ฮือฮา! แก้บนไข่ 1 แสนฟอง ‘พ่อปู่พญาเพชรคิรีใหญ่ที่สุด’ ช่วยประสบผลสำเร็จ

เพชรบุรี – ฮือฮา! แก้บนไข่ 1 แสนฟอง ‘พ่อปู่พญาเพชรคิรีใหญ่ที่สุด’ ช่วยประสบผลสำเร็จ

วันที่ 16 ก.พ. 67 ที่วัดถ้ำแจง ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พระมหา ดร.วิชัย เตชธมฺโม รักษาการรองเจ้าคณะอำเภอชะอำ เจ้าอาวาสวัดถ้ำแจง ร่วมกับ โรงแรม Best Western Plus Carapace Hua Hin อ.หัวหิน ได้นำไข่ไก่สด จำนวน 100,000 แสนฟอง, ข้าวสารถุงละ 5 กิโล จำนวน 800 ถุง มาแจกให้กับโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี โดยมีโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองชะอำ 1-9, ศูนย์เด็กเล็กเทศบาลเมืองชะอำจำนวน 3 ศูนย์, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 47, โรงเรียนปัญญานุกูลเพชรบุรี, โรงเรียนห้วยทรายประชาสรรค์ชะอำ, โรงเรียนบ้านหนองยาว, โรงเรียนบ้านหุบกะพง, โรงเรียนชาวไร่, โรงเรียนตาบอกพิการซ้ำซ้อนชะอำ, โรงเรียนดอนขุนห้วย และโรงเรียนในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ร่วมทั้งสิ้นกว่า 30 โรงเรียน เด็กนักเรียนกว่า 2,000 คน เพื่อมอบให้เป็นอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนทุกโรงเรียน

โดยทางโรงแรม Best Western Plus Carapace Hua Hin อ.หัวหิน จ.ประจวบ ได้มาบนบานศาลกล่าวต่อ พ่อปู่พญาเพชรคีรี มหามุนีศรีสุทโธนาคราช ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ยังเป็นซอฟต์พาวเวอร์แห่งใหม่ของเพชรบุรี ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมากราบไหว้ขอพรกันไม่ขาดสาย ว่าขอให้สำเร็จก่อนประสบความสำเร็จ จึงนำไข่ไก่มาแก้บน พอแก้บนเสร็จก็ได้นำไข่ไก่ทั้งหมด มอบให้โรงเรียนเพื่อนำไปเป็นอาหารกลางวันให้แก่เด็กนักเรียนทั้ง จ.เพชรบุรีต่อไป


บรรณรต เพชรบุรี

สีสันแข่งกีฬาภายใน “ชัยพฤกษ์เกมส์” ครั้งที่ 15 โรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ อำเภอหนองไผ่

เพชรบูรณ์ – สีสัน แข่งกีฬาภายใน ชัยพฤกษ์เกมส์ ครั้งที่ 15 โรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ อำเภอหนองไผ่

เมื่อเวลา 08.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณสนามกีฬาโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ดร.บัณฑิต ครุฑางคะ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ เป็นประธานในพิธี ลั่นฆ้อง เปิดการแข่งขันกีฬาสีภายใน “ชัยพฤกษ์เกมส์” ครั้งที่ 15 ประจำปีการศึกษา 2567 พร้อมทั้งกล่าวให้โอวาท โดยมี นางวรรณวิมล ครุฑางคะ ผู้อำนวยการโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ กล่าวถึงการจัดแข่งขันกีฬาสี ชัยพฤกษ์เกมส์ ในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อการพัฒนานักเรียนในทุกระดับชั้น เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ปฏิบัติตนตามระบอบประชาธิปไตย มีจิตสำนึกที่ดี เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม กล้าพูด กล้าคิด และกล้าแสดงออกในทางที่เหมาะสม

ทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียน มีความรัก มีความสามัคคีในหมู่คณะ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย อันจะส่งผลให้นักเรียน มีสุขภาพกายที่แข็งแรง มีสุขภาพจิตที่แจ่มใส ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้นักเรียนสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

โดยการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน ในครั้งนี้ ได้แบ่งนักเรียนออกเป็น 4 สี สีละประมาณ 194 คน ประกอบด้วย สีเหลือง สีเขียว สีแดง และสีฟ้า แต่ละสีมีการเลือกผู้ที่มีลักษณะเป็นผู้นำ เป็นกับปตันสีและคณะกรรมการสี เพื่อทำหน้าที่ดำเนินงานด้านต่างๆ ภายในสีของตน ให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยมีคณะครูเป็นกรรมการที่ปรึกษา ซึ่งการจัดการแข่งขันกีฬาสีนักเรียนในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกฝ่าย

และขณะเดียวกัน ก็มีอีกหนึ่งสีสัน ที่สร้างความประทับใจและสร้างความสนุกสนานไม่แพ้กัน เมื่อบรรดานักเรียน นักกีฬา ทั้ง 4 สี ต่างพร้อมใจกัน ออกมาโชว์สเต็ปเต้นประกอบเพลงได้อย่างพร้อมเพียงและสุดเหวี่ยง แม้บางคน จะถูกจำกัดด้วยชุดที่สวมใส่ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับงานนี้ ต่างออกลีลาโยกย้าย ส่ายสะโพก ได้อย่างสุดมันส์


มนสิชา คล้ายแก้ว

รมว.ดีอี ขับเคลื่อนโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ เต็มสูบ หวังฟื้นภาคการเกษตรไทย รุกต่อยอดใช้โดรนในอุตสาหกรรมหนัก สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้สาขาอาชีพอื่นๆ

รมว.ดีอี ขับเคลื่อนโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ เต็มสูบ หวังฟื้นภาคการเกษตรไทย รุกต่อยอดใช้โดรนในอุตสาหกรรมหนัก สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้สาขาอาชีพอื่นๆ

เมื่อวันที่ 16กพ67 ที่ลานอเนกประสงค์ ชั้น 1 อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครราชสีมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้โครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (ชุมชนโดรนใจ) เพื่อช่วยแก้ปัญหาความยากจนให้กับเกษตรกรด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโดรนเพื่อการเกษตรในกระบวนการเพาะปลูก พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาความรู้และทักษะ เพื่อนำไปสู่การสร้างอาชีพใหม่แก่คนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็น ช่างซ่อมโดรนชุมชน และผู้ให้บริการบินโดรนเกษตรชุมชน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า สำนักงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ได้ร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ดำเนินการพัฒนาศูนย์พัฒนาทักษะการบินและควบคุมโดรนเพื่อการเกษตร สำหรับเป็นสถานที่ในการพัฒนาศักยภาพการบังคับโดรนเพื่อการเกษตร ระยะแรก มีการดำเนินงาน 5 จังหวัด คือ พิษณุโลก, ขอนแก่น, อุบลราชธานี, ชลบุรี และสงขลา พร้อมเปิดบริการเต็มรูปแบบ ครบทุกสาขาภายในปี 2567 รวมถึงเปิดศูนย์ซ่อมโดรนเพื่อการเกษตร บริการซ่อมบำรุงโดรนเพื่อการเกษตรให้ชุมชน เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับชุมชนให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยพัฒนาช่างในวิชาชีพแขนงต่างๆ เช่น ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้าวิทยุ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

โดยมีจำนวน 50 ศูนย์ซ่อม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ดำเนินการรูปแบบ Change Agent 1 ศูนย์ซ่อม ดูแลรับผิดชอบ 10 ชุมชน โดยมีเป้าหมาย 50 ศูนย์ซ่อม 500 ชุมชน โดยในระยะเวลา 1 ปีของการดำเนินโครงการจะเกิดศูนย์บริการฯ ทั่วประเทศจำนวน 50 ศูนย์ ผลักดันให้ชุมชนเกิดการประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตรจำนวน 500 ชุมชน คิดเป็นพื้นที่ทางการเกษตรรวมไม่น้อยกว่า 4 ล้านไร่ พร้อมคาดหวังว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมโดรนโดยกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยมีมาตรฐาน Safety, Functionality, Security รวมทั้งการต่อยอดในการใช้โดรนไปยังสาขาวิชาชีพอื่น ๆ เช่น ก่อสร้าง การขนส่ง การสำรวจ หรือแม้แต่การขนย้ายคนในกรณีฉุกเฉิน เช่น เพลิงไหม้ ขนย้ายผู้บาดเจ็บภายในอาคาร รวมถึงการขยาย พัฒนาซอฟแวร์โดรนและสร้างพื้นฐานต่างๆ ด้านการคมนาคมทางอากาศอีกด้วย


กันตินันท์ เรืองประโคน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค นครราชสีมา

พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นประธานตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการพัชรคชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และมอบวุฒิบัตร พร้อมปิดอบรมโครงการเครือข่ายเยาวชนคชานุรักษ์จังหวัดจันทบุรี

พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี และประธานคณะกรรมการมูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการพัชรคชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นประธานมอบวุฒิบัตร ปิดอบรมโครงการเครือข่ายเยาวชนคชานุรักษ์จังหวัดจันทบุรี

วันนี้ (16 ก.พ.67) ที่หอประชุม อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี พร้อมด้วย พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรีและประธานการบริหารมูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำคณะลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการพัชรคชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นประธานในโครงการอบรมเครือข่ายเยาวชนคชานุรักษ์จังหวัดจันทบุรีโดยนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วยอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครผลักดันช้างป่า จังหวัดจันทบุรี ทหาร ตำรวจ เครือข่ายเยาวชนคชานุรักษ์จังหวัดจันทบุรี ผู้แทนสมาคม องค์กรภาคเอกชน และผู้แทนเกษตรกรในพื้นที่ให้การต้อนรับ

ทั้งนี้จังหวัดจันทบุรีได้เข้าร่วมเป็นหมู่บ้านคชานุรักษ์และดำเนินงานโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2562 ปัจจุบันมีหมู่บ้านคชานุรักษ์และเครือข่ายรวมทั้งสิ้น 25 หมู่บ้าน ใน 5 ตำบล 3 อำเภอ ได้แก่ ตำบลพวา อำเภอแก่งหางแมว ตำบลคลองพลูอำเภอเขาคิชฌกูฎ และตำบลทรายขาว ตำบลทับช้าง ตำบลปะตง ในอำเภอสอยดาวการดำเนินงานโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ได้ช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นระหว่างคนกับช้างป่าช่วยสร้างอาชีพทางเลือกให้แก่ราษฎรที่ประสบภัยจากช้างป่า และได้ขยายผลสู่เยาวชนผ่านโครงการอบรมเครือข่ายเยาวชนคชานุรักษ์ จังหวัดจันทบุรี

โดยด็อกเตอร์รอยบุญ รัศมีเทศ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวรายงานว่า มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้ การให้สนับสนุนการ ทั้งการสื่อสารคู่มือแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนที่รวบรวมระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยจากช้างป่า การให้ความรู้เพิ่มเติมให้กับประชาชนในเรื่องของการอบรมเชิงปฏิบัติการทั้งเรื่องของการจัดการน้ำ โดยใช้สารสนเทศและแก้ปัญหาน้ำ ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชน รวมทั้งเกษตรกรรมทั้งหมด 29 แห่ง / ในส่วนของการขยายสัดส่วนด้านอาชีพ ตัวอย่างในพื้นที่บ้านหนองกระทิง จังหวัดฉะเชิงเทรา พื้นที่ 27 ไร่ ที่ให้ประชาชนผู้ทีไม่มีที่ทำกิน ตอนนี้สามารถได้ช่วยได้แล้ว 35 รายและจะขยายผลไปถึง 46 ราย และมีกองทุนของตัวเอง ทางด้านวิจัย มีความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับสำนักงานวิจัยแห่งชาติ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อยอดให้ได้มาตรฐาน / ด้านงานเยาวชนได้จัดกิจกรรมร่วมกันทั้งทางมูลนิธิฯ กรมอุทยาน, กรมป่าไม้ เพื่อขยายผลให้กับโรงเรียนในจังหวัดป่ารอยต่อทั้ง 5 จังหวัด

ทั้งนี้ แผนการดำเนินงานในปี 2567 จะเดินงานในเรื่องของการดูแลทั้งภาคประชาชนและรวมทั้งเรื่องของงานวิจัยต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจนซึ่งจะร่วมกันกับทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการพัฒนาชุมชน และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก รวมทั้งมูลนิธิอุทกภัย พระราชูปถัมภ์ กระทรวงสาธารณสุข , สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และภาคเอกชน ปัจจุบันร่วมกันแล้วประมาณ 10 แห่ง


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี 089-6767346
พสิษฐ์ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์รวมข่าวภาคตะวันออก 062-7584334

กลุ่มคนจันท์ปกป้องสถาบันพร้อมใจใส่เสื้อม่วง แสดงพลังถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

กลุ่มคนจันท์ปกป้องสถาบันพร้อมใจใส่เสื้อม่วง แสดงพลังถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมแสดงจุดยืนที่จะปกป้อง และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

วันนี้ (15 ก.พ. 67) ที่ บริเวณลานหน้าศาลากลางจังหวัดจันทบุรี กลุ่มคนจันท์ปกป้องสถาบัน ได้นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่า หลากหลายสาขาอาชีพในจังหวัดจันทบุรีจำนวนมากจาก 10 อำเภอได้เดินทางมาร่วมพิธีถวายความจงรักภักดี แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยผู้เข้าร่วมพิธีได้พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดโทนสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำพระองค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีมาร่วมกันแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี อ่านแถลงการณ์ และยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านนายธวัชัชย นามสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีเพื่อร่วมแสดงพลัง ถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการแสดงพลังของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ต้องการสื่อให้เห็นว่า “เรายึดมั่น เราเชื่อมั่น และศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์” โดยจะไม่ยอมเด็ดขาดที่จะให้ใครหรือคนกลุ่มใดมาดูหมิ่น หรือคิดในสิ่งที่ไม่ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย และก่อนที่จะแยกย้าย กลุ่มคนจันท์ปกป้องสถาบันร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี หลังจากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับไป


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี 089-6767346
พสิษฐ์ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์รวมข่าวภาคตะวันออก 062-7584334

รวบยกชุด “แก็งค์ขนแรงงานต่างด้าวชายแดนไทย-มาเลเซีย” ขณะกำลังดูต้นทางให้แรงงานต่างด้าวหลบหนีมายังประเทศไทย

สงขลา/สะเดา – รวบยกชุดแก็งค์ขนแรงงานต่างด้าวชายแดนไทยมาเลเซีย ขณะกำลังดูต้นทางให้แรงงานต่างด้าวหลบหนีมายังประเทศไทย

วันนี้ 16 ก.พ.67 ทหารกองกำลังเทพสตรี กองร้อยทหารราบที่5021 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่5 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอสะเดา ร่วมกันจับกุมแก๊งค์คนไทยจำนวน 6 คน และแรงงานต่างด้าวชาวพม่าอีก 4 ที่กำลังเตรียมขนแรงงานต่างด้าวจากประเทศมาเล เซียเข้ามาประเทศไทยบริเวณหลักเขตแดน15d/6 ถนนเรียบชายแดนไทย-มาเลเซีย หมู่ที่1 บ้านต้นยอม ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา

โดยก่อนจับกุมชาวบ้านกรีดยางได้แจ้งไปยังผู้ใหญ่บ้านว่า มีกลุ่มบุคคลชายฉกรรจ์ต้องสงสัยได้ไปข่มขู่พวกตนว่าอย่ามากรีดยางช่วงเวลานี้ พวกตนจึงได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ และผู้ใหญ่บ้านก็ได้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอสะเดาและเจ้าหน้าที่ทหารให้เข้ามาร่วมกันตรวจสอบ

เมื่อมาตรวจสอบก็พบว่ามีบุคคลชายต้องสงสัยจำนวน 4 คน คือ นายนิรี นิมะ อายุ 30 ปี อยู่ม.3 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา, นายอิบราเหม แวสาแล๊ะ อายุ 32 ปี ม.2 ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา, นาย อารีย๊ะ แกตอง อายุ 34 ชาวปาดังเบซาร์ แอบอยู่ตามพุ่มไม้ ก็ได้เรียกเข้ามาซักถามและตรวจสอบ และทั้ง 4 ราย ก็ให้การรับสารภาพว่า ขับขี่รถจักรยานยนต์มาสองคันเพื่อมาดูต้นทางให้กับแรงงานพม่าเพื่อที่จะหลบหนีออกมายังประเทศไทย และจะมีรถมารับไปส่งยังจุดนับพบในเขตเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ และในขณะที่กำลังซักถามอยู่นั้นก็ได้มีแรงงาน ชาวพม่าจำนวน 4 คน เป็นชาย 2 ราย หญิง 2 ราย มีอายุระหว่าง 17 ปีถึง 35 ปี กำลังเดินข้ามรั้วลวดหนามระหว่างประเทศมายังฝั่งประเทศไทยพอดี จึงได้ควบคุมตัวไว้

และในขณะที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวกลุ่มชายไทยทั้ง 4 คน และแรงงานชาวพม่าทั้ง 4 ก็ได้มีรถยนต์เอนกประสงค์ ยี่ห้อฟอร์ด สีดำ เลขทะเบียน งห9424สงขลา ขับผ่านมาจึงได้เรียกให้หยุดรถ โดยมีนายอับดุลฮากัม ตือมิงมะ คนขับ และนาย อาบ๊ะ เซ็ง เป็นคนนั่งเบาะข้าง จึงได้ทำการซักถามว่ากำลังจะเดินทางไปไหน นายอับดุลฮากัมและนาย อาบ๊ะ ให้การยอมรับสารภาพแต่โดยดีว่าพวกตนถูกว่าจ้างให้รับแรงงานพม่าทั้ง 4 คน เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้

จากการสอบถามแก๊งค์ชาวไทยที่ดูต้นทาง 4 คน ให้การยอมรับสารภาพว่า พวกตนได้รับค่าจ้างจากนายอับดุลฮากัม คนทึ่ขับรถมารับแรงงานพม่า หัวละ 1,000 บาท 4 คน 4,000 บาท ตกคนละ 1,000 บาท ส่วนนายอับดุลฮากัมได้รับการว่าจ้างจากนายแสง ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง ได้ค่าจ้าง 12,000 บาท คิดเป็นรายหัว แรงงานพม่า 1 คน 3,000 บาท เมื่อนำไปส่งเสร็จถึงจะได้รับค่าจ้าง มีการติดต่อกับนายแสง ตลอดเวลา เคยขนแรงงานต่างด้าวมา 4-5 ครั้ง
และนาย อาบ๊ะ ถูกจ้างให้นั่งรถมาด้วยได้เงิน 1,000 บาท

และจากการสอบถามแรงงานชาวเมียนมาร์ นางสาว mifishwe zinmoe อายุ 23 ปี ที่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้บอกว่า ตนเองแฟนและน้องชาย ไปทำงานอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย รัฐอลอสตาร์ 4 ปี และอยากกลับบ้านไปหาลูกที่ประเทศพม่า จึงยอมจ่ายค่านายหน้าให้นายหน้าชาวพม่าที่อยู่ฝั่งประเทศมาเลเซีย คนละ 3,000 บาท เพื่อที่จะเดินทางกลับข้ามฝั่งมายังประเทศไทย และไปต่อยังประเทศพม่า โดยจะมีชาวมาเลเซีย ไม่ทราบชื่อเป็นผู้ชาย มารับที่บ้านพักที่อลอสตาร์ และมาส่งที่ช่องทางธรรมชาติชายแดนไทยมาเลเซีย โดยนางสาว mifishwe zinmoe ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเดินทางผ่านช่องทางธรรมชาติ และเมื่อมาถึงยังบริเวณหลักเขตแดน15d/6 ถนนเลียบชายแดนไทยมาเลเซีย ม.1 ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา และจะมีนายนิรี นิมะ อายุ 30 ปี, นายอิบราเหม แวสาแล๊ะ อายุ 32 ปี, นาย อารีย๊ะ แกตอง อายุ 34 ปี คอยดูต้นทางระหว่างไทยและมาเลเซีย ส่วนนายอับดุลฮากัม ตือมิงมะ อายุ 31 ปี, นาย อาบ๊ะ เซ็ง อายุ 45 ปี จะเป็นคนขับรถมารับชาวพม่าทั้ง 4 คน นำไปในพื้นที่เมืองปาดังเบซาร์

เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่าทั้งหมดว่าถูกจับกุมตามความผิด กล่าวคือ นายนิลีฯ นายอิราเหมฯ นายอับดุลฮากัมฯ นายมะสายปูร์ฯ นายอาลีย๊ะฯ และนายอาบ๊ะฯ มีความผิดฐาน ร่วมกันซ่อนเร้น หรือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวเดินทางเข้ามาโดยผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ /ส่วนแรงงานต่างด้าวทั้ง 4 คน แจ้งข้อหามีความผิดฐาน เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำนำผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปาดังเบซาร์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว อ้อม มณีรัตน์

รมว.อว. “ศุภมาส” ให้ขยายการบริการห้องปฏิบัติการสู่ภูมิภาคและชุมชนทั่วประเทศ เตรียมเปิดศูนย์วิทยาศาสตร์บริการร่วม “นครปฐม” และ ”ราชบุรี”

รมว.อว. “ศุภมาส” ให้ขยายการบริการห้องปฏิบัติการสู่ภูมิภาคและชุมชนทั่วประเทศ เตรียมเปิดศูนย์วิทยาศาสตร์บริการร่วม “นครปฐม” และ ”ราชบุรี” อำนวยความสะดวกประชาชนในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ส่งมอบบริการตรวจวิเคราะห์สินค้าแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อการผลิตและจำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐานแข่งขันได้ในระดับสากล

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดม ศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ได้ให้นโยบายแก่กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ให้ความสำคัญกับการการขับเคลื่อนและยกระดับการดูแลประชาชน โดยเน้นย้ำให้ขยายภารกิจสู่ขุมชนและภูมิภาค เพื่อพัฒนาฐานรากเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การขยายภารกิจให้มุ่งเน้นการทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานให้ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาประเทศระยะยาว และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยการนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ให้ขยายการบริการห้องปฏิบัติการสู่ภูมิภาคและชุมชนทั่วประเทศ โดยการเปิดศูนย์วิทยาศาสตร์บริการร่วม วศ. อว. กับหน่วยงานมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ส่งมอบบริการตรวจวิเคราะห์สินค้าและผลิตภัณฑ์แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อการผลิตและจำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐานแข่งขันได้ในระดับสากล และให้ดูแลประชาชนด้วยระบบห้องปฏิบัติการในมิติเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานราชการอื่นๆในระดับพื้นที่ด้วย

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง อว. กล่าวว่า วศ. ได้จัดทำแผนการขยายภารกิจสู่ภูมิภาคและระดับชุมชน โดยจะมีการขยาย ”ศูนย์วิทยาศาสตร์บริการร่วม วศ.อว” กับหน่วยงาน อว.ในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ในพื้นที่ต่างๆ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเน้นความต้องการและความจำเป็นของแต่ละพื้นที่

ในวันนี้ได้มีการประชุมหารือเพื่อเตรียมความพร้อมความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย เกษตร ศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน (มก.วิทยาเขตกำแพงแสน) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาเขตราชบุรี (มจธ.วิทยาเขตราชบุรี) ในการเปิด “ศูนย์วิทยาศาสตร์บริการร่วม วศ.อว. กำแพงแสน นครปฐม” และ “ศูนย์วิทยาศาสตร์บริการร่วม วศ.อว. มจธ. ราชบุรี” โดยเน้นภารกิจสร้างความร่วมมือทางห้องปฏิบัติการ ให้บริการตรวจวิเคราะห์สินค้าผลิตภัณฑ์ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพความปลอดภัยของสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในภูมิภาค ให้ได้มาตรฐานทัดเทียมนานาประเทศ

โดยเห็นพ้องในการที่ วศ. รับหน้าที่ห้องปฏิบัติการอ้างอิง พัฒนาระบบเชื่อมโยงบริการทางห้องปฏิบัติการของประเทศ ดูแลการเข้าถึงข้อมูลบริการของภาคีเครือข่ายให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว รวมทั้งส่งเสริมห้องปฏิบัติการให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสากล สำหรับ มก.วิทยาเขตกำแพงแสน และ มจธ.วิทยาเขตราชบุรี จะทำหน้าที่เป็นห้องปฏิบัติการเครือข่ายในการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสินค้าผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน มาตรฐานและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้าผลิตภัณฑ์ไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล

การดำเนินงานในลักษณะความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวง อว. จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านกลไกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน อย่างมั่นคงยั่งยืน ตลอดไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อว. โดยเอ็มเทค สวทช. หนุนอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ปลดล็อก CBAM ช่วยไทยคงมูลค่าส่งออก EU กว่า 4 พันล้านบาท

(อว.) โดย เอ็มเทค (สวทช.) หนุนอุตสาหกรรมไทย ให้บริการฐานข้อมูลค่ากลางคาร์บอนแห่งเดียวในประเทศไทย เพื่อเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิค ช่วยปลดล็อกมาตรการคาร์บอนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM ให้กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้ประกอบการไทย ที่กำลังเผชิญกับมาตรการ CBAM ในระยะเปลี่ยนผ่าน (ตั้งแต่ 1 ต.ค.2566 – สิ้นปี 2568) ก่อนสหภาพยุโรปบังคับใช้เต็มรูปแบบ 1 ม.ค.2569

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวง อว.ชั้น 1 ถนนพระรามที่ 6 : สำนัก งานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยนายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อมวลชน ในกิจกรรม NSTDA Meets the Press เรื่อง: มาตรการ CBAM ใครพร้อม ได้ไปต่อ ชวนปลดล็อก การปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนสหภาพยุโรป หรือ EU มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรปครั้งแรกที่จะมีการเก็บภาษีสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง โดยผู้นำเข้าสินค้าเป้าหมาย 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.ซีเมนต์, 2.ไฟฟ้า, 3.ปุ๋ย, 4.เหล็กและเหล็กกล้า, 5.ไฮโดรเจน และ 6.อะลูมิเนียม ไปยังสหภาพยุโรปจะต้องรายงานปริมาณการนำเข้ารวมถึงปริมาณการปล่อยคาร์บอนทางตรงและทางอ้อม (Embedded Emission) ของสินค้า ซึ่งปัจจุบันมาตรการดังกล่าวอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยในวันที่ 1 มกราคม 2569 จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ผู้นำเข้าสินค้าเป้าหมาย 6 กลุ่มจะต้องซื้อ CBAM Certificate ตามปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้านั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอลูมิเนียม กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแรก 1 ใน 6 อุตสาหกรรม ที่สามารถดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับมาตรการ CBAM ได้สำเร็จ โดยได้ดำเนินการร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) (สวทช.) ในการจัดทำค่ากลางของผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมตามกรอบ CBAM ซึ่งค่ากลางดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมหล่อบิลเล็ต, กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมหน้าตัด และกลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมแผ่นม้วนภายในประเทศ เพื่อให้ได้ทราบถึงรายการสารขาเข้า และสารขาออกของแต่ละกระบวนการผลิตย่อยของบริษัทตนเอง หรือกระบวนการผลิตรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม

ที่สำคัญคือทราบถึงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามกรอบ CBAM สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมในระดับประเทศ ซึ่งค่าปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวสามารถนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจากทางยุโรป และสามารถนำไปต่อยอดและวิเคราะห์ เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุงในแต่ละกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตได้อีกด้วย

“มาตรการ CBAM กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม เรามองว่าเป็นประเด็นสำคัญ ถ้าเริ่มทำก็จะรู้ว่าเราต้องปรับอะไร และเราไม่ได้มองเฉพาะกลุ่มอลูมิเนียมเองเท่านั้น แต่มองไปถึง Supply Chain อื่นๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ปลายทาง เช่น รถยนต์ ที่ใช้อลูมิเนียมเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ของรถยนต์ ซึ่งหากต้นน้ำสามารถผ่านมาตรการ CBAM ได้ดี ก็จะช่วยทั้งอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องพึ่งส่วนประกอบจากอลูมิเนียม ตัวอย่างเช่น การเติบโตของอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า (EV) ที่โตอย่างก้าวกระโดดโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าต้องการส่วนประกอบจากอลูมิเนียมมากขึ้น ซึ่งจากเดิมรถยนต์อีวี ใช้อลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ 70 กิโลกรัมต่อคัน จะเพิ่มขึ้นการใช้เป็น 200-300 กิโลกรัมต่อคัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าต่อคัน เป็นต้น”

Asian technician worker wearing a safety suit and sheet Metal Bending in industrial factory, Safety first concept.

@อุตฯ อะลูมิเนียมพร้อมรับ CBAM คงมูลค่าส่งออก 4 พันล้านบาท-ลุ้นเพิ่มอัตราส่งออกจากคู่แข่งที่ไม่พร้อม

นายธีรพันธุ์ฯ กล่าวต่อว่า การที่กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมปรับตัวได้เร็วก่อน เป็นข้อได้เปรียบ เพราะทางทีมวิจัยสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค (สวทช.) ไม่เพียงสนับสนุนเรื่องข้อมูลเท่านั้น ซึ่งขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมมองไปถึงการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ดีขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หลายอุตสาห กรรมยังกังวลและมอง CBAM เป็นอุปสรรค กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมกลับมองเป็นโอกาส เพราะในกรณีที่ประเทศไทยจะส่งออกไปที่สหภาพยุโรปเหมือนประเทศคู่แข่งอื่นๆ หากประเทศไทยสามารถผ่านมาตรการ CBAM กับผู้ส่งออกในยุโรปได้สำเร็จ จะได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆ ที่อาจจะสู้ต้นทุนการลดค่าคาร์บอนตามข้อบังคับของ CBAM ไม่ไหว และอาจจะล้มเลิกการส่งออกสินค้าประเภทเดียวกับไทยก็เป็นได้ ซึ่งโอกาสจะกลับมาเป็นของไทยที่จะสามารถขยายอัตราการส่งออกสินค้าอลูมิเนียมได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม “ปี 2566 ไทยมีปริมาณการส่งออกอะลูมิเนียม อยู่ที่ประมาณ 20,000 ตัน มีตลาดส่งออกไปที่ยุโรปประมาณ 4-5 % หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท หากไทยยังปรับตัวไม่ได้กับมาตรการ CBAM นั่นหมายความว่าการส่งออก 5 % หรือมูลค่า 4,000 ล้านบาทจะหายไปในทันที ซึ่งยังไม่รวมกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เข้าสู่สถานการณ์ที่ CBAM เริ่มขยายการบังคับใช้ให้ครบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม”

@ แนะ 6 อุตสาหกรรมไทยเข้าข่ายมาตรการ CBAM ปรับตัวด่วน

ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม กล่าวย้ำว่า ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมควรต้องเร่งศึกษามาตรฐานของกลุ่มอุตสาหกรรมของตนเองโดยด่วนตั้งแต่บัดนี้ และต้องเร่งมือหาองค์ความรู้เพื่อรับมือกับมาตรการ CBAM อย่างต่อเนื่องและพร้อมปรับตัวตลอดเวลา เพราะแม้กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมเตรียมตัวมาล่วงหน้าแล้ว ก็เกือบจะตกขบวนการปรับตัวให้เข้ากับมาตรการดังกล่าว โดยในช่วงปี 2567-2568 จะเป็นช่วงที่ CBAM ยังไม่เก็บเงินก็จริง แต่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบต้องเตรียมประเมินผลไว้ ซึ่งทางสหภาพยุโรปเคร่งครัดในเรื่องการกรอกข้อมูลให้พร้อมและถูกต้อง และควรมีข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้จากที่ดำเนินการร่วมกับ เอ็มเทค (สวทช.) มาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าประเทศไทยตอนนี้ ไม่มีหน่วยงานใดที่มีข้อมูลความพร้อมเท่ากับ เอ็มเทค สวทช. ที่ทำฐานข้อมูลพื้นฐาน (Background data) นี้ไว้รองรับอุตสาหกรรมต่างๆ

“ในฐานะผู้ประกอบการที่จะต้องเร่งปรับตัวตอนนี้แบบเร่งด่วน คือ ควรเข้ามาปรึกษาเอ็มเทค (สวทช.) ซึ่ง หากรัฐบาลสนับสนุน เอ็มเทค สวทช. ให้มีทั้งบุคลากรเพิ่มเติมและงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล จะช่วยให้ทีมวิชาการทีมวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาสนับสนุนการทำงานของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง จะส่งผลดีต่อการส่งออกของประเทศและช่วยรองรับอุตสาหกรรมจำนวนมากได้ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการส่งออกของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจากนี้ไปภายในระยะเวลา 2 ปี จะมีหลายอุตสาหกรรมเร่งมือปรับตัวก่อนที่จะถูกเก็บเงินตามมาตรการ CBAM ที่จะทยอยประกาศมาตรการบังคับใช้กับอีกหลายกลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน (Oil refineries) อุตสาหกรรมการผลิตแก้ว (Glass) และกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ (Acids and bulk organic chemicals) โดยในอนาคตเป็นไปได้ที่ต้องเผชิญมาตรการ CBAM อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

Long row of rolls of aluminum in production shop of plant.

@เอ็มเทค (สวทช.) หนุนอุตสาหกรรม ให้บริการแหล่งข้อมูลค่ากลางคาร์บอนแห่งเดียวในประเทศไทย

ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย เอ็มเทค สวทช. ได้จัดทำโครงการ “ศูนย์ข้อมูลวัฏจักรชีวิตแห่งชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ประเทศไทยจึงเป็นประเทศลำดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ได้จัดทำข้อมูลค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแนวคิด CBAM ซึ่งเป็นค่ากลางของประเทศเพื่อเตรียมความพร้อมทางการค้ากับสหภาพยุโรป โดยกลุ่มอะลูมิเนียม เป็นกลุ่มแรกที่สามารถทำข้อมูลออกมาได้ทันช่วงเปลี่ยนผ่านของมาตรการ CBAM ทั้งนี้ผลจากการประเมินจะช่วยให้อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมมีค่า CBAM กลางของประเทศ เพื่อใช้ต่อยอดในการเจรจาทางการค้า และพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ดีขึ้น
สำหรับมาตรการ CBAM จะส่งผลให้ราคาวัสดุสินค้าเพิ่มขึ้นมา 15% ตัวอย่างเช่น การซื้อแท่งอลูมิเนียมต่างสถานที่กัน ราคาเฉลี่ยอาจไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ไม่เท่ากันคือ ตัวค่าคาร์บอนของอลูมิเนียมของแต่ละประเทศ ดังนั้นอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวเพื่อสู้กับการแข่งขันจากคู่แข่งประเทศอื่นด้วย ประเทศไทยไม่มีโรงถลุงอลูมิเนียมต้นทาง โดยเป็นการซื้อจากต่างประเทศมาทั้งหมด อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมอลูมิเนียมมีกำไรเพียง 10 % ซึ่งทุกวันนี้ประเทศไทยอยู่ได้เพราะว่าผลิตเป็นจำนวนมากหลักแสนตัน หากในอนาคตกำไรน้อยลงจากมาตรการ CBAM ก็อาจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้โดยตรงเช่นกัน

“สิ่งที่เป็นผลสำเร็จของกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ให้เดินได้ตามมาตรการ CBAM ขณะนี้ คือ ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. ให้บริการข้อมูลพื้นฐาน (Background data) ของวัสดุในประเทศไทย ซึ่งมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลขนาดใหญ่ที่เป็นค่ากลางของประเทศ นำไปใช้ประโยชน์อ้างอิงข้อมูลสินค้าตามมาตรการ CBAM ที่สหภาพยุโรปกำหนด โดยช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการกลุมอุตสาหกรรมอลูมิเนียม ในเรื่องการกรอกข้อมูลตามระบบของสหภาพยุโรป เพื่อรายงานค่าคาร์บอนกลางของสินค้ากลุ่มอลูมิเนียมของผู้ส่งออกไทยก่อนส่งออกสินค้าเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป”
นายธีรพันธุ์ กล่าวเสริมว่า ในฐานะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ขอยกตัวอย่างสินค้า ปลายทางที่กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมส่งไปที่ยุโรป เช่น อะลูมิเนียมแผ่น ทั้งแผ่นบางและแผ่นหนา ซึ่งผู้ประกอบการในยุโรปที่ผลิตเครื่องปรับอากาศ หรือแอร์ จะนำเข้าอะลูมิเนียมแผ่นจากประเทศไทยเข้าไปผลิต ดังนั้นผู้ประกอบการไทยต้องดำเนินการตามมาตรการ CBAM โดยต้องประเมินตนเองและกรอกข้อมูลเพื่อให้รู้ว่าค่าการปล่อยคาร์บอนของวัสดุอะลูมิเนียมที่ส่งออกเป็นปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งในอนาคตผู้ประกอบการแอร์ที่จะส่งแอร์ไปขายในยุโรปและประเทศต่าง ๆ ต้องทราบว่าจะใช้อะลูมิเนียมกี่กิโลกรัม แล้วจากการคำนวณการใช้กี่กิโลกรัมแล้ว จะใช้วัสดุต้นทางจากที่ใด และแยกออกเป็นเฉพาะวัสดุอะลูมิเนียมจำนวนเท่าใด หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์บริโภคอื่น ๆ เช่น เครื่องดื่มกระป๋อง-น้ำอัดลมกระป๋อง ล้วนเข้าข่ายมาตรการ CBAM ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมศึกษาข้อมูลเพื่อรับกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน EU ทั้งสิ้น


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร จับกุมชายสัญชาติอเมริกา ซุกซ่อนเฮโรอีนในขวดน้ำหอม น้ำหนัก 1,100 กรัม มูลค่า 3.3 ล้านบาท

กรมศุลกากรจับกุมชายสัญชาติอเมริกา ซุกซ่อนเฮโรอีนในขวดน้ำหอม น้ำหนัก 1,100 กรัม มูลค่า 3.3 ล้านบาท ณ สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 : นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีนโยบายเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดทั้งการผลิต การนำเข้า การนำผ่าน และการลักลอบจำหน่าย โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวดและเร่งด่วนนั้น เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร จึงให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้าและส่งออกยาเสพติด ซึ่งปัจจุบันผู้กระทำความผิดมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนวิธีการลักลอบนำเข้าและส่งออกยาเสพติดหลากหลายรูปแบบและลดปริมาณให้น้อยลง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ให้ได้มากที่สุด

จากการวิเคราะห์ข้อมูลของสถิติการจับกุมยาเสพติดทางอากาศยานในช่วงที่ผ่านมา ตามโครงการสกัดกั้นยาเสพติดทางท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task Force : AITF) หรือ หน่วยสกัดกั้นยาเสพติดทางท่าอากาศยานนานาชาติ ที่เป็นการบูรณาการของกรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย จึงได้เฝ้าระวัง
การลักลอบนำเข้าและส่งออกยาเสพติดทุกรูปแบบ อาทิ ซุกซ่อนมากับพัสดุไปรษณีย์ หรือซุกซ่อนมากับผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาและออกไปนอกประเทศ

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 กรมศุลกากร โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองสืบสวนและปราบปรามได้ตรวจพบผู้โดยสารชายสัญชาติอเมริกา ที่มีความเสี่ยงในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดออกนอกราชอาณาจักร เดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ปลายทางท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จึงขอเข้าตรวจค้น ผลปรากฏว่า พบยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 1 เฮโรอีน ซุกซ่อนอยู่ในขวดน้ำหอม ภายในกระเป๋าสัมภาระ น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้ม ประมาณ 1,100 กรัม มูลค่ากว่า 3,300,000 บาท โดยชุดปฏิบัติการ AITF จะดำเนินการขยายผลต่อไป

โฆษกกรมศุลกากร กล่าวต่ออีกว่า กรณีดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 242 และมาตรา 252 ประกอบมาตรา 166 และมาตรา 167 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 และประมวลกฎหมายยาเสพติด สำหรับสถิติการจับกุมยาเสพติด ปีงบประมาณ พ.ศ.2567 (1 ตุลาคม 2566–15 กุมภาพันธ์ 2567) มีทั้งหมด 59 ราย มูลค่ารวมประมาณ 342,619,580 บาท


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ศุภมาส” ประกาศเดินหน้าแผนพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศทันที หลังนายกฯ มีคำสั่งแต่งตั้ง

“ศุภมาส” ประกาศเดินหน้าแผนพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศทันที หลังนายกฯ มีคำสั่งแต่งตั้งรมว.อว. เป็น ‘บอร์ดอีวี’ เร่งดำเนินการ 3 แผนงาน ‘พัฒนากำลังคน เพิ่มสัดส่วนการใช้รถ EV และหนุนงบวิจัย EV ทั้งระบบ’ มั่นใจนำไทยสู่ EV HUB ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมุ่งสู่เป้าหมายการผลิตยานยนต์ไม่ปล่อยมลพิษร้อยละ 30 ภายใน 5 ปี ตามที่นโยบายรัฐบาล
 

วันที่ 16 ก.พ.2567 : นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัวนโยบาย อว. For EV โดยมี พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.อว., นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว., ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.), ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ รอง ผอ.สวทช., ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหา วิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย, รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผอ.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), ดร. สุรชัย สถิตคุณารัตน์ รอง ผอ.สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัด การทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.), ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.), ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง (อว.) หน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมออดิทอเรียมชั้น 3 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี

นางสาวศุภมาสฯ กล่าวว่า ตามที่ รมว.อว. ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เพิ่มเติมเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น เนื่องจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และประธานบอร์ดอีวี เล็งเห็นว่ากระทรวง อว. เป็นกระทรวงสำคัญที่จะมาร่วมขับเคลื่อนโยบาย ในการผลักดันให้ประเทศเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญอันดับหนึ่งของภูมิภาค และ 10 อันดับแรกของโลก โดยมีเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 คิดเป็นกำลังการผลิตรถยนต์ประมาณ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ประมาณ 675,000 คัน เพื่อสร้างอุตสาห กรรมใหม่ให้กับประเทศ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แก้ไขความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ในวันนี้ (อว.) พร้อมเดินหน้าทำงานทันที โดยการประกาศนโยบาย “อว. For EV” เพื่อผลักดันแผนงานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้กระทรวง อว. 3 แผนงาน คือ

1.EV-HRD การพัฒนาทักษะกำลังคน เพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อาทิ การออกแบบ การผลิต การพัฒนาซอฟแวร์ และการซ่อมบำรุงยานยนต์ไฟฟ้า สถานีบรรจุไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน มีเป้าหมายในการผลิตกำลังคน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 150,000 คน ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยปี 2567 จะผลิตกำลังคนให้ได้ 5,000 คน มอบหมายให้ สภานโยบายอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เป็นหน่วยงานขับเคลื่อน

2.EV-Transformation การส่งเสริมให้หน่วยงานภายใต้ (อว.) ปรับเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ สถานีอัดประจุไฟฟ้า เพื่อรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยมีเป้าหมายให้หน่วยงานในสังกัด อว. เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อย ร้อยละ 30 ของยานยนต์ที่ใช้งานของหน่วยงานภายในระยะเวลา 5 ปี และจัดทำระบบต้นแบบการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของกระทรวง อว. เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของ Green campus โดยมอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนร่วมกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอื่นของกระทรวง (อว.)

3.EV-Innovation การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยปรับปรุงแผนด้าน (ววน.) ให้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อน อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ให้เป็น Flagships ที่สำคัญของกองทุนส่งเสริม (ววน.) และเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญ โดยมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มาร่วมดำเนินการขับเคลื่อนงานวิจัย

“อว. For EV ถือเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในกระทรวง อว. เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม EV ยกระดับคุณภาพชีวิตในหลายมิติ อละเรามั่นใจว่าแผนงานทั้ง 3 นี้ จะเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเป็น EV HUB ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และก้าวไปสู่เป้าหมายการผลิตยานยนต์ไม่ปล่อยมลพิษร้อยละ 30 ภายใน 5 ปี ตามที่รัฐบาลต้องการได้อย่างแน่นอน” นางสาวศุภมาสฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน