“กองทัพภาคที่ 2 จัดการฝึกอบรมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปฏิบัติการทางทหาร”

“กองทัพภาคที่ 2 จัดการฝึกอบรมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปฏิบัติการทางทหาร”

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและปิดการฝึกอบรม การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปฏิบัติการทางทหาร สำหรับกำลังพลหน่วยระดับกองพันขึ้นไปของกองทัพภาคที่ 2 ณ ห้องยุทธไชย กองพลทหารราบที่ 3 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

การฝึกอบรมครั้งนี้ มีขึ้นตั้งแต่วันที่ 6-7 กรกฎาคม 2569 โดยมีกำลังพลเข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 62 นาย เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการประยุกต์ใช้เทคโน โลยี AI ให้กำลังพลสามารถนำไปใช้สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูล การผลิตสื่อ การเพิ่มประ สิทธิภาพการปฏิบัติงาน และการสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถของหน่วยและความพร้อมในการรองรับภารกิจด้านความมั่นคงในอนาคต โดยวิทยากรจากส่วนปฏิบัติการเครือข่ายและดิจิทัลศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 โดยกองพันสื่อสารที่ 22 กองทัพภาคที่ 2

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้มอบโอวาทแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยเน้นย้ำให้กำลังพลนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง ถ่ายทอดความรู้สู่หน่วยของตน และใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างถูกต้อง มีจริยธรรม และคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล โดยเฉพาะการไม่นำข้อมูลที่มีชั้นความลับหรือข้อมูลอ่อนไหวเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารเข้าสู่ระบบ AI โดยเด็ดขาด พร้อมทั้งได้ชมผลผลิตจากการ Workshop ของผู้เข้ารับการอบรม และมอบรางวัลให้แก่ผลงานของกลุ่มผู้เข้ารับการอบรมตามลำดับรวมทั้งวิทยากรผู้ให้ความรู้

กองทัพภาคที่ 2 มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพกำลังพลให้ก้าวทันเทคโนโลยี พร้อมประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัลอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจ และเสริมสร้างความพร้อมของกำลังพลในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน

ชี้แจงกรณีเหตุระเบิดบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา

ตามที่โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงข่าวต่อสาธารณะ เรื่องเหตุระเบิดในพื้นที่ อ.บันเตียอัมปึล จ.อุดรมีชัย จนส่งผลให้ทหารกัมพูชาบาดเจ็บ 4 นาย เมื่อ 5 ก.ค.69 โดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุของการระเบิดที่เกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าเกิดการระเบิดจากกับระเบิดของทหารกับพูชาในพื้นที่ตนเอง และพยายามโยงว่ามีทหารไทยปฏิบัติการอยู่อีกฝั่งรั้วลวดหนามในฝั่งไทยนั้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างรอบด้าน โดยจากการตรวจสอบของหน่วยทหารในพื้นที่และการรวบรวมข้อมูลจากพยานบุคคลในที่เกิดเหตุพบว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายไทยที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับชุดสร้างเส้นทางได้เข้าไปประสานและแจ้งกำลังฝ่ายกัมพูชาที่อยู่บริเวณแนวรั้วลวดหนามว่า จะมีการปฏิบัติงานในการทำเส้นทางซึ่งการดำเนินการทั้งหมดเป็นการปฏิบัติภายในพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ได้เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด การพูดคุยระหว่างกำลังพลทั้งสองฝ่ายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีลักษณะของการโต้เถียง การคุกคาม หรือการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่การใช้กำลังแต่อย่างใด หลังการพูดคุยต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกลับไปยังพื้นที่ของตน ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ทหารของไทยเดินกลับมาบริเวณจุดทำเส้นทางได้ไม่นานได้เกิดเสียงระเบิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอยู่นอกแนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยไม่ได้มีการใช้กำลังหรือดำเนินการทางทหารใดๆในบริเวณที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ถ้อยคำของพยานบุคคล ได้แก่ หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยมีความสอดคล้องกันในลำดับเหตุการณ์ว่า หลังการพูดคุยและแยกย้ายกันแล้ว ระหว่างที่หัวหน้าชุดฯกำลังเดินกลับเข้ามาในพื้นที่วางกำลังของฝ่ายเราซึ่งห่างแนวลวดหนามได้ประมาณ 30 เมตร ได้ยินเสียงระเบิดจากฝั่งกัมพูชา พร้อมเสียงร้องขอความช่วยเหลือของกำลังพลฝ่ายกัมพูชา โดยไม่มีผู้ใดทราบสาเหตุของการระเบิดในขณะนั้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้พิจารณาข้อมูลประกอบจากหลักฐานเบื้องต้นที่ปรากฏต่อสาธารณะ พบว่า ภาพผู้ได้รับบาดเจ็บของฝ่ายกัมพูชาจำนวน 3 นาย แสดงลักษณะการบาดเจ็บที่กระจุกตัวบริเวณฝ่าเท้า หน้าแข้ง และช่วงขาเป็นหลัก โดยผู้ได้รับบาดเจ็บที่มีอาการหนักมีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าซ้ายและหน้าแข้ง ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นายมีบาดแผลบริเวณหน้าแข้งใต้หัวเข่าในลักษณะไม่รุนแรง เมื่อเปรียบเทียบกับลักษณะการบาดเจ็บจากวัตถุระเบิดแต่ละประเภทแล้ว บาดแผลดังกล่าวมีความสอดคล้องกับการได้รับแรงระเบิดจากบริเวณพื้นดินมากกว่าลักษณะการได้รับผลกระทบจากระเบิดขว้าง ซึ่งโดยทั่วไปจะทำให้สะเก็ดระเบิดกระจายเข้าสู่หลายส่วนของร่างกาย ทั้งบริเวณลำตัว แขน และใบหน้า และมักก่อให้เกิดการบาดเจ็บในวงกว้างกว่าที่ปรากฏในภาพข่าว อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวเป็นเพียงการวิเคราะห์จากข้อมูลเบื้องต้นและไม่อาจใช้เป็นข้อยุติทางนิติวิทยาศาสตร์ได้ จึงยังจำเป็นต้องรอผลการตรวจพิสูจน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป นอกจากนี้จากการรวบรวมข้อมูลของหน่วยในพื้นที่ ยังพบข้อสังเกตว่าจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชา จึงยังมีข้อสงสัยหลายประการที่ต้องได้รับการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของวัตถุระเบิดที่มีอยู่ในพื้นที่ หรืออุบัติเหตุจากการจัดการวัตถุระเบิดของฝ่ายกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 จึงขอยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงและกลไกความร่วมมือระหว่างสองประเทศ พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกทวิภาคี โดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นกลาง และพยานหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการคาดการณ์หรือกล่าวหาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก่อนที่ผลการสอบสวนจะแล้วเสร็จ เพื่อให้การสื่อสารต่อสาธารณชนตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความสัมพันธ์อันดี ความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศ

#กองทัพบก #กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

ปิดด่าน 100% เห็นผลต่อเนื่อง! นาวิกโยธินสกัดบุหรี่เถื่อน มูลค่ากว่า 6 แสนบาท ตัดช่องทางค้าของผิดกฎหมาย ปกป้องความเสียหายของรัฐและเศรษฐกิจ

ปิดด่าน 100% เห็นผลต่อเนื่อง! นาวิกโยธินสกัดบุหรี่เถื่อน มูลค่ากว่า 6 แสนบาท ตัดช่องทางค้าของผิดกฎหมาย ปกป้องความเสียหายของรัฐและเศรษฐกิจ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือยังคงเดินหน้ามาตรการ “ปิดด่าน 100%” และเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และผู้ประ กอบการที่สุจริต และลดโอกาสที่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจะใช้แนวชายแดนเป็นช่องทางกระทำผิด

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 22.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี บูรณาการกำลังร่วมกับกรมศุลกากร สำนัก งานสรรพสามิตพื้นที่โป่งน้ำร้อน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจ สภ.บ้านแปลง เข้าตรวจยึดบุหรี่ต่างประเทศลักลอบหนีภาษี จำนวน 608 ซอง บริเวณพื้นที่ฐานปฏิบัติการที่ 4 บ้านแหลม ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อรัฐประมาณ 608,000 บาท ก่อนส่งมอบของกลางให้ศุลกากรจังหวัดจันทบุรีดำเนินการตามกฎหมาย

การปฏิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวในพื้นที่ว่ามีความพยายามลักลอบขนสินค้าหนีภาษีผ่านแนวชายแดน จึงจัดกำลังลาดตระเวนและตรวจพบร่องรอยการลักลอบเข้าพื้นที่ ก่อนตรวจยึดของกลางได้ทั้งหมด แม้ผู้กระทำผิดจะหลบหนีไปได้ แต่การยึดของกลางครั้งนี้สามารถตัดวงจรการกระจายสินค้าผิดกฎหมายได้อย่างมีนัยสำคัญ

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การปราบปรามสินค้าหนีภาษีไม่ใช่เพียงการยึดของกลาง แต่คือการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทุกคน เพราะสินค้าผิดกฎหมายส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐ บิดเบือนการแข่งขันทางการค้า และอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้รายได้จากการลักลอบค้าเป็นแหล่งสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายรูปแบบอื่น

กองทัพเรือจะยังคงบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และสกัดกั้นการกระทำผิดตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างพื้นที่ชายแดนที่ปลอดภัย โปร่งใส และเอื้อต่อระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรม เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนในระยะยาว

กองทัพเรือ #กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ #RoyalThaiNavy #rtnspokesperson #กปชจต #ชายแดนไทยกัมพูชา #ของเถื่อน #โฆษกกองทัพเรือ


สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
นายโยธิน พรมแตง บรรณาธิการข่าว อาวุโส รายงาน

รองเสนาธิการทหารบก รับการเยี่ยมคำนับจาก เสนาธิการ กรมการทหารสื่อสาร กองทัพบกฟิลิปปินส์ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ทบ. ไทย – ฟิลิปปินส์ ครั้งที่ 7

รองเสนาธิการทหารบก รับการเยี่ยมคำนับจาก เสนาธิการ กรมการทหารสื่อสาร กองทัพบกฟิลิปปินส์ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบ การณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ทบ. ไทย – ฟิลิปปินส์ ครั้งที่ 7

วันนี้ (7 กรกฎาคม 2569) เวลา 10.30 น. พลโท พงษ์ศักดิ์ หมื่นกล้าหาญ รองเสนาธิการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก รับการเยี่ยมคำนับจาก COL Rafael Jason T Talipan เสนาธิการ กรมการทหารสื่อสาร กองทัพบกฟิลิปปินส์ เนื่องในโอกาสเดินทางมาร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระหว่างกองทัพบกไทยและกองทัพบกฟิลิปปินส์ ครั้งที่ 7 (The 7th PA – RTA Cyber Security Subject Matter Expert Exchange) ในโอกาสนี้ได้มีการหารือในการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ระหว่างกองทัพบกไทยและกองทัพบกฟิลิปปินส์ อาทิ การจัดทำแผนความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระยะ 5 ปี การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เพิ่มเติม และการนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการป้องกันความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นต้น

สำหรับการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ครั้งที่ 7 (The 7th PA – RTA Cyber Security Subject Matter Expert Exchange) เป็นการดำเนินงานตามแผนความร่วมมือด้านการทหารระหว่างกองทัพบกไทยและกองทัพบกฟิลิปปินส์ ซึ่งในปีนี้กองทัพบกไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ระหว่าง 6 – 10 กรกฎาคม 2569 โดยมี ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย ประกอบด้วย

กิจกรรมหลัก 3 ลักษณะ ได้แก่

  1. การจัดประชุมแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในปัจจุบัน ทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับกองทัพ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือและศึกษาแนวโน้มของการนำปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และหารือด้านความร่วมมือในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระหว่างสองกองทัพ
  2. การจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนการสาธิตการป้องกันและการตอบสนองเมื่อถูกโจมตีจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
  3. การศึกษาดูงานในสาขาวิชาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และหารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนการศึกษาระหว่างโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ากับโรงเรียนนายร้อยฟิลิปปินส์ในอนาคต

ทั้งนี้ การประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ถือเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองกองทัพ ควบคู่กับพัฒนาศักยภาพมิติไซเบอร์แบบรอบด้าน อาทิ ด้านกำลังพล ด้านการข่าว (ข่าวกรองไซเบอร์) และด้านการรักษาความมั่นคงและการปฏิบัติการไซเบอร์ เพื่อเฝ้าระวังและตอบสนองต่อภัยคุกคาม
รูปแบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด


แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

“ผู้นำเยาวชนไทย ร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมเทิดทูนสถาบัน” จิตอาสาเราทำความดีด้วย “หัวใจ”

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 34 จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาสาธารณประโยชน์ บริเวณพระตำหนักกว๊านพะเยา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 และ จัดกิจกรรมค่ายเยาวชนส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม “Army Youth Leaders Next Gen” ประจำปี 2569


เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 34 จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาสาธารณประโยชน์ บริเวณพระตำหนักกว๊านพะเยา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 บริเวณพระตำหนักกว๊านพะเยา ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยมี พันเอก อำนวย ฤทธิบาล รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34/รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระ ราชทานมณฑลทหารบกที่ 34 เป็นประธานในการเปิดกิจกรรมฯ พร้อมด้วย เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 34 รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 34 ประมงจังหวัดพะเยา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา, ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา ผู้บังคับหน่วยทหารในค่ายขุนเจืองธรรมิกราช, จิตอาสา 904 จังหวัดพะเยา, กำลังพลจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 34, กรมทหารราบที่ 17 ,กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 17 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดพะเยา เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา, ผู้นำเยาวชน Army Youth Leaders Next Gen ประจำปี 2569 และประชาชนจิตอาสา พื้นที่โดยรอบพระตำหนักกว๊านพะเยา รวมจำนวน 320 คน ร่วมกิจกรรมฯ ในครั้งนี้

ต่อมา เมื่อ เวลา 13.30 น. มณฑลทหารบกที่ 34 จัดพิธีเปิดกิจกรรมค่ายเยาวชนส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม “Army Youth Leaders Next Gen” ประจำปี 2569 ณ แหล่งสมาคมค่ายขุนเจืองธรรมิกราช ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยมี พลตรี วิศิษฐ์ บรรณากิจ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมฯ พร้อมด้วย รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 34 รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 34 หัวหน้ากองฝ่ายอำนวยการมณฑลทหารบกที่ 34 ผู้อำนวยการโรงเรียนพะเยาประสาธน์วิทย์, ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา และคณะครู รร.ราชประชานุเคราะห์ 24 ร่วมในพิธีเปิดกิจกรรมฯ

ซึ่งมณฑลทหารบกที่ 34 จัดพิธีเปิดกิจกรรมค่ายเยาวชนส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม “Army Youth Leaders Next Gen” ประจำปี 2569 ในห้วงวันที่ 7 – 8 กรกฎาคม 2569 ภายใต้ชื่อโครงการ “ผู้นำเยาวชนไทย ร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมเทิดทูนสถาบัน” โดยมี นิสิต จาก มหาวิทยาลัยพะเยา , นักเรียนของ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 24 และ โรงเรียนพะเยาประสาธน์วิทย์ รวมจำนวน 39 คน เข้าร่วมกิจกรรมฯ ในครั้งนี้

โดยผู้นำเยาวชนค่ายเยาวชนส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม “Army Youth Leaders Next Gen” ได้ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาพระตำหนักกว๊านพะเยา, รับฟังบรรยายจิตอาสา จาก จิตอาสา 904 904 และเตรียมการปลูกต้นไม้ในวันพรุ่งนี้ ณ บริเวณอ่างเก็บน้ำ โครงการจัดหาน้ำสนับสนุนโครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายขุนเจืองธรรมิกราช อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

#Armyyouthleadersnextgen #มณฑลทหารบกที่34 #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

เจ้าหน้าที่ทหาร สกัดกั้นยาบ้าบริเวณแนวชายแดนเจอของกลางกว่าห้าหมื่นเม็ด

เจ้าหน้าที่ทหารสกัดกั้นยาบ้าบริเวณแนวชายแดนเจอของกลางกว่าห้าหมื่นเม็ด

เมื่อช่วงสายของวันนี้ (7 ก.ค. 69) พันเอกยอดชาย พวงวรินทร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจสิงหนาทแม่ฮ่องสอน ได้รับรายงานจาก กองร้อยทหารราบที่ 722 (ร้อย.ร.722) ฐานปฏิบัติการบ้านปางคอง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ว่าขณะที่ได้ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจในพื้นที่ บ้านปางคอง ม.12 ต.นาปู่ป้อม อ.ปางมะผ้า เพื่อป้องกันการกระทำผิดตามกฎหมายตาม พ.ร.บ. ยาเสพติด และ การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง ผลการปฏิบัติ ขณะนั้นก็ตรวจพบบุคคลกำลังเดินแบกกระสอบต้องสงสัย บริเวณรอยต่อติดกับแนวชายแดนของประ เทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่จึงทำการขอตรวจค้น แต่บุคคลดังกล่าวกลับรีบทิ้งกระสอบ และได้วิ่งหลบหนีไปในเขตประเทศเพื่อนบ้านอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยความชำนาญพื้นที่

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวน จึงตรวจสอบกระสอบดังกล่าว พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาบ้า จำนวน 50,000 เม็ด ต่อมาจึงได้นำยาเสพติด ส่งพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรปางมะผ้า เพื่อดำเนินการตรวจสอบ และขยายผลหาผู้กระทำผิดต่อไป

สำหรับพื้นของจังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้นมีแนวพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านตลอดทั้งแนว ซึ่งจากแนวพรมแดนธรรมชาติกลายเป็นปัญหาของการทะลักเข้ามาของยาเสพติด หรือขบวนการค้ามนุษย์ที่ลักลอบนำแรงงานเถื่อนเข้ามา รวมถึงปัญหาการลักลอบส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์เถื่อนตามช่องทางต่างๆ อยู่ตลอดเวลา โดยทางฝ่ายความมั่นคงต้องใช้มาตรการลาดตระเวน เฝ้าระวังและสกัดกั้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าฝนต้องเจอกับสภาพพื้นที่ป่าเขาสูงชันหรือเส้นทางที่ยากลำบากมากขึ้นไปอีก



ภานุเดช ไชยสกูล/แม่ฮ่องสอน

จ.เชียงราย จับมือ สปป.ลาว-TEI-GIZ ปลูกต้นไม้ 7,400 ต้น เสริมแนวกำแพงเขียวขับเคลื่อนเมืองคู่ขนานแก้ฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน

จังหวัดเชียงราย จับมือ สปป.ลาว-TEI-GIZ ปลูกต้นไม้ 7,400 ต้น เสริมแนวกำแพงเขียวขับเคลื่อนเมืองคู่ขนานแก้ฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย /ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปลูกต้นไม้ เสริมแนวกำแพงเขียว เพิ่มความสัมพันธ์ 2 แผ่นดิน ไทย-ลาว ร่วมแก้ปัญหา PM2.5 หมอกควันข้ามแดนและการฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ โดยมี ท่านสมนึก อินทะพรหม รองหัวหน้าห้องว่าการแขวงบ่อแก้ว เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) พร้อมด้วย นายสุพจน์ ลังกาวีระนันท์ นายอำเภอเวียงแก่น คณะผู้บริหารจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน จิตอาสา 904 จังหวัดเชียงราย จิตอาสาพระราชทานจังหวัดเชียงราย และเยาวชนจากพื้นที่หมู่บ้านชายแดน 22 หมู่บ้าน รวมกว่า 800 คน เข้าร่วมกิจกรรม ณ แก่งผาได อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงราย อำเภอเวียงแก่น สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ภายใต้โครงการพัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนานชายแดนไทย ลาว เมียนมา และ GIZ ภายใต้โครงการระบบการผลิตข้าวยั่งยืนแบบองค์รวม (ISRL) โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา และเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับพื้นที่ (Local-to-Local Cooperation) ระหว่างอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย กับเมืองห้วยทราย และเมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว โดยร่วมกันปลูกต้นไม้และไม้ป่าพื้นถิ่นที่เพาะเชื้อราเห็ดไมคอร์ไรซารวมทั้งสิ้น 7,400 ต้น เพื่อสร้างแนวกันชนสีเขียว (Green Buffer/Green Belt) ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าต้นน้ำ และส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น กาแฟ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเผาในที่โล่งอย่างยั่งยืน

กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการปลูกมิตรภาพและความไว้วางใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ช่วยขับเคลื่อนการขยายความร่วมมือในรูปแบบ “เมืองคู่ขนาน” ที่ครอบคลุมทั้งการปลูกป่าฟื้นฟูในช่วงฤดูฝน และการทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเป็นการวางรากฐานการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานปกครองและชุมชนชายแดนทั้งสองประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดนและฝุ่นละออง PM2.5 จากแหล่งกำเนิด ส่งผลให้ประชาชนทั้งสองฝั่งโขงมีคุณภาพชีวิตและอากาศที่บริสุทธิ์อย่างยั่งยืนต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ผบ.ทบ. ตรวจความพร้อมผู้ปฏิบัติหน้าที่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เน้นความพร้อมและความสง่างามอย่างสมพระเกียรติ

ผบ.ทบ. ตรวจความพร้อมผู้ปฏิบัติหน้าที่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เน้นความพร้อมและความสง่างามอย่างสมพระเกียรติ

เช้าวันนี้ (7 ก.ค. 69) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการเตรียมการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในส่วนของกรมพลาธิการทหารบก โดยรับฟังการบรรยายสรุปผลการซักซ้อมและความพร้อมในทุกด้าน

กรมพลาธิการทหารบกจัดกำลังพล 276 นาย ปฏิบัติหน้าที่เป็น “ผู้อัญเชิญเครื่องสูงพระราชอิสริยยศ” อาทิ ธงสามชาย ประตูหน้า ผู้เชิญและผู้คุมฉัตรเครื่องสูงทองแผ่ลวด อินทร์-พรหมเชิญจามร คนหามเสลี่ยงกลีบบัวพระนำ และบังแทรก รวมทั้งสิ้น 5 ริ้วขบวน ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบกและคณะได้มอบของบำรุงขวัญแก่กำลังพล เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและแสดงความห่วงใยต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทุ่มเทแรงกายแรงใจเตรียมความพร้อมให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างสมพระเกียรติทุกประการ

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบกพร้อมคณะได้ตรวจเยี่ยมการซักซ้อม ณ ลานอเนกประสงค์กรมพลาธิการทหารบก พร้อมให้กำลังใจและขอให้กำลังพลทุกนายยึดมั่นในความถูกต้องตามราชประเพณี ควบคู่กับการดูแลสุขภาพตลอดห้วงการฝึกซ้อมและการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ได้อย่างเต็มกำลังและสมพระเกียรติ

ภายหลังการตรวจเยี่ยม ผู้บัญชาการทหารบกพร้อมคณะเดินทางไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร รับฟังบรรยายสรุปจากกรมสรรพาวุธทหารบกเกี่ยวกับความคืบหน้าการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ ราชยาน พระยานมาศ และเครื่องประกอบต่าง ๆ ก่อนกล่าวขอบคุณ และชื่นชมความทุ่มเทของกำลังพลทุกส่วนที่ร่วมปฏิบัติภารกิจบูรณะปฏิสังขรณ์ร่วมกับกรมศิลปากร พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญเพื่อเป็นกำลังใจแก่กำลังพลกรมสรรพาวุธทหารบก

ทั้งนี้ กรมสรรพาวุธทหารบกดำเนินการตรวจสอบและบูรณะโครงสร้างราชรถ ราชยาน พระยานมาศ รวมถึงเครื่องประกอบต่าง ๆ ทั้งด้านความมั่นคงแข็งแรง ระบบกลไก การเคลื่อนที่ และการชักลาก เพื่อให้พร้อมใช้งานอย่างสมบูรณ์ งดงาม และสมพระเกียรติในพระราชพิธีสำคัญของชาติ

การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้สะท้อนถึงความใส่ใจของกองทัพบกที่ให้ความสำคัญทั้งต่อการเตรียมความพร้อมของพระราชพิธีให้เป็นไปด้วยความถูกต้องตามราชประเพณีและสมพระเกียรติ ตลอดจนการดูแลขวัญกำลังใจ สุขภาพ และความปลอดภัยของกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกนาย ซึ่งต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปฏิบัติภารกิจสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ของชาติด้วยความภาคภูมิใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้


นที มีเดช รายงาน

นบ.ยส.24 โดย สน.เรือเขมราฐ “ซีลชายแดน” ตรวจยึดไอซ์ จำนวน 8 กระสอบ น้ำหนัก 193 กก. ในพื้นที่บริเวณท่าทรายวัชระ บ.บุ่งข้อง ต.นาแวง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

นบ.ยส.24 โดย สน.เรือเขมราฐ “ซีลชายแดน” ตรวจยึดไอซ์ จำนวน 8 กระสอบ น้ำหนัก 193 กก. ในพื้นที่บริเวณท่าทรายวัชระ บ.บุ่งข้อง ต.นาแวง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2569 กองทัพบก โดย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) อำนวยการให้ กกล.สุรนารี/ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนล่าง/บก.ควบคุมที่ 4 /ทก.กกล.สุรนารี/ สน.เรือเขมราฐ (หน่วยงานหลัก) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ บริเวณท่าทรายวัชระ บ.บุ่งข้อง ต.นาแวง อ.เขมราฐ จว.อ.บ. หน่วยจึงจัดกำลังทำการลาดตระเวนทางน้ำ โดยใช้เรือตรวจการณ์เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย

ต่อมา จนท. ตรวจพบวัตถุต้องสงสัย จำนวน 8 กระสอบ วางทิ้งไว้บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง จึงนำเรือตรวจการณ์เข้าเทียบฝั่งเพื่อเข้าตรวจสอบ สามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 8 กระสอบ น้ำหนัก 193 กก. หน่วยฯ จึงได้นำของกลางทั้งหมด มาไว้ที่ สน. เรือเขมราฐ เพื่อตรวจนับ โดยละเอียด และจะนำส่งให้กับ สภ.เขมราฐ ดำเนินคดีตามกฎ หมายต่อไป

นบ.ยส.24 เชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติด หรือข้อมูลผู้ค้ายาเสพติด ผ่านเจ้าหน้าที่หน่วยกำลังทหารทุกหน่วย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ปัญหายาเสพติดลดลง และพี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน อย่างยั่งยืนต่อไป


ภาพ/ข่าว : นบ.ยส.24

พรพิพัฒน์ รายงาน

“เสี่ยเอ้” นักธุรกิจดังเมืองพัทยา ปลุกจิตสำนึก คนการเมือง ยุติขัดแย้งปั่นกระแสความรุนแรงลุกลามไปทั่วพัทยา

“เสี่ยเอ้” นักธุรกิจดังเมืองพัทยา ปลุกจิตสำนึก คนการเมือง ยุติขัดแย้งปั่นกระแสความรุนแรงลุกลามไปทั่วพัทยา

ทั้งนี้นายมีชัย อินทร์พิทักษ์ ประธานบริษัทเอ็มไอ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด หรือที่รู้จักในนาม”เสี่ยเอ้”พัทยา ออกมาเปิดใจกับผู้ข่าวว่า ขณะนี้มีกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม ทั้งในพื้นที่ พัทยา-บางละมุง พยายามสร้างกระแสให้เกิดความยัดแย้ง โจมตีผู้บริหาร เมืองพัทยาชุดใหม่ มีนายปรเมศร์ งามพิเชษฐ์ ที่ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองพัทยาอีกสมัย

นายมีชัยได้กล่าวต่อไปอีกว่า ผมในฐานะผู้ประกอบการ ไม่อยากเห็นความขัดแย้ง จนลุกลามรุนแรงที่จะเกิดขึ้น อยากเห็นกลุ่มคนที่เห็นต่างทางการเมือง ทุกฝายปรองดองหันหน้าเข้าแก้ปัญหา ต่างๆที่เกิดขึ้นในพัทยาขณะนี้ ร่วมเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสปลุกเศรฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนส่วนรวมขึ้นมา โดยร่วมมือกับทุกฝ่าย ไม่ว่าภาครัฐ ท้องถิ่น นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน ทุกภาพส่วนรวมตัวบูรณการสร้างพัทยาขึ้นมา ให้สมกับที่ได้ชื่อเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เชิดหน้าประเทศ ที่สมบูรณ์แบบ


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
บรรณาธิการข่าวอาวุโส สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน