราย ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์กลับจากตลาดนัดบ้านหนองครก ต.ควนโนรี อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี

เมื่อเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณถนนเลียบคลองชลประทาน รอยต่อบ้านตุปะ ม.5 ต.ควนโนรี อ.โคกโพธิ์ กับบ้านละโพะ ม.3 ต.บ้านไร่ อ.แม่ลาน  จ.ปัตตานี คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนประกบยิงราษฎรเสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อคือ นายอนุกุล ขุนแก้ว อายุ 60 ปี และนางยุพิน   ขุนแก้ว อายุ 55 ปี นอกจากนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย  เป็นเด็ก  อายุ 2 ปี 7 เดือน ทราบชื่อคือ เด็กหญิง จันทรการ อินทรพรหมได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก ได้ส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี

โดยผู้เสียชีวิตทั้งสองราย เป็นบิดาและมารดาของ สิบตำรวจเอก สุรการ ขุนแก้ว ผู้บังคับหมู่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ภูธรจังหวัดยะลา ช่วยราชการ ฝ่ายอำนวยการ 4 (กบ.) ภูธรจังหวัดยะลา สำหรับ เด็กหญิง จันทรการ อินทรพรหม เป็นหลานสาว

พฤติกรรมคนร้าย จากการสอบถามใกล้ที่เกิดเหตุ ทราบว่า คนร้าย 4 คน ใส่หมวกปีก 2 – 3 คน ขับรถจักรยานยนต์ 2 คัน ไม่ทราบยี่ห้อ และ ทะเบียน ซึ่งเป็นรถ สีดำ และ สีน้ำเงิน ประกบยิง แล้วมุ่งหน้าไปทาง อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี

ภายหลังเกิดเหตุ พล.ท. พรศักดิ์  พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4ได้แสดงความเสียใจกับญาติ และครอบครัวของผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งสั่งการให้ส่วนที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดเข้าให้การช่วยเหลือเยียวยาในขั้นต้นเป็นการเร่งด่วน และให้หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี สนธิกำลังตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด ร่วมกับกำลังประจำถิ่นและภาคประชาชน ตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี เพื่อติดตามจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วต่อไป

จึงขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชน หากรู้เบาะแสคนร้าย หรือพบเห็นสิ่งผิดปกติ หรือบุคคลต้องสงสัยเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ สามารถแจ้งได้โดยตรงที่เบอร์สายด่วน 1341 หรือหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ใกล้บ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ปลายด้ามขวาน@ชายแดนใต้

รัฐบาล – ส่งเสริมสตาร์ทอัพ แก้ไขปัญหาและพัฒนาเมือง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ของประชาชน

(15 พฤศจิกายน 2562) เวลา 15.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมพูดคุยกับตัวแทนสตาร์ทอัพ ประกอบด้วยบริษัท Arincare และ ITAX ในรายการ Government Weekly สรุปประเด็นดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าว รัฐบาลพร้อมส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย เพื่อเร่งรัดการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด สิ่งสำคัญ คือ การอาศัยนวัตกรรม ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การอำนวยความสะดวกในการติดต่อสถานที่ราชการต่าง ๆ เชื่อว่าสตาร์ทอัพไทยที่มีการรวมตัวอย่างเข้มแข็งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จะเป็นนักรบทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเรื่องที่จำเป็นต่อการสร้างสตาร์ทอัพ เช่น กฎระเบียบ กฎหมาย การสร้างความรู้ อำนวยความสะดวก และขจัดอุปสรรคต่างๆ  ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคท้องถิ่น SMEs ในการเรียนรู้ใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์หรือบริการของสตาร์ทอัพ เพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าทั้งกลุ่มธุรกิจและมหาวิทยาลัย

นายกรัฐมนตรียังร่วมพูดคุยถึงแนวทางการพัฒนาสตาร์ทอัพในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภาครัฐ ที่เรียกว่า GovTech โดยตั้งเป้าหมายให้หน่วยงานภาครัฐสามารถให้บริการประชาชนได้สะดวกยิ่งขึ้น เช่น ระบบคิวในโรงพยาบาลและหน่วยงานราชการ การสั่งจ่ายยาอิเล็กทรอนิกส์ แพทย์ทางไกล  การยื่นขอภาษี ที่ผ่านมาได้จัดเวทีต่างๆ ให้มีการพบปะระหว่างหน่วยงานภาครัฐและสตาร์ทอัพ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งมอบหมายให้มีกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลองหาวิธีการจัดซื้อจัดจ้างธุรกิจนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้สตาร์ทอัพมีโอกาสมากขึ้น และสามารถเข้ามาแข่งขันได้ นายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นในรายการว่า รัฐบาลพิจารณาหาแนวทางปรับแก้กฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน  ลดอุปสรรคและเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันในช่วงท้ายของการสนทนา นายกรัฐมนตรียังย้ำว่า การพัฒนาสตาร์ทอัพเป็นเป้าหมายด้านเศรษฐกิจของอาเซียน ที่ได้มีการหารือในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ผ่านมาด้วย เพราะสตาร์ทอัพสามารถช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาเมือง ที่สำคัญคือ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ในแง่การดำเนินชีวิต ที่อยู่อาศัย สุขภาพและการท่องเที่ยว ช่วยลดค่าใช้จ่ายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างครบวงจร

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2562 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เมื่อวันที่ (15 พ.ย.62) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 109 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐ มนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเตรียมการจัดกิจกรรมวันพ่อแห่งชาติ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และเป็นวันพ่อแห่งชาติ

โดยรัฐบาลได้จัดกิจกรรมวันพ่อแห่งชาติพร้อมกันทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ระหว่างวันที่ 5 -14 ธันวาคม 2562 ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ อาทิ กิจกรรมบำเพ็ญกุศล หรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศล กิจกรรมเทิดพระเกียรติและเชิดชูสดุดีพระเกียรติคุณ และกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งมีส่วนราชการต่างๆ หลายหน่วยงานร่วมกันจัด เพื่อระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรสำหรับในช่วงเช้าของวันที่ 5 ธันวาคม จะมีพิธีทำบุญตักบาตรและบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศล พร้อมถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ที่ท้องสนามหลวง พร้อมกันนี้ รัฐบาลได้เชิญชวนสวมใส่เสื้อผ้าโทนสีเหลืองขณะร่วมกิจกรรม

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นายกฯแจงข้อเท็จจริงกรณีการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ฯ ได้เชิญพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชึ้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 นั้น นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนี้

1. ประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณ
1.1 มาตรา 129 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560  บัญญัติว่า “การกระทำกิจการ การสอบหาข้อเท็จจริงหรือการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภา” ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งในเรื่องพิจารณาที่ ต. 37/2562 วันที่ 11 กันยายน 2562     ไม่รับคำร้องของนายภาณุพงษ์ ชูรักษ์ ซึ่งเสนอโดยผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยมีเหตุผลสรุปได้ว่า “การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด”  และมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการ        ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 129 ไม่อาจตรวจสอบในเรื่องเดียวกันนี้

2. ประเด็นคณะรัฐมนตรีไม่มีอำนาจเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพราะยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณให้ถูกต้องครบถ้วน
2.1 คณะรัฐมนตรีได้ถวายสัตย์ปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ ตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 แล้ว ดังที่ได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 18 กันยายน 2562 ไปแล้ว และข้าพเจ้าขอถือเอาคำชี้แจงนั้นเป็นคำชี้แจงครั้งนี้โดยจะไม่ขอตอบคำถามอื่นใดเพิ่มเติมใน   ประเด็นนี้อีก
2.2 ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่คณะรัฐมนตรีเสนอในวันที่ 17 ตุลาคม 2562 นั้น สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการในวาระที่ 1 โดยมติเอกฉันท์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2562 และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณาแล้วและขณะนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวกำลังดำเนินงานในส่วนของตนอยู่จึงถือได้ว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติโดยถูกต้องครบถ้วน ไม่มีเหตุที่คณะกรรมาธิการคณะใดหรือสภาผู้แทนราษฎรจะมีความเห็นเป็นอื่นอันจะทำให้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องล่าช้าหรือสิ้นสุดลง เว้นแต่จะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ

2.3 คณะรัฐมนตรีชุดเดียวกันนี้ได้เคยเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อรัฐสภาจนประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว 2 ฉบับ และประกาศใช้พระราชกำหนดแล้ว 2 ฉบับ รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญและในส่วนที่สัมพันธ์กับรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลต่างประเทศ ตลอดจนสถาบันพระมหากษัตริย์มาแล้วหลายเรื่องโดยไม่เคยมีผู้ใดคัดค้านหรือทักท้วงอำนาจหรือสถานะความเป็นคณะรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

3. ประเด็นการตรวจสอบทุจริต
คณะกรรมาธิการคณะนี้ตั้งขึ้นตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 90 (22) ซึ่งระบุขอบเขตหน้าที่และอำนาจว่า “คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ มีหน้าที่และอำนาจกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการและมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ” ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าประเด็นเกี่ยวกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ที่จะมีการสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาใน ครั้งนี้ คณะกรรมาธิการมิได้แจ้งว่ามีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบอันอยู่ในขอบเขต หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการชุดนี้

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (พลเอก ขัยชาญ ช้างมงคล) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังรับทราบประเด็น แถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวแทน

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการชี้แจงเรื่องดังกล่าวตามที่คณะกรรมาธิการฯ ได้แจ้งมาครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว และได้ส่งผู้แทนมาเข้าร่วมประชุม ซึ่งเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้  จึงขอให้คณะกรรมาธิการฯ       ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 90 (22) ซึ่งระบุขอบเขตหน้าที่และอำนาจว่า “มีหน้าที่และอำนาจกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการและมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ” ดังนั้น หากมีประเด็นใด      ที่ต้องการทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และอยู่ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะให้ความร่วมมือและชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการฯ ต่อไป

รฟท. – สรุปลุยก่อสร้าง​ รถไฟทางคู่ ระดมสมองแก้จราจรวิกฤติ

รฟท.สรุปประชุมครั้งสุดท้ายก่อนเสนอ ครม. ลุยสร้างรถไฟทางคู่ยกระดับ ช่วงผ่านตัวเมืองโคราช ด้าน “ผู้ว่าฯวิเชียร” เตรียมระดมสมองกลุ่มย่อย หารือแนวทางแก้รถติดช่วงทุบสะพานสีมาธานี ที่ต้องก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และอุโมงค์ทางลอด ใช้เวลายาวกว่า 3 ปี

วันที่ 15 พ.ย.62 ที่หอประชุมเปรม ติณสูลานนท์ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา​ : นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานการประชุมชี้แจงรูปแบบรายละเอียดการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ และแนวทางการบริหารการจราจรในช่วงที่ผ่านตัวเมืองนครราชสีมา โดยมีผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยสมาชิกวุฒิสภา, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา, นายกเทศมนตรีเทศบาลนครราสีมา, กรมโยธิการและผังเมือง, หน่วยงานแขวงการทาง, หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคเอกชน, บริษัทที่ปรึกษารฟท. และภาคประชาชน ร่วมรับฟังกว่า 100 คน

นายวิเชียรฯ เปิดเผยว่า “หลังจากมีมติให้มีการทุบสะพานข้ามแยกโรงแรมสีมาธานีออก เพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ช่วงผ่านเมืองนครราชสีมา ทางจังหวัดฯ จึงให้โจทย์ไปยังบริษัทที่ปรึกษาทาง​ การรถไฟแห่งประเทศไทย ถึงการจัดการจราจรบริเวณดังกล่าวในช่วงระหว่างการก่อสร้างทุบสะพานสีมาธานี ทางบริษัทที่ปรึกษาฯ จึงมีแผนจัดการจราจรว่า จะต้องมีการขยายช่องทางจราจรบริเวณริมถนนมิตรภาพที่จะข้ามไปยังถนนอีกด้าน เพิ่มอีก 1 ช่องทาง เป็น 3 ช่องทาง

เพื่อลดปัญหาจราจรติดขัด ส่วนสะพานที่ถูกทุบออกไป จะทำเป็นอุโมงค์ลอด ซึ่งจากการชี้แจงทุกฝ่ายมีความเห็นชอบในรูปแบบดังกล่าว โดยระยะเวลาการทุบสะพานและดำเนินการวางรูปแบบการจราจรบริเวณดังกล่าว จะใช้เวลาไม่เกิน 3 ปี จะแล้วเสร็จ​ การประชุมรับฟังมี บทสรุปเปลี่ยนสะพานข้างทางรถไฟทำเป็นอุโมงค์ทางลอดแทน ส่วนการบริหารจัดการจราจร จากเดิมทางคู่ขนานข้างสะพานมี 2 เลนไปกลับ ขอให้ขยายเพิ่มเป็น 6 เลน ขาเข้า 3 เลนและขาออก 3 เลนและช่วงผ่านจุดตัดข้ามทางรถไฟใช้เครื่องกั้นทางรถไฟ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ”

นายวิเชียร กล่าวอีกว่า “สำหรับสะพานแบริ่งหรือสะพานเหล็กชั่วคราว จากการศึกษาพบว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากโครงสร้างต้องใช้ตอม่อ ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างถาวร​ และความสูงจะอยู่ในแนวเดียวกันกับทางรถไฟยกระดับ รวมทั้งระยะความห่างเหลือพื้นที่ไม่เพียงพอในการสัญจร​ อย่างไรก็ตามในช่วงระหว่างก่อสร้างต้องยอมรับต้องเกิดปัญหาการจราจร แต่จะร่วมกันหารือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งแขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ 2 ทางหลวงชนบทนครราชสีมา ทน.นครราชสีมา จะเร่งปรับปรุงเส้นทางเชื่อมเข้าออกเมืองนครราชสีมาและเพิ่มช่องทางจราจรหรือขยายถนนให้มากที่สุด เพื่อบรรเทาปัญหาความคับคั่งของการจราจร ขั้นตอนต่อไปเมื่อได้ข้อสรุปจะนำเข้าสู่คณะกรรมการบริหาร รฟท. เมื่อมีมติเห็นชอบก็จะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ และประกาศหาผู้รับจ้างให้โครงการเดินหน้าต่อและเสร็จตามกำหนดกรอบเวลา”

ทั้งนี้หลังสรุปให้ “ทุบสะพานสีมาธานี” พร้อมสร้างทางข้ามเสมอระดับพื้นดิน มีไม้กั้นรถไฟ พร้อมเชื่อมโครงข่ายถนน แก้ปัญหารถติดช่วงการก่อสร้าง เตรียมนัดประชุมย่อยทั้ง เทศบาลนครฯ แขวงทางหลวง แขวงทางหลวงชนบท หารือต่อ เพื่อวางระบบโครงข่ายถนน ลดจราจรแออัดบนถนนมิตรภาพ จุดที่จะมีการทุบสะพานสีมาธานี แก้ปัญหารถติดช่วงการก่อสร้าง 3 ปี โดยรถไฟทางคู่จะลอดใต้สะพานต่างระดับปักธงชัย ก่อนยกระดับขึ้น ยาวเข้ามายังสถานีรถไฟนครราชสีมา ความสูงของรถไฟทางคู่ อยู่ระดับ 2 หรือประมาณ 10 เมตร ใช้งบประมาณ 11,518 ล้านบาท

หลังจากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการการรถไฟฯ เพื่อให้ความเห็นชอบ จากนั้นการรถไฟฯ จะเสนอกระทรวงคมนาคม เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป และหาก ครม.อนุมัติ จะสามารถเริ่มก่อสร้างได้เดือนกรกฎาคม 2563 แล้วเสร็จเดือนธันวาคม​ 2566

Cr.ตุ๋ย-อาชญากรรม-หน.ศูนย์ข่าวนครราชสีมา
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​