ตำรวจทางหลวงเข้ม!! จับจริงรถบรรทุกน้ำหนักเกิน

สุพรรณบุรี – ตำรวจทางหลวงเข้มจับจริงรถบรรทุกน้ำหนักเกิน

ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ทล., พ.ต.อ.ชาคริต มงคลศรี รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รองผบก.ป.ปรท./รองผบก.ทล., พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.นโรตม์ ยุวบูรณ์, พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ รองผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.โจ เสาร์ประโคน สว.ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล. สั่งการให้ ร.ต.อ.อำนาจ สีนวล รอง สว.ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล., ร.ต.อ.รณฤทธิ์ สุทธิจิตรอง สว.(ป.) ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล., ด.ต.อาทิตย์ พูลโพธิ์ ทอง, ด.ต.โสภณ ตะพัง, ส.ต.อ.รชานนท์ คล้ายทอง ผบ.หมู่ ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล. เข้มงวดกวดขันจับกุมรถบรรทุกผิดกฎหมาย บรรทุกน้ำหนักเกินที่ก่อให้เกิดอันตราย

ต่อมาเวลา 16.30 น. วันที่ 7 ก.พ.ขณะที่ ด.ต.อาทิตย์ พูลโพธิ์ทอง, ด.ต.โสภณ ตะพัง, ส.ต.อ. รชานนท์ คล้ายทอง ผบ.หมู่ ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล. ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบไปตามทาง หลวงหมายเลข 321 (ขาเข้านครปฐม) กม.64-65 หมู่ 7 ต.จรเข้สามพัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณ บุรี พบรถบรรทุกพ่วง ยี่ห้ออีซูซุ สีเหลือง หมายเลขทะเบียนตัวแม่ 86-0323 สุพรรณบุรี ลูกพ่วง 86-0324 สุพรรณบุรี ลักษณะรถบรรทุกน้ำหนักเกิน จึงเรียกจอดเพื่อขอตรวจสอบ ทราบชื่อคนขับคือนายมานิตย์ เกิดนุษา อายุ 42 ปีบ้านอยู่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี

สอบถามนายมานิตย์ เกิดนุษา อายุ 42 ปีคนขับ เล่าว่า ตนขับรถบรรทุกเมล็ดข้าวโพด มาจาก อ.บ้านไร่ จะไปส่งโรงงานที่ จ.ราชบุรี เจ้าหน้าที่จึงนำรถไปชั่งตรวจสอบน้ำหนัก พบว่าบรรทุกน้ำหนักเกิน เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา ใช้ยานพาหนะน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเดินบนทางหลวง” โดยเกินกว่ากฎหมายกำหนดไป 10,760 กก. จึงควบคุมตัวคนขับพร้อมของกลางรถบรรทุกข้าวโพดส่ง พนักงานสอบสวน สภ.อู่ทอง ดำเนินคดีตามกฎหมาย การจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินเป็นไปตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา ที่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงออกกวดขันปราบปรามรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดบนทางหลวงแผ่นดิน


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

วพบ.สุพรรณบุรี มอบใบสัมฤทธิผลการศึกษาแก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต รุ่นที่ 26

สุพรรณบุรี – วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนกจัดพิธีมอบใบสัมฤทธิผลการศึกษา แก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต รุ่นที่ 26

วันที่ 7 ก.พ. 2567 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสุพรรณบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ได้จัดพิธีมอบใบสัมฤทธิผลการศึกษา แก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต รุ่นที่ 26 จำนวน 96 คน โดย มีนางอภิญญา เอี่ยมอำภา รอง ผวจ. สุพรรณบุรี เป็นประธาน มีนายแพทย์รัฐพล เวทสรณสุธี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย ดร.พิศิษฐ์ พลธนะ ผู้ช่วยอธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก และผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี และรองผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาลโรงพยาบาลต่างๆในจังหวัดสุพรรณบุรี คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ให้การต้อนรับ และร่วมเป็นเกียรติในพิธี เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มปฏิบัติงานเกิดความภาคภูมิใจในสถาบัน และวิชาชีพ

สถาบันพระบรมราชชนก เป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 5 เมษายน 2562 โดยมีวิทยาลัยในสังกัดรวมทั้งสิ้น 42 แห่ง เป็นวิทยาลัยพยาบาลจำนวน 30 แห่ง วิทยาการสาธารณสุขสิรินธร 7 แห่ง วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก 1 แห่ง และวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี 1 แห่ง และศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิกในสังกัดคณะแพทย์ศาสตร์ จำนวน 3 แห่ง ผลิตบัณฑิตและพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐเพื่อให้มีความรู้ความสามารถทางวิชาการและทักษะในวิชาชีพ มีคุณธรรม จริยธรรม มีความสำนึกต่อสังคมและเพื่อให้มีศักยภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เป็นวิทยาลัยพยาบาลหนึ่งใน 30 แห่งสังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ที่กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ก่อสร้างขึ้น โดยดำริของ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ที่เห็นว่าการก่อตั้งวิทยาลัยพยาบาลในจังหวัดภาคตะวันตก จะทำให้เยาวชนในเขตภูมิภาคนี้ ไม่ต้องเดินทางไกลไปเรียน ที่จังหวัดอื่น ๆ เริ่มรับนักศึกษาเข้าศึกษา รุ่นที่ 1 หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต เมื่อเดือนมิถุนายน 2538 และต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานเปิดวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2553 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนาวิทยาลัย การจัดการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ดังกล่าว ได้ผลิตพยาบาลไปปฏิบัติงานในสถานบริการสาธารณสุขต่างๆ จำนวนกว่า 3,000 คน


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

รองผบ.ตร. มอบเงินบริจาคช่วย 23 ครอบครัวโรงพลุระเบิด

สุพรรณบุรี – รอง ผบ.ตร. มอบเงินบริจาคช่วย 23 ครอบครัวโรงพลุระเบิด

ที่วัดโรงช้าง ตำบลศาลาขาว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 ก.พ. 67 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. เดินทางเป็นประธานพิธี มอบเงินที่ได้เปิดรับบริจาคเพื่อครอบครัวผู้ประสบภัยโรงงานพลุระเบิด ให้แก่ญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 23 ราย โดยมีพล.ต.ท. นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7., พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัดภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมในพิธี

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า หลังเกิดเหตุพลุระเบิด ทางตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี ได้บัญชีรับบริจาคเงินช่วยเหลือจากพี่น้องข้าราชการตำรวจและประชาชนทั่วไป ชื่อบัญชี “เงินบริจาคเพื่อครอบครัวผู้ประสบภัยโรงงานพลุระเบิดจังหวัดสุพรรณบุรี” ระหว่างวันที่ 19-31 มกราคม 67 มีผู้บริจาคเงินทั้งสิ้น 973,810.54 บาท และตนได้ร่วมสม ทบเพิ่มอีกทำให้มียอดเงินจำนวน 989,000 บาท จากนั้นได้เฉลี่ยเงินบริจาคให้ครอบครัวผ็ประสบเหตุได้ครอบครัวละ 43,000 บาทถ้วน ซึ่งเงินที่ได้รับมาจากข้าราชการตำรวจและพี่น้องประชาชน ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบภัยเพื่อบริหารควบคุมการรับบริจาคให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การเดินทางมามอบเงินในวันนี้ ท่านบัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ตนเดินทางมา ท่านฝากแสดงความเสียใจ พวกเราผมเอง และตำรวจภูธรภาค 7 สุพรรณบุรี ต้องขอแสดงความเสียใจกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ของพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรี และญาติที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานพลุไฟระเบิด เราเป็นตำรวจไม่ได้ต้องการอะไรจากประชาชนเลย เรามีเจตนาเดียว มุมหนึ่งของตำรวจ ที่มีหน้าที่ในการสืบสวน สอบสวน เหตุการณ์หรือความผิดใดๆที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องแบบนี้ เราควรจะให้ช่วยเหลือในฐานะมนุษยชน

ส่วนความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้มีการสอบสวนพยานไปถึง 20 กว่าปากแล้ว โดยสอบสวนญาติผู้เสียชีวิตได้ทั้งหมด และสอบสวนพยานแวดล้อม ซึ่งได้ยินเสียง และออกมาดู สอบ สวนผู้ที่เคยทำงานช่วงเวลาเกิดเหตุอยู่ข้างนอกพอดี ว่าในบริเวณโรงงานพลุไฟเป็นอย่างไง และสอบสวนสามีของคุณแสงเดือน ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ แต่เสียชีวิต และลูก ชายก็เสียชีวิต จึงสอบสามีได้ปากเดียว ว่ารูปแบบการประกอบธุรกิจโรงงานพลุไฟว่าเป็นอย่างไร ก็อยู่ในสำนวนการสอบสวน ขณะนี้เรารอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานจากกองพิสูจน์หลักฐาน และสอบผู้เชียวชาญ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ความละเอียดอ่อนพอสมควร เพราะว่าเราไม่มีประจักพยานที่เกิดเหตุ อาจจะต้องทำการซินาริโอ้ขึ้นมาว่าเหตุเป็นเช่นไร แล้วก็ดูว่าเป็นอุบัติเหตุ หรือความประมาทของผู้ใด ซึ่งต้องใช้ความละเอียดในการสอบสวน ต้องขอบ คุณผู้ให้การช่วยเหลือ ผู้บริจาคเงินเข้ามาทุกท่าน เพราะทราบว่ามีทั้งตำรวจและบุคคลทั่วไปด้วย ถือว่าเป็นความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในฐานะคนไทย


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ธ.ก.ส. เปิดตลาดออนไลน์!! ยกระดับสินค้าของดีผลิตผลเกษตรกร 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง

อุทัยธานี – ธ.ก.ส.เปิดตลาดออนไลน์!! ยกระดับสินค้าของดีผลิตผลเกษตรกร 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ที่จังหวัดอุทัยธานี ธ.ก.ส ได้เข้ามามีบทบาท การส่งเสริมในการสนับสนุนเงินทุน และการให้คำแนะนำ และเชื่อมโยงการตลาด ให้กับพี่น้องเกษตรกร 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง เพื่อเป็นการเปิดช่องทางการตลาดสินค้าของชุมชนให้กระจาย ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของแต่ละจังหวัด 9 จังหวัด​ ที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี นายภูมิ​ เกลียวศิริ​กุล​ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขา ภาคเหนือตอนล่าง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร นำคณะผู้บริหาร 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง พร้อมสื่อมวลชน จาก 9 จังหวัด และตัวแทนเกษตรกรของแต่ละจังหวัด​ 9 จังหวัด เดินทางมาที่จังหวัดอุทัยธานี เพื่อศึกษาดูงาน ศูนย์ถ่ายทอดนวัตกรรมป่าครอบครัวแพนด้าแคมป์​ โดยมี​ ดร.มด​ (ศิริพงษ์​ โทหนองตอ)​ เป็น วิทยากรบรรยายในรูปแบบ ป่าครอบครัว

คำว่าครอบครัว คือหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม แต่ทรงพลังที่สุดในการเปลี่ยนแปลง ในงานพัฒนา ที่จะเริ่มต้นจากครอบครัว เป็นงานของครอบครัว ทำโดยครอบครัว และเพื่อครอบครัว ซึ่งในรูปแบบของ “ป่าครอบครัว” ที่เป็นป่าของครอบครัว โดยการลงมือปลูกโดยสมาชิกของครอบครัว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านอาหารและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับครอบครัว ซึ่งในรูปแบบนี้ยังส่งผลดีต่อสังคม ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ ลดภาวะโลกร้อน เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ​ ซึ่งในวันนี้ ดร.มด ได้พาคณะเดินชมสมุนไพร พร้อมอธิบายคุณสมบัติของสมุนไพรต่าง​ ๆ​ และที่สำคัญ​ดร.มด​ ได้พาไปดูโรงกลั่นสมุนไพร ที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว​ได้อย่างยั่งยืน

ด้านนายภูมิ​ เกลียวศิริกุล​ กล่าวว่า​ ธ.ก.ส. ได้ร่วมช่วยในการส่งเสริมสนับสนุนเงินทุนให้กับเกษตรกร ให้คำแนะนำ​ และเชื่อมโยงด้านการตลาด​ โดย​ ธ.ก.ส. ได้เปิด ช่องทางการตลาดสินค้า ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นการกระจายผลิตภัณฑ์และผลผลิตที่โดดเด่นของเกษตรกร​ทั้ง 9 จังหวัด ให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้มากที่สุด โดยวันนี้ได้นำผลิตภัณฑ์ดีและโดดเด่นทั้ง 9 จังหวัด​ มาร่วมในกิจกรรมวันนี้​ เช่น​ จังหวัดนครสวรรค์​ ผลิตภัณฑ์​ “ฝรั่งกิมจู”, อำเภอเก้าเลี้ยว​ กำแพงเพชร​ น้ำมันนวดสมุนไพร,​ อำเภอคลองลาน​ เพชร​บูรณ์​ ขิงหยอง​, อำเภอหล่มเก่า​ พิษณุโลก​ ผลิตภัณฑ์​ มัชใจ​น้ำพริกนรกเห็ด,​ อำเภอพรหมพิราม​ อุทัยธานี​ ผลิตภัณฑ์​ขมิ้นชัน,​ อำเภอห้วยคต สุโขทัย​ ผลิตภัณฑ์​ ละมุด​, อำเภอศรีสำโรง​ อุตรดิตถ์​ ผลิตภัณฑ์​ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่, อำเภอลับแล​ พิจิตร​ ผลิตภัณฑ์​ส้มโอ,​ อำเภอโพธิ์ ประทับช้าง​ ตาก​ ผลิตภัณฑ์​ลำใยอบแห้ง​ อำเภอสามเงา​


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

กองบัญชาการกองทัพไทยติดตามผลโครงการพัฒนาช่วยเหลือประชาชน


มุกดาหาร – กองบัญชาการกองทัพไทย โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด มอบให้หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จัดชุดตรวจติดตามผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาช่วยเหลือประชาชน และ โครงการเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชทานเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างมาตรฐานงานโครงการ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน อย่างยั่งยืน

วันที่ 7 ก.พ. 67 พันเอก สันทัศน์ ชำนาญเวช ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 24 สำนักงานพัฒนาภาค2 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ให้การต้อนรับ พันเอก ศักดิ์ศิริ ธนากิจ เสนาธิการ สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และคณะในโอกาสเดินทางเข้าตรวจติดตามให้คำแนะนำ และกำกับดูแล โครงการพัฒนาช่วยเหลือประชาชน และ โครงการเกษตรผสมผสานตามแนวทางพระราชทานเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ 2566 ณ พื้นที่ตำบผึ่งแดด และ ตำบลดงมอน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

ซึ่งมีแผนงานโครงการจำนวน 20 โครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมโคเนื้อ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จำนวน 3 กลุ่ม สมาชิกกลุ่มละ 7 คน สนับสนุนแม่พันธ์โคกลุ่มละ 3 ตัวพร้อมโรงเรือน ยา และเวชภัณฑ์ โดยจัดเจ้าหน้าที่ผสมเทียมของหน่วย ให้การบริการผสมเทียมแม่โคให้กับกลุ่มสมาชิกฟรี, โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสุกรพื้นเมือง จำนวน 2 กลุ่ม สมาชิกกลุ่มละ 7 คน สนับสนุนแม่พันธุ์สุกร 7 ตัว พ่อพันธ์ 1 ตัว พร้อมโรงเรือน อาหาร ยา และเวชภัณฑ์ และโครงการเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชทานเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 15 ครัวเรือน ได้แก่ โครงการขุดสระเก็บน้ำในไร่นา 13 แห่ง พร้อมโครงการประกอบ เช่น โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสุกรพื้นเมือง การเลี้ยงเป็ดเทศ การปลูกไม้ผล การปลูกกล้วยน้ำว้า เพื่อให้เกษตรกรลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สามารถพึ่งตนเองได้ และ คนในชุมชน เกิดความสมัครสมานสามัคคี ร่วมมือ ร่วมใจ มีการช่วยเหลือเกื้อกูล พึ่งพาซึ่งกันและกัน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้เยาวชนคนรุ่มใหม่ นำไปเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตต่อไป..

ด้านนางภิญญามาศ อุคำ อายุ 52 ปี บ้านสงเปือยเหนือ หมู่ 3 ตำบลดงมอน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุน เปิดเผยว่า ขอขอบคุณกองทัพไทยที่เล็งเห็นความจำเป็นของชาวบ้าน ความเดือดร้อนและต่อยอดในการทำอาชีพ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ให้มาทั้งหมดเป็นประโยชน์กับชุมชนจริง ๆ และขอยืนยันได้ชุมชนของเรายังขาดอีกเยอะเลย สำหรับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ หรือว่าครั้งต่อไป ครอบครัวอื่น ๆ จะได้รับโอกาสเหมือนครอบครัวเรา ขอขอบพระคุณอย่างสูง


อนุศักดิ์ – เสาวภา แสนวิเศษ // มุกดาหาร 081-5449094

กงสุลใหญ่ เมืองดูไบ ต้อนรับ และหารือ “ผบ.ตร.” ในโอกาสเยือนดูไบ

กงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ต้อนรับ และหารือ ”ผบ.ตร.“ ในโอกาสเยือนดูไบ เผย “ตำรวจดูไบ“ ประสงค์เรียนรู้ทักษะด้านการรักษาความปลอดภัย – การให้บริการนักท่องเที่ยวจากตำรวจไทย

นางสาวนิภา นิรันดร์นุต กงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ให้การต้อนรับและสรุปภารกิจงานต่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะ ในโอกาสเยือนเมืองดูไบเพื่อพบหารือแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับตำรวจดูไบ (Dubai Police) พร้อมนำคณะข้าราชการตำรวจมาเข้าร่วมการแข่งขัน UAE SWAT Challenge 2024 โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ เมืองดูไบ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานดูไบและตะวันออกกลาง และข้าราชการสถานกงสุลใหญ่ฯ เข้าร่วมด้วย เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567

กงสุลใหญ่ฯ ได้สรุปงานและขอรับการสนับสนุนภารกิจการดูแลคุ้มครองคนไทยในต่างแดน ซึ่งรวมถึงแนวทางการเตือนภัยเพื่อป้องปรามการลับลอบมาทำงานผิดกฎหมายในต่างแดน การสกัดขบวนการล่อลวงคนไทยมาทำงานทั้งการทำงานนวดแฝง และเว็บไซต์พนัน/สแกมเมอร์ออนไลน์ ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่สูงขึ้นของปัญหาคนไทยที่กระทำความผิดและถูกจับกุม/ต้องโทษหนักคดีลับลอบจำหน่าย/เสพยาเสพติดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจดูไบ (Dubai Police) มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น มีการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ และมีความร่วมมือด้านการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมระหว่างประเทศ และการพัฒนาบุคลากร .ทั้งนี้ ล่าสุดตำรวจดูไบประสงค์จะเรียนรู้ความเชี่ยวชาญของไทยด้านการรักษาความปลอดภัย และการให้บริการต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ


ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Royal Thai Consulate-General, Dubai

#สำนักงานตำรวจแห่งชาติ#Royalthaipolice

ผบ.ตร. สั่งการ 4 มาตรการ ตำรวจดูแลประชาชน ช่วง “ตรุษจีน 2567”

ผบ.ตร. สั่งการ 4 มาตรการ ให้ตำรวจดูแลประชาชน เพิ่มความเข้มงวด ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อำนวยความสะดวกด้านการจราจร ป้องกันมิจฉาชีพฉวยโอกาสในเทศกาล “ตรุษจีน 2567” เน้น วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว เตือนภัยออนไลน์หลอกกดลิงก์แจกอั่งเปา มอบโชค ย้ำระมัดระวังอัคคีภัย – จุดประทัด

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 พ.ต.อ.หญิง ฉันฉาย รัตนพานิช รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสเทศกาลตรุษจีน 2567 ซึ่งเริ่มตั้งแต่ วันที่ 8 – 11 กุมภาพันธ์ 2567 โดยพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนจะออกมาจับจ่ายซื้อของ เพื่อทำพิธีไหว้เทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบรรพบุรุษ รวมทั้งเดินทางท่องเที่ยวเฉลิมฉลอง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยในชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน จึงได้กำหนดมาตรการในการดูแลความปลอดภัยเพื่อป้องกันปราบปรามการก่อเหตุอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ และการอำนวยความสะดวกด้านจราจรแก่พี่น้องประชาชน

พ.ต.อ.หญิง ฉันฉายฯ กล่าวว่า ผบ.ตร.สั่งการไปยัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล, ตำรวจภูธร ภาค 1 – 9, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ฯลฯ ให้เร่งดำเนินการ 4 มาตรการตรุษจีน 2567 คือ

  1. มาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม
  2. มาตรการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร
  3. มาตรการป้องกันและระงับอัคคีภัย และ
  4. มาตรการประชาสัมพันธ์

“ผบ.ตร.กำชับ ให้ลงพื้นที่ตรวจตราอย่างเข้มงวด และเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติงานตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งใน วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว โดยให้เพิ่มความเข้มงวดในบริเวณตลาด ย่านการค้า ที่ประชาชนไปจับจ่ายสินค้าเพื่อนำไปประกอบพิธีเซ่นไหว้ และเฝ้าระวังเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์ ตามธนาคาร ร้านทอง ร้านอัญมณี ร้านสะดวกซื้อ โรงทาน

ขณะที่ในวันไหว้ ( 9 กุมภาพันธ์ ) ให้เน้นการเฝ้าระวังการเกิดอัคคีภัย เตรียมแผนเผชิญเหตุ และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร สำหรับวันเที่ยว ซึ่งตรงกับวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ให้เพิ่มกำลังสายตรวจตรวจตราสถานที่สำคัญ สถานที่ท่องเที่ยว ห้างร้าน ย่านการค้าที่ชาวไทยเชื้อสายจีนตั้งอยู่ ป้องกันการโจรกรรมรถ และลักทรัพย์ในเคหะสถาน เนื่องจากหลายแห่งปิดทำการออกไปท่องเที่ยว และจัดกำลังให้เพียงพอในการดูแลให้บริการประชาชน โดยเฉพาะด้านการจราจรให้พร้อมอำนวยการดูแลความสะดวกในจุดสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ วัด สถานที่สำคัญทางศาสนา” รอง โฆษก ตร.กล่าว

พ.ต.อ.หญิง ฉันฉาย ฯ กล่าวด้วยว่า ผบ.ตร.กำชับข้าราชการตำรวจทุกนายไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์อื่นใด อันมิชอบโดยเด็ดขาด และกำชับให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับลงไปตรวจตรา กำกับ และดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ยังกำชับ สตม.เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอยเอกสารการเดินทาง ผ่านเข้า – ออก ราชอาณาจักร ให้ละเอียดรอบคอบ อย่าให้เกิดความบกพร่อง เฝ้าระวังบุคคลต้องห้าม หรือ แบล็กลิสต์ อย่างเคร่งครัด และให้กองบัญชาการตำรวจปราบปราบยาเสพติดเข้มงวดในการสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดโดยฉวยโอกาสในห้วงเทศกาลตรุษจีน

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติห่วงใย ขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนโปรดระมัดระวังการหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากกลุ่มมิจฉาชีพ ที่ใช้วิธีการแอบอ้างในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการแอบอ้างทางออนไลน์ โดยการส่งลิงก์ หรือข้อความ SMS หลอกลวงว่ารับโชคใหญ่ ได้รับอั่งเปา หรือของขวัญ ขออย่าเชื่อ อย่ากดลิงก์ ระวังการแฝงไวรัส หรือแอปพลิเคชันควบคุมโทรศัพท์มือถือแล้วดูดเงินออกจากบัญชี

ขณะเดียวกันระมัดระวังในการจุดไฟ ธูป เทียน เผากระดาษเงินกระดาษทอง หลีกเลี่ยงการจุดประทัด ดอกไม้เพลิง ในลักษณะที่อาจก่ออันตรายและสร้างความรำคาญแก่ผู้อื่น ทั้งนี้ หากต้องการขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเหตุ สามารถแจ้งมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง หรือโทรศัพท์สายด่วน 191 และ 1599 หากถูกหลอกลวงทางออนไลน์ โทร.1441เพื่อระงับ อายัดเงิน ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ #แจ้งความออนไลน์ ที่ www.thaipoliceonline.go.t

#ตรุษจีน2567#สำนักงานตำรวจแห่งชาติ#Royalthaipolice


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ พบผู้หมวดใหม่ น้อง “นรต.77” สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างทัศนคติทำงานของตำรวจ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ พบผู้หมวดใหม่ น้อง “นรต.77” สร้างแรงบันดาลใจ สร้างทัศนคติทำงานตำรวจให้มีประสิทธิภาพ เก่งสอบสวน – สืบสวน โอกาสก้าวหน้า มีคุณธรรม

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ได้เดินทางไปยังสถาบันส่งเสริมงานสอบสวน ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จว.นครปฐม เพื่อพบกับนักเรียนนายร้อยตำรวจ ( นรต. ) รุ่นที่ 77 ที่เพิ่งประดับยศ ร.ต.ต.จบจากโรงเนียนนายร้อยตำรวจ และเข้าอบรมประกาศนียบัตรวิชาชีพสอบสวน จำนวน 111 นาย เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ซึ่งเป็น นรต.รุ่นที่ 47 ได้นำทีมงานรุ่นพี่ นรต. และรุ่นพี่นักเรียนนาบร้อยอบรม กว่า 20 นาย มาร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับน้อง ๆ นรต.77 พร้อมจัดเมนูพิเศษให้อาทิ กะเพราหมูสับ ไข่เจียว ไก่ย่างบางตาล และไอศกรีมมะพร้าวอ่อน และร่วมรับประทานอาหารกันด้วยบรรยายกาศเป็นไปอย่างเป็นกันเอง

จากนั้น รอง ผบ.ตร.ได้ขึ้นเวทีพูดคุยในหัวข้อ “การทำงานเพื่อความสำเร็จและอยู่ในหัวใจของประชาชน” โดยย้ำว่าชีวิตการทำงานและชีวิตจริงไม่ต้องรีบร้อน แต่ต้องเก่งงาน สั่งสมประสบการณ์งานสอบสวนให้มาก เพราะคือพื้นฐานของงานตำรวจทั้งหมด

“พวกเราจะต้องเป็นผู้บังคับบัญชาในอนาคต ต้องเป็นผู้บังคับบัญชาที่เก่งงาน รู้งาน สั่งงานเป็น ไม่ต้องรีบสร้างหนี้สิน ไม่ต้องรีบออกรถใหม่มาเป็นภาระ มุ่งมั่นทำงานอย่างอดทน ทำงานหนักวันนี้ แล้ววันหน้าจะสบายเอง หากต้องเข้าเวรสอบสวน อย่าเอางานเก่ามาทำ เปิดร้านรับงานใหม่ มีสมาธิกับเหตุที่เกิดขึ้นตรงหน้า” รอง ผบ.ตร.ย้ำ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ย้ำว่าการเจริญเติบโต ทุกคนต้องวางแผนชีวิต ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ต้องมีวิธีคิดเป็นของตัวเอง ต้องดูแลตัวเอง แต่งเนื้อแต่งตัวให้ดี สายแดงเวลาเข้าเวรต้องไม่ดำ ไม่ต้องตู้ ไม่ต้องตรงเป๊ะ แต่ต้องมีคุณธรรม การเป็นตำรวจ ต้องเป็นตำรวจพื้นที่ ต้องเป็น ผกก.หัวหน้าสถานีตำรวจ เพราะเราจบจาก รร.นรต. คือ กำลังหลัก ยกตัวอย่างตนเอง เป็น ผกก.สภ.หาดใหญ่ จว.สงขลา มีปริมาณงานมาก อยากได้งาน อยากเรียนรู้งาน ทำให้เราแข็งแกร่งมาจนถึงทุกวันนี้ พอทำงานเป็น สอบสวนเป็น สืบสวนเป็น ก็จะมีแต่คนใช้งาน มีแต่คนไว้วางใจ ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ทำงานสำคัญ ขอให้ตั้งใจเรียนทั้งภาคทฤษฎี ทั้งภาคปฏิบัติ ไปฝึกงานโรงพัก ก็ต้องหมั่นใจ สนใจเรื่องงาน นึกถึงวันข้างหน้าที่ต้องทำงานจริง ที่ไม่มีพี่เลี้ยงคอยชี้แนะอีกต่อไป กฎหมายใหม่ ๆ ต้องศึกษา เช่น พ.ร.บ.เปรียบเทียบปรับเป็นพินัยฯ หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ที่ไม่ใช่แค่ถูกออกจากราชการ แต่มีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดี ติดคุกได้ด้วย

#สำนักงานตำรวจแห่งชาติ#Royalthaipolice


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายอำเภอบ้านโฮ่ง ให้ความช่วยเหลือ กรณีเด็กและเยาวชนอำเภอบ้านโฮ่ง ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงให้เปิดบัญชี (บัญชีม้า)

นายอำเภอบ้านโฮ่ง ได้สั่งการให้ นายกเทศมนตรีตำบลศรีเตี้ย ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ ให้ความช่วยเหลือประชาชนในอำเภอบ้านโฮ่ง กรณีเด็กและเยาวชนอำเภอบ้านโฮ่ง ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงให้เปิดบัญชี (บัญชีม้า)

วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก นายจรัล มณีจันสุข นายอำเภอบ้านโฮ่ง ได้สั่งการให้ นาวาเอกณัฐพงศ์ คชเสนี นายกเทศมนตรีตำบลศรีเตี้ย ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ ให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในอำเภอบ้านโฮ่ง กรณีเด็กและเยาวชนอำเภอบ้านโฮ่ง ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงให้เปิดบัญชี (บัญชีม้า)

จากเหตุการณ์ดังกล่าว เทศบาลตำบลศรีเตี้ย ต้องขอกราบขอบพระคุณ ผู้เสียหาย (ซึ่งไม่ประสงค์ให้เอ่ยนาม) ที่ไม่ติดใจเอาความ และขอกราบขอบพระคุณ ร.ต.อ.สมศักดิ์ ขอเทียม พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก ที่ช่วยอำนวยความสะดวก ในทางคดีทำให้คดีจบลงได้ด้วยดี

อย่างไรก็ตาม!!! เพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายกับพี่น้องประชาชนในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีก #นาวาเอกณัฐพงศ์คชเสนี #นายกเทศมนตรีตำบลศรีเตี้ย จึงได้ฝากย้ำเตือนถึงพี่น้องประชาชนทุกคน ได้โปรดช่วยกันสอดส่องดูแลบุตรหลานของท่าน เพื่อป้องกันมิให้ตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพอีกทางหนึ่งด้วย


นที มีเดช รายงาน

กรมทางหลวง จัดทำแผนพัฒนาทางเลี่ยงเมือง รับฟังประเด็นปัญหา ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการจัดทำแผน พร้อมนำผลที่ได้ใช้ประกอบในการศึกษาของโครงการในขั้นตอนต่อไป

กรมทางหลวง จัดทำแผนพัฒนาทางเลี่ยงเมือง รับฟังประเด็นปัญหา ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการจัดทำแผน พร้อมนำผลที่ได้ใช้ประกอบในการศึกษาของโครงการในขั้นตอนต่อไป

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมบัวขาว ที่ว่าการอำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน นายสันติธร ยิ้มละมัย ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดการประชุมและร่วมประชุมเพื่อชี้แจงผลการจัดทำแผนพัฒนาทางหลวง (กลุ่มย่อย ครั้งที่ 2) การศึกษาจัดทำแผนพัฒนาทางเลี่ยงเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรบริเวณเขตเมืองในภูมิภาค โดยมีนายบุญส่ง ด้วงประสิทธิ์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงลำพูน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงลำพูน กล่าวว่า ปัจจุบันการขยายตัวของพื้นที่ชุมชนและเขตเมืองได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาคของประเทศไทย เนื่องจากมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ทำให้พื้นที่เหล่านี้มีการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ทั้งในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของแหล่งที่พัก ที่อยู่อาศัย โรงแรม ห้างสรรพสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้โครงข่ายทางหลวงในปัจจุบัน ซึ่งมีระยะทางกว่า 52,000 กิโลเมตรทั่วประเทศ ต้องรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มสูงขึ้น โดยบางเส้นทางมีการตัดผ่านพื้นที่ชุมชนและเขตเมือง ซึ่งมีการพัฒนาทางหลวงจนเต็มความกว้างของเขตทางแล้ว ทำให้ไม่สามารถก่อสร้างเพิ่มช่องจราจรเพื่อรองรับความต้องการในการเดินทางที่มากขึ้นได้อีก

จากปัจจัยดังกล่าว กรมทางหลวง จึงได้ว่าจ้างให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท ชิตี้ แพลน โปรเฟสชันนอล จำกัด และบริษัทธรรม ชาติ คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้ดำเนินการศึกษาโครงการจัดทำแผนพัฒนาทางเลี่ยงเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรบริเวณเขตเมืองในภูมิภาค เพื่อแยกปริมาณการจราจรที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางผ่านพื้นที่เมืองออกมา และเป็นการเสริมประสิทธิภาพของโครงข่ายทางหลวงให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ในการดำเนินงานโครงการดังกล่าว กรมทางหลวงได้ตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยได้กำหนดให้มีกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการศึกษาโครงการ

ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมเพื่อชี้แจงผลการจัดทำแผนพัฒนาทางหลวง (กลุ่มย่อย ครั้งที่ 2) เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์โครงการให้หน่วยงาน หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ได้รับทราบผลการจัดทำแผนพัฒนาทางหลวง และรับฟังประเด็นปัญหา ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการจัดทำแผนพัฒนาทางเลี่ยงเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ และนำผลที่ได้ไปใช้ประกอบในการศึกษาโครงการในขั้นตอนต่อไป

ด้านรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า กรมทางหลวง จำเป็นต้องมีการศึกษาพิจารณาวางแผนพัฒนาก่อสร้างโครงข่ายทางเลี่ยงเมืองในพื้นที่ชุมชนและเขตเมืองหลัก ๆ ของประเทศ ที่มีอัตราการเติบโตของปริมาณจราจรสูง เพื่อแยกปริมาณการจราจรที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางผ่านพื้นที่เมืองออกมา ซึ่งถนนทางเลี่ยงเมืองเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัด และจะส่งผลให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รองรับการขยายตัวของชุมชนเมือง และเป็น การเสริมประสิทธิภาพของโครงข่ายทางหลวงให้สมบูรณ์ การประชุมเพื่อชี้แจงผลการจัดทำแผนพัฒนาทางหลวง(กลุ่มย่อย ครั้งที่ 2) ในวันนี้ จึงจำเป็นต้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูลข่าวสารของโครงการ ตลอดจนได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อโครงการ ดังนั้น ขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาต่อไป


นที มีเดช รายงาน