กาฬสินธุ์ – ผัวหึงโหดฆ่า บีบคอภรรยาสาว ทิ้งศพขึ้นอืดในรีสอร์ท

หนุ่มวัย 28 ปี อดีตพนักงานบริษัทอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เปิดห้องพักรีสอร์ทนัดเคลียร์ปัญหาหัวใจกับภรรยาสาว ก่อนพนักงานจะเข้าไปพบกลายเป็นศพขึ้นอืด หลังเกิดเหตุเจ้าตัวเข้าพบตำรวจ สภาพบีบคอภรรยาตายคามือ เหตุหึงหวงและหวั่นว่าจะไปมีคนใหม่

         เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 ร.ต.อ.อนุภาพ ภูชำนิ รองส.ว (สอบ สวน) สภ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตำรวจภูธร จ.กาฬ สินธุ์ เข้าทำการชันสูตรศพนางสาวภัคจิรา เซี่ยงไหล อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 200 ต.กาฬ สินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ที่ห้องเก็บศพของโรงพยาบาลยางตลาด หลังจากคนร้ายถูกฆาตกรรมและมีผู้พบศพภายในห้องพังของรีสอร์ทแห่งหนึ่ง บริเวณบ้านโคกศรี ต.อุ่มเม่า อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

          โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 เวลา 23.20 น. ร.ต.อ.อนุภาพ ภูชำนิ รองส.ว (สอบสวน) สภ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ได้รับแจ้งเหตุคนเสียชีวิตภายในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง บริเวณบ้านโคกศรี ต.อุ่มเม่า อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ หลังรับแจ้งจึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น และออกตรวจเหตุและชันสูตรศพร่วมกับแพทย์เวร รพ.ยางตลาด และนายชยพล วัชระอุดมกุล อุปนายกสมาคมกู้ภัยสามัคคีกาฬสินธุ์ และอาสากู้ภัยสามัคคีกาฬสินธุ์

          โดยที่เกิดเหตุอยู่ภายห้องพักของรีสอร์ทดังกล่าว พบศพหญิงอายุ 25-30 ปี ทราบชื่อต่อมาคือนางสาวภัคจิรา เซี่ยงไหล อายุ 27 ปี นอนเสียชีวิตบนเตียงนอนสภาพนอนหงายสวมเสื้อยีนส์แขนยาวสีฟ้า นุ่งกางเกงยีนส์สีดำ น้ำลายฟูมปาก มีเลือดออกที่หู บริเวณลำคอมีรอยเขียวช้ำ ตรวจสอบร่างกายไม่มีบาดแผล คาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง

          จากการสอบถามพนักงานรีสอร์ทเบื้อต้นทราบว่า ห้องดังกล่าวมีชายกับหญิงมาเปิดห้องพักเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กระทั่งครบกำหนดเวลาพัก พนักงานได้ไปเคาะประตูเรียก ซึ่งก็พบศพผู้หญิง ส่วนผู้ชายหายตัวไป

          ร.ต.อ.อนุภาพ ภูชำนิ รองส.ว (สอบสวน) สภ.ยางตลาด อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับคดีดังกล่าวนี้ เมื่อช่วงเวลาประมาณ 23.00 น. วันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีนางพิสมัย พิมพะแสง อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11หมู่ 4 ต.โพนทอง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ และนายพงษ์เทพ พิมพะแสง อายุ 28 ปี ลูกชาย เข้ามาขอคำปรึกษา พร้อมระบุว่า นายพงษ์เทพ ได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายนางสาวภัคจิรา เซี่ยงไหล ภรรยา เหตุเกิดที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ที่บ้านโคกสี ต.อุ่มเม่า อ.ยางตลาด ซึ่งยังไม่รู้อาการว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เนื่องจากกลัวความผิด จึงได้มาขอคำปรึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้ทราบว่าก่อนหน้านั้น ได้ไปขอคำปรึกษากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ มาแล้ว ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ จะแนะนำมาปรึกษากับพนักงานสอบสวน สภ.ยางตลาด ซึ่งเป็นเขตพื้นที่เกิดเหตุ

          ร.ต.อ.อนุภาพ กล่าวอีกว่า ระหว่างกำลังพูดคุยกับนางพิสมัยและนายพงษ์เทพอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ยางตลาด ก็ได้รับแจ้งว่ามีเหตุพบศพหญิงนอนเสียชีวิตภายในห้องพักที่รีสอร์ทดังกล่าว จึงลงพื้นที่ตรวจสอบ ซึ่งก็พบว่าผู้เสียชีวิตคือนางสาวภัคจิรา และสอดคล้องกับทั้งสองคนที่กำลังให้ข้อมูล จึงได้ควบคุมตัวนายพงษ์เทพไว้

         ร.ต.อ.อนุภาพ ยังกล่าวอีกว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นนายพงษ์เทพ ให้การรับสารภาพว่า ตนเองและนางสาวภัคจิรา อยู่กินฉันสามีภรรยากันมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว แต่ไม่ได้มีการแต่งงานและจดทะเบียนสมรส โดยก่อนเกิดเหตุทั้งสองคนมีเรื่องทะเลาะกัน เพราะฝ่ายชายหึงหวง กระทั่งฝ่ายหญิงได้หนีเข้าไปกรุงเทพฯเพื่อหางานทำ และกลับมาที่ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 กระทั่งคืนวันเกิดเหตุวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 นางสาวภัคจิรา ได้ไปเที่ยวสถานบันเทิงกับเพื่อน ทำให้นายพงษ์เทพ เกิดความหึงหวงและกลัวว่าภรรยาจะไปมีคนใหม่ จึงตามไปพาตัวมาเปิดห้องพักที่รีสอร์ทดังกล่าว เพื่อเคลียร์ปัญหากัน ซึ่งระหว่างการพูดคุยทั้งสองก็ได้มีปากเสียงกันอีก ทำให้นายพงษ์เทพ ผลักนางสาวภัคจิราล้มลงบนที่นอน ก่อนจะใช้มือบีบคออย่างแรงจนแน่นิ่งและเสียชีวิตคามือ ทั้งนี้หลังเกิดเหตุนายพงษ์เทพ ก็ได้นั่งเฝ้าศพนางสาวภัคจิรา ตลอดทั้งคืนของวันที่ 28 พฤศจิกายน จนมาถึงช่วงเย็นของวันที่ 29 พฤศจิกายน พนักงานรีสอร์ทมาพบศพ และนายพงษ์เทพได้ไปบอกแม่ และได้เข้ามาพบกับตำรวจ อย่างไรก็ตามเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นสาเหตุทำให้ถึงแก่ความตายและนำตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

          ด้านนางพิสมัย พิพะแสง อายุ 53 ปี มารดานายพงษ์เทพ กล่าวว่าเมื่อวานนี้ เวลาประมาณ 17.00 น. นายพงษ์เทพ ได้มาบอกกับตนว่าทำร้ายร่างกายนางสาวภัคจิรา ซึ่งเป็นภรรยาม่ายลูกติด 3 คน ซึ่งทั้ง 2 อยู่กินกันมา 3 ปีโดยไม่แต่งงาน และไปเช่าบ้านอยู่ด้วยกันในตัวเมืองกาฬสินธุ์ นายพงษ์เทพทำงานเป็น พนักงานที่บริษัทอินเตอร์เน็ตแห่งหนึ่ง ขณะที่นางสาวภัคจิรา ประกอบอาชีพค้าขาย เนื่องจากนางสาวภัคจิราหน้าตาดี เป็นแม่ค้า จึงทำให้นายพงษ์เทพ ซึ่งเป็นสามีเกิดอาการหึงหวง และมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง ก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประวัตินางพงษ์เทพบุตรชาย เคยเป็นทหารเกณฑ์มาก่อน และมีอาการบกพร่องทางจิตเวช และใช้ยาเป็นประจำ ระยะหลังมานี้เห็นว่าตัวเองอาการดีแล้วจึงไม่ได้ไปรับยามากิน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้อาการกำเริบ เพราะขาดยา จึงลงมือทำร้ายร่างกายนางสาวภัคจิราจนเสียชีวิต

ภาพ/ข่าว สิน 868
แฟรงค์ พัทยา รายงาน

ฮือฮา !! เกจิอาอาจารย์ชื่อดังเมืองคอน มอบวัตถุมงคล รุ่นมหาบารมีศรีวิชัย แก่ทหารชายแดนใต้ ผ่านแม่ทัพภาค 4

ฮือฮาเกจิอาอาจารย์ชื่อดังเมืองคอน มอบวัตถุมงคลรุ่นมหาบารมีศรีวิชัยแก่ทหารชายแดนใต้ผ่านแม่ทัพภาค4 เพื่อคุ้มครองปกป้องแคล้วคลาด

         เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 ที่สนง.สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาค 4 ค่ายวชิราวุธ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ภายหลังเสร็จพิธีทำบุญอาคารหลังใหม่ พระครูเกษมพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดชะเมา ตำบลท่าวัง อำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราชมอบวัตถุมงคล รุ่น มหาบารมีศรีวิชัย แก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พล.ท. พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้รับมอบวัตถุมงคล รุ่นมหาบารมีศรีวิชัย ที่จัดสร้างขึ้นซึ่งประกอบด้วยพระพุทธสิหิงค์ องค์พญาครุฑ และ หัวนะโม ซึ่งปลุกเสกโดยเกจิอาจารย์ชื่อดัง อาทิเช่น พ่อท่านบุญให้หรือพระครูพิศาลวิหารวัตร เจ้าอาวาสวัดท่าม่วง พระครูเกษมพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดชะเมา อำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช พระครูใบฎีกาจบ วัดหญ้า พระครูประทีปปัญญาคุณ วัดใหญ่ชัยมงคล พระครูกาแก้ว วัดหน้าพระลาน ฯลฯ

          สำหรับพ่อท่านบุญให้ หรือ พระครูพิศาลวิหารวัตร ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าม่วง ตำบลปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อีกรูปหนึ่ง และได้รับการยกย่องว่า เป็นพระเกจิอาจารย์ ระดับแนวหน้า ในยุคปัจจุบันท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลปากพูน เป็นพระที่บำเพ็ญเพียรตั้งมั่นอยู่ในสมณธรรมอย่างเคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติ เรียบง่าย ปฏิปทางดงาม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ได้พบเห็น เป็นสวนใหญ่ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นที่ยอมรับและศรัทธาขอเป็นลูกศิษย์ซึ่งมีทั้ง ข้าราชการทหาร ตำรวจ ประชาชนพลเรือน ล้วนเคารพศรัทธาในท่าน

          และเคยมีลูกศิษย์ของท่านที่เป็นทหารกล้า ของกองทัพภาคที่ 4 ค่ายวชิราวุธ ต่างล้วนเคยเข้ากราบนมัสการพ่อท่านบุญให้ และท่านได้มอบ ตะกรุดให้พกติดตัวไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทหารหาญรายหลายต่อหลายรายต่างมีประสบการณ์ แคล้วคลาดกันมาหลายหน จนเป็นที่เลื่องลือว่า ท่านเป็นเทพเจ้าแห่งวิทยาคม ด้านคงกระ พันชาตรี แคล้วคลาด ผู้ที่มีวัตถุมงคลของท่านไว้บูชา จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองทั้งในหน้าที่การ งาน ด้านค้าขาย และโชคลาภ ผู้ที่ได้บูชาพระเครื่องของพ่อท่านบุญให้ไป ต่างร่ำลือในเรื่องพุทธคุณในด้าน คงกระพันชาตรี เมตตา ค้าขาย โชคลาภ กันอยู่เนืองๆ พ่อท่านบุญให้ เป็นพระเกจิอาจารย์อาวุโสของเมืองนครศรีธรรมราช

         ในอดีตที่ผ่านมา ท่านได้เคยจัดสร้างวัตถุมงคล ที่มีพุทธคุณด้านคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด เมตตามหานิยม ไว้หลายต่อหลายรุ่น มอบให้แก่คณะศิษยานุศิษย์และสาธุชนที่เลื่อมใสศรัทธาท่าน จนเป็นที่เลื่องลือ ว่าเป็นผู้มีวิทยาคม ทรงพุทธคุณเข้มขลังท่านมักจะได้รับกิจนิมนต์ จากวัดวาอารามต่างๆ ทั่วประเทศ ที่รู้จักในเกียรติคุณของท่าน ให้ร่วมในพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคลต่างๆ มาโดยตลอด อาทิ เช่น ในปี พ.ศ.2530 ท่านได้รับกิจนิมนต์รวมอธิษฐานจิตปลุกเสก จตุคามรามเทพรุ่น ปี 2530 ที่เป็นต้นกำเนิดตำนานวัตถุมงคล จตุคามรามเทพ อันลือลั่นของนครศรีธรรมราช, และวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ในปี พ.ศ.2545 รวมถึง วัตถุมงคลต่างๆ อีกหลายๆรุ่น ที่จัดสร้างเรื่อยมา

         ด้านพระครูเกษมพัฒนกิจ เป็นพระเกจินักพัฒนานอกจากนี้ท่านมีความเชี่ยวชาญด้านพุทธาคมเป็นที่เคารพนับถือของลูกศิษย์และที่สำคัญ ท่านเป็นพระเกจิคู่บารมีท่านขุนพันธรักษ์ราชเดชผู้สร้างตำนานจตุคามรามมเทพอันโด่งดังทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอก จากนี้ท่านยังได้รับนิมนต์ เข้าร่วมทำพิธีกรรมต่างๆของจังหวัดอยู่เป็นประจำ เช่น พิธีกรรมตั้งศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ร่วมกับพล.ต.ต.ขุนพันธ รักษ์ราชเดช, พลตำรวจโท สรรเพชร ธรรมาธิกุล, พิธีกรรมเผาดวงเมืองเก่าและพิธีกรรมพลิกธรณีเป็นต้น

          ในช่วงที่กำลังดำเนินการสร้างศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชนั้นในคราวหนึ่งที่ถูกกำหนดให้มีการสร้างมีดศักดิ์สิทธิ์ตามแบบพิธีกรรมโบราณเพื่อมอบแก่ผู้ที่มีส่วนร่วมในการสร้างหลักเมืองกรรมวิธีการสร้างมีดศักดิ์สิทธิ์มีขั้นตอนที่แปลกประหลาดตามความเชื่อโบราณ ที่ระบุไว้เช่นเนื้อโลหะที่จะนำมาทำมีดจะต้องใช้ตะปูจากโลงศพที่ถูกเผาแล้วตามคำบอกกล่าวขององค์จตุคามรามเทพ

          ในสมัยนั้นพระปลัดเกษมยังเป็นรองเจ้าวาสวัดชะเมาเข้าร่วมพิธีเก็บตะปูในป่าช้าวัดชะเมา ด้วยซึ่งต้องมีการสวดบังสุกุลให้กับวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้วตรงบริเวณเชิงตะกอนแล้วเริ่มควานหาตะปูโดยห้ามผู้ใดปริปากพูดอะไรทั้งสิ้นจากนั้นประกอบพิธีหล่อหลอมเป็นมีดศักดิ์สิทธิ์สำเร็จในที่สุด นี่คือบางส่วนเท่านั้น และในปัจจุบันพระครูเกษม พัฒนกิจ ก็เป็นเกจิอาจารย์ชื่อที่ได้รับกิจนิมนต์เพื่อปลุกเสกวัตถุมงคลรุ่นต่างๆมากมายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

หนาวนี้ ชวนก๊วนยกแก๊ง ดื่มด่ำธรรมชาติใน คอนเสิร์ต overcoat 2019

หนาวนี้ชวนก๊วนยกแก๊ง ดื่มด่ำธรรมชาติใน คอนเสิร์ต overcoat 2019

         จากการที่บริษัทมีเดียแรพ เตรียมระเบิดความมันส์ ในเทศกาลดนตรีฤดูหนาว Overcoat Music Festival 2019 ปีที่ 10 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ นายอำนาจ พูนยอด ปลัดอาวุโสอำเภอเขาค้อ กล่าวว่า คอนเสิร์ตโอเวอร์โค้ททำให้เศรษฐกิจของเพชรบูรณ์เติบโตและมีรายได้จากการท่องเที่ยว โดยทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมและมีมาตรการเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวราว 20,000 คน เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวและเข้าร่วมชมการแสดงดนตรีเทศ กาลฤดูหนาว ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือในครั้งนี้

         นายจันทร์ศรีษร มณีฉาย กรรมการผู้จัดการบริษัทมีเดียแรพจำกัด กล่าวถึงความพร้อมในการจัดคอนเสิร์ตดังกล่าวว่า ขณะนี้บัตรเข้าชมถูกจำหน่ายหมดเกลี้ยงแล้ว 10 ปี ที่ผ่านมา คอนเสิร์ตโอเวอร์โค้ท อยู่กับชาวเพชรบูรณ์มาตลอด เริ่มจากผู้ชมเพียง 3-4 พันคนและขยายขึ้นมาเรื่อยๆ จน ณ ปัจจุบัน เมื่อปีที่แล้ว มีผู้เข้าชมคอนเสิร์ตโอเวอร์โค้ท ราว 20,000 กว่าคน และปีนี้มีศิลปินร่วมโชว์ในการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้ถึง 16 วง คอนเสิร์ตจะเริ่มแสดงตั้งแต่ 13.00 น.เป็นต้นไปและจะไปจบลงในเวลา 06.00 น.ซึ่งเป็นรุ่งเช้าของอีกวัน

         ส่วนการเตรียมงานนั้นในวันที่ 29 พ.ย.เป็นต้นไปทางทีมงานจะเริ่มดำเนินการจัดตั้ททงเวทีพร้อมเริ่มติดตั้งระบบแสงเสียง ส่วนเรื่องการรักษาความปลอดภัยและจัดการด้านการจราจรนั้น ก็พูดคุยหารือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อจะดูแลนักท่องเที่ยวตั้งแต่เดินทางเข้าจังหวัดเพชรบูรณ์จนถึงงานแสดงคอนเสิร์ต ส่วนใครที่คาดการณ์ โดยหวังจะไปซื้อหน้างานคอนเสิร์ตนั้น แจ้งให้ทราบว่าไม่มีการขายบัตรเข้าชมที่บริเวณหน้างาน ส่วนกรณี่ที่มีผู้นำบัตรมาขายและโก่งราคานั้น แม้บริษัทฯไม่สนับสนุนก็ตาม แต่เนื่องจากคนกลุ่มนี้ซื้อบัตรไว้เพื่อเก็งกำไร ซึ่งในข้อกฎหมายทางบริษัทฯไม่สามารถไปเอาผิดได้ หากไม่ใช่เป็นการปลอมแปลงบัตรฯและนำมาขาย”นายจันทร์ศรีษรกล่าว

          สำหรับศิลปินที่จะขึ้นเวทีแสดงคอนเสิร์ตฯในวันที่ 7 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ได้แก่ นนท์ ธนนท์ / ตู่ นพพร / Slot Machine / Jetset’er / Mild/ Boy Peacemaker / Lomsonic/ AOF pongsak/ Pop ปองกูล / Actart / Twopee southside/ Da endorphine/ The TOYS / BoomBoomcash x paam/Zeal

ปราโมทย์ สุขสีฟัน
อาทิตย์ ถิ่นช้าง

ปทุมธานี – ปชช.แห่ดูตัวเลขในอ่างน้ำมนต์ พร้อมเจิมของเสริมโชค ก่อนวันหวยออก

ปทุมธานี ปชช.แห่ดูตัวเลขในอ่างน้ำมนต์พร้อมเจิมของเสริมโชคก่อนวันหวยออก

          เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 พ.ย.2562 ที่อาศรมฤๅษีเณร ถนนวงแหวนตะวันตกหมายเลข 9 ปทุมธานี – บางปะอิน มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาดูตัวเลขในอ่างน้ำมนต์ และกราบไหว้พ่อปู่ฤๅษีพรหมเมศ องค์พระพิฆเนศ พร้อมถวายน้ำแดง กุมารเจ้าสัวเฮง และเสี่ยงเซียมซี อีกทั้งประชาชนที่เดินทางมายังได้นำรถ กระเป๋าตัง และเคสโทรศัพท์ มาให้อาจารย์ฤษีเณรธาตุพุทธคุณ ได้เจิมเพื่อความเป็นศิริมงคลเพื่อเรียกโชคเรียกทรัพย์

          ทั้งนี้ทางสำนักได้เปิดให้ประชาชนได้เข้าร่วมพิธีถวายข้าวสาร เป็นทานบารมีและเพื่อเป็นการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร โดยข้าวสารที่ประชาชนถวายทั้งหมดจะนำไปมอบให้โรงเรียนที่ขาดแคลนเพื่อให้ทางโรงเรียนนำใช้ประกอบอาหารกลางวันให้เด็กๆได้รับประทานต่อไป

          โดยตลอดทั้งวันพบว่า มีประชาชนเดินทางเข้ามาดูตัวเลขที่ลอยอยู่ในอ่างน้ำมนต์ฤๅษีเณร ซึ่งปรากฏเป็นตัวเลขลอยอยู่เหนือผิวน้ำ คือเลข 9, 1, 3, 7, 4 และ 5 อยู่ในอ่างน้ำมนต์ และจะลอยวนเวียนไปเรื่อยไม่อยู่กับที่ โดยอยู่ที่ว่าตัวเลขเหล่านี้จะลอยไปจับกลุ่มกับตัวไหน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวอาจารย์ฤษีเณรได้ทำพิธีจรดตัวเลข เรียกว่าเลขโสฬสสะระตะ ซึ่งเป็นพิธีกรรมโบราณ

CR. พี่อนนันต์ ปทุมธานี

เพชรบูรณ์ – ชาวบ้านแห่ส่องเลขเด็ด ใต้ต้นมะเดื่อใหญ่ หลังพบเรื่องราวประหลาด

เพชรบูรณ์ ชาวบ้านแห่ส่องเลขเด็ดใต้ต้นมะเดื่อใหญ่ หลังพบเรื่องราวประหลาด

          เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ต่างกำลังจัดเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องเซ่นไหว้ พากันแห่ไปขอโชคลาภที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ บริเวณริมคลองบ่อย่า พื้นที่หมู่ 7 บ้านวังไทรทอง ต.ซับเปิบ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ หลังจากมีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นกับชาวบ้านรายหนึ่ง ขณะที่ไปตั้งเครื่องสูบน้ำเข้านาช่วงกลางดึก จนต้องรีบหนีกลับบ้านด้วยความตื่นตระหนก ตกใจ ก่อนนำเรื่องราวดังกล่าว ไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟังในวันรุ่งขึ้น

          กระทั่งวันนี้ ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าว จึงได้ชักชวนกันนำเครื่องเซ่นไหว้ ดอกไม้ธูปเทียน เดินทางไปประกอบพิธีขอหวยตามความเชื่อ ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งพบว่าเป็นต้นมะเดื่อ แผ่กิ่งก้านแตกออกเป็นพุ่ม ขนาดความสูงราว 20 เมตร พร้อมทั้งใช้แป้งฝุ่นโรยใส่ฝ่ามือ ลูบไปเบาๆ ที่ใต้โคนต้นมะเดื่อ โดยใช้แสงไฟส่องไปตามบริเวณที่ลูบแป้ง และเพ่งมองตัวเลขด้วยตาเปล่า บางคนก็ใช้โทรศัพท์มือถือ เปิดกล้องส่อง และถ่ายรูป หวังนำเลขเด็ดไปเสี่ยงโชคตามความเชื่อ ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง ต่างพากันมองเห็นคล้ายตัวเลข 534 และคล้ายตัวเลข 55

          ซึ่งจากการสอบถาม นายทองใส บรรดาศักดิ์ อายุ 55 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 25 หมู่ 7 ต.วังโป่ง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ผู้เจอเหตุการณ์แปลกประหลาด เล่าให้ฟังว่า ตนได้ไปติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ที่บริเวณริมคลองบ่อย่า เพื่อผันน้ำใส่นาข้าวที่กำลังตั้งท้องออกรวง กว่า 30 ไร่ โดยสูบมาแล้วเป็นเวลา 3 คืน และทุกคืนตนก็นอนเฝ้าเครื่องเพียงลำพังเป็นประจำ ซึ่งในคืนที่4 หลังจากเดินดูน้ำในแปลงนาเสร็จแล้ว ก็ได้เดินมาหาส่องหอย ส่องปูในลำคลอง เพื่อนำไปเป็นอาหารในตอนเช้า ขณะที่เดินส่องมาถึงใต้ต้นมะเดื่อใหญ่ ตนรู้สึกผิดปกติ เมื่ออยู่ดีๆ ต้นมะเดื่อก็เกิดสั่นไหว และพุ่งไม้สั่นไปมา ตอนแรกคิดว่าลมพัด จึงใช้ไฟส่องขึ้นไปดู ก็ยิ่งแปลกใจอย่างมาก เมื่อสิ่งที่เห็นบนยอดต้นมะเดื่อ คล้ายกับถูกจับเขย่าอย่างรุนแรง โยกไปมาตลอดเวลา ทั้งๆที่ข้างกันไม่มีลมพัด ซึ่งขณะนั้นรู้ตัวได้ทันทีว่าเจอดีเข้าให้แล้ว ตนต้องถูกผีหลอกอย่างแน่นอน เมื่อได้สติจึงรีบวิ่งขึ้นจากคลอง และหนีกลับบ้านในทันที รอกระทั่งเช้าจึงเล่าเหตุการณ์ให้เพื่อนบ้านฟัง โดยเพื่อนบ้านเชื่อกันว่า ต้นไม้ใหญ่มักมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษา จึงชวนกันเดินทางมาขอโชคลาภตามความเชื่อดังกล่าว

เดชา มลามาตย์/มนสิชา คล้ายแก้ว

ลพบุรี – ลูกเกือบฆ่าพ่อโดยไม่ตั้งใจ ล็อคห้องขังพ่อไว้ ไฟเกิดไหม้ ช่วยระทึก

ลพบุรี ลูกเกือบฆ่าพ่อโดยไม่ตั้งใจ ล็อคห้องขังพ่อไว้ไฟเกิดไหม้ช่วยระทึก

         เมื่อเวลา 16.250 น. วันที่ 29 พ.ย. 62 ร.ต.อ.พายัพ รุ่งหัวไผ่ รอง สว.(สอบสวน) สภ.โคกสำโรง อ.โคกสำโรง ลพบุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้กุฏิพระ ภายในวัดหนองพิมาน หมู่ที่ 6 ต.โคกสำโรง ที่เกิดเหตุ มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นพระจำนวน 1 รูป จึงได้ประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลโคกสำโรง แพทย์เวร รพ.โคกสำโรง และสมาคมกู้ภัยโคก สำโรงสงเคราะห์ รุดเดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุ

         ที่เกิดเหตุ กุฏิท้ายวัดพบกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากกุฏิชั้นสอง เจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันระดมสกัดเพลิงไว้ได้ในวงจำกัดได้ในเวลาต่อมา ซึ่งมีทรัพย์สินภายในกุฏิถูกเพลิงเผาผลาญวอดทั้งหมด โดยมีพระลูกวัดให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยอาการตื่นเต้นว่า ช่วงเวลาประมาณ 15.50 น. ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ชั้นล่างของกุฏิพระน้อย ล้อสกุลทอง อายุ 79 ปี ซึ่งอาพาธ ป่วยด้วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ และกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งนอนอยู่ชั้นบน พระและชาวบ้านจึงได้ช่วยกันพังประตูกุฏิ เข้าไปทำการดับไฟ และนำตัวพระน้อยออกมาจากกุฏิ ได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็ทำให้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกไฟลวกตามร่างกาย จนพุพอง และมีอาการสำลักควันไฟ พระได้ทำการปฐมพยาบาลในเบื้องต้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำตัวส่ง รพ.โคกสำโรง

          จากการสอบสวนพระที่อยู่กุฏิใกล้เคียง ทราบว่าพระน้อยหลงๆ ลืมๆ ชอบเดินออกจากวัดไป และไม่สามารถกลับวัดได้ นายพรชัย ล้อสกุลทอง อายุ 50 ปี บุตรชายจึงได้ขังพ่อโดยการล็อคกุญแจกุฏิด้านนอกไว้ ช่วงเช้า กลางวัน และเย็นก็จะนำอาหารมาถวาย และให้กินยาตามแพทย์สั่ง ซึ่งทำเช่นนี้มานานนับปี แลจะมานอนพักด้วยเป็นบางครั้ง โดยมีเครื่องอำนวยความสะดวกให้ไว้กับพ่อ จนมาทราบจากพระว่าไฟไหม้กุฏิพ่อแล้ว รู้สึกตกใจทำอะไรไม่ถูกได้รีบมาช่วยพ่อ แต่ถูกนำตัวส่ง รพ.ไปก่อนแล้ว

          ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวน และตรวจสอบในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ที่ชั้นล่างลุกลามติดสายไฟถึงชั้นบนไหม้ลุกลามติดที่นอน ผ้าห่ม และอุปกรณ์ ไฟฟ้า ในเบื้องต้นได้ประเมินค่าเสียหายไว้ประมาณ 50,000 บาท ซึ่งจะต้องให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุอีกครั้ง เพื่อสรุปถึงสาเหตุของการเกิดเหตุไฟไหม้ในครั้งนี้ต่อไป

ภาพ/ข่าวกฤษณ์ ลพบุรี 0890899090
โยธิน พรมแตง รายงาน

ศาลสั่ง “จำคุกตลอดชีวิต” มือบึ้มตู้ ATM ปัตตานี เมื่อปี 61

29 พฤศจิกายน 2019 ศาลจังหวัดปัตตานี พิพากษา “ประหาร” ผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม ในพื้นที่ อ.เมืองปัตตานี เมื่อปี 2561 จำเลยยอมรับสารภาพ ลดโทษเหลือ “จำคุกตลอดชีวิต”

         เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ศาลจังหวัดปัตตานี (ชั้นต้น) ได้พิพากษา “ประหารชีวิต” นายมะยูโซะ มะแซ จำเลยในคดี ลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม หลายจุด ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปัตตานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2661 แต่จำเลยให้การยอมรับสารภาพในชั้นซักถาม จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือ “จำคุกตลอดชีวิต” และให้จำขังจำเลย ทั้ง 6 ระหว่างอุทธรณ์

          นายมะยูโซ๊ะ มะแซ (จำเลย) จำนนด้วยหลักฐาน จึงรับสารภาพ และนำชี้สถานที่ก่อเหตุ เพื่อประกอบคำรับสารภาพ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 ซึ่งเป็นวันที่มารดาของ นายมะยูโซะ มะแซ เพิ่งทราบว่าบุตรชายตัวเองเป็น แนวร่วมผู้ก่อเหตุรุนแรง จึงทำให้ “น้ำตาแม่” หลั่งออกมาแทบเป็นสายเลือด.

#ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี/ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแดนภาคใต้

#สำนักข่าวความมั่นคง.     

ธรรมนัส” เปิดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

“ธรรมนัส” เปิดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

          ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน “บทเรียนสู่การปฏิบัติเพื่อการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน” (Key Message from DS-SLM Implementation for Sustainable Land Management) ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการ Decision Support for Mainstreaming and Scaling up of Sustainable หรือ DS-SLM ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์​ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ว่า โครงการ DS-SLM เป็นการทำงานภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ถือเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างบุคลากรภาครัฐ ท้องถิ่น คณาจารย์มหาวิทยาลัยจากองค์กรอิสระเพื่อสังคม โดยเฉพาะชุมชน เกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรดินในพื้นที่เกษตรกรรม และเขตป่าไม้จนได้มาของความสำเร็จที่น่าชื่นชม

          ทั้งนี้ การประเมินความเสื่อมโทรมของที่ดินและมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จะเป็นข้อมูลสนับสนุนการทำงานด้านการสงวน อนุรักษ์ และปกปักรักษา ในมิติของการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน เกษตรกรมีความมั่นคง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยท้องถิ่นและชุมชนเป็นฝ่ายกำหนดมาตรการ และแนวปฏิบัติเฉพาะที่สำหรับชุมชนนั้นๆ ส่วนการรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการที่ดินจากเกษตรกรและกรมพัฒนาที่ดิน จำนวนมากถึง 40 เทคโนโลยี ซึ่งมีการจัดการข้อมูลจนสามารถถ่ายทอดสู่เกษตรกร สามารถปฏิบัติได้จริงทั้งในประเทศและต่อยอดระดับนานาประเทศผ่านฐานข้อมูลเว็บไซต์ของ WOCAT (โว-แคท) และ UNCCD Knowledge Hub ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ซึ่งเป็นที่น่ายินดีสำหรับการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนแบบมีส่วนร่วม โดยนักวิชาการสาขาต่าง ๆ ร่วมกับชุมชน

          “ที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้เกษตรกรตามนโยบาย คทช. และ ส.ป.ก. นั้น ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่ถูกใช้งานมานาน ทำให้ไม่ได้รับการดูแล ส่งผลให้สภาพดินไม่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ประกอบกับขาดระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็น อาทิ แหล่งน้ำ ไฟฟ้า และถนน เป็นต้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดินจึงได้เข้ามาพัฒนาดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และเหมาะสมแก่การทำการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรที่ได้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่นั้นๆ สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน มิใช่การจัดสรรที่ดินทำกินเพียงอย่างเดียว” รมช.ธรรมนัส กล่าว

         สำหรับการขับเคลื่อนและขยายผลกิจกรรมด้านการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน (sustainable land management: SLM) ต้องคำนึงถึงความท้าทายเพื่อแก้ไขปัญหาใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านหน่วยงานและนโยบาย ,ด้านเศรษฐกิจและการเงิน, และด้านความรู้และเทคโนโลยี ดังนั้น องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ได้จัดทำโครงการความร่วมมือโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในการขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน (Decision Support for Mainstreaming and Scaling up of Sustainable Land Management, DS-SLM) ร่วมกับประเทศต่างๆ 15 ประเทศ ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้หลักการดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในด้านวิชาการและการปฏิบัติ โดยเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงจากระดับพื้นที่สู่ระดับภูมิภาค และระดับโลกช่วยสนับสนุนให้เกิดการขยายผลและขับเคลื่อนการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนในเชิงนโยบาย รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

         โครงการ DS-SLM ดำเนินการในลักษณะร่วมกันดำเนินการระดับโลก โดยมี FAO เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานร่วมกับประเทศอีกจำนวน 15 ประเทศ ได้แก่ อาเจนติน่า, บังคลาเทศ, บอสเนีย, จีน, โคลัมเบีย, เอกวาดอร์, เลโทโซ, โมร็อกโค, ไนจีเรีย, ปานามา, ฟิลิป ปินส์, ตูนีเซีย, ตุรกี, อุซเบกิสถาน และไทย

          ซึ่งประเทศไทย โดยกรมพัฒนาที่ดินในฐานะหน่วยงานหลักในการดำเนินงานร่วมกับ FAO มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการตามกรอบการดำเนินงานโครงการซึ่งเกี่ยวกับการจัดทำแผนที่ระบบการใช้ที่ดิน การประเมินความเสื่อมโทรมของที่ดิน การประเมินมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน รวมทั้งกิจกรรมการสร้างความตระหนัก ฐานข้อมูลองค์ความรู้ และการจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อนและขยายผลมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

          โดยการจัดสัมมนาวิชาการในครั้งนี้จะเป็นการนำเสนอผลการดำเนินโครงการ DS-SLM ต่อผู้กำหนดนโยบาย และผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะประเด็นความเสื่อมโทรมของที่ดิน และมาตรการในการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน รวมถึงสร้างโอกาสในการขับเคลื่อนและขยายผลมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนอีกด้วย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

DSI แย้งความเห็น พนักงานอัยการ กรณีสั่งไม่ฟ้อง อนันต์ อัศวโภคิน ฐานฟอกเงิน

          สืบเนื่องมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำการสอบสวน กรณีกล่าวหาว่านายอนันต์ อัศวโภคิน กระทำความผิดอาญาฐานร่วมกันสมคบฟอกเงินและฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เป็นคดีพิเศษที่ 10/2560 โดยคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการที่นายอนันต์ฯ รับซื้อที่ดินจากบริษัทเอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด

         ซึ่งทางการสอบสวนพบว่า นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ได้นำเงินที่ได้จากการทุจริตจากสหกรณ์ฯ เข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทและครอบงำการดำเนินธุรกิจของบริษัทดังกล่าว ภายหลังนายอนันต์ฯ มีการขายที่ดินและนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินส่วนหนึ่งบริจาคให้กับมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และเก็บไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัว โดยได้ดอกเบี้ยอีกส่วนหนึ่ง และต่อมาได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวกลับไปยังบริษัทเอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด

         โดยทางคดีมีความเห็นควรสั่งฟ้อง และส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ ต่อมาพนัก งานอัยการได้มีหนังสือ ลงวันที่ 30 กันยายน 2562 ส่งสำนวนการสอบสวนกลับมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้พิจารณาตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 34 ว่าจะมีความเห็นแย้งในคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการหรือไม่

          ล่าสุด อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนคดีพิเศษที่ 10/2560 และความเห็นของพนักงานอัยการแล้ว มีความเห็นแตกต่างจากพนักงานอัยการโดยเห็นว่าข้อเท็จจริงยังฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิดตามที่ได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องไปแล้ว จึงได้มีความเห็นแย้งความเห็นของพนักงานอัยการให้ฟ้องนายอนันต์ฯ ตามข้อกล่าวหาส่งพนักงานอัยการแล้ว ทั้งนี้ อยู่ที่อัยการสูงสุดจะพิจารณาว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง อันเป็นความเห็นชี้ขาดตามกฎหมาย​ จึงประชาสัมพันธ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

Cr.คณะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ผอ.สง.ปรมน.ทร. – เยี่ยมคำนับแม่ทัพภาคที่ 1 ทบ. ปรึกษาข้อราชการด้านความมั่นคง

ผู้อำนวยการ สำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคง กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรกองทัพเรือ (ผอ.สง.ปรมน.ทร.) เยี่ยมคำนับแม่ทัพภาคที่ 1 ทบ. ปรึกษาข้อราชการด้านความมั่นคง

         ในวันนี้ 29 พ.ย.62 พลเรือโท เชษฐา ใจเปี่ยม ผู้อำนวยการ สำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคง กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรกองทัพเรือ (ผอ.สง.ปรมน.ทร.) พร้อมคณะ เข้าพบ พลโทธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 กองทัพบก เพื่อเยี่ยมคำนับ และปรึกษาข้อราชการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคง ด้านบรรเทาสาธารณภัย และงานจิตอาสาพระราช ทาน ณ ห้องรับรอง สำนักงานแม่ทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 1 ถ.ราชดำเนินกลาง กทม.

นิราช ทิพย์ศรี/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน
ภาพ/ข่าวจาก ปชส.สง.ปรมน.ทร.