บีโอไอ จับมือ อินฟอร์มา และพันธมิตร พร้อมจัดงาน MIRA และ Subcon Thailand EEC

ครั้งแรกในพื้นที่ EEC ดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลและศูนย์ กลางเมืองอัจฉริยะในอาเซียน ระหว่าง 24-26 สิงหาคมนี้ ณ สวนนงนุชพัทยา

ที่สวนลอยฟ้า สวนนงนุชพัทยา น.ส.ซ่อนกลิ่น พลอยมี รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พร้อมด้วย เรือตรีปราโมทย์ ทับทิม รักษาราชการแทนปลัดเมืองพัทยา, นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย, นายสมชาย จักรินทร์ ผู้อำนวยการ สถาบันไทย-เยอรมัน, และนางนิชาภา ยศวีร์ รองผอ.สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ร่วมแถล่งข่าว Maintenance, Industrial Robotics, and Automation (MIRA) และ Subcon Thailand EEC ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นางสาวซ่อนกลิ่น พลอยมี รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเร่งให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมและการลงทุนในประเทศไทย จึงได้มีการปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้สนับสนุนและกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมและพื้นที่ที่สำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคศักยภาพอย่าง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งถือเป็นพื้นที่ลงทุนสำคัญที่มีการให้สิทธิประโยชน์พิเศษเฉพาะเพิ่มเติมแก่นักลงทุน ที่รัฐบาลต้องการให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยบนฐานของการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ๆ และจะทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจอย่างมากสำหรับผู้ผลิตและผู้ประกอบการไทย รวมทั้งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค

การจัดงาน Subcon Thailand EEC งานแสดงชิ้นส่วนอุตสาหกรรมชั้นนำในเขตพื้นที่อีอีซี มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมโยงจัดซื้อจัดหาชิ้นส่วนระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศกับผู้ซื้อในประเทศในพื้นที่อีอีซี ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ และมีผู้ผลิตรายใหญ่รวมตัวกันอยู่เป็นหลัก เป็นภาคต่อความสำเร็จของการจัดงาน Subcon Thailand ที่จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมเป็นประจำทุกปี สะท้อนให้เห็นว่าภาคตะวันออกยังคงเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมในประเทศ

ภายในงานนอกจากจะมีส่วนจัดแสดงนวัตกรรมอุตสาหกรรมเป้าหมายแล้ว ยังมีกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ คาดว่าจะเกิดการจับคู่ภายในงาน 400 คู่ มูลค่า 1,200 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีสัมนาหัวข้อต่าง ๆ ที่น่าสนใจที่เน้นการสร้างประสิทธิภาพทางการผลิตและการสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการจัดร่วมกับงาน Maintenance, Industrial Robotic, and Automation Event (MIRA) เป็นครั้งแรก ในวันที่ 24-26 สิงหาคมนี้ โดยงาน MIRA ถือเป็นงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม โซลูชันอุตสาหกรรมการผลิตชั้นสูงด้านการบำรุงรักษา เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ซึ่งงานนี้จะเป็นการแสดงศักยภาพของอีอีซีและภูมิภาคตะวันออกในการเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve ช่วยผู้ประกอบการต่อยอดพัฒนาศักยภาพการผลิตสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ และเพิ่มโอกาสการจับคู่ธุรกิจแก่ผู้ประกอบการทั้งในและนอกพื้นที่อีอีซีและภูมิภาคตะวันออก” รองเลขาธิการบีโอไอกล่าว

ด้านนายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า อินฟอร์มา ผู้จัดงานแสดงสินค้าระดับโลก พร้อมตอบสนองนโยบายการกระจายการเติบโตและการพัฒนาอย่างทัดเทียม รุกตลาดภูมิภาค จัดงาน Maintenance, Industrial Robotics, and Automation (MIRA) และ Subcon Thailand EEC ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งภูมิภาคตะวันออกและอีอีซีเป็นหนึ่งในภูมิภาคศักยภาพที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการผลิต และมุ่งสู่อุตสาหกรรม 4.0 ในขณะเดียวกัน การขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลก็กำลังได้รับการยกระดับในสามจังหวัดของอีอีซี ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เพื่อดึงดูดการลงทุนและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านการซ่อมบำรุง ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และโซลูชั่นสำหรับภาคอุตสาหกรรมระดับแนวหน้าของเมืองไทย เป็นพื้นที่จัดงานเพื่อการการประชุม สัมมนา และงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในพื้นอีอีซีพร้อมเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงจังหวัดในภาคตะวันออก

นอกจากจะเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการธุรกิจและผู้เข้าเยี่ยมชมงานแล้ว ยังเป็นโอกาสของผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ผู้ให้บริการ และผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง มาร่วมจัดแสดงงานเพราะสามารถพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนและเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการ นักลงทุนตัวจริงได้โดยตรง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ สร้างพันธมิตร และสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ เพื่อการส่งเสริมพัฒนาตนเองให้พร้อมสู้กับการแข่งขันที่ไร้พรมแดน โดยไม่ต้องเดินทางไปไกล เพราะเรายกทุกอย่างทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยีและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมซ่อมบำรุง หุ่นยนต์อุตสากรรม ระบบอัตโนมัติ และโซลูชั่น พร้อมเครื่องจักรและสายการผลิตที่เกี่ยวเนื่องมาร่วมกันไว้ในที่เดียวบนพื้นที่จัดแสดงอย่างครบครัน


ภาพ/ข่าว นิราช/นันฐพล/พิชญ์ฐญา ทิพย์ศรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรม 5 ส.ที่พักอาศัยข้าราชการในโรงพยาบาล

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรม 5 ส.ที่พักอาศัยข้าราชการในโรงพยาบาล

วันนี้ 23 ก.พ.65 พลเรือตรี อานัน นิ่มนวล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ มอบหมายให้ นาวาเอกหญิง นงลักษณ์ สิงหโกวินท์ รอง ผอ.โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในฐานะประธานอนุกรรมการบ้านพักข้าราชการ ในโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เป็นประธาน เปิดการจัดกิจกรรม 5 ส. ไตรมาส 2 ณ อาคารพักหมายเลข 1 (แฟลตหมายเลข 1) โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี ข้าราชการ กำลังพลของโรงพยาบาลฯ และครอบครัวข้าราชการ ที่พักอาศัยในบ้านพักข้าราชการโรงพยาบาลฯ เข้าร่วมกิจกรรม โดยพร้อมเพรียงกัน

สืบเนื่องจาก สำนักงานบ้านพัก ข้าราชการในโรงพยาบาล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พื้นที่ 3 ได้เปิดกิจกรรม 5 ส. ไตรมาส 2 ตามโครงการ “หน้าบ้านน่ามอง ในบ้านน่าอยู่ เหล่านาวีมีสุข” ซึ่งเป็นกิจกรรม 5 ส. และ Big Cleaning ไตรมาส 2 เพื่อสนองต่อนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารเรือ “ดำรงความต่อเนื่องสวัสดิการบ้านพัก เพื่อการดูแลสวัสดิการบ้านพักข้าราชการกองทัพเรือ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง” กระตุ้นให้ผู้ที่พักอาศัยบ้านพักข้าราชการในโรงพยาบาล เกิดความรัก ความผูกพัน ความรับผิดชอบ ต่อที่พักอาศัยของตนเองและของทางราชการ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้โรงพยาบาลมีความสง่างามทั้งภายในและภายนอกหน่วยอยู่เสมอ โดยบุคลากรของโรงพยาบาล ตลอดจนผู้ที่พักอาศัยมีส่วนร่วม ในการจัดกิจกรรม

นาวาเอกหญิง นงลักษณ์ สิงหโกวินท์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรม 5 ส. ไตรมาส 2 ตามโครงการ “หน้าบ้านน่ามอง ในบ้านน่าอยู่ เหล่านาวีมีสุข” เป็นโครงการที่กองทัพเรือ ให้ความสำคัญ เป็นกิจกรรมที่สามารถนำมาใช้ เพื่อปรับปรุงแก้ไขและรักษาสภาพแวดล้อมบ้านพักอาศัยให้ดีขึ้นและมีความสำคัญต่อผู้พักอาศัย การจัดสภาพแวดล้อมที่พักอาศัยที่สะอาดและเหมาะสม ย่อมเอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี กิจกรรม 5 ส. จึงถือเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพ ให้แก่ผู้พักอาศัยนอกเหนือจากการใช้เป็นเครื่องมือ ในการปรับปรุงและพัฒนา ให้มีสถานที่พักที่น่าอยู่ สะดวก สบาย อีกทั้งยังส่งผลให้ผู้พักอาศัยมีสุขภาวะที่ดี และมีความสุข

สำหรับกิจกรรม 5 ส. เปรียบเสมือนก้าวแรกของการบริหารงานไปสู่ผลสำเร็จ เป็นเสมือนการยืนยันถึงเครื่องมือ ในการบริหารจัดการที่ได้เคยประพฤติปฏิบัติมา และเป็นหนึ่งในนโยบายของโรงพยาบาลมาโดยตลอด การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความสามัคคีแล้ว ยังสร้างความเป็นระเบียบวินัย ให้เกิดขึ้นภายในหน่วยงานตามนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารเรือ ที่ได้มอบให้หน่วยต่างๆ นำไปปฏิบัติโดยให้ดำเนินการจัดการ เรื่องสวัสดิการที่พักอาศัยของกองทัพเรือ ทั้งบ้านพักหน่วย และบ้านพักส่วนกลางของกองทัพเรือ ต้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามระเบียบ มีรูปแบบการบริหารจัดการ ที่มีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน ตอบสนองต่อการมีสวัสดิการที่ดี ของกำลังพลในทุกระดับอย่างแท้จริง นับเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานที่เป็นไปตามแผนการจัดกิจกรรม 5 ส. ของกองทัพเรือ เพื่อกระตุ้นให้ข้าราชการเกิดความรัก ความผูกพัน และความรับผิดชอบ ต่อที่พักอาศัยของตนเอง ปลูกฝังให้มีจิตใจรักความสะอาด สวยงาม และความเป็นระเบียบเรียบร้อย ปลูกฝังให้มีจิตสำนึกในความมีวินัย ความเคารพในกฎระเบียบของทางราชการ ปลูกฝังให้เกิดความสามัคคี ความขยันหมั่นเพียร และการรู้จักใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข

หลังจากทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว คณะของ รอง ผอ.โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในฐานะประธานอนุกรรมการบ้านพักข้าราชการใน โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึก และนำคณะตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกำลังพลและครอบครัว ข้าราชการที่พักอาศัยบ้านพักข้าราชการ ในโรงพยาบาลฯ ที่เข้าร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ด้วยบรรยากาศอันแสนอบอุ่น ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย


ภาพ/ข่าว นิราช/นันฐพล/พิชญ์ฐญา ทิพย์ศรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ศูนย์ช่วยเหลือ ปชช. ทางกฏหมายชลบุรี เปิดสำนักงาน แจกข้าวสารปันน้ำใจสู้ภัยโควิด

ศูนย์ช่วยเหลือ ปชช ทางกฏหมายชลบุรี เปิดสำนักงาน แจกข้าวสารปันน้ำใจสู้ภัยโควิด

สำนักงานกฏหมาย ประทีป นาคบังเกิด ทนายความศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางกฏหมายจังหวัดชลบุรี หมู่ 8 ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยนายประทีป นาคบังเกิด (ทนายตั้ม) ทนายความศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางกฏหมายจังหวัดชลบุรี และ น.ส.ปทุมมาศ นาคครวญ (ซ้อหนิง) ภรรยา ได้เปิดสำนักงาน ภายในตลาดเตาถ่านทองทิพย์ เพื่อแจกจ่ายข้าวสาร ให้แก่พี่น้องประชาชนทั้งชาวไทยพุทธและชาวมุสลิมในพื้นที่ จำนวน 300 ถุง ถุงละ 5 กก. เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย จากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19

นายประทีป นาคบังเกิด (ทนายตั้ม) กล่าวว่า จากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และชาวบ้านได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จึงได้จัดข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม จำนวน 300 ถุง รวม 1,500 กิโลกรัม เพื่อแจกจ่ายช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเป็นการเบื้องต้น ทั้งนี้ ได้ให้พี่น้องประชาชนที่มารับข้าวสาร ทยอยเข้ามารับข้าวสารแบบ New normal ด้วยการเว้นระยะห่าง ตามบัตรที่ได้แจกจ่ายไปก่อนหน้านี้แล้ว มีเจ้าหน้าที่จาก รพ.สต.บ้านเตาถ่าน ทต.เขตรอุดมศักดิ์ มาตรวจวัดอุณหภูมิ และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันการแออัดและการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส 19 ตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข อย่างเคร่งครัด หากมีผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้สูงอายุ ที่ไม่สามารถเดินทางมารับได้ ก็จะให้ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้แทนมารับมอบ เพื่อส่งถึงบ้านต่อไป

สำหรับการจัดกิจกรรมแจกข้าวสาร จำนวน 300 ถุง ให้กับพี่น้องประชาชนในครั้งนี้ สืบเนื่องจากในโอกาสครบรอบคล้ายวันเกิดของ น.ส.ปทุมมาศ นาคครวญ (ซ้อหนิง) ภรรยาทนายตั้ม ซึ่งในช่วงเช้า ได้จัดให้มีพิธี ทำบุญเลี้ยงพระเพื่อความเป็นศิริมงคล โดยมีผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่และผู้ใหญ่ใจดี มาร่วมแสดงความยินดีและร่วมสนับสนุนในการแจกข้าวสาร ให้กับพี่น้องประชาชน ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วยเป็นจำนวนมาก


ภาพ/ข่าว นิราช/นันฐพล/พิชญ์ฐญา ทิพย์ศรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ชี้แจงข้อเท็จจริง…จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน

เมื่อ เวลา 13.30 น. (23 ก.พ.65) คุณสิรภพ พิชัยรัตนพงศ์ เลขาธิการ สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย คุณธิติพงศ์ ลิ้มเลิศฤทธิ์ รองประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมประชุมกับ คณะอนุกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และ กองทุนคณะที่สอง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลกระทบ ที่มีต่อต้นทุนภาคการขนส่ง จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน โดยมี นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการศาลฯ เป็นประธานในที่ประชุม ณ ห้องประชุม CA 415 ชั้น 4 อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ สามเสน กรุงเทพฯ


มทภ.1 ตรวจเยี่ยมชายแดนประจวบฯ เน้นย้ำ ! คุมเข้มต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

มทภ.1 ตรวจเยี่ยมชายแดนประจวบฯ เน้นย้ำคุมเข้มต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สภ.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบฯ พล.ท.สุขสรรค์ หนองบัวล่าง แม่ทัพภาคที่ 1 (มทภ.1) พร้อมคณะเดินทางมาตรวจเยี่ยมกองกำลังสุรสีห์ในการปฏิบัติงานในพื้นที่ตามแนวชายแดน โดยมี พล.ต.บรรยง ทองน่วม ผบ.พล.ร.๙/ผบ.กกล.สุรสีห์, พ.อ.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผบ.ฉก.จงอางศึก/ ผบ.ร.๒๙ พ.อ.พงศ์พัฒน์ ห้องสินหลาก รอง ผบ.ฉก.จงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ นายเสถียร เจริญเหรียญ ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ พ.ต.อ.ภาคภูมิพิพัฒน์ พูลศิริโภคา รอง ผบก.ภ.จ.ประจวบฯ พ.ต.อ.สุทธิพงษ์ พุทธิพงษ์ ผกก.ตม.ประจวบฯ นายอำเภอทับสะแก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ พร้อมนำข้อสั่งการของ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มาเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่าง เข้มงวด ในการตรวจสอบจับกุมบรรดาผู้ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย รวมทั้งฃบวนการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด

พล.ท.สุขสรรค์ หนองบัวล่าง แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า จากรายงานพบว่าแนวโน้มการลักลอบเข้าเมืองตามแนวชายแดนในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น ทำให้การปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ยากลำบากยิ่งขึ้น ต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการป้องกันอยู่ตลอดเวลา ขอให้นำยุทโธปกรณ์พิเศษมาใช้ในการเฝ้าตรวจ วางเครื่องกีดขวางปิดกั้นช่องทางธรรมชาติ รวมทั้งการใช้กลไกหมู่บ้านคู่ขนานตามแนวชายแดน กำลังกึ่งทหารประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในจังหวัดอย่างใกล้ชิด รวบรวมข้อมูล พยานหลักฐาน และติดตามการปฏิบัติทุกขั้นตอน นำไปสู่ต้นตอของขบวนการนำพาและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนในการดูแลพื้นที่ชายแดนให้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อความสงบสุขของประชาชนและประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง


นัครินทร์/ข่าวประจวบฯ/รายงาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานไฟพระฤกษ์ จัดแข่งขันกีฬา “ศรีสะเกษเกมส์” และ “นครลำดวนเกมส์”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ให้คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47 “ศรีสะเกษเกมส์” และการจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 37 “นครลำดวนเกมส์” เข้ารับไฟพระฤกษ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง

วันนี้ (วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565) เวลา 13.58 น. ที่ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ออกรับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคณะกรรมจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47 “ศรีสะเกษเกมส์” และการจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 37 “นครลำดวนเกมส์” นำ นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เข้ารับโคมไฟพระฤกษ์ ไปจุดในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47 “ศรีสะเกษเกมส์” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 25 มีนาคม 2565 ณ สนามกีฬากลางศรีสะเกษ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ และนำ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เข้ารับโคมไฟพระฤกษ์ไปจุดในการจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 37 “นครลำดวนเกมส์” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่
30 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 ณ สนามกีฬากลางศรีสะเกษ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ มอบเหรียญรางวัลเรียนดี และโล่ประกาศเกียรติคุณ กองทุนเพื่อการศึกษาและวิจัยทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ในพระราชูปถัมภ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ องค มนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีมอบเหรียญรางวัลเรียนดี และโล่ประกาศเกียรติคุณของกองทุนเพื่อการศึกษาและวิจัยทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ประจำปี 2564 ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง

วันนี้ (วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565) เวลา 10.00 น. ที่ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ออกรับ นายธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุน ฯ และคณะกรรมการบริหารกองทุน นำ ศาสตราจารย์ศิริพร ดำรงค์ศักดิ์กุล ผู้ได้รับรางวัลการประกวดตำราดีเด่นด้านวิศวกรรมศาสตร์ ประจำปี 2564 เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณ และนำ นิสิต นักศึกษา จากมหาวิทยาลัย และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่มีผลการเรียนดี สอบได้ที่ 1 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ประจำปี 2564 จำนวน 39 คน เข้ารับเหรียญรางวัลเรียนดี


วัชระฯ เจอกับตัว ร้อง รมช.นิพนธ์ฯ เร่งช่วยชาวบ้านเหตุบูทเตอร์ประปาระเบิดที่ถนนบางบอน 5 เกิดน้ำท่วมทำร้านค้าชาวบ้านเสียหาย

วัชระฯ เจอกับตัว ร้องรมช.นิพนธ์ฯ เร่งช่วยชาวบ้านเหตุบูทเตอร์ประปาระเบิดที่ถนนบางบอน 5 เกิดน้ำท่วมทำร้านค้าชาวบ้านเสียหาย

วันที่ 23 ก.พ.65 : นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันนี้เมื่อเวลา 13.20 น.ขณะเดินทางไปถนนเอกชัยได้พบเห็นน้ำประปาแตกพุ่งขึ้นมาจากฟุตบาทหน้าร้านทำอลูมิเนียมปากทางเข้าหมู่บ้านเพชรมณฑลกรีน ถนนบางบอน 5 แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร จึงได้หยุดรถลงช่วยเหลือชาวบ้าน ทราบว่าเกิดเหตุน้ำประปาระเบิดพุ่งขึ้นมาบนผิวฟุตบาทไหลท่วมร้านค้าและลงบนถนนบางบอน 5 สร้างความเสียหายให้กับร้านค้าริมถนน 4 ร้าน คือ ร้านทำอลูมิเนียม, ร้านเสริมสวยนู๋จ๋อม, ร้านส้มตำ และร้านก๋วยเตี๋ยว ทำให้ทรัพย์สินสิ่งของในร้านเสียหาย ปลั๊กไฟจมใต้น้ำ แต่โชคดีที่ตัดไฟทัน ต่อมาลูกจ้างของการประปาได้เดินทางมาดูที่เกิดเหตุทันที สอบถามได้ความว่าบูทเตอน์ประปาระเบิดพร้อมกัน 2 แห่งคือที่นี่และที่สวนหย่อม ม.อีลีแกรนด์ ถนนบางบอน 5

กรณีนี้ นายวัชระฯ ได้แนะนำให้ผู้ประสบเหตุสำรวจความเสียหายและให้แจ้งผู้แทนของการประปานครหลวง  หากไม่ได้รับการชดใช้ให้โทรศัพท์แจ้งตนได้ทันที ไม่ต้องเกรงใจ และได้บอกกับพนักงานการประปานครหลวงว่า ต้องระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น ให้ซ่อมแซมท่อประปาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพราะชาวบ้านขาดน้ำไม่ได้ จำเป็นต้องใช้และให้รีบประสานงานชดเชยค่าเสียหายให้กับชาวบ้าน ทั้งนี้จะรายงานเหตุการณ์ให้ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลการประปานครหลวง สั่งการให้รับผิดชอบดูแลประชาชนโดยเร็วที่สุดและอย่าให้เหตุเช่นนี้อีกเพราะอาจเกิดอันตรายแก่ชีวิตของประชาชนได้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เอนกฯ” ผลักดัน เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง เฟส 2 หนุนผู้สูงวัยสู่สังคมเรียนรู้ตลอดชีวิต ครอบคลุมจ้างงาน สร้างอาชีพและรายได้

“เอนกฯ” ผลักดัน เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง เฟส 2 หนุนผู้สูงวัยสู่สังคมเรียนรู้ตลอดชีวิต ครอบคลุมจ้างงาน สร้างอาชีพและรายได้

วันที่ 23 ก.พ.65 : ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงผลสำเร็จโครงการ Quick Wins “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ปีที่ผ่านมา พร้อมผลักดันโครงการสู่เฟส 2 ให้ผู้สูงวัยใช้พลังขับเคลื่อนประเทศด้านต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมจัดเสวนา Forum Talk ให้เหล่าไอดอลวัยเก๋า เข้ารับโล่บุคคลวัยเกษียณ พร้อมตีแผ่แง่คิดการใช้ชีวิตอย่างมีพลัง โดยมี รศ.พิเศษ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ และโฆษกกระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเข้าร่วม ณ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนกฯ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้สูงอายุมีปริมาณกว่าร้อยละ 12 ของประชากรไทย และมีแนวโน้มที่โครงสร้างผู้สูงวัยจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากไม่มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยเกษียณที่ดีพอ จะส่งผลให้สภาพจิตใจและคุณภาพชีวิตเสื่อมถอยลง หากพวกเรามาร่วมกันส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้สูงวัย ให้แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ห่างไกลจากภาวะซึมเศร้าและติดบ้าน และเห็นคุณค่าของตัวเอง โดยไม่ปล่อยให้ร่างกายที่ร่วงโรยมาบั่นทอนจิตใจ โดยกลุ่มคนเหล่านี้ยังมีความรู้ ความคิด และประสบการณ์ชีวิต ถ้าเราสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ร่วมกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จะเกิดความลงตัวในหลากหลายด้าน ทั้งการเกิดทักษะใหม่ มีการปรับรูปแบบกระบวนการคิดและวิธีการใช้ชีวิตต่างๆ ซึ่งเราอยากเห็นความสุขเกิดขึ้นในทุกๆ ช่วงวัย สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ โดย (อว.) มุ่งมั่นผลักดันให้โครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” เป็นวาระแห่งชาติ เป็นโครงการที่มีทั้งความสนุก และความรู้ทางวิชาการ เพื่อพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ให้กลุ่มคนเหล่านี้เป็นเป็นคนสูงวัยที่มีคุณภาพ พร้อมก้าวสู่การใช้ชีวิตและช่วยเหลือสังคมในวัยเกษียณได้อย่างมีพลัง

รมว.อว. กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้ (วช.) สร้างกลไกการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย โดยสนับสนุนทุนวิจัยและขับเคลื่อนผลงานวิจัยพร้อมใช้ ในประเด็นเรื่อง “การเปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” : ผู้สูงวัยมีทักษะในการประกอบอาชีพ เพื่อเปิดโอกาสและสร้างแรงจูงใจให้วัยเกษียณหรือสูงอายุเข้าสู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้เห็นผลสำเร็จโดยเร็ว ครอบคลุมการจ้างงาน การสร้างความรู้ภาคเกษตรสมัยใหม่ เสริมทักษะการดำรงชีวิตและอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ที่เหมาะสมกับศักยภาพ การป้องกันโรค สร้างเสริมและฟื้นฟูสุขภาพกายใจ พร้อมจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นมิตร รวมทั้ง การเตรียมหลักประกันทางสังคมที่สอดคล้องกับความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต โดยมีสถาบันการศึกษาร่วมดำเนินการ จำนวน 10 สถาบัน ได้แก่ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์,ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน,มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,มหาวิทยาลัยขอนแก่น,มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปัจจุบัน โครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” มีผู้สูงอายุเข้าร่วมแล้วทั้งสิ้น 19,000 คน จาก 5 ภูมิภาค 26 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำปาง, น่าน, สกลนคร, ขอนแก่น, ชัยภูมิ, นครราชสีมา, ร้อยเอ็ด, สุรินทร์, อุบลราชธานี, ชลบุรี, ระยอง, ฉะเชิงเทรา, กรุงเทพมหานคร, ปทุมธานี, นนทบุรี, นครปฐม, สมุทรปราการ, พระนครศรีอยุธยา, พิจิตร, สงขลา, สตูล, พัทลุง, ชุมพร และกระบี่ ภายใต้ความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมกิจการผู้สูงอายุ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นต้น ทำให้เกิดเป็นผลสำเร็จในด้านต่างๆ ทั้งด้านการส่งเสริมการตลาดออนไลน์ เพื่อพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและสร้างธุรกิจออนไลน์สำหรับผู้สูงวัยในยุคดิจิทัล ด้านการเสริมสร้างพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ ในการเตรียมความพร้อมสำหรับประกอบอาชีพในยุควิถีชีวิตใหม่ นอกจากนี้ ยังได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานไปอีก 5 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพ มหานคร, จังหวัดชุมพร, จังหวัดนครศรีธรรมราช, จังหวัดลำปาง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี

โดยในเฟสที่ 2 จะมุ่งขยายผลให้ครอบคลุม โดยเพิ่มจำนวนผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการ หนุนเสริมทีมสร้างโอกาส เพื่อเพิ่มความยั่งยืน และในปี 2566 จะผลักดันให้เกิดผลมากขึ้น จากการเพิ่มทักษะอื่นๆ อาทิ การพัฒนาศักยภาพ การขับเคลื่อนวิสาหกิจชุมชน และการสร้างอาชีพใหม่สำหรับผู้สูงวัย อีกทั้ง (วช.) จะได้จัดทำศูนย์ข้อมูลและนวัตกรรมในการดูแลผู้สูงอายุแห่งชาติ (National Information and Innovation Center for Elderly Care) เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลสำหรับแลกเปลี่ยน สนับสนุนข้อมูล องค์ความรู้ และหลักสูตรในการดูแลผู้สูงอายุจากนักวิจัย มหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่างๆ เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานกลางคลังข้อมูลสุขภาพระดับกระทรวงหรือระดับประเทศ

ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า กิจกรรมเสวนา FORUM TALK “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ในวันนี้ (วช.) ได้รับเกียรติจาก ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้บุคคลวัยเกษียณ (Idol วัยเก๋า) ที่มีพลังในการใช้ชีวิตทั้ง 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการเสริมสร้างทักษะอาชีพ มอบแก่ คุณยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์,ด้านการดูแลสุขภาพ มอบแก่ คุณอัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ,ด้านส่งเสริมทักษะดิจิทัล มอบแก่ คุณมนัสวิน นันทเสน (ติ๊ก ชีโร่),ด้านสานสัมพันธ์ต่างวัย มอบแก่ คุณนวลนงค์ จามิกรณ์ และด้านจิตอาสาเพื่อสังคม มอบแก่ คุณเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ มาร่วมสร้างและถ่ายทอดพลังบวกให้กับสังคมผ่านการเสวนา พร้อมด้วยได้รับเกียรติจาก คุณสันติ ลุนเผ่ ศิลปินแห่งชาติ และ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้ควบคุมการแสดงขับร้องเพลงประสานเสียง “วงปล่อยแก่” มาร่วมแสดงพลังดนตรีของคนวัยเก๋า ซึ่งล้วนเป็นบุคคลวัยเกษียณที่มีการพัฒนารูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและมีสีสันอยู่ตลอดเวลา สร้างแรงกระเพื่อมอย่างต่อเนื่อง และเป็นแบบอย่างของคนวัยเกษียณ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศอย่างเต็มกำลังความสามารถ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

BSRU เชิญผู้รักการออกกำลังกาย เดิน-วิ่ง การกุศล ครั้งที่ 3 ในรูปแบบ virtual run

BSRU : เชิญผู้รักการออกกำลังกาย เดิน-วิ่ง การกุศล ครั้งที่ 3 ในรูปแบบ virtual run

กิจกรรมเดิน-วิ่ง การกุศล “บ้านสมเด็จครั้งที่ 3” คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยมี ผศ.ทองเอม สุ่นสวัสดิ์ ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย,นายไพโรจน์ ศรศิลป์ รองประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย,นายจรูญ มีธนาถาวร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ,นายอิศรากรณ์ สุวรรณทิพย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ,ผศ.ธีรถวัลย์ ปานกลาง ผู้อำนวยการสำนักกิจการนักศึกษา

ได้ร่วมเปิดเผยว่า ในการเดินวิ่งการกุศล ในรูปแบบ virtual run ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนี้ ได้เปิดรับสมัคร นักเรียน นิสิตนักศึกษาทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน บุคคลทั่วไป ที่รักสุขภาพ สนใจในกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล ภายใต้ concept Virtual Run ซึ่งเปิดรับสมัครมาตั้งแต่ วันที่ 19 มกราคม จนถึง 15 มีนาคม 2565

กิจกรรมที่จัดขึ้นนี้อยู่ภายใต้การป้องกัน การแพร่ระบาดของเชื้อโคโรน่า (โควิด- 2019) เป็นกิจกรรมเดินวิ่งผ่านทางออนไลน์ ลดการแออัด ท่านที่สมัครจะได้รับเสื้อเดิน-วิ่ง การกุศลครั้งนี้ เป็นที่ระลึก ทุกท่านวิ่งที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องจับระยะทางอย่างครบถ้วนภายในช่วงวันที่กำหนดใครสะสมระยะทางที่กำหนด นอกจากจะได้รับเหรียญรางวัลเป็นที่ระลึก ท่านยังได้ลุ้นชิงรางวัล ต่างๆ มากมาย รวม 300,000 บาท ตั้งแต่ ระยะทาง 5 กิโลเมตร,10 กิโลเมตร 40 กิโลเมตร จนถึง 100 กิโลเมตร

ขั้นตอนการสมัครไม่ได้ยุ่งยากโดยท่านสามารถสมัครผ่านทางเว็บไซต์ vrun.bsru.ac.th แล้วเลือกเมนูส่งผลวิ่งหรือเดินระบุระยะทางที่สะสมได้ในแต่ละครั้ง Upload file หลักฐานการวิ่งที่ได้จากการถ่ายภาพหน้าจอแอปพลิเคชั่นที่ใช้บันทึกผลกิจกรรมแล้วตรวจเช็คข้อมูลอีกครั้งและกดบันทึกข้อมูล รอผลตรวจสอบการส่งข้อมูลเพียงเท่านี้

จึงขอเชิญทุกท่าน เดิน-วิ่ง การกุศล ครั้งที่ 3 ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ไปด้วยกัน กับครั้งแรกของการจัดงานในลักษณะ Virtual Run ภายใต้ชื่องาน BSRU : Virtual Run 2022 ขอให้ทุกก้าวของท่าน มีแต่รอยยิ้ม สร้างประวัติศาสตร์ไปกับเรา เพื่อสุขภาพที่ดี และสร้างบุญ สร้างบารมี ในการส่งเสริมการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ ให้เจริญมั่นคงสืบไป

ท่านสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-473-7000 ต่อ 1018,02-473-7000 ต่อ 1313 หรือสายตรงมาที่ 080-098-3372


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน