สืบสวนนครบาล​ 8​ และสืบสวน​สน.บางมด ร่วมจับกุม ผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ตู้นิรภัย

      วันนี้​ วัน​พุธ​ที่​ 3​ ก.ค.62​ เวลา​ 15.30 น.ณ ลานแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารกองบัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (บช.น.)​ : พลตำรวจ​โท​ สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (ผบช.น.)​ พร้อมด้วยพลตำรวจ​ตรี​ สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8​ (ผบก.น. 8,พัน​ตำรวจ​เอก​ เศรษฐศักดิ์ ยิ้มเจริญ,พัน​ตำรวจ​เอก​ มานพ สุคนธนพัฒน์ รองผู้บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 8 (รอง​ผบก.น.8)

      ได้สั่งการให้ พัน​ตำรวจ​เอก​ อภิรัฐ พุ่มกุมาร ผู้กำกับ​การ​สถานี​ตำรวจ​นครบาล​บางมด​ (ผกก.สน.บางมด)​,พัน​ตำรวจ​เอก​ คมกฤช สุขไทย ผู้กำ​กับการสืบสวน​สอบสวน​กอง​บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 8​ (ผกก.สส.บก.น.8),พัน​ตำรวจ​โท​ จิรโรจน์ ธนะชัยวรพงศ์ รองผู้กำกับ​การ​สืบสวน​สถานีตำรวจ​นครบาล​บางมด​ (รอง​ผกก.สส.สน.บางมด)​,พัน​ตำรวจ​โท​ วิชัย สนสกุล รองผู้กำกับ​การ​สืบสวน​สอบสวน​กอง​บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 8​ (รอง​ผกก.สส.บก.น.8),พัน​ตำรวจ​ตรี​ ภคิน วงศ์สุวรรณ สารวัตร​สืบสวน​สถานีตำรวจ​นครบาล​บางมด​ (สว.สส.สน.บางมด)​,พัน​ตำรวจ​ตรี​ ทวิช เพ็ญอัมพร สารวัตรกองกำ​กับการ​สืบสวน​สอบสวนกอง​บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 8​ (สว.กก.สส.บก.น.8) พร้อมด้วยฝ่ายสืบสวน สน.บางมด และ ฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.8 ได้ร่วมกันทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาคือ นายไพโรจน์ มีนุช อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 92/3 หมู่ที่ 7 ต.มะขามสูง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญาธนบุรี ที่ 357/2562 ลงวันที่ 28 มิ.ย.62,นายทวี พหลยุทธ์ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 10 ต.ดอนทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 363/2562 ลงวันที่ 2 ก.ค.62 และ นายดนุสรณ์ พหลยุทธ์ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 10 ต.ดอนทอง อ.เมือง​ จ.พิษณุโลก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 364/2562 ลงวันที่ 2 ก.ค.62 โดยผู้ต้องหาทั้งหมดกล่าวหาว่า “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน,ลักทรัพย์ในเคหสถาน ร่วมกันรับของโจร”

พ.ต.อ.​อภิรัฐฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.62 เวลาประมาณ 02.00 น.ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ ว่ามีเหตุลักทรัพย์ พงส.ฯ​ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุซึ่งเป็นศูนย์แพทย์ ชีวโมเลกุล พุทธบูชาซอย 5 ปรากฏว่า สิ่งของที่หายไปเป็นตู้นิรภัย ขนาด 62 X 53 X 100 ซม. จำนวน 1 ตู้ และทรัพย์สินจำนวนมาก มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท​ จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวน,ฝ่ายสืบสวน สน.บางมด และกก.สส.บก.น.8 จึงทราบตัวคนร้าย​ และออกหมายจับ คือ นายไพโรจน์ฯ ซึ่งเป็นคนขับรถของศูนย์แพทย์ ที่เคยเรียกใช้เป็นครั้งคราว

      พ.ต.อ.​ อภิรัฐฯ​ กล่าวต่อ​ว่า วันที่ 30 มิ.ย.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางมด พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​สภ.เมืองพิษณุโลก และ บก.สส.ภ.6 ได้ช่วยกันสืบสวน และตรวจพบที่ซ่อนทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย​ ต่อมา วันที่ 2 ก.ค.62 พนักงานสอบสวน และฝ่ายสืบสวน สน.บางมด ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขอออกหมายจับผู้สมรู้ร่วมคิดที่นำทรัพย์ไปซ่อนอำพราง คือนายทวีฯ​ และนายดนุสรณ์ฯ

      ต่อมา วันที่ 2 ก.ค.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.8 ได้ติดตามตรวจยึดรถที่ใช้ในการกระทำความผิดคือ รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีดำ ยกสูง ทะเบียน ถท 9464 กทม. ซึ่งผู้ครอบครองชื่อนายไพโรจน์ฯ โดยตรวจยึดได้ที่ จ.เลย​ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.8 พร้อมด้วย ฝ่ายสืบสวนสภ.หนองบุญมาก ได้ทำการจับกุมตัว นายไพโรจน์ฯ ผู้ต้องหา​ได้ที่ ต.หนองตะโก้ อ.หนองบุญมาก จ. นครราชสีมา โดยนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สน.บางมด ดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวนบก.น.2​ และสืบสวนสน.ประชาชื่น​ จับกุมคนร้ายชิงทรัพย์ เซเว่นอีเลฟเว่น ม.ราชมงคลพระนครเหนือ

วันนี้​ วัน​พุธ​ที่​ 3​ ก.ค.62​ เวลา​ 15.30 น.ณ ลานแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารกองบัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (บช.น.)​ : พลตำรวจ​โท​ สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (ผบช.น.)​ พร้อมด้วย​ พลตำรวจ​ตรี​ เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผู้บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 2​ (ผบก.น.2),พัน​ตำรวจ​เอก​ ชุมพล ชาญชนะโยธิน รองผู้บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 2​ (รอง​ผบก.น. 2)​,พัน​ตำรวจ​เอก​ ชนะวรศิณธุ์ ศุภพนารักษ์ ผู้กำกับ​การ​สถานี​ตำรวจ​นครบาล​ประ​ชาชื่น​ (ผกก.สน.ประชาชื่น),พัน​ตำรวจ​เอก​ ชูศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ผู้กำกับ​การ​ สืบสวนสอบสวน​กอง​บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 2​ (ผกก.สส.บก.น.2) พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ประชาชื่น และกก.สส.บก.น.2 ได้เร่งรัดติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย จนร่วมกันสืบสวนจับกุมตัวผู้ต้องหาคือนายธนาทรัพย์​ หรือ บิ๊ก​ ศันสนะโชติรัศมี อายุ 20 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 944/2562 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2562 ในความผิด ร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะในเวลากลางคืน

พ.ต.อ.ชนะวรศิณธุ์ฯ​ กล่าวว่า​ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ก.ค.62 เวลาประมาณ 04.25 น.ได้มีผู้ก่อเหตุชิงทรัพย์ที่ร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น มหาวิทยาลัย​เทคโนโลยี​ราช​มงคล​พระนคร​เหนือ​ (มทร.พระนครเหนือ)​ ถนน ประชาราษฎร์สาย​ 1 แขวง วงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ ในพื้นที่ สน.ประชาชื่น ทรัพย์สินที่ได้ไป เป็นเงินสด 59,960.50 บาท คนร้ายใช้ยานพาหนะ จักรยานยนต์ ยี่ห้อ Yamaha รุ่น Nmax สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน โดยเป็นชายวัยรุ่น จำนวน 2 คน แต่งกายมิดชิด ใส่หมวกกันน็อคเต็มใบ ใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดและประเภทขมขู่

พ.ต.อ.ชนะวรศิณธุ์ฯ​ กล่าวต่อว่า​ โดยต่อมาเวลา 18.00 น. วันเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่าคนร้ายพักอาศัยอยู่ที่ ซ.พิบูลสงคราม 2 แยก 2 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบจนกระทั่ง​นำไปสู่การตรวจยึดของกลางที่คนร้ายใช้ก่อเหตุได้ในที่สุดประกอบด้วย รถจักรยานยนต์สีน้ำเงิน ยี่ห้อยามาฮ่า​ N-MAX สีน้ำเงิน ทะเบียน 9 กณ 6053 หมวกกันน็อคสีขาวเหลืองจำนวน 1 ใบ เสื้อผ้าชุดที่ผู้ต้องหาสวมใส่จำนวน 1 ชุด ประกอบด้วยเสื้อคลุม กางเกงขายาวและ รองเท้าแตะ​ ต่อมาได้รวบรวมพยานหลักฐานจนทราบว่าคนร้ายคือ นายธวัชชัย หรือโป้ง รัตนภาณุ อายุ 43 ปี และ นายธนาทรัพย์ หรือ บิ๊ก ศันสนะโชติรัศมี อายุ 20 ปี โดยสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองได้ตามหมายจับศาลอาญาที่ 943/2562 และ 944/2562 ลงวันที่ 2 ก.ค.62 ความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะในเวลากลางคืน ได้ตามลำดับ​ โดยสามารถจับกุมตัว นายธนาทรัพย์ฯ ได้ในที่สุด ส่วน นายธวัชชัยฯ หลบหนีไปได้อยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

เบื้องต้นนายธนาทรัพย์ฯ ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริงที่ลงมือทำไปเพราะ นายธวัชชัยฯ ชักชวน โดยตนเองติดหนี้พนันกำลังร้อนเงินต้องการหาเงินไปใช้หนี้​ ส่วนเงินที่ได้มาทั้งหมดได้ฝากไว้กับ นายธวัชชัยฯ ที่กำลังหลบหนี​ เบื้องต้นได้ตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหาทั้งสอง ไม่พบว่าเคยก่อเหตุ​ และไม่เคยถูกคุมขังในเรือนจำมาแต่อย่างใด​ โดยความผิดฐาน ร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะในเวลากลางคืนนั้นผิดตาม มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท​ เจ้าหน้าที่​จึงนำตัวนายธนาทรัพย์ฯ​ ส่งพนักงานสอบสวน​ สน.ประชา​ชื่น​ ดำเนินคดี​ตามกฎหมาย​ต่อไป​

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

พลเอก วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก(ผช.ผบ.ทบ) และคณะเดินทางมาตรวจการเตรียมการรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราช เจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ในโครงการทหารพันธุ์ดี ณ.ค่ายทหารกองเกียกกาย กรมพลาธิการทหารบก แผนกส่งกำลังเสบียง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

      เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2562 เวลา 09.30 น. พลเอก วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก(ผช.ผบ.ทบ) และคณะเดินทางมาตรวจการเตรียมการรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราช เจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ในโครงการทหารพันธุ์ดี ณ.ค่ายทหารกองเกียกกาย กรมพลาธิการทหารบก แผนกส่งกำลังเสบียง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

     โครงการเดินตามรอยพ่อ(เกษตรอินทรีย์)ในพื้นที่แผนกส่งกำลังสะเบียงกก.พร.ทบ. ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปารมินมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิสร มาดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในหน่วยทหารและเป็นไปตามพระราโยบาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพวรางกูร ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด ยึดทั้งยังเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในการเก็บเมล็ดพันธุ์ผักๆ ไว้สำหรับแจกจ่ายประชาชนเมื่อประสพภัยพิบัติหรือขาดแคลน

      การดำเนินการโครงการตามรอยพ่อ(เกษตรอินทรีย์) ดำเนินการในพื้นที่จำนวน 320 ไร่ มุ้งเน้นการผลิตเม็ดพันธุ์ผักประเภทต่างๆ เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนเมื่อประสพภัยพิบัติหรือขาดแคลน ระยะเวลานการดำเนินการ ดำเนินการตั้งแต่ปี 62 โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานภายนอก ทั้งนี้ กิจกรรมในโครงการตามรอยเท้าพ่อ การเกษตรกรรมได้แก่ การปลูกพริกจินดา การปลูกไม้ผล การปลูกผักปลอดสารพิษ การเลื้ยงไส้เดือน การปลูกหญ่า 4 สายพันธุ์ การปลูกถั่วมะแฮะ การปตุสัตว์ ได้แก่ การเลื้ยงแพะพันธุ์ แบล็ค เบงกอล การเลื้ยงแกะ การเลื้ยงเป็ดไข่ การเลื้ยงไก่ การเลื้ยงหมูป่า การเลื้ยงจิ้งโกร่ง การเลื้ยงปลานิลจิตรลดา การเลื้ยงปลาหมอเทศ การเลื้ยงกบนา ฯลฯ

      การดำเนินงานตามโครงการตามรอยพ่อ ของ กก.ทธ.ทบ.เป็นการสนองตามพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีที่มีพระราชประสงค์ที่จะสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในราชกาลที่ 9 ในการเสริมสร้างให้ราฏรมีอาชีพ มีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขี้น จึงเห็นควรอนุมัติ ดำเนินการโครงการตามรอยพ่อ ( เกษตรอินทรีย์) ในพื้นที่แผนกส่งกำลังเสบียง กก.พธ.ทบ. ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

# ศุภเดช ธนูศร /ข่าว/นครราชสีมา

SACICT จัดงาน“SACICT Craft Fair 2019” คัดสรรงานคราฟต์ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมือง

      วันนี้​ วัน​พุธ​ที่​ 3 กรกฎาคม 2562​ : ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT นำผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทยร่วมสมัย จากสมาชิก SACICT ทั่วประเทศไทย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมือง ในงาน “SACICT Craft Fair 2019” มุ่งกระตุ้นให้เกิดการอุดหนุนผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทย จัดต่อเนื่อง 4 ครั้ง ในศูนย์การค้าชั้นนำ 4 แห่งของไทย

      นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า งาน SACICT Craft Fair 2019 จัดขึ้นเพื่อจัดแสดงและจำหน่ายงานศิลปหัตถกรรมร่วมสมัย รวมถึงเป็นงานหัตถศิลป์ที่มีการพัฒนาต่อยอดด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เป็นผลงานของ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม นักสร้างสรรค์ สมาชิกของ SACICT และผู้ผลิตงานหัตถกรรม ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่น โดยมุ่งเน้นคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่จะสามารถสอดคล้อง กับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในปัจจุบัน สอดคล้องกับกลยุทธ์ หัตถศิลป์ของชีวิตปัจจุบัน หรือ “Today Life’s Crafts”

      ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ และผู้คนที่สนใจในงานศิลปหัตถกรรมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งกลุ่มของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ รวมทั้งผู้บริโภคที่นำงานคราฟต์มาใช้ประโยชน์ SACICT จึงมองเห็นโอกาสของการเพิ่ม ช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อให้สมาชิก กลุ่มครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมได้มีโอกาสพบปะกับกลุ่มผู้ซื้อที่ชื่นชอบในผลงาน ทั้งยังเปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่รัก และชื่นชอบงานคราฟต์ได้ชื่นชมกับผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ มีความสร้างสรรค์ ได้อย่างสะดวกและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

      โดยเลือกจัดงาน ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ จำนวน 4 ครั้ง ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 จัดขึ้น ณ Grand Hall ชั้น 1-The Mall บางแค ระหว่างวันที่ 12-16 ก.ค.62 ครั้งที่ 2 จัดขึ้น ณ Grand Hall ชั้น 1-The Mall โคราช ระหว่างวันที่ 25-29 ก.ค.62 ครั้งที่ 3 จัดขึ้น ณ เจริญนครฮอลล์ ชั้น M – ICONSIAM ระหว่าง วันที่ 14-18 ส.ค.62 และ ครั้งที่ 4 จัดขึ้น ณ Event Hall ชั้น 1- The Mall ท่าพระ ระหว่างวันที่ 22-26 ส.ค. 2562

      ภายในงาน SACICT ได้มีการคัดสรรผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทยหลากหลายประเภท อาทิ งานผ้า เครื่องจักสาน เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องหนัง เครื่องใช้ของตกแต่งบ้าน นำมาจัดแสดงและจัดจำหน่าย กว่า 50 ร้าน ซึ่งแต่ละร้านล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ร่วมสมัยและนำไปใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะเป็นงานที่สามารถตอบโจทย์ สำหรับคนที่มองหางานคราฟต์ที่มีดีไซน์ มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ บางชิ้นก็เป็นผลงานการสร้างสรรค์โดยฝีมือชั้นครูอีกด้วย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมความบันเทิงจากศิลปินนักแสดงที่จะมาสร้างความสุขให้แก่ผู้เข้าชมงานอีกด้วย

      ผู้อำนวยการ SACICT กล่าวเสริมว่า หัวใจสำคัญของการจัดงาน SACICT Craft Fair 2019 คือ การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงงานศิลปหัตถกรรมไปยังสาธารณชน ได้เกิดความสะดวกรวดเร็วและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างการรับรู้และความตระหนักในคุณค่าและภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ เกิดการสนับสนุนผู้บริโภคนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันกลุ่มครูฯและทายาทฯ

      รวมทั้งสมาชิกของ SACICT ได้เกิดการพัฒนาตนเอง และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด เพิ่มโอกาสทางการตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายให้เป็นที่รู้จักและยอมรับ ทั้งยังเกิดมุมมองใหม่ๆในการทำงานศิลปหัตถกรรม เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้รับแรงบันดาลใจใหม่ ๆ จากกลุ่มผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม และสุดท้ายแน่นอนว่ารายได้จากการจำหน่ายภายในงาน ยังถูกกระจายไปยังชาวบ้านและชุมชนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความแข็งแกร่ง เป็นการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างยั่งยืน

      โดยคาดหวังยอดจำหน่าย จากการจัดงาน 4 ครั้ง กว่า 50 ล้านบาท SACICT ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันสนับสนุนงานหัตถศิลป์ หรือ งานคราฟต์ ที่งาน “SACICT Craft Fair 2019” ซึ่งครั้งที่ 1 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 กรกฎาคม 2562 ณ Grand Hall ชั้น 1 The Mall บางแค สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1289 หรือ facebook.com/sacict

สอบถามเพิ่มเติม
นางสาวพัดชา ทองไซร้ ที่ปรึกษาโครงการ โทร. 086-987-2059
นายนิพัทธ์ เทศทรงธรรม เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร โทร.092-360-5757

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สระบุรีเตรียมจัดงานย้อนตำนานสระบุรี สืบสานประเพณีหนึ่งเดียวในโลก งานประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาและถวายเทียนพรรษาพระราชทานประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 15 – 17 กรกฎาคม 2562

วันทึ่2กรกฎาคม2562​ นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พระครูศรีวรกิจจารักษ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาท เจ้าคณะอำเภอมวกเหล็ก นายชนัตถ์ นันทปัญญา ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาและคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองพุทธบาท นางเพชรรัตน์ เลิศรัตน์ ท้องถิ่นจังหวัดสระบุรี พ.ต.อ.พารินท จันทร์เลิศ ผู้กำกับการตำรวจภูธรอำเภอพระพุทธบาท ได้ร่วมกันแถลงข่าวและการเตรียมความพร้อมการจัดงาน “ย้อนตำนานสระบุรี สืบสานประเพณีหนึ่งเดียวในโลก งานประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาและถวายเทียนพรรษาพระราชทานประจำปี ประจำปี 2562” มีสื่อมวลชนเข้าร่วมงานแถลงข่าวเพื่อเผยแพร่กิจกรรมจำนวนมาก โดยวัตถุประสงค์ในการแถลงข่าวเพื่อบอกกล่าวงานบุญ งานประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวสระบุรี ในประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา ถวายเทียนพรรษาพระราชทานและประเพณีล้างเท้าพระ ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ วัดพระพุทธบาท ราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
สำหรับประวัติดอกเข้าพรรษาที่มาของประเพณี ตามตำนานกล่าวไว้ว่าในสมัยโบราณนั้นพุทธศาสนิกชน มาทำบุญตักบาตรในวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 และนิยมทำบุญตักบาตรที่วัดพระพุทธบาทแห่งนี้ เป็นระยะเวลารวม 3 วัน หากปีใดเป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน จะถือเอาเดือน 8 หลัง แล้วไปทำบุญตักบาตรเข้าพรรษา 3 วัน และวันขึ้น 15 ค่ำเพ็ญกลางเดือน 8 ชาวบ้านในสมัยนั้น ช่วงเช้า จะนำอาหารคาว-หวาน ไปทำบุญตักบาตรที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร หลังจากทำบุญตักบาตรเสร็จแล้ว บรรดาหนุ่มๆสาวๆ จำนวนมากจะพากันเดินขึ้นไปบนภูเขา “โพธิ์ลังกาและภูเขาพุกร่าง” ภูเขาที่อยู่ในพื้นที่อำเภอพระพุทธบาท เพื่อหา ดอกไม้ชนิดหนึ่ง ชื่อดอกเข้าพรรษา จากนั้นจะนำมาจัดมัดเป็นกำๆ พร้อมเสียบดอกไม้ธูปเทียนเตรียมใส่บาตรในวันรุ่งขึ้น คืนวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษา พระภิกษุสงฆ์รับบิณฑบาตแล้วนำเอาดอกไม้ขึ้นไปบูชา “รอยพระพุทธบาท” เมื่อเดินลงกลับมาอีกทางหนึ่ง พุทธศาสนิกชนจะนำน้ำสะอาดใส่ภาชนะไปล้างเท้าพระสงฆ์และพระสงฆ์จะเข้าพระอุโบสถ ปวารณาตลอดไตรมาส 3 เดือน ดอกเข้าพรรษาเป็นดอกไม้ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีเฉพาะในพื้นที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีชื่อเรียกตามศัพท์ของพรรณไม้เรียกว่า ดอกหงส์เหิน จะมีสีม่วงและสีขาว ส่วนดอกสีเหลือง ชื่อดอกพวงทอง จะมีลำต้นคล้ายต้นข่าหรือต้นกระชายสูงประมาณ 1 ฟุต มีหัวอยู่ใต้ดินคล้ายหัวกระชายอีกเช่นกัน หลังเทศกาลเข้าพรรษาลำต้นจะโทรมลงเหี่ยวแห้งไปในที่สุด แต่ชาวบ้านเรียกกัน ติดปากมาแต่สมัยโบราณว่า “ดอกเข้าพรรษา” นอกจากนี้ยังออกดอกเฉพาะในช่วงเวลาใกล้เข้าพรรษาเท่านั้น
สำหรับในปีนี้ งานประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา สระบุรี ประจำปี 2562 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กรกฎาคม 2562 ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท โดยจะมีกำหนดการสำคัญ ดังนี้
วันที่ 14 กรกฎาคม 2562
– เวลา 07.30 น. จัดพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จำนวน 7 แห่ง
– เวลา 09.30 น. พิธีถวายเทียนพระราชทาน ณ พระอุโบสถ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร
วันที่ 15 กรกฎาคม 2562
– เวลา 08.30 น. พิธีถวายเทียนพรรษา จังหวัดสระบุรี ณ ศาลาการเปรียญวัดพระพุทธฉาย ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี
– เวลา 13.00 น. ร่วมพิธีเปิดงาน และชมขบวนแห่ถวายเป็นพุทธบูชา ชมขบวนพยุหยาตรา ขบวนเจ้าเมืองสระบุรี ขบวนเทียนพรรษาพระราชทาน ขบวนเทียนพรรษาจังหวัดสระบุรี ขบวนรถบุปผชาติ ขบวนวัฒนธรรม พร้อมการแสดงต่าง ๆ
– เวลา 17.00 น. พิธีเปิดงานย้อนตำนานสระบุรีสืบสานประเพณีหนึ่งเดียว “ตักบาตรดอกเข้าพรรษา” จากนั้นขบวนอัญเชิญพระพุทธรูป ขบวนพระสงฆ์ลงจากมณฑป พุทธศาสนิกชนประกอบพิธีล้างเท้าพระภิกษุสงฆ์
วันที่ 16-17 กรกฎาคม 2562
– เวลา 09.00 น. พิธีตักบาตรดอกเข้าพรรษาและล้างเท้าพระภิกษุสงฆ์ ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
– เวลา 15.00 น. พิธีตักบาตรดอกเข้าพรรษาและล้างเท้าพระภิกษุสงฆ์ ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและพี่น้องประชาชน ร่วมส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญ ของจังหวัดสระบุรี ตามวัน เวลา สถานที่ดังกล่าว เพื่ออนุรักษ์ “ประเพณีหนึ่งเดียวในไทย ใหญ่ที่สุดในโลก” ให้คงอยู่สืบต่อไป

/ดำรงค์ชื่นจินดารายงาน

ตม.2 ขานรับนโยบาย “บิ๊กอู๊ด” จับพาสปอร์ตปลอมรวด 6 คดี

วันนี้​ วันอังคาร​ที่​ 2​ ก.ค.62​ ที่ห้องแถลงข่าว​ชั้นล่างอาคารจอด​รถ​ สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง ซ.สวนพลู​ : พลตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รักษา​ราชการ​แทน​ผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ พร้อมด้วย พลตำรวจ​ตรี​ ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์,พล​ตำรวจ​ตรี​ กฤษกร พลีธัญญวงศ์,พล​ตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พล​ตำรวจ​ตรี​ สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​ภูธร​ภาค​ 7​ (รองผบช.ภ.7)​ รักษา​ราชการ​แทน​รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบช.สตม.),พล​ตำรวจ​ตรี​ ณฐพล แสวงกิจ,พล​ตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบช.สตม.) และ พลตำรวจ​ตรี​ พฤทธิพงษ์​ ประยูรศิริ​ ผู้​บังคับการ​ตรวจคน​เข้า​เมือง​ 2​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผบก.ตม.2​ บช.สตม.)​ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทุกหน่วยเร่งรัดกวดขัน จับกุม

ตามนโยบายของ พลเอก​ ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอก​ ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติ ที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยว ในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พลตำรวจ​เอก​ จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตำรวจ​แห่งชาติ​ (ผบ.ตร.)​ มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และให้มีผลปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยในช่วงที่ผ่านมามีผลการปฏิบัติที่น่าสนใจ ดังนี้

1.จับ 4 อินเดียใช้วีซ่าปลอมไปประเทศแคนาดา เจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ICE TEAM จับกุมชาวอินเดีย 4 ราย โดยวันที่ 19 มิ.ย.62 จับกุม Mr.Athul Mohan Vazholath อายุ​ 25 ปี​ และ Mr.Aswin Prakash Kunnum Padikkal อายุ​ 27 ปีขณะใช้หนังสือเดินทางตนเองเช็คอินสายการบินฟิลิปินส์แอร์ไลน์เที่ยวบินที่ PR733 – PR116 เส้นทางกรุงเทพ-มานิลา-โตรอนโต้ และวันที่ 21 มิ.ย.62 จับกุม Mr.Sidhu Gurmeet Singh อายุ​ 23 ปีและ Mr.Gill Karanvir Singh อายุ​ 40 ปีขณะใช้ หนังสือเดินทางตนเองเช็คอินสายการบินฟิลิปินส์แอร์ไลน์เที่ยวบินที่PR733 – PR118 เส้นทางกรุงเทพ-มานิลา-โตรอน โต้โดยทั้ง 4 มีวีซ่าประเทศแคนาดาปลอม อ้างว่าเพื่อใช้ในการเดินทางไปทำงานที่ประเทศแคนาดา เจ้าหน้าที่จึงจับกุม ตัว นำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป

2.จับหนุ่มอินเดีย ปลอมพาสปอร์ตสิงคโปร์วันที่ 23 มิ.ย.62 เจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวน ปราบปราม และ ฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองขาออก ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกองบังคับการตรวจคน เข้าเมือง 2 จับกุม Mr.Amith Panda อายุ​ 41 ปีขณะแสดงหนังสือเดินทางประเทศสิงคโปร์เพื่อขอรับการตรวจออก นอกราชอาณาจักร โดยสายการAIR CHINA ไปเมืองเฉินตูประเทศจีน ผ่านเม็กซิโก ปลายทางประเทศแคนาดา รับสารภาพว่า มีชายทราบชื่อ BABA ชาวเนปาล เป็นผู้จัดหาหนังสือเดินทางประเทศสิงคโปร์ปลอม โดยเสียค่าใช้จ่ายเล่มละ 1,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30,720 บาท เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัว นำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป

3.รวบหนุ่มปาเลสไตน์ใช้พาสปอร์ต UAE ปลอม วันที่ 24 มิ.ย.62 เจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวน ปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ICE TEAM จับกุม Mr.Ayman A.K. Abukhousa อายุ​ 32 ปีขณะแสดงหนังสือเดินทางประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อขอรับการตรวจออกนอก ราชอาณาจักร โดยสายการบิน Lufthansa เที่ยวบินที่ LH733 เพื่อลักลอบไปทำงานที่ประเทศเยอรมัน เจ้าหน้าที่จึง จับกุมตัว นำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดของคนต่างด้าว หรือคนต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่หมายเลขโทรศัพท์1178 หรือ 02-134-0303 และ www.immigration.go.th

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กทม.จัดฝึกอบรม เจ้าหน้าที่เทศกิจ แต่งตั้งเป็น ผู้ช่วยจราจร รุ่นที่ 2

วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 2 ก.ค.62 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด​ : สำนักเทศกิจ จัดโครงการฝึกอบรม “เจ้าหน้าที่เทศกิจ” เพื่อแต่งตั้งเป็น “ผู้ช่วยจราจร รุ่นที่ 2” เพื่อเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่เทศกิจ คอยให้ความสะดวกด้านการจราจรแก่ประชาชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้นโยบายของ พลตำรวจ​เอก​ อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยดำเนินการของสำนักเทศกิจซึ่งมี นายจิรวัฒน์ แพงมา ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ,นายศุภกฤต บุญขันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ,นายไตรปทีป ก.จันทราภานนท์ ผู้อำนวยการกองการนโยบายและเเผนงาน,นายปราโมทย์ ใจเย็น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนกกลุ่มงานแผนงานและสารสนเทศกองนโยบายและแผนสำนักเทศกิจ

เบื้องต้นในวันนี้มี ร้อยตำรวจ​เอ​ก​ พิเชษฐ วิเศษโชค รองสารวัตรกองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร กองบัญชาการตำรวจนครบาล​ (รองสว.กก.6​ บก.จร.บช.น.)​ และคณะวิทยากรจากงานโครงการพระราชดำริ กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร กองบัญชาการตำรวจนครบาล มาฝึกอบรมให้ความรู้ในวันนี้ โดยกิจกรรมในวันนี้เพื่อเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่เทศกิจกรุงเทพมหานคร เพื่อคอยอำนวยให้ความสะดวกด้านการจราจรแก่พี่น้องประชาชนต่อไป

Cr.ภาพข่าว > วัฒนา จำเริญแนว  “พนักงานเทศกิจ ส.1 เขตประเวศ”
เนื้อข่าว > ธีรพล ปลื้มถนอม “พนักงานเทศกิจ ส.1 เขตพระนคร”
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.ระดมกวาดล้างสถานที่สุ่มเสี่ยงค้ามนุษย์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ

วันนี้​ วันอังคาร​ที่​ 2​ ก.ค.62​ ที่ห้องแถลงข่าว​ สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ ซ.สวนพลู​ : พลตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รักษา​ราชการ​แทน​ผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ พร้อมด้วย พลตำรวจ​ตรี​ ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์,พล​ตำรวจ​ตรี​ กฤษกร พลีธัญญวงศ์,พล​ตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พล​ตำรวจ​ตรี​ สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​ภูธร​ภาค​ 7​ (รองผบช.ภ.7)​ รักษา​ราชการ​แทน​รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบช.สตม.),พล​ตำรวจ​ตรี​ ณฐพล แสวงกิจ,พล​ตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบช.สตม.),พลตำรวจ​ตรี​ ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้บังคับการ​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ 1​ กองบัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผบก.ตม.1 บช.สตม.)​ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทุกหน่วยเร่งรัดกวดขันจับกุม

ตามนโยบายของ พลเอก​ ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอก​ ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติ ที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยว ในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พลตำรวจ​เอก​ จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตำรวจ​แห่งชาติ​ (ผบ.ตร.)​ มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และให้มีผลปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยในช่วงที่ผ่านมามีผลการปฏิบัติที่น่าสนใจ ดังนี้

จากการสืบทราบและขยายผลการจับกุมสาวชาวต่างชาติทำงานนั่งดริ้งค์บริเวณคลองตัน และรัชดา ห้วยขวาง ซึ่งมีลักษณะการค้าประเวณีแอบแฝง อันอาจจะนำสู่การค้ามนุษย์ได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการตัดช่องทางสุ่มเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 จึงได้จัดกำลังระดมกวาดล้างสถานที่สุ่มเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ในเขตรับผิดชอบ ผลการระดมกวาดล้างสามารถจับกุมหญิงสาวชาวลาวได้ จำนวน 20 คน เวียดนาม จำนวน 2 คน จากการตรวจสอบเอกสารประจำตัว (PASSPORT) ของแต่ละคน พบว่าทั้งหมดเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรถูกต้องตามกฎหมาย โดยการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ 30 วัน แต่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน โดยเมื่อครบกำหนดอนุญาต ก็จะเดินทางออกและกลับเข้ามาใหม่ เพื่อให้ได้สิทธิ์การอยู่ในราชอาณาจักร และแต่ละคนมีประวัติการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักรคนละหลายรอบ นอกจากนี้ยังมีบางรายที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรด้วย วีซ่าทำงานเป็นกรรมกร แต่มาประกอบอาชีพนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต โดยทำงานนั่งดริ้งค์ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 จึงได้ทำการสอบคัดแยกเหยื่อ และถามปากคำเพื่อให้ทราบข้อมูลและแรงจูงใจ รวมถึงผู้ดำเนินการ ตลอดจนผู้ร่วมขบวนการ ผู้นำพา รับไว้ และผู้ควบคุม ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดรับว่าสมัครใจด้วยตนเอง มิได้มีการข่มขู่ บังคับขืนใจแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สตม.เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดของคนต่างด้าว หรือคนต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

เทสโก้ โลตัส ปรับรูปแบบค้าปลีกรองรับการเติบโตของสังคมเมือง​ ยกระดับสินค้า​ และช่องทางเพื่อให้บริการลูกค้ายุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

วันนี้​ วันอังคาร​ที่​ 2 กรกฎาคม 2562​ ณ​ ห้องคันธวาส ชั้น​ 4​ โรงแรม​พลาซ่า​แอทธินี​ ถนนวิทยุ​ กทม. : เทสโก้ โลตัส ปรับรูปแบบค้าปลีกเพื่อตอบรับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของสังคมเมืองในประเทศไทย สร้างจุดยืนที่แตกต่างผ่านทั้งสินค้าและช่องทางออมนิแชนแนลเพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ตรงใจลูกค้ายุคสังคมเมือง พร้อมวางแผนลงทุนระยะกลาง เปิดร้านเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส โฉมใหม่อีก 750 สาขา และเดินหน้าปรับปรุงร้านเดิมเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพื้นที่ในสาขาขนาดใหญ่ และการขยายพื้นที่ให้บริการช้อปปิ้งออนไลน์

นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานกรรมการบริหาร เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า “การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของสังคมเมืองนับเป็นเทรนด์สำคัญที่ส่งผลให้พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของลูกค้าเปลี่ยนไป ภายในปี พ.ศ.2573 คาดว่า 58% ของประชากรไทยจะอาศัยอยู่ในเมือง เพิ่มจาก 50% ในปัจจุบัน ดังนั้น เทสโก้ โลตัส จำเป็นจะต้องปรับรูปแบบค้าปลีกเพื่อให้บริการลูกค้ากลุ่มนี้ให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการสร้างจุดยืนที่แตกต่างทั้งในด้านของสินค้าและช่องทาง ซึ่งรวมถึงการเดินหน้าเปิดสาขาเพิ่มเติมควบคู่ไปกับการปรับร้านค้าขนาดเล็กที่มีอยู่ให้เป็นร้านค้าโฉมใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าสังคมเมืองได้ดีกว่าเดิม ในส่วนของสาขาขนาดใหญ่ก็จะมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่และสินค้าที่วางจำหน่าย ควบคู่ไปกับการพัฒนาประสบการณ์แบบออมนิแชนแนลอย่างแท้จริง”

การเติบโตของสังคมเมืองทำให้ลูกค้ามองหาความสะดวกสบายและประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดี ในขณะที่คุณภาพและความคุ้มค่าก็ยังคงมีความสำคัญ ด้วยความต้องการต่างๆ เหล่านี้ของลูกค้า เทสโก้ โลตัส จึงให้ความสำคัญกับการมอบความสะดวกสบาย เช่น ปรับเปลี่ยนพื้นที่จำหน่ายสินค้าภายในพื้นที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตเพื่อให้การจับจ่ายเป็นไปด้วยความสะดวกมากขึ้น การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพื่อช่วยให้การช้อปปิ้งและชำระเงินง่ายขึ้น รวมไปถึงการเชื่อมต่อทุกช่องทางผ่านแพลทฟอร์มดิจิทัลให้เป็นออมนิแชนแนล นอกจากนี้ จุดแข็งของเทสโก้ โลตัส คือสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่เอื้อมถึงได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะยังคงให้ความสำคัญต่อไป สินค้าสองกลุ่ม คือ อาหารสด และสินค้าแบรนด์เทสโก้ มีบทบาทสำคัญในการสร้างจุดยืนที่แตกต่างให้กับแบรนด์ เราจะเดินหน้าให้ความสำคัญกับการซื้อผลิตผลโดยตรงจากเกษตรกร และพัฒนาเอสเอ็มอีให้เป็นผู้ผลิตสินค้าแบรนด์เทสโก้ เพื่อส่งต่อสินค้าคุณภาพสูง มีความยั่งยืน ในราคาที่เอื้อมถึงได้ให้กับลูกค้าของเราต่อไป”

“รูปโฉมใหม่ของเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส จะถูกนำมาใช้กับสาขาที่จะเปิดใหม่ทั้งหมด และจะมีการปรับปรุงสาขาที่มีอยู่เดิมให้เป็นไปตามรูปแบบใหม่ จุดเด่นของเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส รูปแบบใหม่ คือ สด ง่าย และตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน โดยที่ผ่านมาได้มีการทดลองเปิดร้านเอ็กซ์เพรสรูปโฉมใหม่ไปแล้ว 30 สาขา และได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า เนื่องจากเป็นการนำจุดแข็งของเทสโก้ โลตัส คือ สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงอาหารสด สำหรับซื้อไปใช้และรับประทานที่บ้าน ผนวกเข้ากับอาหารพร้อมรับประทานรสชาติอร่อยที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดย แผนการลงทุนของเราคือการเดินหน้าเปิดร้านเอ็กซ์เพรสรูปแบบใหม่เพิ่มอีก 750 สาขาภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า ควบคู่ไปกับการปรับปรุงสาขาเดิมให้เป็นรูปแบบใหม่ ส่วนสาขาขนาดใหญ่ เราได้เริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปแล้ว 20 สาขา ส่วนธุรกิจออนไลน์ก็จะมีการขยายพื้นที่ให้บริการมากขึ้น ผ่านทั้งทางช่องทางของเทสโก้ โลตัสเอง และออนไลน์มาร์เก็ตเพลสชั้นนำของประเทศ”

“กลุ่มเทสโก้มุ่งมั่นที่จะลงทุนอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดรองจากในสหราชอาณาจักร ซึ่งการลงทุนในด้านต่างๆ จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และเทสโก้ โลตัส จะยังคงเดินหน้าสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของไทยต่อไป” นายสมพงษ์ฯ กล่าวสรุป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.จับหนุ่มใหญ่ชาวเยอรมัน ช่วยสาวไทยขายไก่ย่าง พบ​หนีหมายจับ “Interpol” มากบดานในไทย

วันนี้​ วันอังคาร​ที่​ 2​ ก.ค.62​ ที่ห้องแถลงข่าว​ สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ ซ.สวนพลู​ : พลตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รักษา​ราชการ​แทน​ผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ พร้อมด้วย พลตำรวจ​ตรี​ ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์,พล​ตำรวจ​ตรี​ กฤษกร พลีธัญญวงศ์,พล​ตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พล​ตำรวจ​ตรี​ สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​ภูธร​ภาค​ 7​ (รองผบช.ภ.7)​ รักษา​ราชการ​แทน​รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบช.สตม.),พล​ตำรวจ​ตรี​ ณฐพล แสวงกิจ,พล​ตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบช.สตม.),พลตำรวจ​ตรี​ ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้บังคับการ​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ 1​ กองบัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผบก.ตม.1 บช.สตม.)​ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทุกหน่วยเร่งรัดกวดขันจับกุม ตามนโยบายข้างต้นอย่างต่อเนื่อง และให้มีผลปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยในช่วงที่ผ่านมามีผลการปฏิบัติที่น่าสนใจ ดังนี้

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 ได้จับกุม MR.FERNSEBNER MAXIMILIAN สัญชาติเยอรมัน อายุ 34 ปี ซึ่งเป็นบุคคลที่ประเทศเยอรมันต้องการตัวตามหมายจับตำรวจสากลคดีค้ายาเสพติดทางอินเตอร์เน็ต และยังเคยมีประวัติในคดีชิงทรัพย์ ลักทรัพย์ ปล้นทรัพย์ มีสื่อลามกอนาจารเด็กไว้ในครอบครองและเผยแพร่ โดย MR. FERNSEBNER MAXIMILIAN เข้ามาพักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กับน้องแนนภรรยาคนไทย ซึ่งไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าสามีของตนเองมีคดีติดตัวและเป็นที่ต้องการของประเทศเยอรมัน โดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านโป่งประทุน ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งหมู่บ้านที่พักอาศัยเป็นหมู่บ้านที่คนไม่พลุกพล่าน หากมีเจ้าหน้าที่หรือคนแปลกหน้าเข้ามาจะได้สังเกตเห็นได้ง่าย แต่ MR. FERNSEBNER MAXIMILIAN ได้ไปช่วยภรรยาประกอบอาชีพขายไก่ย่างรถเข็น หน้าทางเข้าหมู่บ้านจัดสรรโรงทอกระสอบปากช่อง จนมีผู้พบเห็นและโพสลงโซเชียล ทำให้มีผู้เข้าไปแสดงความชื่นชมเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ทำการตรวจสอบข้อมูลคนต่างด้าวดังกล่าวในระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง (PIBICS)และประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่สถานทูตเยอรมันประจำประเทศไทย เพื่อตรวจสอบและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน พบมีหมายจับตำรวจสากลและมีประวัติหลายคดี จึงได้วางแผนจัดกำลังเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวและทำการจับกุมตัว เพื่อทำผลักดันออกนอกราชอาณาจักรต่อไป การจับกุมครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง ตม.ไทย และสถานทูตเยอรมัน และเป็นอุทาหรณ์เตือนหญิงไทยที่มีสามีเป็นชาวต่างชาติขอให้ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนว่าชาวต่างชาติคนนั้นเป็นคนดีหรือไม่

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​