พระสงฆ์พร้อมชาวบ้านสุดทน !! กลิ่นขี้หมูจากฟาร์ม

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปที่ บ้านดอนกลาง หมู่ 6 ต.หนองแวง อ.บ้านแพงจอ นครพนม จึงได้พบกับนางนางกฤษณา ภูดอนนาง อายุ 34 ปี หรือน้องปุ้ย พร้อมนายอำพัน พันแพง อายุ 75 ปี และนางคำปุน พันแพง อายุ 56 ปี สองสามีภรรยา ผู้ร้องเรียนกับชาวบ้านจำนวนกว่า 10 คน เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ตนและชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการเหม็นขี้หมูมานานหลายปี จนญาติพี่น้องพร้อมลูกหลาน ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ จึงได้ร้องเรียนไปยังนายกอบต.หนองแวง เพื่อเข้ามาดูแลและหาหนทางแก้ ไขกลิ่นเหม็นขี้หมูให้กับชาวบ้าน ซึ่งทาง อบต. ก็ได้เข้าพบเจ้าของฟาร์มเป็นที่เรียบร้อยและแจ้งให้ทำบ่อเกริก4 บ่อ ทางเจ้าของฟาร์มก็ปฏิบัติตาม แต่กลิ่นของขี้หมูก็ยังไม่หายเหม็น วันนี้ตนและชาวบ้านจึงได้ร้องผ่านสื่อลงพื้นที่เพื่ออยากจะให้เจ้าของฟาร์มย้ายที่เลี้ยงหมูออกไปอีก

ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านเดือดร้อนมาก ไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์ที่วัดป่าสามัคคีธรรม พระธรรมฤทธิ์ ปัญญาวโร อายุ 53 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าสามัคคีธรรม ก็เหม็นขี้หมู เวลาลมพัดมาทำให้พระที่วัดเหม็นมากถึงกับอยากจะย้ายวัดหนีถ้าย้ายวัดไม่ได้พระก็จะขอหนีจากวัด

ส่วนบ้านของนางสาวนางกฤษณา ภูดอนนา อายุ 34 ปี หรือน้องปุ้ย ซึ่งเป็นร้านคัา ขายของเบ็ดเตล็ดได้อยู่ระหว่างกลางพื้นที่ของฟาร์มหมูทั้ง 2 แห่ง ซึ่งได้รับผลกระทบมาก จึงอยากร้องหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้ลงมาดูแลและแก้ไข

ส่วนทางด้านเจ้าของฟาร์ม หมูนาง มณเฑียร อิ่มวิเศษ พร้อมสามี บอกกับผู้สื่อข่าวว่าตนเลี้ยงหมูมานานกว่า 20 ปี ก่อนที่ชาวบ้านจะขยายออกมาตรงพื้นที่ที่ตนเลี้ยงหมู ซึ่งขณะนี้ตนมีหมูอยู่ในความ 80 ตัว ส่วนฟาร์มที่อยู่ด้านหน้าของบ้านผู้ร้องไม่ใช่ฟาร์มของตัวซึ่งมีหมูอยู่ประมาณ 70 ตัว ก็จะให้ความร่วมมือกับชาวบ้านเรื่องกำจัดกลิ่น และจะแก้ไขให้ดีที่สุด แต่จะให้ตน ย้ายที่เลี้ยงใหม่ คงลำบากมาก ต้องหาเงินสร้างโรงเรือนเลี้ยงใหม่ จึงขอเวลาชาวบ้าน 3 ปี

ล่าสุดทีมสื่อต่อสายตรงคุยกับนายชินวัตร ทองปรีชา นายอำเภอบ้านแพงให้พูดคุยกับชาวบ้าน ว่าจะลงพื้นที่และให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายภายใน 1 อาทิตย์ เพื่อหาทางออกต่อไป


ฟร้องข่าวสด
เทพข่าวร้อน
เพลิงพระกาฬ
สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

ผู้ว่าฯ นครพนม นำกิจกรรม Big Cleaning day ตามนโนบาย “หน้าบ้านน่ามอง นครพนมน่าอยู่”

ผู้ว่าฯ นครพนม นำกิจกรรม Big Cleaning day ล้างถนน เก็บขยะ เก็บซากเรือไฟ ตามนโนบาย “หน้าบ้านน่ามอง นครพนมน่าอยู่” ส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้นครพนมเป็นเมืองรองที่ต้องมา

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ลานพญาศรีสัตตนาคราช – หาดทรายทองศรีโคตรบูรณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม นายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนคร พนม พร้อมด้วยนางสงวน จันทร์พร ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครพนม, นายกัมปนาทจักรวาล วิเวศ ศรีพุทธา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม, นำหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดนครพนม บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมกันดำเนินกิจกรรม Big Cleaning day ทำความสะอาด สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยในบ้านเมือง ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดนครพนม และปลูกฝังการมีจิตสำนึกรักบ้านเกิด ตามนโยบาย “หน้าบ้านน่ามอง นครพนมน่าอยู่” โดยได้ดำเนินการทำความสะอาดถนนสายหลักของตัวเมืองนครพนม ลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว และดำเนินการเก็บขยะและซากเรือไฟ บริเวณหาดทรายทองศรีโคตรบูรณ์ เพื่อให้หาดมีความสะอาดสวยงาม ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดนครพนม

โดยมี มณฑลทหารบกที่ 210 หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงจังหวัดนครพนม เทศบาลเมืองนครพนม ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครพนม องค์การบริหารส่วนตำบลท่าค้อ องค์การบริหารส่วนตำบลอาจสามารถ และส่วนราชการต่างๆ สถาบันการศึกษาและประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก


ฟร้องข่าวสด
เทพข่าวร้อน
เพลิงพระกาฬ
สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงติดตามการดำเนินงานส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการศึกษา แก่ราษฎรและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดตาก

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงติดตามการดำเนินงานส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการศึกษา แก่ราษฎรและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดตาก

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.44 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนท่านผู้หญิงพรสม กุณฑลจินดา อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก โดยมี พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 , นายบุญช่วย หอมยามเย็น รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และผู้เกี่ยวข้อง เฝ้าฯ รับเสด็จ ในการนี้พระราชทานสิ่งของ พร้อมอุปกรณ์การเรียนการสอนแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้แทนนักเรียน จากนั้นพระราชทานพระราชวโวกาสให้ผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมกันสนองพระราชดำริในการดำเนินงานทหารพันธุ์ดี ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย เข้าทูลละอองพระบาท กราบบังคมทูลรายงานการบูรณาการการทำงานในด้านต่างๆ

สำหรับโรงเรียนท่านผู้หญิงพรสม กุณฑลจินดา เป็น 1 ใน 2 โรงเรียน ที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 และหน่วยเฉพาะกิจราชมนู รับผิดชอบดูแลสนองพระราชดำริ โดยขยายผลโครงการทหารพันธุ์ดี เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งกองทัพภาคที่ 3 จัดกำลังพลแนะนำการทำการเกษตรในโรงเรียน เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ โดยปรับปรุงพื้นที่ 10 ไร่ ส่งเสริมให้นักเรียนปลูกผักแบบปลอดภัย เลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง กบนา และสุกร เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยผลผลิตที่ได้นำไปประกอบเป็นอาหารกลางวันแก่นักเรียน และจำหน่ายให้แก่ชุมชน นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลการปลูกผัก และเลี้ยงสัตว์ปลอดภัยไปสู่ชุมชน เป็นการลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ในครัวเรือน โอกาสนี้ พระราชทานกิ่งพันธุ์ฝรั่ง พันธุ์ปลา ไก่ และกบ แก่ราษฎรในพื้นที่ เพื่อนำไปเพาะขยายพันธุ์ด้วย

ในการนี้ พระราชทานถุงของขวัญแก่ผู้แทนทหารและตำรวจ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดน ในจังหวัดตาก และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์ และหน่วยทันตกรรมพระราชทานในพื้นที่ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เฝ้าทูลละอองพระบาท กราบบังคมทูลรายงานผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาช้างป่า เข้ารบกวนแหล่งน้ำชุมชน พระราชทานพระราชวโรกาสให้นักเรียนในพระราชานุเคราะห์ เฝ้าทูลละอองพระบาท กราบบังคมทูลรายงานผลการเรียน

เวลา 14.59 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงพยาบาลอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และผู้เกี่ยวข้อง เฝ้าฯ รับเสด็จ จากนั้น ทรงเปิดอาคารกรุงเทพประกันภัย ซึ่งจัดสร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งชาวไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ลักษณะเป็นอาคาร 4 ชั้น ประกอบด้วย คลีนิคพิเศษอายุรกรรม ศัลยกรรมทั่วไป และศัลยกรรมกระดูก กลุ่มงานทันตกรรมได้รับเงินสนับสนุนจากผู้บริจาคจัดซื้ออุปกรณ์ เพื่อให้ผู้ป่วยทำรากฟันเทียมได้ในราคาต้นทุน มีห้องทันตกรรม ห้องถ่ายภาพเอ็กซเรย์ในช่องปากแบบ 3 มิติ ช่วยตรวจวินิจฉัยโรคอย่างครอบคลุม นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู ห้องจ่ายยา ห้องเวชระเบียน และห้องประชุม อยู่ภายในอาคารแห่งนี้

ในการนี้ ทอดพระเนตรวีดีทัศน์ประวัติอาคาร คลีนิคกฏหมาย 5 โรงพยาบาลชายแดน งานอนามัยแม่และเด็ก งานบริการผ่าตัดต้อกระจก และสุขศาลาพระราชทานโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแม่จันทะ จากนั้นทรงติดตามการรักษา และพระราชทานของเยี่ยมแก่ครอบครัวของนางสาวปุณยวีร์ ศรีดวงแปง พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลอุ้มผาง ซึ่งเป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ ที่ประสบอุบัติเหตุในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูจนรู้สึกตัวดีขึ้น

โอกาสนี้ พระราชทานพระราชวโวกาสให้นักเรียนทุนอุ้มผาง ตามแนวพระราชดำริ ที่กลับมาเป็นบุคลากรของโรงพยาบาลอุ้มผาง เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล ตามพระราชอัธยาศรัย

เวลา 16.36 น. เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโรงเรียนโมโกรวิทยาคม ตำบลโมโกร อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยมี นายประเดิม เดชายนต์บัญชา ปลัดจังหวัดตาก และผู้เกี่ยวข้อง เฝ้าฯ รับเสด็จ สำหรับโรงเรียนโมโกรวิทยาคม เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำตำบลโมโกร จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนที่จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแม่กลองคี และหมู่บ้านใกล้เคียง ได้เข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษา ปัจจุบันเปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 5 มีนักเรียน 243 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา 15 คน

จากนั้นทอดพระเนตรการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย และการอ่านออกเขียนได้ เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ และม้ง จึงมีปัญหาการออกเสียงภาษาไทย ทางโรงเรียนได้แก้ไขด้วยการจัดทำโครงการพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ ในระดับชั้นมัธยมศึกษา มีกิจกรรมต่างๆ อาทิ กิจกรรมชัดถ้อยชัดคำ กิจกรรมเขียนตามคำบอก กิจกรรมการอ่านทำนองเสนาะ และกิจกรรมร้องเพลงลูกทุ่ง ส่งผลให้นักเรียนออกเสียงภาษาไทยชัดเจนขึ้น โดยได้รับรางวัลเหรียญทองร้องเพลงลูกทุ่ง จากการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับพื้นที่เขตการศึกษา ปี 2567

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมฝึกอาชีพ สอนให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำน้ำพริก อาหารประจำถิ่นของอำเภออุ้มผาง สอนวิชาช่างเชื่อมโลหะ เนื่องจากในพื้นที่ยังขาดแคลนช่าง ปลูกพืชผักสวนครัว เพาะเห็ดนางฟ้า เลี้ยงเป็ด ไก่ หมู และปลา เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการประกอบเลี้ยงอาหารกลางวัน ทำให้นักเรียนมีสุขภาพแข็งแรง จิตใจแจ่มใส ได้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ นอกจากนี้ได้ทอดพระเนตรการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ซี่งได้พระราชทานพระราชทรัพย์ในการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ และกิจกรรมการเรียนรู้นวัตกรรมเรื่องการเขียนบอร์ดทดลอง AIOT ซึ่งเป็นบอร์ดทดลองทางด้านระบบสมองกลฝังตัว ฝึกการคิดเชิงตรรกะ ความคิดเชิงออกแบบ เพื่อให้นักเรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ ทรงเยี่ยมราษฎรตำบลแม่กลองคี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวปกาเกอะญอ มีอาชีพเกษตรกรรม และเลี้ยงสัตว์ ต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้พระราชทานพระราชดำริให้สร้างโรงเรียนให้กับลูกหลาน ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม ดังปณิธานที่ว่า “อยู่เมือง อยู่ป่าได้รับการศึกษาเหมือนกัน”


นที มีเดช รายงาน

องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานไปมอบแก่ราษฎรและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมติดตามการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานไปมอบแก่ราษฎรและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมติดตามการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 มอบหมายให้ พันเอก อดุลย์ ลอยฟ้า รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 และ พันเอก สิงหนาท โลสุยะ นายทหารปฏิบัติการ ประจำ มณฑลทหารบกที่ 33 ช่วยราชการ มณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมให้การต้อนรับ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ ในโอกาสที่เดินทางมาปฏิบัติภารกิจติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ จังหวัดเชียงราย

ต่อมา เวลาประมาณ 10.10 น. นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมด้วยมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายศุภรัชต์ อินทราวุธ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนา รักษาราชการแทนรองเลขาธิการ กปร. คณะที่ปรึกษาฯ และคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปยังโครง การบ้านเล็กในป่าใหญ่ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บ้านห้วยหญ้าไซ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เพื่อเชิญสิ่งของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ราษฎรและผู้ปฏิบัติงาน ประกอบด้วย เสื้อกันหนาวมอบให้แก่เด็กในพื้นที่โครงการฯ เพื่อบรรเทาความหนาวเย็นจากสภาพภูมิอากาศของภาคเหนือ และถุงพระราชทานมอบให้แก่ราษฎรและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการฯ สร้างความปลื้มปีติให้แก่ราษฎรและผู้ปฏิบัติงานในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยพสกนิกรทั่วทุกพื้นที่เสมอมา โอกาสนี้ องคมนตรีรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บ้านห้วยหญ้าไซ และเยี่ยมชมผลผลิตและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของราษฎรในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บ้านห้วยหญ้าไซ

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บ้านห้วยหญ้าไซ เป็นโครงการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานพระราชดำริเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 ให้อพยพราษฎรที่มีฐานะยากจน ไม่มีพื้นที่ทำกินเป็นของตนเอง มาจัดตั้งหมู่บ้านใหม่ลักษณะ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” ในพื้นที่ต้นน้ำแม่ตาช้าง โดย “คน” สามารถอยู่ร่วมกับ “ป่า” ได้อย่างมีจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมพิทักษ์รักษา “ป่า” และฟื้นฟูสภาพ “ป่า” ที่ถูกทำลายให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ เพื่อรักษาความสมดุลระบบนิเวศน์อย่างยั่งยืน สำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริโดยมีพื้นที่ดำเนินการที่บ้านห้วยหญ้าไซ หมู่ที่ 9 จำนวน 13 ครัวเรือน ประชากรรวม 48 คน เป็นชนเผ่าอาข่า (อีก้อ) จากการพัฒนาตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันราษฎรในโครงการฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศไปแล้ว 7,500 ไร่ ทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน มีการปลูกกาแฟอาราบิก้าเป็นอาชีพหลัก และมีอาชีพเสริมอื่น ๆ เช่น การปลูกงาขี้ม่อน ข้าวเหนียวดำ และไม้ผล สำหรับการขายกาแฟแบบผลเชอร์รี่ไม่ได้มีการแปรรูป โดยในปี 2566 ขายกาแฟแบบผลเชอร์รี่ได้ประมาณ 5,000 – 6,000 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 37 บาท ทำให้มีรายได้เข้าสู่ชุมชนประมาณ 185,000 บาท ปัจจุบันราษฎรมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 55,000 – 70,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี จากเดิมก่อนการก่อตั้งโครงการฯ มีรายได้เฉลี่ยเพียง 30,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ราษฎรมีวิถีชีวิตแบบพอเพียง มีการทำนาแบบขั้นบันได เลี้ยงสัตว์ไว้บริโภค หากเหลือก็จำหน่าย เช่น หมู ไก่ ปลา วัว รวมถึงปลูกพืชเกษตรหลังฤดูทำนา และผักชนิดต่าง ๆ นอกจากนี้ ราษฎรยังมีรายได้จากงานศิลปาชีพ เช่น ทำเครื่องเงิน ผ้าปัก แกะสลักไม้ จักสานไม้ไผ่ และมีรายได้จากการทำงานในโครงการฯ ทำให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัว และได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง

จากนั้น คณะฯ เดินทางไปยังสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บ้านปางขอน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อเชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ราษฎรและผู้ปฏิบัติงาน ประกอบด้วย เสื้อกันหนาวมอบให้แก่เด็กในพื้นที่โครงการฯ จำนวน 171 ตัว ถุงพระราชทานมอบให้แก่ราษฎรและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการฯ รวม 150 ถุง จากนั้น องคมนตรีและคณะเยี่ยมชมผลผลิตและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของราษฎรในพื้นที่โครงการฯ และรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานโครงการฯ โอกาสนี้ องคมนตรีร่วมปล่อยปลาเพื่อเป็นแหล่งโปรตีนให้แก่ราษฎรในพื้นที่

สืบเนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ทอดพระเนตรพื้นที่ป่าต้นน้ำบริเวณดอยเกี๊ยะ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2545 พบว่า พื้นที่ถูกบุก รุก แผ้วถางเป็นบริเวณกว้างจำนวนหลายพันไร่ บางส่วนของพื้นที่มีการปลูกพืชเสพติดและเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังจังหวัดเชียงราย ทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงของประเทศ ทั้งด้านทรัพยากรป่าไม้ ดิน นํ้า และความมั่นคงด้านทรัพยา กรมนุษย์ คุณภาพชีวิตของราษฎรอยู่ในเกณฑ์ตํ่า ปริมาณและคุณภาพนํ้าในลำธารลดลง ลำน้ำต่าง ๆ เกิดการตื้นเขิน จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านปางขอน” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรควบคู่ไปกับการฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร โดยให้คนอาศัยอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเหมาะสมกลมกลืนและยั่งยืนตลอดไป

สำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริโดยมีพื้นที่ดำเนินการที่บ้านปางขอน จำนวน 456 ครัวเรือน ประชากรรวม 1,114 คน ประกอบด้วยชาติพันธุ์อาข่า ชาติพันธุ์เย้า และชาติพันธุ์ลาหู่ ปัจจุบันราษฎรบ้านปางขอนปลูกกาแฟอาราบิก้าเป็นอาชีพหลัก พื้นที่ปลูกประมาณ 2,500 ไร่ มีการแปรรูปในรูปแบบของกาแฟกะลา จำนวน 250 ตันต่อปี ทำให้มีรายได้เข้าสู่ชุมชนมากกว่าปีละ 25 ล้านบาทต่อปี ราษฎรมีรายได้จากการผลิตกาแฟ ประมาณ 150,000 – 250,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี และมีรายได้จากการประกอบอาชีพอื่น ๆ เช่น การปลูกอะโวคาโด้ แมคคาเดเมีย และการท่องเที่ยว รวมประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 200,000 – 300,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี และมีรายได้จากการทำงานในโครงการฯ ทำให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้นและเพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัว จากเดิมก่อนการก่อตั้งสถานี ฯ มีรายได้ต่อครัวเรือนเฉลี่ยเพียง 50,000 บาทต่อปี


นที มีเดช รายงาน

มทบ.ที่ 34 พร้อมจิตอาสา เข้าเยี่ยมเยือน ให้กำลังใจ ทหารผ่านศึกในพื้นที่จังหวัดพะเยา เนื่องในวันทหารผ่านศึก

มณฑลทหารบกที่ 34 พร้อมจิตอาสา เข้าเยี่ยมเยือน ให้กำลังใจ ทหารผ่านศึกในพื้นที่ จังหวัดพะเยา เนื่องในวันทหารผ่านศึก 3 ก.พ. 67

พันเอก โรมรัน ชูก้าน รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 พร้อมด้วย หัวหน้ากองฝ่ายอำนวยการมณฑลทหารบกที่ 34 และกำลังพล จิตอาสาพระราชทาน และจิตอาสา 904 มณฑลทหารบกที่ 34 เข้าเยี่ยมเยือน ให้กำลังใจ ทหารผ่านศึก ในพื้นที่ จังหวัดพะเยา เนื่องในวันทหารผ่านศึก 3 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อเป็นการช่วยเหลือ เชิดชู และรำลึกถึงวีรกรรม ของ พลทหาร สิงห์ทอง กันทัง ทหารผ่านศึก สังกัดกองพันทหารม้าที่ 7 ปฏิบัติหน้าที่ ปราบปราม ผกค. พื้นที่จังหวัดน่าน ปลดประจำการเมื่อ 1 พฤษภาคม 2524 ซึ่งพิการทางการเคลื่อนไหว ณ บ้านดอนศรีชุม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา และ พลทหาร เมือง ยังคลัง ทหารผ่านศึกสังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 7 กองพลเสือดำ รุ่น 1 ปฏิบัติราชการสนามสงครามเวียดนาม ปลดประจำการ เมื่อปี 2509 ซึ่งมีปัญหาทางการได้ยิน ณ บ้านหนองหล่ม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา

โดยมณฑลทหารบกที่ 34 ได้จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ จาก โรงพยาบาลค่ายขุนเจืองธรรมิกราช ตรวจให้บริการสุขภาพ และ มอบถุงยังชีพ, ของอุปโภคบริโภค และผ้าห่มกันหนาว ให้กับครอบครัว ทหารผ่านศึกดังกล่าว


นที มีเดช รายงาน

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมทบ.34 จัดจิตอาสาภัยพิบัติชุดช่าง สนับสนุนช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านผู้ประสบวาตภัย ในพื้นที่อำเภอปง จังหวัดพะเยา

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 34 จัดจิตอาสาภัยพิบัติชุดช่าง สนับสนุนช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านผู้ประสบวาตภัย ในพื้นที่อำเภอปง จังหวัดพะเยา

จากเหตุการณ์ภัยพิบัติวาตภัย เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 34 ประสานการปฏิบัติร่วมกับ หน่วยสัสดีอำเภอปง และกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 17 จัดกำลังพลจิตอาสาภัยพิบัติ ดำเนินการเข้าสำรวจ ประสานงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุวาตภัยในพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลนาปรัง บ้านแสนสุข หมู่ 9 ตำบลนาปรัง เสียหายบางส่วน และพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลขุนควร, ได้รับความเสียหายจำนวน 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านนาอ้อม บ้านแสงไทร บ้านสันกลาง ตำบลขุนควร โดยการตัดกิ่งไม้ล้มกีดขวางเส้นทางสัญจร ภายในหมู่บ้าน พร้อมกับได้ประสานกับองค์การบริหารส่วนตำบลนาปรัง, องค์การบริหารส่วนตำบลขุนควร และ เทศบาลตำบลปง ดำเนินการสำรวจกระเบื้องมุงหลังคา และบ้านเรือนที่ประสบวาตภัย เพื่อหน่วยทหารจะได้จัดกำลังพล และชุดช่าง ในการเข้าช่วยเหลือต่อไปนั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 34 จัดชุดจิตอาสาภัยพิบัติ กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 17 ร่วมกับหน่วยสัสดีอำเภอปง, เทศบาลตำบลปง, ฝ่ายปกครองอำเภอปง, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนจิตอาสาภัยพิบัติ บ้านนาปรัง หมู่ที่ 1 ตำบลนาปรัง อำเภอปง จังหวัดพะเยา ร่วมเข้าช่วยเหลือรื้อกระเบื้องหลังคาและเปลี่ยนหลังคาใหม่ให้กับบ้านของนางศรีพรรณ แสงจันทร์ บ้านนาปรัง หมู่ที่ 1 ตำบลนาปรัง อำเภอปง จังหวัดพะเยา ที่ได้รับความ เสียหาย จากวาตภัย เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2567 เวลา 18.00 น. ที่ผ่านมา


นที มีเดช รายงาน

รอง ผบช.ภ.5 – ตำรวจลำพูน-สืบสวน ภ.5 จับแล้ววัยรุ่นมือยิง ร่วมแถลงข่าว ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ คดีวัยรุ่นถูกยิงเสียชีวิต พื้นที่ สภ.ป่าซาง

รอง ผบช.ภ.5 – ตำรวจลำพูน-สืบสวน ภ.5 จับแล้ววัยรุ่นมือยิง ร่วมแถลงข่าว ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ คดีวัยรุ่นถูกยิงเสียชีวิต พื้นที่ สภ.ป่าซาง

วันนี้ (2ก.พ.67) เวลา 11.00 น. พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี รอง ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต. บุณยวัต เกิดกล่ำ ผบก.ภ.จว.ลำพูน, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, พ.ต.อ.พงศกร รัศมีโรจน์สกุล รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน, พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์ ศิริเดชอนันต์ รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน,
พ.ต.อ.ดนัย ใจกล่ำผกก.สส.ภ.จว.ลำพูน, พ.ต.อ.วีรชาติ ระตะเจริญ ผกก.สภ.ป่าซาง จว. ลำพูน

ร่วมแถลงข่าวชี้แจงและทำแผนประกอบคำรับสารภาพกรณีเหตุทะเลาะวิวาทและมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเขตพื้นที่ สภ.ป่าซาง จว.ลำพูน และได้วางมาตรการให้แต่ละพื้นที่กวดขันกลุ่มวัยรุ่นที่รวมตัวก่อเหตุในพื้นที่ โดยมีการตั้งด่านตรวจค้นป้องกันปราบปรามในการกระทำผิด และกวดขันจับกุมอาวุธปืน ตลอดจนค้นหา ตรวจหาเป้าหมายในการปิดล้อมตรวจค้นกวาดล้างปราบปราม จับกุมการครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง และมีผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและสร้างความอุ่นใจให้ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม


วช. ชู จุดเปลี่ยนพลังงานไทยและศักยภาพการผลิตไฟฟ้า ในงานวันนักประดิษฐ์ 67 ตอบรับดีเกินคาด

วช. ชู จุดเปลี่ยนพลังงานไทยและศักยภาพการผลิตไฟฟ้า ในงานวันนักประดิษฐ์ 67 ตอบรับดีเกินคาด

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2567 (Thailand Investor’s Day 2024) ขึ้นภายใต้แนวคิด “สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม นำประเทศ” จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 25 เพื่อน้อมรำลึกถึงวันประวัติศาสตร์ การทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” เครื่องกลเติมอาการที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย แด่พระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” ณ Event Hall 100 – 102 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร โดยการจัดงานจะจัดไปจนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ศกนี้

โดยเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 วันแรกของการจัดงาน ณ ห้อง Nile 3 กิจกรรมอบรมหัวข้อ “จุดเปลี่ยนพลังงานไทยและศักยภาพการผลิตไฟฟ้า” วิทยากร นายภาวิช ภู่ศิริ นักคอม พิวเตอร์ระดับ 8 ศูนย์การเรียนรู้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) กล่าวว่า “นับเป็นอีกห้วงเวลาสำคัญที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตโลกเดือด พลังงานสะอาดจึงเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ​ที่ช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การแก้ไขที่รวดเร็วมากขึ้น กฟผ.เร่งเดินหน้าโซลาร์​เซลล์ลอยน้ำไฮบริดตอบโจทย์พลังงานสะอาด-ต้นทุนต่ำ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของภาคพลังงานเป็นหนึ่งในแนวทางหลักที่หลายประเทศให้ความสำคัญและเร่งเดินหน้าเพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ​ในเขื่อนของ กฟผ. หรือโซลาร์​เซลล์ลอยน้ำไฮบริดซึ่งตอบโจทย์ทั้งพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าของประชาชน เนื่องจากเป็นการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง โดยทำงานร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำของ กฟผ. ที่มีอยู่เดิม วิกฤตที่เกิดขึ้น กฟผ. มีการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าควบคู่กับการสร้างสมดุลพลังงานโดยคำนึงถึงประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 โดยเป้าหมายปี 2567 Total Energy Solutions Provider ก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านพลังงานอย่างครบวงจร วางเป้าหมายปี 2569 National Green Energy Infrastructure Provider ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสีเขียวของประเทศ วางเป้าหมายปี 2571 National Pillars of Green and Future Energy แกนหลักด้านพลังงานสีเขียวและพลังงานใหม่ของประเทศ”

วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 ผู้ร่วมงานจะได้พบนิทรรศการผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมมากกว่า 1,000 ผลงานอาทิ นิทรรศการ “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ,นิทรรศการ รางวัลการวิจัยแห่งชาติ, นิทรรศการสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมจากหน่วยงานเครือข่ายในประเทศและต่างประเทศ,มหกรรมประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ IPITEx 2024,นิทรรศการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน Thailand New Gen Inventors Award 2024 : I-New Gen Award 2024,กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนานักประดิษฐ์รุ่นเยาว์ โซนตลาดสินค้าและนวัตกรรมจำหน่ายในราคาพิเศษ นิทรรศการ Highlight Zone อาทิ นิทรรศการ The Survival game ตะลุยแดนภัยพิบัติ ที่นำเสนอแกมส์หนีภัยสึนามิในโลกเสมือนจริง นิทรรศการ Fruit Fun Fair ผลไม้หรรษา ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ผลงานวิจัยมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ส้มโอฉายรังสี ทุเรียน Fresh cut ฯลฯ และ การเสวนาและฝึกอบรม มากกว่า 100 หัวข้อ อาทิ การเสวนาในหัวข้อการส่งเสริมการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการประดิษฐ์คิดค้น การฝึกอบรมอาชีพ ลงทะเบียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://inventorsday.nrct.go.th

ผู้สนใจสามารถแวะชมงานได้ตั้งแต่วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์นี้ ที่ ณ Event Hall 100 – 102 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นาย พสุวัชร์ฯ ประธานสถาบันนักข่าวฯ ปรึกษาด้านวิชาการและ คณาจารย์ ม.ราชภัฏพระนคร ร่วมหารือเกี่ยวกับการจัดการเปิดอบรมหลักสูตร “นักข่าว” อย่างมืออาชีพ

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 11.00 น. ศาสตราจารย์ ดุษฎีบัณฑิต ชัยยงค์ พรหมวงค์ (ที่ 3 ขวามือ) ประธานที่ปรึกษาสถาบันนักข่าวแห่ง ประเทศไทย, นาย พสุวัชร์ มะโนนัย (คน กลาง) ประธานสถาบันนักข่าวฯ และนายมนัสวิน เอมะศิริ (ขวามือ) ผู้อำนวยการด้านไอที พร้อมคณะเข้าประชุม ร่วมกับคณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.สืบตระกูล สุชาติ (ที่3 ซ้ายมือ) รองอธิการบดีฯ, อาจารย์ ดร.วฤชา ประจงศักดิ์ (ขวามือ) คณบดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ, ผศ.ดร.โสรยา งามสนิท(ที่ 2 ขวามือ) ประธานหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิตฯ, อาจารย์ ดร.อุมาพร ยุวชิต (ที่ 2 ซ้ายมือ) สาขา วิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ฯ เพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดการเปิดอบรมหลักสูตร “นักข่าว” อย่างมืออาชีพของสถาบันนักข่าวแห่งประเทศ ไทย ด้วยข้อกำหนดและหลักการพัฒนาสื่อสารมวลชน ที่ห้อง 4502 อาคารเรียนรวมและอำนวยการ (ตึก 4) มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร หลักสี่ เขตบางเขน กทม.10220


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เมาไม่ขับ” จับมือ” ปอเต็กตึ๊ง- วิริยะประกันภัย” ลดอุบัติเหตุตรุษจีน มอบเหรียญมังกรทอง เตือนสติไม่ประมาท

“เมาไม่ขับ” จับมือ” ปอเต็กตึ๊ง- วิริยะประกันภัย” ลดอุบัติเหตุตรุษจีนเมาไม่ขับ มอบเหรียญมังกรทอง เตือนสติไม่ประมาท

นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เปิดเผยว่า เทศกาลตรุษจีน เทศกาลปีใหม่ของชาวไทยเชื้อสายจีนกำลังจะเวียนมาถึง ในวันที่ 8- 10 กุมภาพันธ์ 2567 ถือเป็นช่วงอันตรายที่มีคนไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นจำนวนมาก รองจากเทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ และเทศกาลลอยกระทง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว ขับขี่รถและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกกันน็อก

มูลนิธิเมาไม่ขับ มีความห่วงใยต่อปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ร่วมกับมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณ ภัย บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุภาครัฐ ภาคเอกชน จัดทำโครงการตรุษจีนเมาไม่ขับ โดยจะมีการตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่รถอย่างเข้มงวดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

นอกจากนี้เพื่อเป็นการเตือนสติผู้ขับขี่รถ มูลนิธิเมาไม่ขับร่วมกับมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำเหรียญมังกรทอง จำนวน 9,999 เหรียญ แจกให้กับประชาชนเพื่อเป็นสิริมงคลและเตือนสติไม่ให้ประมาทในโอกาสเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศกาลตรุษจีนมีพี่น้องชาวไทย เชื้อสายจีนเดินทางกันเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นมีการฉลองหลังได้รับแตะเอียด้วยการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก จึงขอวิงวอนถ้าเมาแล้วต้องไม่ขับอย่างเด็ดขาด

โดยเหรียญมังกรทองเป็นรูปทรงแนวตั้ง ขนาด 2X3 ซม. บรรจุในซองสีแดง มีข้อความภาษาจีน “อู่ฝู ฉางโช่ว ฟู้กุ้ย คังหนิง ฮ่าวเต๋อ ฮั่นจง” และข้อความภาษาไทย “ประทานทรัพย์ โชคลาภ สุขภาพ ร่ำรวย การงานมั่นคง การเงินมั่งคั่ง” โดยได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงจีนธรรมรัตจีนประจักษ์ (เย็นงี้)เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ปลุกเสกเหรียญมังกรทองให้ ทั้งนี้จะมีพิธีขอพรท่านเจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ในเวลา 12.00 น. ณ วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ถนนเจริญกรุง แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ

สำหรับประชาชนที่ต้องการรับเหรียญมังกรทองต้องเป็นผู้ที่เกิดในปีมะโรง คือปี พ.ศ.2471, 2483, 2495, 2507, 2519, 2531, 2543, 2555, 2567 ขอให้เขียนชื่อ นามสกุล จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเองติดแสตมป์ 5 บาท พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน ส่งมาที่ มูลนิธิเมาไม่ขับ เลขที่ 21 ซอยสามัคคี 58 ถนนสามัคคี ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 (ขอเหรียญมังกรทอง) หมดเขต วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567

อนึ่ง การจัดเหรียญมังกรทองแจกเพื่อเตือนสติไม่ให้ประมาทในโอกาสเทศกาลตรุษจีน มูลนิธิเมาไม่ขับได้รับความเมตตาจากท่านหลวงจีนธรรมรัตจีนประจักษ์ (เย็นงี้)เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ปลุกเสกให้ ทางวัดไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการแจกจ่ายหรือให้เช่าแต่ประการใด ผู้อยากได้เหรียญมังกรทองขอให้ติดต่อที่มูลนิธิเมาไม่ขับเพียงแห่งเดียว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน