ผู้ว่ากาญฯ เปิดกว้าง รับข้อมูล จากสื่อมวลชน เพื่อแก้ไขปัญหา พัฒนาจังหวัดกาญจนบุรี

ผู้ว่ากาญฯ เปิดกว้าง รับข้อมูล จากสื่อมวลชน เพื่อแก้ไขปัญหา พัฒนาจังหวัดกาญจนบุรี และประชุมโครงการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และติดตามผลงานตามแผนปฏิบัติราชการของจังหวัดกาญจนบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1/2569

เมื่อวันนี้ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น.ที่ ห้องประชุมอาเซียน 2 โรงแรมพีลูส กาญจนบุรี นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในการประชุม ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช นางพรรณวิภา ปิยัมปุตระ และนายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องฯ ผู้สื่อข่าวจากหลายสังกัด และสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดกาญจนบุรี เข้าร่วมการประชุมฯ

จัดโดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกาญจนบุรี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของ ภาคีภาคสื่อสารมวลชน จึงได้จัดทำโครงการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและติดตามผลงานตามแผนปฏิบัติราชการของจังหวัดกาญจนบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อใช้เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริงในประเด็นที่สื่อมวลชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความสนใจ การรับฟังปัญหาอันเกิดจากการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล โครงการตามแผนปฏิบัติราชการของจังหวัดกาญจนบุรี ที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการเผยแพร่ประชาสัม พันธ์ผลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานของหน่วยงานในจังหวัดกาญจนบุรี มุ่งเน้นประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางราชการ ให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีได้รับทราบ โดยให้สื่อมวลชนเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางสื่อแขนงต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี

ทั้งนี้จังหวัดกาญจนบุรี มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกลยุทธ์ “เที่ยวใกล้ ประหยัดพลัง งาน” โดยชู Soft Power ด้านวัฒนธรรมและกิจกรรมเทศกาลเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกรุงเทพฯ และปริมณฑล ควบคู่ไปกับการส่งเสริม Green Travel และการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคเกษตรกรรม ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อลดต้นทุนพลังงาน อาทิ การส่งเสริมบ่อก๊าซชีวภาพและระบบโซลาเซลล์ในฟาร์มปศุสัตว์และประมง พร้อมทั้งยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านอัตลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เช่น เงาะทองผาภูมิ และทุเรียนทองผาภูมิ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงาน

ด้านการค้าและการลงทุน พบว่ามูลค่าการค้าชายแดนไทย-เมียนมาขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกผ่านด่านพระเจดีย์สามองค์ที่พุ่งสูงขึ้นร้อยละ 44.59 ขณะที่ภาครัฐได้เร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการธงฟ้าราคาประหยัดและแคมเปญ “ไทยช่วยไทย” ร่วมกับภาคเอกชน สำหรับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน ได้มีการเฝ้าระวังผลกระทบจากการสู้รบในเมียนมาอย่างใกล้ชิด พร้อมบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายและจุดตรวจสกัดที่เข้มงวดเพื่อปราบปรามขบวนการลักลอบนำพาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในพื้นที่อำเภอที่ติดขอบชายแดน รวมไปถึงความก้าวหน้าด้านโครงการจุดตัดทางหลวงพิเศษ M81 ทั้งแยกวังสารภีและแยกแก่งเสี้ยนมีความคืบหน้าเร็วกว่าแผนงาน เพื่อรองรับการจราจรในช่วงเทศกาล

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายโครงข่ายคมนาคมและทางหลวงชนบทเพื่อเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวและการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ระหว่างภูมิภาค โดยมีโครงการก่อสร้างสำคัญที่จะทยอยแล้วเสร็จในช่วงปี 2570 – 2571 เพื่อเปลี่ยนโฉมการเดินทางในพื้นที่ อาทิ โครงการขยายทางหลวง ทล.323 และการศึกษาถนนวงแหวนรอบเมือง ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ แม้จะประสบความสำเร็จในการลดจุดความร้อนจากไฟป่าได้ถึงร้อยละ 41 แต่ยังคงเร่งแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง การจัดการขยะมูลฝอย และการบริหารจัดการปัญหาช้างป่าที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม


///////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

เทศบาลตำบลสามง่าม จัดโครงการวันเทศบาลประจำปี 2569

เนื่องในโอกาสวันที่ 24 เมษายนของทุกปี เป็นวันเทศบาลตำบลสามง่าม นำโดยนายสมรัก มีใจดี นายกเทศมนตรีตำบลสามง่าม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการแต่ละกอง/ฝ่าย สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ และพนักงานเทศบาลตำบลสามง่าม จัดโครงการวันเทศบาลประจำปี 2569 ขึ้นในวันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2567 เวลา 09.00 น. เพื่อเป็นการะะลึกถึงความสำคัญ และความเป็นมาของการก่อกำเนิดเทศบาล และได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่น รูปแบบเทศบาล ตลอดจนให้คณะผู้บริหารพนักงานเทศบาล ลูกจ้างและพนักงานจ้าง ได้มองเห็นความสำคัญของการบริการ และการอำนวยความสะดวกสร้างความเป็นธรรมความเสมอภาค ให้กับประชาชนที่มาใช้บริการของเทศบาล รวมทั้งสร้างความรักความผูกพัน ความสามัคคี ซึ่งจะก่อให้เกิดผลต่อการปฎิบัติหน้าที่ และราชการมากยิ่งขึ้น

กิจกรรมในวันนี้มีการไหว้ศาลพระพรหม หน้าสำนักงานเทศบาล ไหว้มณฑปหลวงปู่เต๋คงทอง หน้าที่ว่าการอำเภอดอนตูม และพิธีสงฆ์ ณ ห้องประชุมชั้น 3 เทศบาลตำบลสามง่าม โดยมี นายจักรกฤษณ์ ไขว้พันธุ์ นายอำเภอดอนตูม เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยนอกจากนี้ยังมีกิจกรรมบำรุงรักษา ทำความสะอาดรอบอาคารสำนักงานเทศบาลตำบลสามง่าม ซึ่งมี กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลตำบลสามง่าม มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ผอ.ศปป.4 กอ.รมน.พร้อมคณะ ดูงานการบริหารจัดการขยะชุมชนแยกพลาสติกผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง

สุพรรณบุรี – ผู้อํานวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน. นำคณะศึกษาดูงานการบริหารจัดการขยะชุมชนด้วยการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติก และโครงการปลูกข้าวรักษ์โลกเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร ต้นเหตุของปัญหามลพิษจากฝุ่น PM2.5

พล.ท. มนตรี สุพิเพชร ผู้อํานวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน. (ผอ.ศปป.4 กอ. รมน.) พร้อมคณะ เดินทางมาศึกษาดูงานการบริหารจัดการขยะชุมชนด้วยการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติก และโครงการปลูกข้าวรักษ์โลกเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร อันเป็นต้นเหตุของปัญหามลพิษจากฝุ่น PM2.5 ที่ มูลนิธิราษฎร์พิทักษ์สิ่งแวดล้อม ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมี พ.อ.ณัฐติพงษ์ ตะโกใหญ่ รอง ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. จังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมให้การต้อนรับและรับฟังการบรรยายแนวทางและผลการดำเนินโครงการ

โดยมี นางพีรดา ปฏิทัศน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิราษฎร์พิทักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นวิทยากรบรรยาย ให้ความรู้ข้อมูลแนวทางการทำงานของมูลนิธิและผลของการดำเนินการที่ได้ เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ไปขยายผล สร้างการรับรู้เรื่องการบริหารจัดการขยะ และรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาใช้เกษตรอินทรีย์ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหาดินเสื่อมคุณภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิต เป็นการบูรณาการเชิงรุกในการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ลดปัญหามลพิษจากการเผาฟางข้าว และยกระดับรายได้เกษตรกร ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกันในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ยังมีเกษตรกรลักลอบเผาตอซังและฟางข้าวในนา กันจำนวนมากทุกวัน แบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย และไม่ห่วงความปลอดภัยของคนอื่น เนื่องจากนาข้าวที่เกษตรกรเผาฟางมีทั้งกลางทุ่งนาและที่อยู่ใกล้ถนนซึ่งมีประชาชนใช้รถสัญจร ตลอดเวลา ทำให้มีกลุ่มหมอกควันไฟ ลอยฟุ้งกระจายครอบคลุมทั่วพื้นที่เกือบ 10 อำเภอ สร้างความเดือดร้อน กันทั่ว


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ทต.สามชุก มอบเครื่องอุปโภค-บริโภค ให้ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส

สุพรรณบุรี – เทศบาลตำบลสามชุกมอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้ผู้สูงอายุคนพิการและผู้ด้อยโอกาส

นางดวงพร คุณากรวงศ์ นายอำเภอสามชุก, นายสุวัฒน์ ปานเพ็ชร นายกเทศมนตรีตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี, นางพรพรรณ ปานเพ็ชร รองนายกเทศมนตรีอำเภอสามชุก, นางสาวจิราภรณ์ จันทร์ลอย ปลัดอำเภอสามชุก, นางสาวศราวัณย์ วิริยะ ปลัดเทศบาลตำบลสามชุก, หัวหน้าส่วนราชการ, เจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่กองช่าง และเจ้าหน้าที่งานพัฒนาชุมชน ลงพื้นหมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 5 ตำบลสามชุก นำเครื่องอุปโภค – บริโภค ไปมอบให้กับสูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ตามโครงการสงเคราะห์ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสเบื้องต้น โดยมีนายประเสริฐ ทรัพย์จีน กำนันตำบลสามชุก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ได้เข้าร่วมมอบด้วย


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ไฟป่าทองผาภูมิวิกฤต ! แก๊งขุดทองเถื่อนเหิมเกริม จุดไฟพรางตัว-ยิงขู่เจ้าหน้าที่ ระดม ฮ. โปรยน้ำกว่า 7 หมื่นลิตร คุมสถานการณ์

ไฟป่าทองผาภูมิวิกฤต ! แก๊งขุดทองเถื่อนเหิมเกริม จุดไฟพรางตัว-ยิงขู่เจ้าหน้าที่ ระดม ฮ. โปรยน้ำกว่า 7 หมื่นลิตรคุมสถานการณ์

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี กำลังเผชิญวิกฤตไฟป่าครั้งรุนแรง หลังตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) พุ่งสูงถึง 825 จุด ในช่วงเดือนเมษายน 2569 โดยเบื้องหลังสถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติ แต่เป็นฝีมือขบวนการลักลอบขุดร่อนแร่ทองคำที่ใช้ไฟป่าเป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจเจ้าหน้าที่

ด้านนายยุทธพงค์ ดำศรีสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ระบุว่ากลุ่มผู้กระทำผิดใช้ยุทธวิธีจุดไฟเผาป่าเพื่อล่อให้เจ้าหน้าที่ออกไปดับไฟในอีกจุดหนึ่ง ก่อนจะฉวยโอกาสแอบเข้าไปขุดร่อนทองคำในพื้นที่คดีเก่าที่เคยถูกตรวจยึดกว่า 13 ไร่ นอกจากนี้กลุ่มคนร้ายยังมีพฤติกรรมอุกอาจด้วยการนำอาวุธปืนยิงข่มขู่เจ้าหน้าที่ และเลือกปฏิบัติการในช่วงดึกเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม ซึ่งสภาพพื้นที่เกิดเหตุที่เป็นเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อนและมีทุ่งไม้กวาดเป็นเชื้อเพลิง ทำให้ไฟลุกลามรวดเร็วจนยากต่อการควบคุม ล่าสุดไฟได้ลามเข้าสู่พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมที่อยู่ติดกันแล้ว

สำหรับอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิมีพื้นที่กว่า 700,000 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศและมีอาณาเขตติดชายแดนเมียนมา เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายาก อาทิ เสือโคร่ง ช้างป่า เสือลายเมฆ และเลียงผา ความเสียหายครั้งนี้จึงกระทบต่อระบบนิเวศที่ประเมินค่าไม่ได้ เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว หน่วยงานหลายภาคส่วนได้บูรณาการกำลังร่วมกัน ทั้งตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135, หน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า และสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 1 (ภาคกลาง) เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการกระทำผิดอย่างเข้มข้น

ในส่วนปฏิบัติการดับไฟ ได้มีการระดมอากาศยานเฮลิคอปเตอร์จากศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและอากาศยาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าทิ้งน้ำแล้วกว่า 141 เที่ยวบิน คิดเป็นปริมาณน้ำรวม 70,500 ลิตร พร้อมส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการดับไฟในป่าลึกทางอากาศอีก 3 เที่ยวบิน ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 อุทยานฯ เคยประสบความสำเร็จในการลดจุดความร้อนได้ถึง 85.30% จากการจัดตั้ง War Room แต่ในปี 2569 นี้กลับเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนขึ้น เนื่องจากกลุ่มผู้กระทำผิดปรับแผนเป็น “เข้าดึก ขุดเร็ว หนีไว” ต่างจากปีที่ผ่านมาซึ่งสามารถดำเนินคดีได้ 6 คดี และจับกุมผู้ต้องหาได้ 11 คน

นายยุทธพงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สถานการณ์เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น แต่อุทยานฯ ยังคงตรึงกำลังต่อเนื่องภายใต้นโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่สั่งการให้ปราบปรามการลักลอบกระทำผิดและจุดไฟเผาป่าอย่างเด็ดขาด โดยมีผู้นำชุมชนและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องร่วมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในขณะนี้.


///////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

ด่วน !! หน.อช.แก่งกระจาน เปิดหลักฐานเด็ดภาพนายทุนปล่อยเงินกู้ ต้องสงสัยจุดไฟเผาป่าล่ากระทิงป่ามรดกโลก จนลามเป็นไฟป่า เร่งรวบรวมหลักฐานตามล่าตัวขยายผล…

ด่วน !! หน.อช.แก่งกระจาน เปิดหลักฐานเด็ดภาพนายทุนปล่อยเงินกู้ ต้องสงสัยจุดไฟเผาป่าล่ากระทิงป่ามรดกโลก จนลามเป็นไฟป่า เร่งรวบรวมหลักฐานตามล่าตัวขยายผล…

นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน รายงานสถานการณ์ไฟป่าว่า มีพื้นที่ป่าถูกไฟป่าลามเผาไหม้ไปแล้วประมาณ 5,000 ไร่ และพบหลักฐานการล่ากระทิงในพื้นที่ไฟไหม้ชุมชนแม่คะเมยบน บ้านท่าเสลา ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี เป็นกระทิง 2 ซาก พบว่ามีร่องรอยถูกพรานใช้ปืนลูกซองแบบ 9 เม็ด ยิงตายโดยกระสุนฝังในซากกระทิง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างนำซากกระทิงกลับมาชันสูตรหาสาเหตุการตาย เพื่อเป็นพยานหลักฐาน โดยเชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุของการเกิดไฟป่าขึ้น

ล่าสุด นายมงคล เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ภาพผู้ต้องสงสัยเผาป่าล่าสัตว์มาแล้ว ซึ่งบุคคลต้องสงสัยนี้พอทราบแล้วว่า เป็นนายทุนปลอยเงินกู้รายหนึ่ง โดยพบว่ามีการใช้หมาพรานเข้าไปนำทางล่าสัตว์ และเข้าออกพื้นที่ดังกล่าวหลายครั้ง โดยใช้รถ จยย. เป็นยานพาหนะ พร้อมทั้งมีการนำปืนลูกซองแบบ 9 เม็ด เข้าไปด้วย

สำหรับพฤติการณ์ คือ จะเข้าไปในพื้นที่แม่คะเมยบน ซึ่งเป็นจุดที่กระทิงออกมาหากิน จากนั้นจะใช้วิธีจุดไฟเผา เพื่อต้อนให้กระทิงมารวมตัวตามทิศทางที่กำหนด แล้วดักซุ่มยิงเป้าหมาย แต่ไฟที่จุดกลับลุกลามออกไปวงกว้าง จนกลายเป็นไฟเผาผลาญป่าขึ้น และจากการที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ก็พบปลอกกระสุนปืนตกอยู่ และหมาพรานก็ยังคงอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลและรวบรวมหลักฐาน เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


///บรรณรต เพชรบุรี

ผวจ.กาญจนบุรี​ ลงพื้นที่​ พร้อมทีมเสือไฟกาญจนบุรี ผนึกกำลัง พิชิตไฟป่า

ผนึกกำลัง พิชิตไฟป่า : ผวจ.กาญจนบุรี​ ลงพื้นที่​ พร้อมทีมเสือไฟกาญจนบุรี ปฏิบัติการแบบ “ไร้รอยต่อ” ตามนโยบาย “รมว.ทส.สุชาติ” ดับไฟป่าบริเวณเขาตองสกัดกั้นไฟลุกลามเข้าเมือง พร้อมถ่ายทอดเทคนิคการดับไฟป่าแก่เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองปากแพรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมานะ เพิ่มพูล ผู้อำนวยการส่วนควบคุมไฟป่า สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 16.00 น. ได้สั่งการให้นายณัฐนนท์ ไชยศักดิ์ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการไฟป่ากาญจนบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่ากาญจนบุรี (เสือไฟ) จำนวน 11 นาย เข้าสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าบริเวณเขาตอง ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ตามนโยบายและข้อสั่งการของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ได้มอบหมายให้นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดปฏิบัติงานเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการทำงานแบบ “ไร้รอยต่อ” ทั้งในเขตป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การสั่งการและการประสานงานบูรณาการเป็นไปอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

การปฏิบัติการดังกล่าว มีนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช และ นายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมตรวจสอบพื้นที่บริเวณจุดเกิดเหตุดังกล่าว เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในรอยต่อพื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี และอำเภอท่าม่วงอย่างเร่งด่วน โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ครอบคลุมไปยังพื้นที่บริเวณโรงเรียนดรุณากาญจนบุรี ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี และบริเวณพื้นที่ ตำบลหนองหญ้าดอกขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีการวางแนวทางปฏิบัติในการสกัดกั้นการลุกลามของไฟป่า โดยใช้อากาศไร้คนขับ (UAV) และส่งชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่ากาญจนบุรี (เสือไฟ) เข้าปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

นอกจากการควบคุมสถานการณ์ในดังกล่าวแล้ว ผู้ว่าฯกาญจนบุรี ยังได้สั่งการให้มีการปิดบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปยังพื้นที่ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายภาคประชาชน และท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง โดยได้จัดให้มีการถ่ายทอดทักษะความรู้และเทคนิคการปฏิบัติงานด้านการดับไฟป่าที่ถูกต้องตามหลักวิชาการให้แก่เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองปากแพรก กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในระดับฐานรากมีความเข้าใจในยุทธวิธีและสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการวางรากฐานระบบป้องกันภัยเชิงรุก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรีอย่างยั่งยืนต่อไป

จนเมื่อเวลา 19.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่ากาญจนบุรี (เสือไฟ) สามารถควบคุมกลุ่มไฟบริเวณดังกล่าวได้จนแล้วเสร็จ และถอนกำลังกลับยังศูนย์ปฏิบัติการไฟป่ากาญจนบุรี


///////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

ระทึก…ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างชาติแตกตื่น หลังมีเหตุไฟไหม้บ้าน เจ้าหน้าปิดถนนเพื่อเข้าระงับเหตุ ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบต้องรอ พฐ.เข้าตรวจสอบ

ระทึก…ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างชาติแตกตื่นหลังมีเหตุไฟไหม้บ้านเจ้าหน้าที่ต้องทำการปิดถนนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าระงับเหตุ ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบต้องรอ พฐ.เข้าตรวจสอบ

เวลา 15.00 น. วันที่ 24 เม.ย. 69 ศูนย์วิทยุสภ.เมืองพัทยา รับแจ้งเหตุไฟไหม้บ้านเรือนประชาชนบริเวณตรงข้ามซอยเขาพระตำหนัก 5 ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเมืองพัทยารุดตรวจสอบและระงับเหตุ

ในที่เกิดเหตุที่บ้านตึก และ 3 และ 4 ชั้น ติดกันเป็นแถวยาว ที่บ้านเลขที่ 338/9 พบกลุ่มควันและเปลวเพลิงจำนวนมากที่บริเวณชั้นบนสุด ซึ่งเป็นห้องโถงด้านหน้ามีระเบียง ท่ามกลางความแตกตื่นของคนไทยและต่างชาติที่อยู่ในละแวกนั้นเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ต้องทำ การปิดถนนและอำนวยความสะดวกให้รถน้ำดับเพลิงจำนวน 4 คันเข้าพื้นที่ โดยมีการลากสายดับเพลิงจากชั้นล่างขึ้นไปยังจุดเกิดเหตุก่อนทำการฉีดเหตุ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที เพลิงจึงสงบ

เบื้องต้นทราบว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจได้ทำการช่วยเหลือผู้ติดค้างภายในออกมาได้ก่อนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะมาถึงจำนวน 1 รายมีอาการสำลักควัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ส่งตัวรักษาต่อยังโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อย ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด ใมีความเสียหายทั้งห้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจะได้เข้ามาทำการตรวจสอบและหาหลักฐานของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ต่อไป


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าข่าวภาคตะวันออก รายงาน

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ติดตามใกล้ชิดต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กระทบต่อความมั่นคงแบบองค์รวม ณ ศาลากลาง จังหวัดฉะเชิงเทรา

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ติดตามใกล้ชิดต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กระทบต่อความมั่นคงแบบองค์รวม ณ ศาลากลาง จังหวัดฉะเชิงเทรา

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 10.00 – 12.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอันเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์และความมั่นคงชายแดนด้านตะวันออก การสร้างรั้วชายแดนไทย – กัมพูชา แรงงานต่างด้าว การหลบหนีเข้าเมือง ยาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการปัญหาความมั่นคงแบบองค์รวม ณ ศาลากลาง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งนำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองประธานคณะกรรมาธิการและเลขานุการคณะกรรมาธิการ, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด, ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และนักวิชาการ, เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ, คณะอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ร่วมคณะลงพื้นที่

โดยมี ฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ อาทิเช่น กอ.รมน. ฉะเชิงเทรา สำนักคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานแรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา สภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการชลประทานฉะเชิงเทรา ศรชล. จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ต้อนรับ และรายงานผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็น ดังต่อไปนี้

1.การบริหารจัดการ “ภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่” ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) พบว่า การดำเนินงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงเผชิญกับปัญหา อุปสรรค และภัยคุกคามหลายด้าน โดยเฉพาะประเด็นเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชาย แดน ความมั่นคงของรัฐ การบริหารจัดการแรงงาน และปัญหายาเสพติด ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพในระยะยาว นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่ชายแดนยังขาดความชัดเจนในบางมิติ ทั้งการบูรณาการหน่วยงาน การควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงาน และการป้องกันการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะยาเสพติดที่ยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ต้องเพิ่มมาตรการตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐยังคงเดินหน้า ผลักดัน 5 Cluter อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ ประกอบด้วย

  1. อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ
  2. อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
  3. อุตสาหกรรม BCG หรืออุตสาหกรรมสีเขียว
  4. อุตสาหกรรมการบริการ
  5. อุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม การพัฒนา EEC ให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญ หาความมั่นคงในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

2.การขับเคลื่อนแผนงาน “ตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยการขับเคลื่อนแผนงาน “ตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นการดำเนินงานเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมเข้าด้วยกัน โดยยึด “ตำบล” เป็นหน่วยหลักในการขับเคลื่อน ผ่านกลไกความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ อีกทั้งการดำเนินงานมุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามในระดับพื้นที่ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางพัฒนาร่วมดำเนินการ และร่วมรับผลประโยชน์ เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ในการวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละตำบล

ดังนั้นแผนงานดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดปัจจัยเสี่ยงด้านความมั่นคง เสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และพัฒนาศักยภาพชุมชนให้สามารถบริหารจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องในระยะยาว

3.ปัญหาการลักลอบทำงานของแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ปัญหาการลักลอบทำงานของแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีความเชื่อมโยงกับการเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและส่วนหนึ่งของ EEC ที่มีความต้องการแรงงานสูง ทำให้เกิดการลักลอบนำเข้าแรงงานผ่านเครือข่ายนายหน้า แรงงานจำนวนหนึ่งอยู่ในสถานะผิดกฎหมายและมีความเสี่ยงถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น การบังคับใช้แรงงานหรือการจำกัดเสรีภาพ ซึ่งเข้าข่ายการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน อีกทั้งทำเลที่ตั้ง ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อสำคัญ ยิ่งเอื้อต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานและการดำเนินการของเครือข่ายผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ประเทศ จึงจำเป็นต้องแก้ไขอย่างบูรณาการ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การจัดระเบียบแรงงาน และความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

4.ปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงแบบองค์รวม พบว่า จังหวัดฉะเชิงเทราในฐานะพื้นที่เชื่อมโยง
เขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)กำลังเผชิญความท้าทายด้าน “ความมั่นคงแบบองค์รวม” ที่มีลักษณะซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี โดยพบปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การลักลอบเข้าเมือง อาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้โครงข่ายการสื่อสารข้ามประเทศเป็นเครื่องมือก่อเหตุ

นอกจากนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำและแรงกดดันทางสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมและความไม่สงบในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ภัยคุกคาม ด้านสาธารณสุข เช่น COVID-19 ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ การบริหารจัดการปัญหาความมั่นคงในจังหวัดฉะเชิงเทรา จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการเชื่อมโยงการทำงานในระดับภูมิภาค ภายใต้กรอบ ASEAN เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนในพื้นที่ระยะยาว

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบไปประกอบการพิจารณา
ตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ชายแดนสระแก้ว ติดตามปัญหาที่ดิน – ความมั่นคง หารือแนวทางการสร้างรั้ว ไทย – กัมพูชา อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ชายแดนสระแก้วติดตามปัญหาที่ดิน – ความมั่นคง หารือแนวทางการสร้างรั้ว ไทย – กัมพูชา อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการปัญหาความมั่นคงแบบองค์รวม ณ จังหวัดสระแก้วในภาคบ่าย ซึ่งนำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองประธานคณะกรรมาธิการและเลขานุการคณะกรรมาธิการ, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด, ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และนักวิชาการ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ, คณะอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่ 3 จุดเพื่อติดตามภารกิจงานความมั่นคง ณ จังหวัดสระแก้วในภาคบ่าย

โดยมี นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยหน่วยงานความมั่นคง อาทิ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จังหวัดสระแก้ว และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ พร้อมนำสำรวจพื้นที่บริเวณ 3 จุด ดังนี้

จุดที่ 1 ณ จุดด่านผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ในเวลา 13.00 – 14.00 นาฬิกา นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ และคณะเดินทาง ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน เพื่อติดตามข้อร้องเรียนของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นที่ดินทำกินในพื้นที่รอยต่อชายแดน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ประชาชนยังสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ และประเด็นสำคัญคือการกำหนดแนวเขตกับการก่อสร้างรั้วชายแดน ซึ่งจำเป็นต้องมีความชัดเจน และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านกลไกการเจรจาร่วม หรือ Joint Boundary Commission (JBC) ทั้งนี้ ยอมรับว่าการดำเนินการก่อสร้างรั้วชายแดนอาจมีความอ่อนไหวและอาจเกิดการคัดค้าน จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการรักษาความสัมพันธ์และการค้าชายแดน ซึ่งยังคงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ แม้ปัจจุบันไทยจะเผชิญภาวะขาดดุลการค้าในบางส่วน

จุดที่ 2 ในเวลา 14.00 – 15.00 นาฬิกา คณะได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณหลักเขตแดน 41 ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง ได้รับทราบสภาพของพื้นที่แนวเขตแดนระหว่างทั้งสองฝั่งและยังคงมีมุมมองต่อการสร้างรั้วชายแดนที่อาจจะดำเนินการในอนาคตตามนโยบายฝ่ายความมั่นคงและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้หากปรากฏว่าสถานการณ์ ยังคงมีความไม่ชัดเจนและความขัดแย้งในระดับสูง อาจทำให้การสร้างรั้วตรงจุดเสี่ยงและมีความอันตรายสูงเป็นหนึ่งทางเลือกของการรักษาความมั่นคงชายแดนก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี การลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการการทหาร ฯ ครั้งนี้มุ่งเน้นตรวจสอบสภาพภูมิ ประเทศตามแนวเขตแดน เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชน ตรงชายแดนจริงๆ รวมถึงประเมินความเหมาะสมของแนวทางการก่อสร้างรั้วเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในเบื้องต้นพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและมีการใช้ประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง และคณะกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของชุมชน เพื่อประกอบการพิจารณาในขั้นต่อไป หากโครงสร้างการก่อรั้วชายแดนยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและวางแผน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

พร้อมกันนี้นายสมบูรณ์ หนูนวลประธานคณะกรรมาธิการได้ให้ข้อสังเกตกับฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และฝ่ายตำรวจตลอดจนชาวบ้านในพื้นที่ขอให้ร่วมกันและช่วยเหลือกันในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ชายแดน อันเป็นบ้านเกิดและอยู่อาศัยมีความมั่นคงและทุกคนได้รับความมั่นคงในการดำรงชีพและปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในพื้นที่อย่างเต็มที่ต่อไป

จุดที่ 3 ในเวลา 15.00 – 16.00 นาฬิกา ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบูรณาการการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงของรัฐ ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้มุ่งเน้นการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน ป้องกันการลักลอบข้ามแดน และการกระทำผิดกฎหมาย รวมถึงเพื่อเป็นการส่งเสริมบทบาทของอุทยานฯ ในฐานะแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกในการหวงแหนมรดกของชาติ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสร้าง “ ความมั่นคงทางสังคม“ เพื่อการรักษาและปกป้องพื้นที่ชายแดนร่วมกันในระยะยาว ด้วยอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบจากหน่วยงานในพื้นที่ไปประกอบการพิจารณาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงชายแดนและเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่และประเทศชาติในภาพรวมภายใต้กรอบหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป