วุฒิสภาบุกซาฟารีเวิลด์ ! เร่งแผนรับมือสัตว์ดุร้าย ยกระดับความปลอดภัยสู่มาตรฐานโลก คืนความมั่นใจนักท่องเที่ยว

วุฒิสภาบุกซาฟารีเวิลด์! เร่งแผนรับมือสัตว์ดุร้าย ยกระดับความปลอดภัยสู่มาตร ฐานโลก คืนความมั่นใจนักท่องเที่ยว

วันที่ 17 กันยายน 2568 พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอด ภัยด้านการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำคณะอนุกรรมาธิการฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบและประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปและกำหนดมาตรการป้องกัน-ลดความเสี่ยงอันตรายจากสัตว์ที่อาจกระทบความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมีผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ตำรวจนครบาลคันนายาว สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย และผู้บริหารซาฟารีเวิลด์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล

ที่ประชุมมีมติหลักให้จัดทำแผนเผชิญเหตุร่วมระหว่างทุกหน่วยงานภายในสัปดาห์หน้า พร้อมกำหนดบทบาท หน้าที่ และช่องทางสื่อสารฉุกเฉินที่ชัดเจน ขณะเดียวกันให้สวนสัตว์และสถานประกอบการทบทวน SOP ความปลอดภัย เช่น เพิ่มเจ้าหน้าที่ประจำรถตรวจการณ์อย่างน้อย 2 คนต่อคัน จัดเตรียมอุปกรณ์ควบคุมสัตว์ ชุดแพทย์ฉุกเฉิน และวางแผนส่งผู้บาดเจ็บเข้าสู่การรักษาพยาบาลอย่างรวดเร็ว

กรมอุทยานฯ จะต้องรายงานผลดำเนินการก่อนพิจารณาเปิดโซนสัตว์ดุร้ายอีกครั้ง พร้อมเร่งสื่อสารข้อมูลจริงต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจ

ช่วงบ่ายคณะอนุกรรมาธิการฯ ประชุมต่อที่รัฐสภากว่า 3 ชั่วโมง เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและแนว ทางแก้ไข หลังเกิดเหตุสิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ พล.ต.ต.อังกูรเผยว่า เป้าหมายคือยกระดับมาตรการความปลอดภัยแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับสัตว์ทั่วประเทศให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของกฎหมายเพื่อสร้าง “โมเดลสวนสัตว์ปลอดภัย”

พล.ต.ต.อังกูรฯ ย้ำว่า “กฎระเบียบมีอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติให้เคร่งครัด” พร้อมระบุว่าการนำสิงโตเข้ามาเลี้ยงต้องได้รับอนุญาต ฝังไมโครชิป และตรวจสอบติดตามเป็นระยะ ด้านกรมอุทยานฯ ยืนยันว่าการเลี้ยงสิงโตโดยบุคคลทั่วไปอยู่ภายใต้กฎระเบียบเข้มงวด และเตรียมรวบรวมฐานข้อมูลสิงโตทั่วประเทศภายในสัปดาห์หน้า หากพบครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า คณะฯ ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวทุกมิติ ทั้งทางเรือ ทางอากาศ และล่าสุดกรณีสวนสัตว์ ซึ่งต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยวันที่ 25 กันยายนนี้จะนำคณะลงพื้นที่ซาฟารีเวิลด์อีกครั้งเพื่อติดตามความคืบหน้า


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“รองจ๋อ” พร้อม “ผู้การอ๊ะ” เปิดโครงการพัฒนากองร้อยน้ำหวาน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและใช้โซเซียลมีเดีย

“รองจ๋อ” พร้อม “ผู้การอ๊ะ” เปิดโครงการพัฒนากองร้อยน้ำหวาน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและใช้โซเซียลมีเดีย

วันพุธที่ 17 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. :พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบให้ พล.ต.ต. ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.อคฝ., พ.ต.อ.โรจนินทร์ ทองใบ รอง ผบก.อคฝ., พ.ต.อ.สมชาย เอื้อทยา รอง ผบก.อคฝ. เปิดโครงการอบรมให้ความรู้ “การสร้างสื่อสังคมออนไลน์เพื่อการประชาสัมพันธ์ และการสร้างอาชีพเสริมให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (กองร้อยน้ำหวาน)”

โครงการดังกล่าว เป็นแนวคิดที่เริ่มจากการมอบนโยบายการบริหารราชการของ พล.ต.อ. กิตติรัฐ พันธ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งหนึ่งในนโยบายหลัก คือการมุ่งเน้นการจัดสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ที่ตำรวจพึงมี อย่างเต็มที่รวมถึงการแก้ปัญหาหนี้สินของข้าราชการตำรวจ โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้กำชับการปฏิบัติตามนโยบายการบริหารราชการของ ตร. และได้มอบนโยบายการบริหารราชการของ บช.น. ซึ่งได้เน้นย้ำการมุ่งเน้นการดูแลสวัสดิการเสริมสร้างความรักและความสามัคคีของข้าราชการตำรวจ

นโยบายของผู้บังคับบัญชาดังกล่าว จึงได้ถูกนำมาถ่ายทอดและเกิดโครงการที่ดี ที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.อคฝ. เพื่อให้มีการพัฒนาตนเองรวมถึงเพิ่มขีดความสามารถ ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่างๆ ในชีวิตประจำวันรวมถึงเพื่อประโยชน์ของประชาชนและสังคมโดยรวม ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้ มิได้เป็นเพียงช่องทางการสื่อสาร หรือเพื่อการบันเทิงเท่านั้น แต่หากเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของตำรวจ และยังเป็นการปฎิบัติการเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูง ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ รวมถึงการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ เสมือนเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสื่อสารระหว่างตำรวจและประชาชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว

โครงการนี้มี พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.3 บก.สส.บช.น. และ ร.ต.อ. เลิศวริศ เลิศวรปรีชา รอง สว.ปฏิบัติราชการ บช.น. พร้อมได้รับเกียรติจากคุณธัญญาเรศ เองตระกูล และคณะวิทยากร ภาคเอกชนที่มีประสบการณ์ มาถ่ายทอดความรู้เทคนิคและประสบการณ์ หากข้าราชการตำรวจที่ได้เข้าร่วมโครงการและได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างอาชีพออนไลน์ เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถสร้างรายได้ และโอกาสที่ดีแก่ตัวเจ้าที่ตำรวจและครอบครัว

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า “ได้ร่วมทำงานภาคสนามพร้อมกับกองร้อยน้ำหวาน กลางแดด กลางฝน ทุกคนเสียสละ เพื่อดูแลประชาชน เป็นภาพที่เห็นแล้วน่าภาคภูมิใจที่ผู้หญิงสง่างาม ผมตั้งใจอยากเห็นน้องๆกองร้อยน้ำหวาน สุขภาพแข็งแรง และสวยงาม จึงได้มอบลิปสติกให้ทุกคนไว้ใช้งานแทนคำขอบคุณ“

“สุดท้ายขอให้การอบรมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ พร้อมทั้งขอให้ผู้เข้ารับการอบรมตั้งใจเรียนรู้และนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากวิทยากรไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง และราชการต่อไป”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“สืบนครบาล 8” รวบเครือข่ายยาเสพติด 1688 ย่านบางกระดี พร้อมของกลางไอซ์ 800 กิโลกรัม

“สืบนครบาล 8” รวบเครือข่ายยาเสพติด 1688 ย่านบางกระดี พร้อมของกลางไอซ์ 800 กิโลกรัม

วันที่ 17 ก.ย.2568 เวลา 13.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) : พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เป็นประธานแถลงข่าว สืบสวน บก.น.8 จับกุมเครือข่ายลักลอบขนส่งยาเสพติดเข้าเมืองหลวง พร้อมของกลาง ไอซ์กว่า 800 กิโลกรัม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยในสังกัด ดำเนินการกวาดล้างปราบปรามเครือข่ายยาเสพติด ที่เป็นต้นเหตุการแพร่กระจายไปยังประชาชนในทุกชุมชน

กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ รอง ผบช.น.จึงได้สั่งการและกำหนดแนวทางในการปฏิบัติ โดยให้ทุกหน่วยในสังกัดทำการกวาดล้างพร้อมขยายผลดำเนินการไปยังผู้ค้ารายย่อยและรายใหญ่ เพื่อดำเนินการสืบสวนจับกุม และดำเนินการยึดทรัพย์โดยเด็ดขาด

กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 โดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผบก.น.8,พ.ต.อ.ดุสิต วาลีประโคน รอง ผบก.น.8 ได้สั่งการให้ 11 สถานีตำรวจในสังกัด ร่วมกับ กก.สส.บก.น.8 ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวข้างต้นของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัด และการขยายผลจับกุมผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่รับผิดชอบพบข้อมูลของเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่มีพฤติการณ์ลักลอบนำยาเสพติดมาจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน
กองกำกับการสืบสวน

กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 โดย พ.ต.อ.โชติช่วง รัศมี ผกก.สส.บก.น.8, พ.ต.ท.บุญฤทธิ์ เสียงใส, พ.ต.ท.อชิรเวชชย์ สุพรรณเภสัช, พ.ต.ท.ณรรฐพงษ์ มัคเจริญ รอง ผกก.สส.บก.น.8, พ.ต.ท.นัทธพงศ์ แก้วอยู่, พ.ต.ต.ทรงผล นาคชำนาญ สว.กก.สส.บก.น.8 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด กก.สส.บก.น.8 จึงได้ร่วมกันสืบสวนติดตาม พฤติกรรมของกลุ่มผู้กระทำความผิดที่เป็นเป้าหมายดังกล่าว จนสามารถจับกุมตัวกลุ่มผู้กระทำความผิดไว้ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

โดยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 02.00 น. สถานที่จับกุม/ตรวจยึดได้ที่เพิงพัก บ่อปลา ตรงข้าม ซ.บางกระดี่ 43 ถ.บางกระดี่ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร
จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 รายคือ 1.นายนพดล หรือ เจ (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี, 2.นายอังคาร หรือคาร (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี และ 3.นายสำเริง หรือ แจ็ค (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่าย โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจาย ในหมู่ประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

พร้อมด้วยของกลาง 1.ไอซ์ จำนวน 800 ห่อ น้ำหนักห่อละประมาณ 1 กิโลกรัม รวมน้ำหนักประมาณ 800 กิโลกรัม, 2.อาวุธปืนขนาด .357 จำนวน 1 กระบอก, 3.เครื่องกระสุน จำนวน 31 นัด, 4.รถยนต์ที่ใช้ซุกซ่อนและรับ-ส่งยาเสพติด จำนวน 3 คัน และ 5.ทรัพย์อื่นๆจำนวนหลายรายการ

โดยพฤติการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล 8 ได้ทำการเฝ้าดูพฤติกรรมเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ ย่านพระราม 2 กรุงเทพมหานคร โดยมีพฤติกรรมลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาเก็บซุกซ่อนในพื้นที่แล้วกระจายส่งต่อให้กับลูกค้า โดยในวันที่ 14 กันยายน 2568 พบว่ากลุ่มดังกล่าวได้ใช้รถยนต์จำนวนหลายคัน ขับจากบริเวณถนนพระราม 2 ไปยังบริเวณริมถนนสาย 32 จังหวัดชัยนาท ลักษณะเชื่อได้ว่าอาจจะไปรับยาเสพติดจำนวนมาก แล้วได้พากันกลับมายังพื้นที่กรุงเทพมหานครลักษณะเป็นขบวนลำเลียงยาเสพติด จากนั้นได้เข้ามาจอดอยู่บริเวณทางเข้าบ่อปลา ตรงข้ามซอยบางกระดี่ 43 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร จนพบเห็นกลุ่มผู้ต้องหายกสิ่งของต้องสงสัยลงจากรถยนต์ในลักษณะมีพิรุธ เชื่อว่าอาจจะเป็นยาเสพติดหรือสิ่งของผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล 8 จึงได้ทำการเข้าตรวจค้นกลุ่มผู้ต้องหา รถยนต์ที่ใช้ลำเลียงยาเสพติด และ เพิงพักไม่มีเลขที่บริเวณกลางบ่อปลา ตรงข้ามซอยบางกระดี่ 43 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ผลการตรวจค้นพบ ยาไอซ์ จำนวนประมาณ 40 กระสอบ น้ำหนักรวม ประมาณ 800 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในเพิงพักดังกล่าว จึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาทั้งสามคนพร้อมของกลาง

โดยนาย นพดล หรือ เจ ให้การรับสารภาพว่า ตนเป็นผู้ติดต่อสั่งซื้อยาเสพติดมาจำหน่ายจากเครือข่ายทางภาคเหนือ และเป็นผู้ควบคุมสั่งการให้นาย อังคาร หรือคาร และผู้ขับรายอื่นๆ เป็นผู้ขับรถลำเลียงขนส่งมายังจุดซุกซ่อน โดยมีนายสำเริง หรือแจ็คเป็นผู้ช่วยลำเลียงนำยาเสพติดเข้าไปซุกซ่อนยังจุดเพิงพักดังกล่าว สอดคล้องกับคำให้การของนาย อังคาร หรือคาร และนายสำเริง หรือแจ็ค ซึ่งให้การว่านาย นพดลหรือเจ เป็นผู้ควบคุมสั่งการทั้งหมด ทั้งนี้นายนพดล หรือ เจ ยังให้การอีกว่า หมายเลขรหัส R 1688 เป็นรหัสเครือข่ายยาเสพติดของกลุ่มตน หากพบเห็นรหัสดังกล่าวบนห่อบรรจุภัณฑ์ อ้างอิงได้ว่าเป็นยาเสพติดในเครือข่ายของกลุ่มตน

เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย พร้อมของกลางและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “ร่วมกันจำหน่าย โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจาย ในหมู่ประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ไปที่กองกำกับการสืบสวนนครบาล 8 เพื่อทำการซักถามขยายผล หลังจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว ในข้อหา “สมคบฯ ฟอกเงิน และประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพื่อดำเนินการตามมาตรการตรวจยึดทรัพย์” และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

โรงพยาบาลนครปฐม จัดกิจกรรม “ประกาศเจตนารมณ์ การป้องกันและการจัดการความรุนแรง ใน โรงพยาบาล (STOP Violence)”

โรงพยาบาลนครปฐม จัดกิจกรรม “ประกาศเจตนารมณ์ การป้องกันและการจัดการความรุนแรง ใน โรงพยาบาล (STOP Violence)”

วันที่ 18 กันยายน 2568 เวลา 08.00 น. นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานเปิด กิจกรรม “ประกาศเจตนารมณ์การป้องกันและการจัดการความรุนแรงในโรงพยาบาล (STOP Violence)” ปีงบประมาณ 2568 โดยมี นายแพทย์นิติ แตงตาด ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลนครปฐม เข้าร่วมกิจกรรม วัตถุประสงค์ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความร่วมมือของบุคลากรทุกฝ่ายในการสร้างโรงพยาบาลให้เป็น “เขตปลอดความรุนแรง” เพื่อให้สถานพยาบาลเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม


นอภ.ชะอำ มอบบัตรประชาชนให้ ยายวัย 73 และลูกชายวัย 43 ปี ที่ไม่เคยมีบัตรประชาชนนาน 73 ปี

นอภ.ชะอำ มอบบัตรประชาชนให้ ยายวัย 73 และลูกชายวัย 43 ปี ที่ไม่เคยมีบัตรประชาชนนาน 73 ปี

จากกรณีที่ นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ พร้อมด้วย นายเปื่อน พุ่มเงิน นายก อบต.หนองศาลา เจ้าหน้าที่ พมจ.รวมถึงผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 อสม.บ้านหนองศาลา และเจ้าหน้าที่หลายภาคส่วน ได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ บ้านพักริมคลองชลประทาน บ้านสถานีรถไฟ ม.6 ต.หนองศาลา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี หลังพบ “ยายอัมไพ” วัย 73 ปี พร้อมลูกชายอีก 1 คน คือ นายรสสุคนธ์ อายุ 43 ปี ทั้ง 2 เป็นชาวลพบุรีย้ายมาอยู่ที่เพชรบุรี นานกว่า 20 ปีแล้ว โดยทั้งคู่ไร้บัตรประชาชนมาตั้งแต่เกิด ไม่เคยได้รับสวัสดิ์การของรัฐใดๆเลย เจ็บป่วยต้องไปหาซื้อยามาท่านเอง โดยครอบครัวนี้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มีอาชีพรับจ้างเลี้ยงวัวและเผาถ่านขาย กระสอบละ 130 บาท รายได้ไม่แน่นอนตามแรงและสภาพ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ล่าสุดวันนี้ 18 ก.ย.68 ที่ห้องทะเบียนที่ว่าการอำเภอชะอำ จ.เพชรบรี นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ พร้อมด้วย ปลัดอำเภอชะอำ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่ว่าการอำเภอชะอำ ได้นำตัว นางอำไพ โสภา อายุ 73 ปี และนายรสสุคนค์ สุสาคร อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 69/4 ม.6 บ้านสถานีรถไฟ ต.หนองศาลา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี มาถ่ายรูปลงประวัติจัดทำจัดเก็บข้อมูลลงทะเบียนราษฎร ก่อนออกบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารราชการสำคัญ ให้แก่ นางอำไพ โสภา อายุ 73 ปี และนายรสสุคนค์ สุสาคร อายุ 43 ปี 2แม่ลูก เพื่อให้ได้รับสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข สิทธิบัตรทอง ที่ครอบคลุมการรักษาพยาบาลเบื้องต้น ขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุและสวัสดิการแห่งรัฐ สร้างความปลื้มปิติยินดีแก่ 2 แม่ลูกเป็นอย่างมาก

นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ เปิดเผยว่า ครอบครัวนี้ตนได้รับแจ่งจากผู้นำชุมชนในพื้นที่ ก่อนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบ พบว่าครอบครัวนี้อาศัยอยู่ในบ้านเก่าสังกะสี ฐานะยากจนต้องหาเช้ากินค่ำ ประกอบกับไม่มีบัตรประชาชนมาตั้งแต่เกิด ตนจึงเร่งให้เจ้าหน้าที่ประสานไปทางจังหวัดลพบุรีซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของ 2 แม่ลุกก่อนประสานขอเอกสาร พยานหลักฐานเพื่อยื่นยันตัวตนว่า 2 แม่ลูกเป็นคนไทยหรือไม่ก่อนตรวจสอบแล้วพบว่า 2 แม่ลูกเป็นคนไทยจริงและไม่เคยมีบัตรประชาชนมาก่อนเลยจึงดำเนินการออกบัตรประชานให้ 2 แม่ลูกเพื่อให้ได้รับสิทธิและสวัสดิ์การของรัฐทุกอย่าง


/// บรรณรต

โรงพยาบาลนครปฐม จัดกิจกรรม “ประกาศเจตนารมณ์ การป้องกันและการจัดการความรุนแรง ใน โรงพยาบาล (STOP Violence)”

โรงพยาบาลนครปฐม จัดกิจกรรม “ประกาศเจตนารมณ์ การป้องกันและการจัดการความรุนแรง ใน โรงพยาบาล (STOP Violence)”

วันที่ 18 กันยายน 2568 เวลา 08.00 น. นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานเปิด กิจกรรม “ประกาศเจตนารมณ์การป้องกันและการจัดการความรุนแรงในโรงพยาบาล (STOP Violence)” ปีงบประมาณ 2568 โดยมี นายแพทย์นิติ แตงตาด ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลนครปฐม เข้าร่วมกิจกรรม วัตถุประสงค์ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความร่วมมือของบุคลากรทุกฝ่ายในการสร้างโรงพยาบาลให้เป็น “เขตปลอดความรุนแรง” เพื่อให้สถานพยาบาลเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม


อช.แก่งกระจาน รวบพรานลักลอบล่าสัตว์ป่า ในเขตป่ามรลดกโลก

อช.แก่งกระจานรวบพรานลักลอบล่าสัตว์ป่า ในเขตป่ามรลดกโลก

วันที่ 18 ก.ย.68 นายอรรถพงษ์ เภาอ่อน หน.อช.แก่งกระจาน นายญาณ อ้วนสิงห์ผช.หน.อช. แก่งกระจาน ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เดินลาดตระเวนบริเวณแนวขอบป่าเพื่อสกัดกั้นบุคคลเข้าไปล่าสัตว์ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้สัตว์ป่าออกมากินน้ำตามลำห้วย

โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยชุดลาดตระเวนที่ 12 เขาหินลาด ได้ร่วมกันลาดตระเวนเข้มข้นและดักซุ่มเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางป่าไม้ ในพื้นที่หมู่ที่ 8 บ้านเขาแหลม ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จากนั้น คณะเจ้าหน้าที่ได้ยิงเสียงปืน ดังขึ้น 1 นัด จึงเข้าทำการตรวจสอบ พบบุคคลชาย จำนวน 1 คน กำลังเดินสะพายอาวุธปืนยาวพร้อมกับส่องไฟฉายไปมา คณะเจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนโอบล้อมเพื่อจับกุมชายคนดังกล่าว ก่อนแสดงตัวเข้าจับกุม จากนั้นจึงทำตรวจสอบ/ค้น พบ อาวุธปืนลูกซองยาวเดียว จำนวน 1 กระบอก กระสุนคารังเพลิง 1 นัด และกระสุนปืนลูกซองขนาดเบอร์ 12 จำนวน 6 นัด พร้อมกระเป๋าสะพาย คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวชายดังกล่าว ทราบชื่อนายเชาวฤทธิ์ ปล้องทอง อายุ 46 ปี

สอบถามผู้ถูกจับกุม โดยให้การว่า ตนยอมรับว่าได้นำอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนดังกล่าวเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจริง เพื่อหาล่าสัตว์ป่า แต่ยังยิงไม่โดนสัตว์ป่า ก่อนมาถูกจับกุมได้ดังกล่าว จากนั้นคณะเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดและควบคุมตัว ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน เพื่อดำเนินการตามกฏหมายต่อไป


/////////บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี

ฝนถล่มหล่มสัก! น้ำป่าทะลัก-ดินสไลด์ปิดถนนสายหลัก หล่มสัก–ชุมแพ เสี่ยงน้ำท่วมหนัก

เพชรบูรณ์ – ฝนถล่มหล่มสัก! น้ำป่าทะลัก-ดินสไลด์ปิดถนนสายหลัก หล่มสัก–ชุมแพ เสี่ยงน้ำท่วมหนัก

วันที่ 18 ก.ย. 2568 ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ รวมถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง และอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ส่งผลให้เกิดดินสไลด์ขนาดใหญ่ บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 12 (หล่มสัก–ชุมแพ) ช่วงห่างจากสะพานห้วยตองประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักเชื่อมระหว่างภาคเหนือกับภาคอีสาน ทำให้หินและดินจำนวนมากถล่มลงมาปิดเส้นทาง ส่งผลให้รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านได้

ล่าสุด แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 ได้นำเครื่องจักรกลเข้าทำการเปิดเส้นทางแล้ว สามารถสัญจรได้บางส่วน แต่ยังคงมีหินดินร่วงหล่นลงมาเป็นระยะ เจ้าหน้าที่จึงยังคงปิดกั้นการจราจรบางช่วงเพื่อความปลอดภัย พร้อมจัดเวรเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน ปริมาณฝนที่ตกหนักในพื้นที่ยังส่งผลให้น้ำป่าจำนวนมากไหลหลากลงห้วยน้ำดุก หมู่ 6 บ้านวังยาว ต.ปากช่อง และกำลังไหลลงพื้นที่ตอนล่าง ส่งผลให้หมู่บ้านในตำบลปากช่อง ได้แก่ หมู่ 1, 11, 14 และ 15 มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำเอ่อล้นลำห้วย และน้ำท่วมฉับพลัน

ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสัก ช่วงอำเภอหล่มสัก ยังคงอยู่ในระดับสูง เมื่อมวลน้ำจากพื้นที่ภูเขาไหลลงมาสมทบ อาจส่งผลกระทบกับพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำป่าสักซ้ำอีกระลอก

นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เสี่ยงภัย จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์กู้ภัยให้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมสั่งการให้แจ้งเตือนประชาชนขนของขึ้นที่สูง และเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากที่อาจเกิดขึ้น

ประชาชนที่อยู่ใกล้แม่น้ำป่าสัก และลำน้ำสาขา ขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น.


มนสิชา คล้ายแก้ว
ทีมข่าวเพชรบูรณ์

ชาวบ้านทับใต้สุดทน! ขึ้นป้ายค้านฟาร์มไก่ หลังเดือดร้อนหนักจากกลิ่นเหม็น-น้ำเสีย กระทบสิ่งแวดล้อมนับปี หน่วยงานรัฐนิ่งเฉย

ชาวบ้านทับใต้สุดทน! ขึ้นป้ายค้านฟาร์มไก่ หลังเดือดร้อนหนักจากกลิ่นเหม็น-น้ำเสีย กระทบสิ่งแวดล้อมนานนับปีหน่วยงานรัฐยังนิ่งเฉย

18 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านหมู่ 5 ตำบลทับใต้ อ.หัวหิน รวมตัวกันขึ้นป้ายคัดค้านการก่อสร้างฟาร์มไก่แห่งใหม่ในพื้นที่ของบริษัทแห่งหนึ่ง หลังประสบปัญหากลิ่นเหม็นจากมูลไก่และน้ำเสียที่ถูกปล่อยลงสู่สิ่งแวดล้อมนานนับปี โดยไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชาวบ้านกว่า 50 ครัวเรือน ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไร้มาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม แม้เคยมีการร้องเรียนซ้ำอยู่บ่อยครั้ง

นายพิทักษ์ ล้านศรี ชาวบ้านพื้นที่หมู่ 5 เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ฟาร์มไก่เดิมที่มีอยู่ในพื้นที่นั้นขาดการควบคุมดูแลอย่างเหมาะสม ทำให้เกิดปัญหากลิ่นเหม็นรุนแรงจากมูลไก่ และมีการปล่อยน้ำเสียลงพื้นที่ชุมชนโดยไม่ผ่านการบำบัด ส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโดยรอบของชาวบ้านมานานหลายปี ถึงแม้จะเคยร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ปัญหากลิ่นเหม็นกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาติดป้ายประท้วงในหลายจุด เพื่อแสดงจุดยืนว่า “ไม่เอาฟาร์มไก่” ในพื้นที่ดังกล่าว

ทั้งนี้อย่างไรก็ตาม ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่แสดงการคัดค้านอย่างชัดเจน ระหว่างที่ผู้นำชุม ชน และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)ยังคงเดินหน้าเห็นชอบกับการก่อสร้างฟาร์มไก่ดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าความเดือดร้อนของตนไม่ได้รับการเหลียวแลอย่างแท้จริง ขณะที่ปัจจุบันยังคงมีการก่อสร้างอาคารเลี้ยงไก่เพิ่มขึ้นในพื้นที่หมู่ 5 ตำบลทับใต้ ส่งผลให้ชาวบ้านกังวลว่า ปัญหากลิ่นเหม็นและมลพิษทางน้ำจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างมากขึ้นในอนาคต จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าตรวจสอบปัญหาอย่างเร่งด่วน พร้อมเปิดรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตชุมชนลุกลามบานปลาย


นัครินทร์/รายงานข่าว

พ่อค้ากัญชาเมืองพัทยา แจ้งจับ กลุ่มชายอ้างเป็นตำรวจทางหลวงตบทรัพย์

พ่อค้ากัญชาเมืองพัทยาโวย ขึ้นโรงพักแจ้งจับ ถูกกลุ่มชายอ้างเป็นตำรวจทางหลวงตบทรัพย์ บนถนนมอเตอร์เวย์รายนี้ เปิดเผยเมื่อเวลาประมาณ 02.20 น. ของคืนวันที่ 17 กันยายน 2568 นายเขมอุดม หรือ “บั๊ม” ฟ้าเฟื่องวิทยากุล อายุ 21 ปี พ่อค้าขายกัญชา ย่านถนนวอล์กกิ้งสตรีท พัทยาใต้ นำความเข้าแจ้งต่อพนักงานสอบสอน สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยให้ปากคำในเบื้องต้นว่า ก่อนที่จะมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ได้ขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน 1 กด 6583 สุพรรณบุรี มาตามถนนมอเตอร์เวย์สาย 7 ขาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านพัก

ระหว่างนั้น ถูกชาย 4–5 คน อ้างตัวว่าเป็นตำรวจทางหลวง และกำลังยืนอยู่บริเวณด่านตรวจ เรียกให้จอดเพื่อขอตรวจค้น พร้อมกับขอดูโทรศัพท์มือถือ พอเห็นรูปภาพกัญชา และ“พอตกัญชา” ทั้งหมดจึงพยายามเข้ามาล็อกแขนเพื่อใส่กุญแจมือ โดยอ้างว่ากลัวหลบหนี จังหวะนั้นนายเขมอุดมพยายามดิ้นรนขัดขืน จนเกิดการยื้อยุดฉุดกระชากกันขึ้น หนึ่งในกลุ่ม กลับใช้กระบอกไฟฉาย ฟาดเข้าที่ศรีษะเต็มแรงหนึ่งครั้ง เพื่อให้อยู่ในความสงบ ต่อจากนั้น ชายที่อ้างเป็นตำรวจกลุ่มดังกล่าว ได้รื้อค้นกระเป๋าสะพายสีดำ ภายในมีเงินสดจำนวน 31,350 บาท โดยได้ฉวยเอาเงินดังกล่าวไปเกลี้ยงต่อหน้าต่อตา พร้อมกับพูดว่า “ค่าปล่อยตัว” ขนาดนายเขมอุดม พยายามร้องขอว่าอย่าเอาไปหมดเลย ขอไว้เติมน้ำมันรถขับกลับบ้านบ้าง แต่ชายกลุ่มดังกล่าว กลับรวบเงินไปหมดเกลี้ยง “ผมมั่นใจว่าเป็นตำรวจ จำหน้าได้ทุกคน และชี้ตัวได้ถูกแน่นอน รวมทั้งยังจำทะเบียนรถยนต์ของตำรวจทางหลวง พร้อมหมายเลขข้างรถได้อย่างแม่นยำ ยืนยันอีกครั้งว่าเป็นตำรวจทางหลวงแน่นอน เพียงแต่ไม่ทราบชื่อและยศ” นายเขมอุดม กล่าวทิ้งท้าย

ในตอนสายวันเดียวกัน ร.ต.อ. เอกชัย ไชยอำพร รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.บางละมุง ได้ให้นายเขมอุดม พาไปชี้จุดเกิดเหตุ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมกับให้นายเขมอุดม เดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาร่องรอยฟกช้ำ ตามที่บอกว่าถูกตีด้วยกระบอกไฟ ทั้งนี้ทางพนักงานสอบสวน ต้องดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนรอบด้านและรัดกุมที่สุด เนื่องจากเป็นเรื่องที่กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชนทั้งประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงเย็นวันเดียวกัน นายเขมอุดมได้เข้าให้ปากคำต่อ พ.ต.ท. กรณ์พงษ์ สุขวิสิฏฐ์ รอง ผกก.สส.สภ.บางละมุง โดยมีทีมสืบสวนฯ ร่วมรับฟังข้อมูล ซึ่งนายเขมอุดม ยังยืนยันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นไปตามที่แจ้งความไว้ และจะไม่มีการยอมความใดๆ ทั้งสิ้น มีรายงานว่า ระหว่างนายเขมอุดม เข้าให้ปากคำอยู่นั้น ปรากฏว่ามีความพยายามจากอีกฝ่ายขอเจรจา “เคลียร์คดี” ให้ยุติเรื่อง แต่ทางผู้เสียหาย ยืนยันจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ภายหลังจากสอบปากคำเสร็จสิ้น ตำรวจชุดสืบสวน พร้อมด้วยนายเขมอุดมได้ไปยังจุดเกิดเหตุ โดยได้ตรวจสอบ กล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งได้ประสานไปยังเมืองพัทยา เพื่อขอภาพวงจรปิดบริเวณถนนมอเตอร์เวย์ เบื้องต้นพบว่า เมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืน ไปจนถึงตีสองครึ่งของคืนเกิดเหตุ ตำรวจทางหลวงตั้งด่านตรวจจริง แต่ไม่ได้บันทึกภาพ ในจุดที่มีการพาไปตบทรัพย์ เพราะอยู่เลยมุมกล้องออกไป จึงเห็นแค่การตั้งด่านของตำรวจ
รายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดว่า ตำรวจชุดสืบสวน ได้ทำหนังสือถึงศูนย์ควบคุมการจราจรทางหลวงพิเศษฯมอเตอร์เวย์สาย 7 หรือ “ศูนย์ CCTV” ขอภาพกล้องวงจรปิดใกล้กับจุดเกิดเหตุ คาดว่าน่าจะบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ทั้งหมด หากผู้เสียหาย ได้ถูกกระทำจริง ตามที่ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน เชื่อว่าหลักฐานภาพเคลื่อนไหวคงปรากฏชัดในเร็ววัน

ขณะเดียวกัน ทางด้าน พนักงานสอบสวน เจ้าของคดี เตรียมส่งหนังสือ ไปยังต้นสังกัดตำรวจทางหลวง เพื่อขอรายชื่อตำรวจ ที่ปฎิบัติหน้าที่ประจำด่านตรวจในคืนดังกล่าว เมื่อทราบว่าใครบ้าง คงจะแจ้งให้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำ ให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย


โยธิน พรมแตง รายงาน