ชี้แจงกรณีเหตุเสียงระเบิดบริเวณพื้นที่ตรงข้ามช่องกร่าง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงกรณีที่ปรากฏการเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของฝ่ายกัมพูชาโดยกล่าวอ้างว่าทหารไทยได้ขว้างระเบิดเข้าไปยังที่ตั้งของกำลังฝ่ายกัมพูชา จนเป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 นาย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ดังนี้

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยทหารในพื้นที่พบว่า ในห้วงเวลาประมาณ 12.45 นาฬิกา หน่วยทหารไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา และอยู่นอกแนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยไม่ได้มีการดำเนินการหรือปฏิบัติการใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าว และไม่มีการสูญเสียกำลังพลหรือความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ของฝ่ายไทยแต่อย่างใด

ภายหลังเกิดเหตุ ได้มีการเผยแพร่ภาพผู้ได้รับบาดเจ็บของฝ่ายกัมพูชา จำนวน 3 นาย โดยจากการพิจารณาลักษณะบาดแผลเบื้องต้นพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บรายที่มีอาการหนัก มีบาด แผลบริเวณฝ่าเท้าข้างซ้าย หน้าแข้ง และใบหน้า ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย มีบาดแผลบริเวณแข้งขาเป็นหลัก ลักษณะดังกล่าวเป็นการบาดเจ็บที่กระจุกตัวบริเวณเท้าและขา ซึ่งมีความสอดคล้องกับการได้รับผลกระทบจากการเหยียบกับระเบิด มากกว่าการได้รับบาดเจ็บจากระเบิดขว้าง เนื่องจากหากเป็นการระเบิดของระเบิดขว้าง โดยทั่วไปจะพบการกระจายของสะเก็ดระเบิดและบาดแผลในหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย และอาจจะมีความรุนแรงมาก กว่า ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะบาดแผลที่ปรากฏในภาพข่าว

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนยืนยันว่า จากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับการตรวจสอบในเบื้องต้น ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากำลังพลฝ่ายไทยได้ใช้กำลังหรือขว้างระเบิดเข้าไปยังพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง ทั้งนี้ เหตุระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว โดยกองทัพภาคที่ 2 ยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น และเคารพต่อข้อตกลงที่เกี่ยวข้องตามแนวชายแดน พร้อมดำเนินทุกภารกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดีบริเวณชายแดน ตลอดจนพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่มีอยู่ หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป

5 กรกฎาคม 2569 กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

อดีต ผอ.หลังเกษียณ ปลูกอินทผลัมสร้างรายได้งาม เปิดเมนูเด็ด ส้มตำอินทผลัม

เพชรบูรณ์ – อดีต ผอ.หลังเกษียณ ปลูกอินทผลัมสร้างรายได้งาม เปิดเมนูเด็ด ส้มตำอินทผลัม

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 2 สามี ภรรยา อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งชื่นชอบวิถีเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ ได้วางแผนช่วงหลังเกษียณอายุราช การ ด้วยการลุยทำสวนอินทผลัม ในเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ด้วยการปลูกต้น อินทผลัม จำนวนกว่า 400 ต้น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เข้ามา ชมไร่อินทผลัม ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และ ทิวเขาล้อมรอบ นับเป็นสวนอินทผลัมที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอวังโป่ง เลยทีเดียว

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปที่ สวนภูชมจันทร์ ตั้งอยู่หมู่ 16 ต.วังหิน อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ เพื่อพบกับ นางวรรณคำ เนตรแสงสี อายุ 65 ปี เจ้าของสวนอินทผลัม ที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอ ซึ่งได้เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ 2 ปี ได้วางแผนกับสามี อยากหาอะไรทำช่วงหลังเกษียณ ประกอบกับตนเองมีความชื่นชอบในวิถีเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงปรึก ษากัน ปลูกอินทผลัม จำนวนกว่า 400 ต้น ในพื้นที่ราว 20 ไร่ โดยแยกออก 5 สายพันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์บาฮี, พันธุ์โคไนซี่, พันธุ์ชิชิ, พันธุ์คาลาส และพันธุ์อัมเอ็ดดาฮาน เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค รวมทั้งยังเป็นการดึงดูดให้นักท่องเที่ยว ที่ชื่นชอบสไตล์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้มา “ชม ชิม ช้อป แชะ” ถึงกลางไร่อินทผลัม พร้อมเลือกซื้อเป็นของฝากกลับบ้าน ได้อีกด้วย

นางวรรณคำ เนตรแสงสี อายุ 65 ปี กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน อินทผลัม ที่สวน มีอายุเพาะปลูกเข้าสู่ปีที่ 11 แล้ว และสามารถให้ผลผลิตพร้อมจำหน่าย ได้ถึง 100 % เรียกได้ว่าครบทุกต้น ปีที่ผ่านมาร่วมยอดขายอยู่ประมาณ 1ล้านบาท แต่ต้องหักค่าที่ลงทุนออกที่เหลือก็เป็นกำไร ปีนี้คาดว่าผลผลิตจะได้อยู่ประมาณ 20 ตัน ขายอยู่ที่ราคา100-150 บาท ต่อกิโลกรัม ทุกสายพันธุ์ และ ตามเกรด A B C ซึ่งต่างกันแค่ขนาดเท่านั้น แต่ในด้านรสชาติ รับประกันได้ว่า มีความหวาน กรอบ อร่อย และชื่นใจอย่างแน่นอน ซึ่งนอกจากจะทานสดๆ แล้ว ยังแปรรูปเป็น ส้มตำอินทผลัม เค้กอินทผลัม ยำอินทผลัม อีกด้วย โดยเปิดช่องทางจำหน่ายไว้ให้บริการถึง 3 ช่องทาง คือ ขายกันสดๆหน้าสวน, ขายส่งให้พ่อค้าแม่ค้า และ ขายผ่านช่องทางออนไลน์ และ ปัจจุบัน ทางสวนภูชมจันทร์ ได้ทดลองปลูกทุเรียนในพื้นที่ ซึ่งในโอกาสข้างหน้าจะมีผลไม้เพิ่มขึ้นในสวนนี้ก็เป็นได้ ซึ่งท่านใดสนใจ สามารถแวะมาเที่ยว “ชม ชิม ช้อป แชะ” ได้ที่ สวนภูชมจันทร์ ตั้งอยู่หมู่ 16 ต.วังหิน อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ หรือ โทร.081-7684571

ทั้งนี้ หลังจากนักท่องเที่ยว ชม ชิม ช้อป แชะ ในสวนเสร็จแล้ว นางวรรณคำ เนตรแสงศรี เจ้าของสวน ได้นำนายทศพร เกตุทอง นายอำเภอวังโป่ง และนางสริทร์รัตน์ พรมภักดี นายก อบต.วังหิน พร้อมนักท่องเที่ยว ชิมเมนูเด็ด อินทผลัมแปรรูป ส้มตำอินทผลัม ตำปูปลาร้า ตำไทย ทีเด็ดที่สุด อินทผลัมตำป่า โดยมีนายทศพร เกตุทอง นายอำเภอวังโป่ง โชว์ฝีมือในการตำอินทผลัม ครั้งนี้ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แซ่บ อร่อย กรอบ ได้อย่างตามที่สั่ง นอกจากนี้ก็ยังมีเมนู ยำแซ่บอินทผลัม ไว้ให้นักท่องเที่ยวชิมอีกด้วย

ด้านนายทศ เกตุทอง นายอำเภอวังโป่ง กล่าวว่า ในพื้นที่ของ อำเภอวังโป่ง ของเรามีพื้นที่เหมาะสมกับปลูกผลไม้หลายชนิด และเป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค รวมถึงผลไม้ของที่นี่ส่งออก สร้างรายได้เศรษฐกิจของอำเภอวังโป่ง ได้ดีทีเดียว เช่นมะม่วงน้ำดอกไม้ มะขามหวาน เงาะโรงเรียน ทุเรียนหมอนทอง และอินทผลัม เรามีผลไม้ให้ชิมตลอดทั้งปี และในวันนี้เรามาลงพื้นที่ตำบลวังหิน อำเภอวังโป่ง เพื่อมาชิมผลไม้ของดีของ อำเภอวังโป่ง อีกหนึ่งชนิดคืออินทผลัม ที่สวนภูชมจันทร์ อินทผลัมที่นี่มีรสชาติหวาน กรอบ อ่อยชื่นใจ มาเที่ยวชม ชิม ช้อป แชะ มาอุดหนุนกันได้ครับ


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

นบ.ยส.24 “ซีลชายแดนเข้ม” ปฏิบัติการรวบนักบิน พร้อมยาไอซ์ ประมาณ 245 กก. ในพื้นที่ อ.ท่าลี่ จ.เลย

นบ.ยส.24 “ซีลชายแดนเข้ม” ปฏิบัติการรวบนักบิน พร้อมยาไอซ์ ประมาณ 245 กก. ในพื้นที่ อ.ท่าลี่ จ.เลย

เมื่อวันที่ 6 กรกฏาคม 2569 กองทัพบก โดย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี /ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน นบ.ยส.24 บก.ควบคุมที่ 3 (ร.8) โดย ร้อย.ฉก.ทพ.2106 ฉก.ทพ.21 (หน่วยงานหลัก) บูรณาการร่วมกับ ชปข.ที่ 1 กกล.ฯ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติด เข้ามาในพื้นที่ตอนใน บริเวณ บ.อาฮี ม.1 ต.อาฮี อ.ท่าลี่ จว.ล.ย. หน่วยจึงได้จัดกำลังทำการลาดตระเวน/เฝ้าตรวจ ตามพื้นที่เพ่งเล็ง

ครั้นเมื่อเวลา 02,00 น. เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบ เรือยาว จำนวน 1 ลำ ไหลตามลำน้ำเหืองจากฝั่ง สปป.ลาว มายังริมตลิ่งแม่น้ำเหืองฝั่งประเทศไทย บริเวณ บ.อาฮี ม.1 ต.อาฮี อ.ท่าลี่ จว.ล.ย. โดยตรวจพบกลุ่มบุคคลชายภายในเรือประมาณ 3 – 4 คน ขณะเดียวกันได้ตรวจพบรถยนต์กระบะ ขับมาจอด บริเวณเจ้าหน้าที่ทำการเฝ้าตรวจในพื้นที่ดังกล่าว จากนั้นกลุ่มบุค คลบนเรือได้ลำเลียงวัตถุต้องสงสัยบางอย่างลงบริเวณริมตลิ่งใกล้รถยนต์กระบะ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเพื่อเข้าทำการตรวจสอบ เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวเห็นว่าป็นเจ้าหน้าที่ จึงได้อาศัยความมืดหลบหนีข้ามลำน้ำเหืองไปยังฝั่ง สปป.ลาว อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันผู้ขับรถยนต์เตรียมการขนย้ายกระสอบดังกล่าว ถูกเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวไว้ก่อนจากนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบรถยนต์และเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ

จากการตรวจสอบ ตรวจพบถุงกระสอบ จำนวน 16 ถุง ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไอซ์ จำนวน 245 ห่อ ประมาณ 245 กก. โดยมีนายจักรพันธุ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี ภูมิลำเนา ต.อาฮี อ.ท่าลี่ จว.ล.ย. ยอมรับสารภาพว่าเป็นของตัวเอง พร้อมตรวจยึด ของกลางรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น วีโก้ ทะเบียน บย 6113 ลย จำนวน 1 คัน โทรศัพท์มือถือ VIVO สีดำ จำนวน 1 เครื่อง หน่วยจึงได้นำตัวผู้กระทำผิด พร้อมของกลางทั้งหมดมาส่งให้กับ สภ.โพนทอง จ.เลย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นบ.ยส.24 เชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติด หรือข้อมูลผู้ค้ายาเสพติด ผ่านเจ้าหน้าที่หน่วยกำลังทหารทุกหน่วย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ปัญหายาเสพติดลดลง และพี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน อย่างยั่งยืนต่อไป


ภาพ/ข่าว : นบ.ยส.24

พรพิพัฒน์ รายงาน

แขวงทางหลวงชนบทลำพูน สนับสนุนสถานที่จอดรถ สำหรับผู้มาใช้บริการโรงพยาบาลลำพูน เริ่มให้บริการในวันที่ 6 กรกฎาคม

ลำพูน – ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงฯ ลำพูนพร้อมส่วนเกี่ยวข้องลงพื้นที่ ติดตามความคืบหน้า “โครง การปรับปรุงพื้นที่ที่จอดรถข้างโรงพยาบาลลำพูน และ ถนนเส้นทางอ้อมเมืองท่าจักร-เหมืองง่า ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นี้.

วันนี้(6ก.ค.69) เวลา 9 นาฬิกา ถนนเลี่ยงเมืองลำพูน อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน นายฉัตรชัย จอมเดช ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทลำพูน พร้อมด้วย นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน (สส.จ.ลำพูน), นายณรัศมิน เทพมณี เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้รับมอบหมายจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน(นายวีระเดช ภู่พิสิฐ) และ พันตำรวจโท ยศศรัณย์ คำวงศ์ รองผู้กำกับการจราจร(รอง ผกก.จร.)สถานีตำรวจภูธรเมืองลำพูน ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าและร่วมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในประเด็นโครงการปรับปรุงพื้นที่จอดรถข้างโรงพยาบาลลำพูน และ ถนนเส้นทางอ้อมเมืองท่าจักร-เหมืองง่า

นายฉัตรชัยฯ กล่าวว่า จากการขยายการให้บริการของโรงพยาบาลลำพูน ทำให้มีผู้มาใช้บริการเพิ่มจำนวนมากขึ้น เกิดปัญหาไม่มีที่จอดรถ ผู้มาใช้บริการไม่ได้รับความสะดวก ศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนจังหวัดลำพูน (ศปถ.จ.ลำพูน) จึงได้มอบหมาย ให้แขวงทางหลวงชนบทลำพูน (ขทช.ลำพูน) พิจารณาหาแนวทางแก้ไขเนื่องจากมีพื้นที่ถนน สาย ลพ.3083 แยกทางหลวงหมายเลข 106 – บ้านศรีย้อย อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน อยู่ติดกับโรงพยาบาลลำพูน

แขวงทางหลวงชนบทลำพูนจึงได้พิจารณาใช้พื้นที่ว่างบริเวณเกาะกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่เวนคืนสำหรับก่อสร้างสะพานข้ามทางแยกในอนาคต และในขณะนี้ยังไม่มีแผนงานการก่อสร้าง โดยการใช้เป็นจุด กองเก็บวัสดุผิวทางที่เสื่อมสภาพ และปรับให้เป็นพื้นที่สำหรับจอดรถของโรงพยาบาลลำพูน โดยไม่ใช้เงินงบประมาณของทางราชการ ซึ่งสามารถใช้จอดรถได้ ประมาณ 200 กว่าคัน(แบบฟรี) ไม่มีค่าใช้จ่าย น้ำไม่ขังท่วมไม่ติดหล่มเพราะมีท่อระบายน้ำรองรับน่าจะพอเพียง เรื่องไฟแสงสว่างอนาคตมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง พร้อมเรื่องความปลอดภัย ได้ติดกล้อง CCTV ระยะใกล้ไกล สามารถจับภาพบริเวณใกล้เคียงได้.

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้รับจ้างเป็นผู้ขนวัสดุมากองเก็บและ ปรับพื้นที่ให้บางส่วน ปัจจุบันได้เปิดให้เป็นที่จอดรถชั่วคราวของผู้มาใช้บริการของโรงพยาบาลลำพูน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น รวมถึงจัดระเบียบและพัฒนาพื้นที่จอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน การติดกล้องวงจรปิด การติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างเพิ่มเติม เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการป้องกันอุทกภัยอันเนื่องมาจากฤดูฝนนี้ด้วย. ทั้งนี้ แขวงทางหลวงชนบทลำพูนขอสงวนสิทธิ์หากมีโครงการ ก่อสร้างสะพานข้ามทางแยกเกิดขึ้นในอนาคต จะถือเป็นการยกเลิกการใช้พื้นที่จอดรถ และส่งคืนพื้นที่ให้โครงการก่อสร้างในทันที..นายฉัตรชัยฯ กล่าวในที่สุด.

นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน(สส.จ.ลำพูน)กล่าวว่าจากการได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ซึ่งได้รับความเดือดร้อนในการมาใช้บริการที่โรงพยาบาลลำพูน ไม่มีสถานที่จอดรถ จึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะทางหลวงชนบทลำพูน ทั้งนี้กอรปกับการพัฒนาจังหวัดลำพูนจึงมีการบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วนฯ..

พันตำรวจโท ยศศรัณย์ คำวงศ์ รองผู้กำกับการจราจร(รอง ผกก.จร.) สถานีตำรวจภูธรเมืองลำพูน ได้รับทราบจากกรณีความเดือดร้อนของผู้มาใช้บริการโรงพยาบาลไม่มีที่จอดเพียงพอ จึงจอดบนไหล่ทางเสี่ยงต่อการเกิดอุบติเหตุ ทั้งนี้ ตนเองเห็นชอบในการมีที่จอดรถตรงนี้ เพื่อลดความเสี่ยงและลดปัญหาการจอดรถบนขอบทางได้..

นายณรัศมิน เทพมณี เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน กล่าวเช่นเดียวกันว่าได้รับการร้องเรียน เรื่องลานจอดรถ ไฟฟ้าส่องสว่าง

ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนได้บูรณาการร่วมกันเพื่อลดภาระ ปัญหาต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชน รวมถึงมีการพัฒนาต่อเนื่องต่อไป


นที มีเดช รายงาน

กกล.นเรศวร ตรวจเตรียมความพร้อมรับมือ สถานการณ์แนวชายแดนไทย – เมียนมา ด้านจังหวัดตาก

กกล.นเรศวร ตรวจเตรียมความพร้อมรับมือ สถานการณ์แนวชายแดนไทย – เมียนมา ด้านจังหวัดตาก

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 69 กองกำลังนเรศวร โดย พล.ต.ประสาน เห็นประเสริฐ ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร มอบหมายให้ พ.อ.ณรงค์ชัย เจริญชัย รองผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร ดำเนินการตรวจสภาพความพร้อมของกำลังพล และยุทโธปกรณ์ ที่บังคับการยุทธวิธี กองกำลังนเรศวร (ทก.ยว.กกล.นเรศวร) ประกอบด้วย หน่วยลาดตระเวนระยะไกล, หน่วยอากาศยานไร้คนขับ และหน่วยสื่อสาร บริเวณลานพื้นแข็ง กองบัญชาการกองกำลังนเรศวร ค่ายวชิรปราการ ตำบลไม้งาม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก

การตรวจความพร้อมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความพร้อมด้านการควบคุมบังคับบัญชา, การติดตามสถานการณ์, ความพร้อมของ กำลังพล, ยุทโธปกรณ์, ยานพาหนะ และระบบการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ ให้มีความพร้อมสูงสุด สำหรับการปฏิบัติภารกิจพื้นที่แนวชายแดนไทย-เมียนมา ให้มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

กองกำลังนเรศวร ยังคงมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน พร้อมปฏิบัติภารกิจด้วยความเข้มแข็ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการพิทักษ์อธิปไตยของชาติ

กองกำลังนเรศวร #พร้อมปฏิบัติภารกิจ #ชายแดนไทยเมียนมา #รักษาความมั่นคง #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมแม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมประชุมประสานภารกิจป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ชายแดนภาคเหนือ

แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อม แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมประชุมประสานการปฎิบัติในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2/ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) และ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชา การสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ. ยส. 35) พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางประชุมประสานการปฎิบัติในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) และ หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35)

โดยคณะได้ร่วมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ด้านยาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 ค่ายพระยอดเมืองขวาง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม โดยมี ผู้บังคับหน่วยกำลังป้องกันชายแดนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน

ต่อมา เวลา 13.25 น. พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ยาเสพติด และผลการปฏิบัติงาน บริเวณพื้นที่ ดอนปลาแดก บ้านศิลามงคล ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม โดยมี ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี, นายอำเภอธาตุพนม ผู้บังคับหน่วยกำลังป้องกันชายแดน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ร่วมให้การต้อนรับและแลกเปลี่ยนข้อมูลการปฏิบัติงาน

การปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้เป็นการติดตามสถานการณ์ด้านยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง, หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) , หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) และฝ่ายปกครอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม


นที มีเดช รายงาน

ร่วมแสดงความยินดีและอวยพร พลเอกจรัล นายกสมาคมผู้อาสาสมัครช่วยการศึกษาและคัดเลือกพ่อตัวอย่างแห่งชาติ เนื่องในวาระอันเป็นมงคล อายุครบ 90 ปี

คณะกรรมการ สมาคมผู้อาสาสมัครช่วยการศึกษาและคัดเลือกพ่อตัวอย่างแห่งชาติ พร้อมคณะที่ปรึกษา พันตำรวจเอกพลวุฒิ วิเศษสงวน และเลขาสมาคมฯ พลตรีกัณฑ์ ท.ธรรมธาดาได้นำคณะร่วมงานมุทิตาจิต ร่วมแสดงความยินดีและอวยพร ท่านพลเอกจรัล กุลละวณิชย์ นายกสมาคม เนื่องในวาระอันเป็นมงคล อายุครบ 90 ปี ที่โรงแรมอัศวิน เมื่อวันที่ 5 กรกฎา คม พ.ศ.2569

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ท่านองคมนตรี รัฐมนตรี ตลอดจนผู้บริหารและกรรมการจากองค์กรต่าง ๆ มาร่วมแสดงมุทิตาจิตและแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง สะท้อนถึงความรัก ความเคารพ และคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างสรรค์ไว้แก่ประเทศชาติและสังคมตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมา

นับเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่เปี่ยมด้วยเกียรติ ความอบอุ่น และความทรงจำอันงดงาม


ตำรวจโคราช ทลายเครือข่าย ไอ้ตั้ม บางคล้า ค้าอาวุธปืนออนไลน์

ตำรวจโคราช ทลายเครือข่าย ไอ้ตั้ม บางคล้า ค้าอาวุธปืนออนไลน์ รวบหนุ่มวัย 34 ปี ยึดปืน 15 กระบอก มูลค่ากว่า 1.17 ล้านบาท เงินหมุนเวียน 20 ล้าน เตรียมขยายผลล่าเครือข่าย

เวลา 14.30 น. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราช สีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.อ.สหพร เอียการนา ผู้กำกับการสืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รองผู้กำกับการสืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนรวม 15 กระบอก มูลค่าประมาณ 1,175,000 บาท

ผู้ต้องหาคือ นายประเสริฐ โสภา หรือ “ตั้ม บางคล้า” อายุ 34 ปี ชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกจับกุมได้ภายในบ้านพักเลขที่ 174 หมู่ 6 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา หลังเจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลจนพบพฤติการณ์ลักลอบซื้อขายอาวุธปืนผ่านช่องทางออนไลน์

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอาวุธปืนหลากหลายชนิด ทั้งปืนลูกโม่ ปืนพกกึ่งอัตโนมัติ ปืนยาว และปืนกลมือ รวม 15 กระบอก อาทิ CZ 75, SIG P229, SIG P320, Glock 19, Beretta PX4, Smith & Wesson M&P9C, SIG MPX, CZ ขนาด .22, Commando M4, Derya MK12, Les Baer ขนาด .45 และ Kimber พร้อมแมกกาซีนจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังตรวจยึดอุปกรณ์ที่เชื่อว่าใช้ในการประกาศขายและจัดเตรียมสินค้า ได้แก่ ชุดไฟสตูดิโอ (Softbox) แผ่นหญ้าเทียม เครื่องพิมพ์พกพา ยี่ห้อ Peripage พร้อมกระดาษม้วน รวมถึงโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าใช้ติดต่อซื้อขายอาวุธปืนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “จำหน่ายหรือมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองสำหรับการค้า (ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่” ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้าน พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนติดตามเครือข่ายค้าอาวุธปืนออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้ที่เคยซื้ออาวุธปืนจากเครือข่ายดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและป้องกันการนำอาวุธไปก่อเหตุอาชญากรรมต่อไป


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

โคกหนองนาพระราชทาน สร้างทักษะอาชีพคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

จังหวัดลพบุรี – เรือนจำกลางจังหวัดลพบุรี จัดพิธีปิดโครงการพระราชทาน “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” รุ่นที่ 8/1 เสริมสร้างทักษะอาชีพและคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยใช้หลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ เรือนจำกลางจังหวัดลพบุรี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในพิธีปิดการอบรมตามโครงการพระราชทาน “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” รุ่นที่ 8/1 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ผู้ต้องขัง ให้สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพและพึ่งพาตนเองได้ภายหลังพ้นโทษ โดยมี นายวินัย หมวกมณี ผู้บัญชาการเรือนจำกลางลพบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดฯ ผู้ต้องขังรวมที่เข้ารับการฝึกอบรมฯ จำนวน 100 คน เข้าร่วมในพิธีฯ สำหรับการอบรมมีระยะเวลาในการฝึกอบรม จำนวน 14 วัน ระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 และจะมีพิธีปิดโครงการและการปล่อยตัวผู้ต้องขังราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษฯ ต่อไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้กล่าวให้โอวาทแก่ผู้ต้องขังที่เข้ารับการฝึกอบรมโครงการพระราชทานฯ โดยเรือนจำกลางลพบุรี ได้น้อมนำพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระ เจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร โดยได้จัดให้มีการฝึกอบรมโครงการพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัย โทษ พ.ศ.2569 รุ่นที่ 8/1 ให้แก่ ผู้ต้องขังภายในเรือนจำกลางลพบุรี ซึ่งมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนทัศนคติ แนวคิด ฝึกวินัย ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหาจริง เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดนี้ ขอให้ผู้ต้องขังทุกคน นำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรม ไปปรับใช้ในชีวิตภายหลังพ้นโทษ ขอให้ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้พอกิน พออยู่ พอใช้ พอร่มเย็น สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไปและที่สำคัญที่สุด ขอให้ทุกคน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเมตตา พระราชทาน “โครงการโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” ให้แก่พวกเราทุกคน พร้อมทั้งขอให้ทุกคนกลับตนเป็นพลเมืองดี และร่วมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ตร. ทหาร ปกครอง ตชด. บูรณาการร่วมกัน รวบต่างด้าว แอบลักลอบเข้าเมือง

ตร. ทหาร ปกครอง ตชด.บูรณาการร่วมกัน รวบต่างด้าว แอบลักลอบเข้าเมือง

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 00.10 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี, พ.ต.อ.สันติ พิทักษ์สกุล ผกก.สภ. สังขละบุรี, พ.ต.ท.มนัส พร้อมศักดิ์โสภณ รอง ผกก.ป.สภ.สังขละบุรี, พ.ต.ท.ประดิษฐ์ แร่เพชร สวป.สภ.สังขละบุรี สั่งการให้สายตรวจจุดตรวจร่วมน้ำเกิ๊ก เจ้าหน้าที่ ตชด.134 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ลาดหญ้า ร่วมกันจับกุม นาย จอ ไม่มีชื่อสกุล อายุ 26 ปี เมียนมา พร้อมพวกรวม 7 คน และผู้ติดตาม 4 คน โดยกล่าวหาว่าเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต

พฤติการณ์จับกุม เมื่อวันนี้ (4 ก.ค. 69) ขณะเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมออกปฏิบัติหน้าที่ออกตรวจช่องทางธรรมชาติบริเวณหลังสวนส้มโอ ม.8 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี พบ กลุ่มคนลักษณะคล้ายแรงงานต่างด้าว เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวและเข้าตรวจสอบ นาย จอ ไม่มีชื่อสกุล (ทราบชื่อภายหลัง) พร้อมพวกและผู้ติดตามรวม 11 คน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำตัวทั้งหมดมายังที่จุดตรวจร่วมน้ำเกิ๊ก เมื่อมาถึงแล้วได้ขอตรวจสอบบัตรประจำตัวหรือเอกสารการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร

พบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดไม่สามารถแสดงเอกสารใดๆ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แจ้งให้ผู้ต้อง หาทราบว่าจะต้องโดนจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดทราบ ว่าเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สอบถาม ผู้ต้องหาที่ 1 – 7 ได้รับว่าได้เดินทางมาจากประเมียนมา จะเดินทางมาทำงานที่ประเทศไทย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจับเสียก่อน นำผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป


/////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก