บุญ พุทธธรรม จริยธรรม นำชีวิต

กองทัพภาคที่ 3 นำกำลังพล ทำบุญตักบาตรสวดมนต์แผ่เมตตาประจำสัปดาห์ น้อมนำ จิต สู่ สมาธิ เพื่อชีวิตที่แจ่มใส ทำบุญใส่บาตรเป็นหนึ่งในรูปแบบ บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน ซึ่งจัดอยู่ใน บุญกิริยาวัตถุ ๓ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

การถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ในยามเช้า ในทุกวันพุธของสัปดาห์ ของ กำลังพล กองบัญ ชาการกองทัพภาคที่ 3 ด้วยจิตอันเลื่อมใส ช่วยหล่อเลี้ยงพระศาสนา และยังเป็นการฝึกตนให้เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง รู้จักเสียสละ ผู้ให้ทานด้วยศรัทธา ย่อมเป็นผู้มีความสุข มีความเจริญ การใส่บาตรเป็นกิจวัตร ยังเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนา และสร้างเสริมคุณธรรมพื้นฐาน อันเป็นรากฐานแห่งสังคมที่สงบร่มเย็น ให้ทานด้วยใจบริสุทธิ์ ย่อมนำสุขมาสู่ชีวิตตลอดไป

โดย พันเอก เสรี ทองคู่ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 /หัวหน้าแผนกผลิตสถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วยกำลังพลกองบัญชา การกองทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ และกิจกรรมสวดมนต์ เจริญสติภาวนา แผ่เมตตา ณ อาคารศาสนสถาน กองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ขณะที่ในทุกวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 จัดให้มีกิจกรรมการสวดมนต์ เจริญสติ และแผ่เมตตา ณ อาคารศาสนสถาน กองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นการนอบน้อมต่อพระรัตนตรัย ที่ต้องปฏิบัติให้ถึงพร้อม ทั้งทางกาย วาจา และใจ เป็นการบริหารจิต และเจริญปัญญา ผู้ที่ปฏิบัติเป็นประจำจะเกิดสติสัมปชัญญะ มีจิตเป็นสมาธิ ประณีต และมีคุณธรรม ทำให้ความเห็นถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา ทำให้จิตใจเป็นสุขและมั่นคงทุกขณะจิต มีสมาธิตั้งมั่นส่งผลดีต่อการทำงานด้วย


นที มีเดช รายงาน

30 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่าน “เฮ” ได้รับเงินช่วยน้ำท่วมรอบ 3 (รอบสุดท้าย) จำนวน 5,471 ราย 52,288,520 บาท

น่าน – ผู้ประสบอุทกภัยในเขตเทศบาลเมืองน่าน “30 ชุมชน เฮ” ทยอยรับเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุวิภา ระหว่างวันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา รอบที่ 3 (รอบสุดท้าย) ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569 จำนวน 5,471 ราย 52,288,520 บาท

1 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่อาคารพญานาค สำนักงานเทศบาลเมืองน่าน วันที่ 2 นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน นำคณะผู้บริหาร นายเสนอ เวชสัมพันธ์ /ว่าที่ พ.ต.ณัฐ เธียรสูตร รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน นายปกฤษณ์ คำเหลือง ปลัดเทศบาลเมืองน่าน นางพัชรากร คันธเนตร หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาลเมืองน่าน หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองน่าน มอบเงินเยียวยาช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุวิภา ระหว่างวันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน ปี พ.ศ.2562 ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการมอบเงินเยียวยาผู้ประสบภัยในรอบที่ 3 ด้านที่อยู่อาศัยประจำ และเครื่องมือประกอบอาชีพที่เป็นอาชีพหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวของผู้ประสบภัย ชุมชนบ้านหัวเวียงใต้ 466 ราย จำนวนเงินที่ช่วยเหลือ 5,763,819 บาท

โดย ในช่วงเวลา 09.00 น.- 09.40 น. นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ปลัดเทศบาลเมืองน่าน หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองน่าน ลงพื้นที่ไปมอบเงินเยียวยาช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุวิภา ที่ 1.ชุมชนบ้านดอนแก้ว 286 ราย 2,821,681 บาท 2.ชุมชนบ้านอรัญญาวาส 215 ราย 2,821,681 บาท 3. ชุมชนบ้านสวนตาล 349 ราย 3,222,575 บาท และ เวลา 10.00 น. ที่อาคารพญานาค สำนักงานเทศบาลเมืองน่าน ที่ 4. ชุมชนบ้านหัวเวียงใต้ 466 ราย จำนวนเงินที่ช่วยเหลือ 5,763,819 บาท รวม 4 ชุมชน 1,316ราย จำนวนเงิน 14,056,701 บาท

กำหนดการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเขตเทศบาลเมืองน่าน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เมื่อวานที่ผ่านมา 10 ชุมชน 1,248 ราย จำนวนเงินช่วยเหลือ 10,728,615 บาท
วันที่ 2 มิถุนายน 2569 7 ชุมชน 1,154 ราย จำนวนเงินช่วยเหลือ 10,033,409 บาท
วันที่ 3 มิถุนายน 2569 วันสุดท้าย 9 ชุมชน 1,663 ราย จำนวนเงินช่วยเหลือ 17,469,795 บาท รวมเป็นจำนวนเงินช่วยเหลือ 52,288,520 บาท

นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมือง เน้นย้ำ เจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามขั้นตอนในการปฏิบัติงานจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ระเบียบ และแนวทางที่กำหนดด้วยความถูกต้อง โปร่งใส รวดเร็ว และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ประสบภัยอย่างเต็มความสามารถ

ถ้าผู้ใดสงสัย ยังไม่ต้องรับเงินในวันนี้ ไปติดต่อสอบถามหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดเทศบาลเมืองน่าน ภายในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 หลังจากวันที่ 14 -15 กรกฎาคม 2569 ท่านก็ไปติดตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เพราะสำนักงานเทศบาลเมืองน่าน จะนำเงินส่งคืน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

ตามที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณกว่า 76 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมจาก “พายุวิภา” ระหว่างวันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ จังหวัดน่าน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองน่าน อำเภอเวียงสา และอำเภอภูเพียง รวม 13 ตำบล รวมจำนวน 8,257 ครัวเรือน โดยการช่วยเหลือในงวดนี้เป็นการเยียวยาค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและเครื่องมือประกอบอาชีพ ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือในรอบสุดท้าย

ก่อนหน้านี้ จังหวัดน่านได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านเครื่องนุ่งห่มและความเสียหายเบื้องต้นจากงบประมาณของจังหวัดแล้ว แต่เนื่องจากความเสียหายด้านที่อยู่อาศัยมีมูลค่าเกินกว่าวงเงินที่จังหวัดสามารถดำเนินการได้ จึงได้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลเพิ่ม และได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาในครั้งนี้

การจ่ายเงินเยียวยาจะดำเนินการระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569 เป็นระยะเวลา 10 วัน โดยประชาชนที่มีรายชื่อได้รับสิทธิสามารถติดต่อรับเงินได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในพื้นที่ พร้อมนำบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาบัตรประชาชนมาแสดง หากไม่สามารถมารับเงินด้วยตนเอง สามารถทำหนังสือมอบอำนาจให้ญาติหรือผู้ใหญ่บ้านมารับแทนได้

สำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายและได้ยื่นคำร้องพร้อมกับเอกสารประกอบแล้ว แต่พบว่ารายชื่อตกหล่น สามารถยื่นคำร้องผ่านผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน พร้อมแนบหลักฐานความเสียหาย ส่งให้ อบต. หรือเทศบาลในพื้นที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามระเบียบ โดยใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป


จ.ส.อ.สันตืไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

กอ.รมน.ภาค 3 ส่วนแยก 2 ช่วยเหลือประชาชนประสบเหตุอุทกภัย ในพื้นที่เชียงของ จ.เชียงราย

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ส่วนแยก 2 ช่วยเหลือประชาชนประ สบเหตุอุทกภัย ในพื้นที่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ขณะที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายหน่วยงานพื้นที่อำเภอแม่สาย ติดตามสำรวจความเสียหายจากฝนตกหนักต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 นาฬิกา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ส่วนแยก 2 โดย ชุดพัฒนาสัมพันธ์มวลชนที่ 3211 ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย, หัวหน้าส่วนราชการอำเภอเชียงของ, องค์การบริหารส่วนตำบลริมโขง, ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ตำบลริมโขง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ บ้านห้วยเย็น หมู่ 7 อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยจากฝนตกหนักต่อเนื่องเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำ ให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านพักที่อยู่อาศัย ประมาณ 20 ครัวเรือน พร้อมกับเข้าช่วยเหลือเก็บกวาดล้างทำความสะอาด และมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ขั้นต้น ประกอบด้วย น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน และผ้าห่ม ให้กับผู้ประสบอุทกภัย โดยมี นายเกรียงศักดิ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นผู้มอบฯ ณ บ้านห้วยเย็น หมู่ 7 ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ด้าน นายพรเจตย์ หาญเจริญกิจวานิช นายกเทศมนตรีตำบลแม่สายมิตรภาพ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังภายในเขตเทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หลังเกิดฝนตกติดต่อกันนานหลายชั่วโมงตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดเหตุน้ำท่วมขัง และน้ำรอการระบาย

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้น และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการรับมือหากยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง

#ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กองกำลังผาเมือง #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงานน

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดใหญ่ครบรอบ 29 ปี วันเสาร์ที่ 4 ก.ค.นี้ ชู 2 เวที “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” และ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ ?”

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดใหญ่ครบรอบ 29 ปี วันเสาร์ที่ 4 ก.ค.นี้ ชู 2 เวที “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” และ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ ?”

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายนพปฎล รัตนพันธ์ เลขาธิการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติเตรียมจัดงานใหญ่ในโอกาสครบรอบ 29 ปี วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องกรุงธนบอลล์รูม โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงเช้า Special Talk & Forum หัวข้อ “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” และช่วงบ่าย Public Forum หัวข้อ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ?”

เลขาธิการสภาการสื่อมวลชนฯ กล่าวว่า ช่วงเช้า พบกับ Special Talk เรื่อง “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อด้วยเวทีเสวนาในหัวข้อเดียวกัน ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน, ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, คุณบุรินทร์ อดุลวัฒนะ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระหว่างประเทศ และผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย คุณไอลดา พิศสุวรรณ ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมในช่วงเช้าต้องซื้อบัตรเข้างานล่วงหน้า

เลขาธิการสภาการสื่อมวลชน กล่าวต่อว่า สำหรับช่วงบ่ายเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมฟังฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พบกับ Keynote Speech หัวข้อ “ทิศทาง AI ใน 1-2 ปีข้างหน้า” โดย คุณโชค วิศวโยธิน ผู้ก่อตั้งกลุ่ม AI เพื่อธุรกิจและสังคม จากนั้นเป็นเวทีเสวนาหัวข้อ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ?” ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA),คุณก้าวโรจน์ สุตาภักดี Senior Leader,TNN Digital Channel,คุณปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี ช่อง 22,คุณสุภโชค ภัทรามรุต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อใหม่ PPTV และผศ.ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหา วิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย คุณอศินา พรวศิน กรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

ผู้สนใจเข้าร่วมงานในช่วงเช้าสามารถติดต่อซื้อบัตรได้ที่สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ โทร. 0 2668 9900 ส่วนช่วงบ่ายรับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook Live @PressCouncilThailand, Facebook Live Thai PBS และ YouTube Live Thai PBS โดยรายได้จะนำไปสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

ขอขอบคุณที่กรุณาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
นายชาย ปถะคามินทร์ ผู้อำนวยการบริหาร สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
โทร. 08 8254 3434, 06 5423 5556


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พาณิชย์เปิดโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เร่งเครื่องผู้ประกอบการไทยบุกตลาดอินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ สร้างสมดุลการส่งออกยุคใหม่

พาณิชย์เปิดโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เร่งเครื่องผู้ประกอบการไทยบุกตลาดอินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ สร้างสมดุลการส่งออกยุคใหม่

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จับมือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุกเปิดตัวโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” อย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุนและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย ให้สามารถปรับตัวและใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ได้อย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางบริบทกติกาการค้าโลกใหม่ที่ผันผวนและเน้นย้ำเรื่องความยั่งยืน

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” ว่า โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพและขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยในการส่งออกด้วยการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การขับเคลื่อนโครงการนี้ อยู่ภายใต้แนวคิด “From FTA Fast Track to SMEs Smart Trade” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกของกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อสร้างผลสำเร็จที่รวดเร็วและยั่งยืนตามนโยบายสร้างสมดุลการส่งออกผ่านการบุกตลาด FTA ของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการไทย ให้เป็น Smart Traders ในบริบทการค้ายุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยกฎระเบียบที่ซับซ้อนและความยั่งยืน มุ่งเป้าสู่ 3 ตลาดศักยภาพสูง ได้แก่ อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการสินค้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรมฯ ตั้งเป้าหมายว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างมูลค่าการส่งออกจากการใช้สิทธิประโยชน์ FTA สู่ตลาดเป้าหมายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท

สำหรับไฮไลต์สำคัญในงานวันนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อจุดประกายและวางกลยุทธ์ให้กับผู้ประกอบการไทย อาทิ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “FTA Fast Track” โดย นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อชี้ทิศทางยุทธศาสตร์และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ FTA เป็นทางลัดสู่เวทีโลก พร้อมเวทีเสวนาพิเศษ หัวข้อ “ทลายกำแพงการค้า ยกระดับ SMEs ไทย ด้วยทางด่วน FTA” โดยผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า ได้แก่ นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดี กรมการค้าต่างประเทศ นายบีไยกุมาร ปานเดย์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน FTA การตลาดและการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศในกลุ่มตลาดอินเดีย ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอนาคตไทย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมคู่ขนานที่เปิดให้คำปรึกษาเชิงลึกและการรับสมัครเข้าร่วมโครงการสำหรับผู้ประกอบการ ที่มาร่วมงาน เจาะลึก 3 ตลาดเป้าหมายและโอกาสทองของ SMEs ไทยจากความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA (สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์) ซึ่งเป็น FTA ฉบับใหม่ที่ใช้ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification) ขณะที่ FTA อาเซียน-อินเดีย กำลังอยู่ระหว่างการทบทวนยกระดับเพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนเอกสาร

นางอารดาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และอยู่ระหว่างเร่งผลักดันให้มีผลบังคับใช้เพิ่มอีก 3 ฉบับ ได้แก่ ไทย-EFTA, ไทย-ศรีลังกา และไทย-ภูฏาน ภายในปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้ไทยมี FTA รวมทั้งสิ้น 17 ฉบับ ครอบคลุม 24 ประเทศทั่วโลก กรมการค้าต่างประเทศ และ สสว. จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SMEs ไทย ก้าวเข้าสู่โครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เพื่อใช้ทางด่วนสายพิเศษ “FTA Fast Track” ในการยกระดับธุรกิจสู่การเป็น Smart Traders ที่เติบโตในเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยโครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจของ SMEs ไทย ผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ Fast Track ด้านต้นทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี Fast Track ด้านการตลาดและสื่อดิจิทัลระดับสากล Fast Track ด้านเครือข่ายและการเข้าสู่ตลาดจริง (Business Matching)

“โลกการค้ายุคใหม่ไม่มีพื้นที่สำหรับการหยุดนิ่ง ต้องพลิกโฉมจากผู้ค้าแบบเดิม ๆ สู่การเป็น Smart Trader ที่เท่าทันกติกาโลก และรู้จักใช้ประโยชน์จาก FTA มาลดต้นทุนเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน วันนี้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานพันธมิตรได้เตรียมทางด่วนสายพิเศษนี้ไว้พร้อมแล้ว กรมการค้าต่างประเทศเชื่อมั่นว่าสินค้าไทย มีศักยภาพไม่แพ้ใคร และสามารถเติบโตบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม มั่นคง และยั่งยืนไปด้วยกัน” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวทิ้งท้าย

กรมการค้าต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SMEs และผู้ที่สนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เพื่อรับการติวเข้มและร่วมคณะเดินทางไปเจรจาธุรกิจในต่างประเทศได้ฟรี โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์ boostupfta.com และช่องทางสายด่วนของโครงการ โทร 090-699-0239 (กลุ่มตลาดนอร์เวย์) 090-655-0974 (กลุ่มตลาดสวิตเซอร์แลนด์) 090-699-0642 (กลุ่มตลาดอินเดีย) 063-543-4745 (กลุ่มตลาดอินเดีย)


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ฝ่ายปกครองร่วมตร.บ้านแพง บุกรวบชายวัย 60 ปี พักกุฏิสงฆ์ค้ายาบ้า หลังเจ้าอาวาสร้องเรียน

นครพนม – ฝ่ายปกครอง-ตร.บ้านแพง บุกรวบชายวัย 60 ปี พักกุฏิสงฆ์ค้ายาบ้า หลังเจ้าอาวาสร้องเรียน

ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการของ ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และนายนิมิต ปัทมเจริญ ปลัดจังหวัดนครพนม นายราชวัชร์ เพ็ชร์ไพฑูรย์ นายอำเภอบ้านแพง/ผอ.ศป.ปส.อ.บ้านแพง ได้มอบหมายให้ นายพงศ์เพชร มีจิตต์ใส ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำกำลังสมาชิก อส. บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านแพง เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายหลังได้รับแจ้งเบาะแสชายอาศัยอยู่ภายในกุฏิมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าอาวาสวัดป่าโนนแพง ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม ว่ามีชายคนหนึ่งชื่อ นายสมชาย (สงวนนามสกุล) อายุ 60 ปี เข้ามาพักอาศัยอยู่ที่กุฏิภายในวัดและมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมถึงมีพฤติการณ์น่าสงสัยว่าจะลักทรัพย์สินภายในวัดเพื่อนำไปซื้อยาบ้า​ เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ตามข้อมูลร้องเรียน พบตัวนายสมชาย อาศัยอยู่ภายในกุฏิ มีท่าทีตกใจเมื่อเห็นเจ้าหน้าแสดงตัวและขออนุญาตทำการตรวจค้น ซึ่งนายสมชายยินยอมให้ตรวจสอบ ผลการตรวจค้นก็พบยาบ้าจำนวน 10 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในถุงกาแฟยี่ห้อ ยี่ห้อนึงสีเขียว ที่วางอยู่ภายในกุฏิ

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ซื้อยาบ้าดังกล่าวมาจากวัยรุ่นรายหนึ่งในหมู่บ้านในราคา 500 บาท เพื่อนำมาเสพ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดที่โรงพยาบาลบ้านแพง ซึ่งผลการตรวจยืนยันพบสารเสพติด (เมทแอมเฟตามีน) ในร่างกาย เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


หลาวเหล็ก/เทพข่าวร้อน /ภาพ/ข่าว

งานธงฟ้าเยียวยา ลดค่าครองชีพครัวเรือนให้ประชาชน


จังหวัดลพบุรี ร่วมกับสำงานพาณิชย์จังหวัดฯ จัดงาน “ธงฟ้าเยียวยา ลดค่าครองชีพประชาชน จังหวัดลพบุรี” ระหว่างวันที่ 1 – 3 กรกฎาคม 2569 หวังบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ณ วัดไลย์ ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานเปิดงาน“ธงฟ้าเยียวยา ลดค่าครองชีพประชาชน จังหวัดลพบุรี”และปล่อยรถ Mobile ธงฟ้าออกให้บริการประชาชน ภายใต้โครง การเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน กิจกรรมที่ 1 จัดงานธงฟ้าจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้แก่ประชาชน จังหวัดลพบุรี โดยมีนางสาวสายฝน แหล่งหล้า พาณิชย์จังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นายกิตติภพ คงภานิติธรรม นายอำเภอท่าวุ้ง ตลอดจนผู้ประกอบการและประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

สำหรับงาน “ธงฟ้าเยียวยา ลดค่าครองชีพประชาชน จังหวัดลพบุรี ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด ช่วยเหลือประชาชนท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยมีกำหนดจัดในวันที่ 1 – 3 กรกฎาคม 2569 เวลาตั้งแต่ 10.00 – 20.00 น. ณ วัดไลย์ ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าในครัวเรือน เสื้อผ้า และสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ในราคาประหยัดจากผู้ผลิต/ผู้ประกอบการโดยตรง จำนวนมากกว่า 50 คูหา

โดยไฮไลท์ภายในงานคือการจำหน่ายสินค้าธงฟ้าลดราคาพิเศษ จำนวน 4 รายการ ได้แก่ ไข่ไก่ เบอร์ 3 แผงละ 80 บาท ข้าวสารหอมมะลิ ขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 125 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขนาด 1 ลิตร ขวดละ 35 บาท และน้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท โดยจัดจำหน่ายวันละ 2 รอบ ในเวลา เวลา 12.00 น. และ 16.00 น. ทุกวัน และได้มีการจัดโปรโมชั่น ซื้อสินค้าภายในงานครบ 300 บาท รับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 50 บาท (100 ท่านแรกของแต่ละวัน)

นอกจากจะมีการจัดงานจำหน่ายสินค้าฯ ที่วัดไลย์แล้ว ยังมีการจัดจุดจำหน่ายสินค้าผ่านรถ Mobile ธงฟ้าออกให้บริการประชาชน จำนวน 5 จุดต่อวัน ซึ่งจะมีสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดและ สินค้าธงฟ้าลดราคาพิเศษทั้ง 4 รายการ กระจายลงไปจำหน่ายในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วจังหวัดลพบุรี ครอบคลุมทั้ง 11 อำเภอ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดลพบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง มาร่วมจับจ่ายใช้สอยและเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในครัวเรือน ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

นบ.ยส.24 บูรณาการร่วมลาดตระเวนเฝ้าตรวจ/ซุ่มเฝ้าตรวจ จับกุมผู้ต้องหา 1 ราย พร้อม(ยาบ้า ประมาณ 220,000 เม็ด และ ไอซ์ จำนวน 2 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 83 กก. ในพื้นที่ ต.พังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร

นบ.ยส.24 บูรณาการร่วมลาดตระเวนเฝ้าตรวจ/ซุ่มเฝ้าตรวจ จับกุมผู้ต้องหา 1 ราย พร้อม(ยาบ้า ประมาณ 220,000 เม็ด และ ไอซ์ จำนวน 2 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 83 กก. ในพื้นที่ ต.พังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร

เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2569 กองทัพบก โดย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน/บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) โดย ร้อย.ฉก.ทพ.2108 (หน่วยงานหลัก) บูรณาการร่วมกับ กก.3 บก.ปส., ส.ทล.3 กก.4 บก.ทล.บึงกาฬ และตำรวจน้ำ ส.รน.4 กก.11 บก.รน. ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ตอนใน โดยใช้เส้นทางถนนหลวงหมายเลข 212 (บึงกาฬ – หนองคาย) และ ทางหลวงชนบท บก.3009 จึงบูรณาการร่วมกันวางแผนทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ/ซุ่มเฝ้าตรวจตามเส้นทางดังกล่าว ต่อมาเมื่อเวลา 03.00 น. ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ นิสสัน รุ่น ซันนี่ สีดำ ทะเบียน กย 4981 ลพบุรี ขับช้ามีพิรุธ

เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเพื่อขอตรวจสอบ แต่รถยนต์คันดังกล่าวได้เร่งความเร็วหลบหนี โดยใช้เส้นทาง อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ – จ.สกลนคร จึงทำการไล่ติดตามจนสามารถสกัดจับไว้ได้ บริเวณถนนวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคงอีสาน วิทยาลัยเขตสกลนคร ต.พังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร สามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย ทราบชื่อนายนิธิ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี ภูมิลำเนาในพื้นที่ ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 1 กระสอบ ประมาณ 220,000 เม็ด และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 2 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 83 กก. จึงได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ ส.ทล.5 กก.4 บก.ทล.สกลนคร (พังโคน) อ.พังโคน จ.สกลนคร เพื่อทำการตรวจนับอย่างละเอียด และจะนำส่ง สภ.พังโคน จ.สกลนคร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นบ.ยส.24 เชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติด หรือข้อมูลผู้ค้ายาเสพติด ผ่านเจ้าหน้าที่หน่วยกำลังทหารทุกหน่วย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ปัญหายาเสพติดลดลง และพี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน อย่างยั่งยืนต่อไป


ภาพ/ข่าว : นบ.ยส.24

พรพิพัฒน์ รายงาน

นบ.ยส.24 “สกัดยาบ้าบิ๊กล๊อตขนใส่เรือกีบข้ามชายแดน” ประมาณ 5,550,000 เม็ด ในพื้นที่ จ.บึงกาฬ

นบ.ยส.24 โดย สน.เรือบึงกาฬ “สกัดยาบ้าบิ๊กล๊อตขนใส่เรือกีบข้ามชายแดน” จำนวน ประมาณ 5,550,000 เม็ด ในพื้นที่ ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ

เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2569 กองทัพบก โดย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) อำนวยการให้ สน.เรือบึงกาฬ (หน่วยงานหลัก) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวทราบว่าจะมีการนำยาบ้าเข้ามาในพื้นที่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ.ท่าไคร้ ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ จึงจัดชุดปฏิบัติการร่วมกับหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ทำการซุ่มเฝ้าตรวจ จนกระทั่งเวลา 02.45 น. ชุดซุ่มได้สังเกตการด้วยกล้องตรวจการณ์กลางคืน พบเรือกีบเพลายาวที่มีขนาดใหญ่กว่าเรือประมงชาวบ้านปกติ แล่นตัดลำน้ำข้าม มาจากฝั่ง สปป.ลาว ห่างจากชุดซุ่ม ประมาณ 300 ม. บนเรือมีคนกลุ่มหนึ่งมากับเรือ เมื่อถึงฝั่งไทยได้จอดที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ชุดซุ่มเฝ้าตรวจจึงปิดระยะเข้ามาใกล้กับบริเวณจุดจอดเรือ ขณะเดียวกันมีกลุ่มชายฉกรรจ์ไม่ทราบจำนวน ได้แบกกระสอบต้องสงสัยขึ้นมาจากเรือ ลำเลียงขึ้นรถยนต์ต้องสงสัยทั้ง 2 คัน เป็นรถเก๋ง Honda accord สีบรอนเทา ทะเบียน กท 7159 อุดรธานี และ รถตู้ Hyundai สีบรอนเทา ทะเบียน ฮฐ 3553 กรุงเทพ มหานคร เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจสอบ ชายกลุ่มดังกล่าว เมื่อเห็นเป็นเจ้าหน้าที่ จึงได้หลบหนี โดยทิ้งกระสอบไว้ ส่วนเรือกีบเพลายาวเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่จึงได้ขับเรือแล่นตัดลำน้ำโขงข้ามไปยังฝั่ง สปป.ลาว ทันที

จากการตรวจสอบกระสอบต้องสงสัย พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) จำนวน 14 กระสอบ ประมาณ 5,550,000 เม็ด จึงได้ประสาน ศูนย์รักษาความปลอดภัย(ศรภ.) สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทยบันทึกภาพการตรวจยึดร่วมกัน จากนั้นหน่วยจึงได้นำของกลางทั้งหมดมาตรวจสอบ ณ สน.เรือบึงกาฬ เพื่อทำการสืบสวนขยายผลต่อไป

นบ.ยส.24 เชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติด หรือข้อมูลผู้ค้ายาเสพติด ผ่านเจ้าหน้าที่หน่วยกำลังทหารทุกหน่วย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ปัญหายาเสพติดลดลง และพี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน อย่างยั่งยืนต่อไป


ภาพ/ข่าว : นบ.ยส.24

พรพิพัฒน์ รายงาน

งานแถลงข่าวการแข่งขัน “KORAT MARATHON 2026”

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ อีเวนต์ฮอลล์ 2 ชั้น 2 ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ โคราช จังหวัดนครราชสีมา ได้จัดงานแถลงข่าวการแข่งขัน “โคราชมาราธอน 2026” (KORAT MARATHON 2026) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “THE MEMORABLE MARATHON” หรือ “มาราธอนแห่งความประทับใจ” โดยได้รับเกียรติจาก คุณมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานแถลงข่าว พร้อมด้วย พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2, คุณปรีชา ลิ้มอั่ว ผู้จัดการทั่วไปปฏิบัติการ เดอะมอลล์ โคราช และคุณอลงกรณ์ เจียมอนุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท เรซอัพ เวิร์ค จำกัด เข้าร่วมแถลงรายละเอียด

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “ในปีนี้ชาวโคราชพร้อมใจรวมพลังจัดงานวิ่งมาราธอนสนามนี้อย่างเต็มที่ ให้เป็นงานวิ่งที่ยิ่งใหญ่ประจำจังหวัดนครราชสีมา พร้อมมาตรฐานระดับโลก จังหวัดนครราชสีมาได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เตรียมความพร้อมอย่างเต็มพิกัดในทุกด้าน ทั้งเส้นทางที่ได้รับรองมาตรฐาน การดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทาง และการอำนวยความสะดวกต้อนรับนักวิ่งจากทั่วประเทศ รวมถึงกองเชียร์วงดุริยางค์ดีกรีระดับโลกที่มาร่วมเชียร์เป็นกำลังใจตลอดเส้นทาง ผมเชื่อมั่นว่า KORAT MARATHON 2026 จะยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา ด้วยเป้าหมายนักวิ่งกว่า 10,000 คน ตอกย้ำความพร้อมของโคราชในการเป็นเจ้าภาพมาราธอนระดับ World Athletics Road Race Label อย่างยั่งยืน”

พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า “กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมต้อนรับนักวิ่งและผู้มาเยือน เส้นทางโคราชมาราธอน 2026 วิ่งผ่านพื้นที่ของทางกองทัพ ซึ่งกองทัพพร้อมอำนวยความสะดวกทุกด้านทั้งเรื่องกำลังพลและการดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง เพื่อให้นักวิ่งทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีอย่างสูงสุด สะท้อนบทบาทของกองทัพในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน สังคม และส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืน”

คุณปรีชา ลิ้มอั่ว ผู้จัดการทั่วไปปฏิบัติการ เดอะมอลล์โคราช กล่าวว่า “เดอะมอลล์กรุ๊ป ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจรีเทลและไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย มีความเชื่อมั่นเสมอว่าศูนย์การค้าไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งการจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงผู้คน สร้างสรรค์กิจกรรมที่มีคุณค่า และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชน ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปีที่ เดอะมอลล์ โคราช ได้เติบโตเคียงข้างชาวนครราชสีมา เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรม “KORAT MARATHON 2026” งานวิ่งมาตรฐานที่ไม่เพียงส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกาย แต่ยังหลอมรวมเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยว วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวโคราชไว้อย่างงดงาม พิเศษสุดสำหรับนักวิ่งทุกท่าน เดอะมอลล์ โคราช ได้เตรียมความพร้อมสู่วันแข่งขันจริง กับสินค้าและอุปกรณ์วิ่งครบวงจรในงาน Korat Marathon Sports Fest ที่ EVENT HALL 2 ชั้น 2 รวมไปถึงใน SPORTS MALL และร้านค้ากีฬาในศูนย์การค้า เดอะมอลล์โคราช เพื่อให้ทุกก้าวของการ เตรียมตัวเป็นก้าวที่มั่นใจ พร้อมมุ่งสู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จไปด้วยกัน “

คุณอลงกรณ์ เจียมอนุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท เรซอัพ เวิร์ค จำกัด ในฐานะผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า “KORAT MARATHON 2026 จัดขึ้นเพื่อสร้างงานอีเวนต์กีฬามวลชนระดับนานาชาติประจำปีของจังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งเป็นการสร้างงานวิ่งมาตรฐานสากลให้เป็นจุดหมายของนักวิ่งจากทั่วทุกมุมโลก และสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างมาราธอนที่สุดแสนประทับใจแห่งเมืองย่าโม ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้กับจังหวัดนครราชสีมา ไฮไลท์ของการแข่งขันครั้งนี้คือ The Memorable Marathon มาราธอนแห่งความประทับใจ ถ่ายทอดเอกลักษณ์วัฒนธรรมแห่งเมืองโคราช รวมทั้ง Point to Point Route ปล่อยตัวบริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) วิ่งผ่านแลนด์มาร์คเมืองโคราช Run Through Korat City และเข้าเส้นชัยวิวสวย Scenic Finish Venue ที่สวนน้ำบุ่งตาหล่วเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ภายใต้ World Class Race มาตรฐานงานวิ่งระดับโลก พร้อม World Class Cheering Team กองเชียร์และการแสดงระดับโลกตลอดเส้นทาง”

สำหรับ “โคราชมาราธอน 2026” จะจัดการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2569 จุดปล่อยตัว ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) และเข้าเส้นชัยที่สวนน้ำบุ่งตาหลัวเฉลิมพระเกียรติ ร.9 การแข่งขันแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะมาราธอน 42.195 กม., ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม., ระยะมินิมาราธอน 10 กม. และระยะไมโครมาราธอน 5 กม. กำหนดวันรับอุปกรณ์ (Expo Day) ในวันที่ 5–7 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.30–19.00 น. ที่แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 เดอะมอลล์โคราช

ผู้สนใจร่วมแข่งขันสามารถสมัครได้ในราคาปกติ ดังนี้ ระยะมาราธอน 42.195 กม. ราคา 1,400 บาท, ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. ราคา 1,100 บาท, ระยะ 10 กม. ราคา 800 บาท และระยะ 5 กม. ราคา 700 บาท (ค่าสมัครไม่รวมค่าธรรมเนียมระบบ 7%) นอกจากนี้ยังมี Charity Set ทุกระยะ ราคา 3,000 บาท โดยค่าสมัคร 2,000 บาท จะสมทบทุนบริจาคให้โรงพยาบาล และนักวิ่งจะได้รับใบเสร็จเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีได้

สมัครวิ่งได้ที่ https://run.checkrace.com/event/krm26 หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่เพจเฟซบุ๊ก : Korat Marathon (https://www.facebook.com/koratmarathon)

นอกจากนี้กิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจัดการแข่งขันจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา, สำนักการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, กองทัพภาคที่ 2, กองบิน 1, สถานีตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา, องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, เทศบาลนครนครราชสีมา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 3, สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา, โรงพยาบาลมหาราช, สำนักงานทาง หลวงที่ 10 (นครราชสีมา), สำนักงานแขวงทางหลวงที่ 3, แขวงทางหลวงชนบทนคร ราชสีมา, เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม, เทศบาลตำบลไชยมงคล, เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง, เทศบาลตำบลหนองจะบก, การรถไฟแห่งประเทศไทย, ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา, สมาคมกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมการค้าผู้จัดงานงานกีฬามวลชนไทย (เท็มซ่า), The Mall Group, Gatorade (เกเตอเรท), AminoVITAL (อะมิโนไวทัล), P.O. Care (พี.โอ.แคร์ ), Drydye (ดราย ดราย), Plan B Media, Checkrace และ Checkfoto

ข้อมูลกิจกรรม KORAT MARATHON 2026
วันแข่งขัน: วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2569
Expo Day: 5–7 พฤศจิกายน 2569 (เวลา 10.30–19.00 น.)
EXPO: แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 เดอะมอลล์โคราช, จังหวัดนครราชสีมา
ระยะทาง: 42KM / 21KM / 10KM / 5KM
สมัครวิ่ง: https://run.checkrace.com/event/krm26
ปิดรับสมัคร : 30 กันยายน 2569 หรือจนกว่าจะเต็มจำนวน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ติดตามข่าวสาร:
Facebook: Korat Marathon | https://www.facebook.com/koratmarathon


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน