สร้างชุมชนเกษตรต้นแบบในภาคเหนือ

      สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา พัฒนาระบบจัดการฟาร์มกระบือแบบประณีต ภายใต้แผนงานจัดการความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม โดยวช.ได้สนับสนุนการดำเนินงานโครงการ “การพัฒนาชุดความรู้การใช้นวัตกรรมในการจัดการฟาร์มกระบือแบบประณีตในภาคเหนือ” แก่มหาวิทยาลัยพะเยา ในการพัฒนาเกษตรกรต้นแบบ ในภาคเหนือ จ.เชียงราย จ.พะเยา จ.แพร่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกลุ่มอนุรักษ์โคกระบือบ้านดงเจริญ ต.หัวง้ม และกลุ่มผู้เลี้ยงโคกระบือ ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นชุมชนเกษตรต้นแบบที่ได้นำระบบการจัดการฟาร์มกระบือแบบประณีตไปใช้ ซึ่งครอบคลุมระบบและแอพพลิเคชั่นหลัก ได้แก่ การผสมพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ แปลงพืชอาหาร การคำนวนสูตรอาหารต้นทุนต่ำ มาตรฐานอาหารปลอดภัย และโปรแกรมเตือนการทำวัคซีน ทั้งนี้ระบบข้างต้น ช่วยให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตรายได้แก่เกษตรกร
      โคงการดังกล่าวมีผศ.ดร.พยุงศักดิ์ อินต๊ะวิชา จากมหาวิทยาลัยพะเยาเป็นหัวหน้าโครงการ พร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากปศุสัตว์จังหวัด และองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นในการดำเนินการ

ศุภเดช ธนูศร /ข่าว/ สภท.54ปี

ทหารพราน 2110 ยึดยานรกเครือข่าย 2ฝั่งโขง 110,000 เม็ด บริเวณหัวดอนบ้านหนองหล่ม ดอนตาล

      มุกดาหาร กองร้อยทหารพรานที่ 2110 สนธิกำลังฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และตำรวจตระเวนชายแดน สกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน มีเครือข่ายค้ายาบ้าฝั่งประเทศเพื่อนบ้านลักลอบขนยาบ้าข้ามโขงนำเข้ามาวางอยู่ริมตลิ่งแล้วขับเรือกลับไป เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบเป็นยาบ้า110,000 เม็ด

      เมื่อกลางดึกของคืน วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 กองร้อยทหารพรานที่ 2110 ร่วมฝ่ายความมั่นคง อ.ดอนตาล จ.มุกดาหารนำกำลังร่วมลงตรวจสอบแนวชายแดนริมฝั่งโขงหลังได้รับแจ้งจากสายว่ามีเครือข่ายค้ายาบ้าสองฝั่งโขงกำลังขนยาบ้าจำนวนมากจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ข้ามโขงทางเรือหางยาว เตรียมนำส่งให้กลุ่มเครือข่ายค้ายาบ้าฝั่งไทย

      อยู่บริเวณพื้นที่ หลังวัดบ้านมุจลินทค์ ตรงข้าม หัวดอนอยู่กลางแม่น้ำโขงบ้านหนองหล่ม ม.3 ต.โพธิ์ไทร อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ได้พบเรือกีบเพลาหางยาวแล่นออกมาจากหัวดอนบ้านหนองหล่มดังกล่าวโดยมีคนนั่งมากับเรือ 2 คนเข้า มาจอดบริเวณท่าน้ำริมฝั่งโขง หลังวัดดังกล่าว และได้มีชายฉกรรจ์ 1 คน เดินขึ้นมาบริเวณท่าน้ำพร้อมทั้งอุ้มถือกระสอบปุ่ย

      เจ้าหน้าที่จึง ได้ให้สัญญานหยุดเพื่อขอตรวจค้น แต่ชายดังกล่าวได้ทิ้งกระสอบปุ่ย และได้วิ่งลงเรือขับหลบหนีไปทางหลังดอน เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบพบกระสอบปุ๋ยดังกล่าว และได้แกะกระสอบปุ๋ย พบเป็นวัตถุทรงสี่เหลี่ยม จำนวน 9 ก้อน แกะออก พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( ยาบ้า ) จึงได้นำของกลาง มาตรวจนับ ที่ อุทยานสมเด็จย่า(ฐานวรพัฒน์) บ้านนาม่วง ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร จากการตรวจสอบยาบ้ารวมจำนวน 110,000 เม็ด เจ้าหน้าที่เตรียมนำของกลางยาบ้าส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาลเพื่อดำเนินการตามกฎหมายพร้อมเตรียมสืบหากลุ่มเครือข่ายค้ายาบ้า2 ฝั่งโขงกลุ่มนี้นำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


ชัยสิทธิ์, ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

ครูตำรวจแดร์พญาไท​

      เมื่อวัน​อังคารที่ 9​ ก.ค.62​ เวลา 11.00-12.00 น.​: พันตำรวจ​เอก​ เจษฎา คุ้มศาสตรา​ ผู้กำกับ​การ​สถานี​ตำรวจ​นครบาล​พญาไท​ (ผกก.สน.พญาไท)​ และ​ พัน​ตำรวจ​โท​ การุณย์ ลิมปิโรจนฤทธิ์ รองผู้กำกับ​การ​ป้อง​กัน​ปราบปราม​ สถานีตำรวจ​นครบาล​พญาไท​ (รอง​ผกก.ป.สน.พญาไท) มอบหมายให้ ร้อย​ตำรวจ​เอ​ก​ เรืองยศ ขันสุวรรณ รองสารวัตร​ป้องกัน​ปราบปราม​สถานีตำรวจ​นครบาล​พญาไท​ (รองสวป.สน.พญาไท) ครูตำรวจแดร์ให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1​ โรงเรียนสัมมาชีวศิลป ราชเทวี จำนวน 24 คน​ ในโครงการ​ “การศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติด”

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอง​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ วิทยากรการอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายและแนวทางการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและปราบปราม

      วันนี้​ วันอังคารที่ 9 ก.ค.62 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ กอง​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (บช.น.)​ : พลตำรวจ​ตรี​ จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (รอง​ผบช.น.)​ เป็นวิทยากรการอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายและแนวทางการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและปราบปราม การแข่งรถในทางสาธารณะและความผิดอื่นๆที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ กอง​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (บช.น.)​ โดยมีตัวแทน เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​จากกองบังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 1​-9​ (บก.น.1-9)​,กอง​บังคับการ​ตำรวจ​จราจร​ (บก.จร.)​ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

Cr.ทีมงานประชาสัมพันธ์ บช.น.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

สืบสวน​ตม.รวบปากีสถาน 48 ราย อ้างสิทธิผู้ลี้ภัยลักลอบอยู่ไทยนานกว่า 5 ปี

      วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 9 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.30 น.ณ​ ห้องแถลงข่าวชั้นล่างอาคารจอดรถ​ บช.สตม.สวนพลู : พล​ตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รักษา​ราชการ​แทน​ผู้​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ พร้อมด้วย​ พลตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พลตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รอง​ผบช.สตม.)​,พล​ตำรวจ​ตรี​ พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผู้บังคับการ​กอง​บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผบก.สส.บช.สตม.)​,พันตำรวจ​เอก​ วิญญู อำนวยสมบัติ รองผู้บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง (รอง​ผบก.สส.บช.สตม.)​,พัน​ตำรวจ​เอก​ กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี ผู้กำกับ​การ​ 2​ กอง​บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผกก.2 บก.สส.บช.สตม.)​

      ได้ร่วมกัแถลงข่าวการจับกุมคดีสำคัญ ดังนี้​ กก.2 บก.สส.บช.สตม.ระดมกำลังเข้าตรวจสอบอพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่งภายในซอยแบริ่ง แขวงบางนา เขตบางนา กทม. พบชาวปากีสถานลักลอบอาศัยอยู่ 48 คน ตรวจสอบเอกสารการเดินทางพบหนังสือเดินทางใช้เดินทางเข้ามาตั้งแต่ปี 2556 การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดแล้ว บางส่วนไม่มีหนังสือเดินทางมาแสดงแต่พบว่าใช้บัตรที่เคยลงทะเบียนกับ UNHCR ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วกลุ่มปากีสถานกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิเป็นผู้ลี้ภัยจาก UNHCR แต่อย่างใด และผู้ถูกจับกุมกลุ่มนี้ผ่านพิจารณาแล้วว่าไม่เข้าคุณสมบัติของการเป็นผู้ลี้ภัย

  1. มีหนังสือเดินทางแสดง 26 ราย
  2. ไม่มีหนังสือเดินทาง 14 ราย
  3. ถือบัตร UNHCR 8 ราย

      กก.2 บก.สส.สตม.ได้ประสานความร่วมมือกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กลุ่มองค์กรเอกชน (NGO)เพื่อผู้ลี้ภัย ดำเนินการคัดกรองชาวปากีสถานทั้ง 48 ราย เพื่อให้เป็นไปตามกลไกการคัดกรอง คุ้มครองผู้ขอสิทธิ์ลี้ภัยที่เป็นเด็กเยาวชน ให้อยู่ในสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อจัดการกับปัญหาการค้ามนุษย์ การล่วงละเมิดทางเพศ การกดขี่แรงงานต่างด้าว

      ปฏิบัติการออกระดมกวาดล้างคนต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากประชาชนในชุมชนได้รับความเดือดร้อนจากการที่ คนต่างด้าวลักลอบอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก จึงได้ร่วมกันปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายแหล่งที่อยู่คนต่างด้าว นอกจากนี้ยังได้ออกตรวจสถานบริการ โรงแรมและคอนโดมิเนียม ที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าวตลอดเวลา เพื่อป้องกันเหตุอาชญากรรมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และหากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดของคนต่างด้าว หรือคนต่างด้าวที่อยู่ใประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กองปราบ​ฯ​ รวบสาวทอม 18​ มงกุฎ เปิดบริษัทวิดีโอเกมส์หลอกตุ๋นเหยื่อลงทุน ก่อนเชิดเงินหนี เสียหายกว่า 50 ล้านบาท

      วันนี้​ วันอังคาร​ที่ 9 ก.ค.62​ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) : พล​ตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังการกอง​ปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ ได้สั่งการให้ พัน​ตำรวจ​เอก​ บุญลือ ผดุงถิ่น ผู้กำกับ​การ​ 3​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ผกก.3 บก.ป.)​ และ พัน​ตำรวจ​โท​ สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 3​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (สว.กก.3 บก.ป.) ร่วมกันนำกำลังเข้าจับกุมน.ส.ธนิดา หรือคาเมล พรมภิชัย อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 88/44 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. ตามหมายจับศาลจังหวัดพระโขนง ที่ จ.156/2562 ลงวันที่ 5 เม.ย. 62 ข้อหา ฉ้อโกง โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหา​ได้ที่บ้านพักเลขที่ดังกล่าว

      โดยสืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ น.ส.ธนิดาฯ ผู้ต้องหารายนี้ซึ่งมีลักษณะเป็นทอมบอยและเป็นเจ้าของบริษัทแห่งหนึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับขายเครื่องเล่นวิดีโอเกมส์ (ทีพี มอร์ กรุ๊ป จำกัด) ตั้งอยู่บนถนนป๊อปปูล่า ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้มีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนให้นำเงินมาร่วมลงทุน โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง และหากผู้เสียหายรายใดนำเงินมาลงทุนจำนวนมากจะได้รับสิทธิ์พิเศษไปเที่ยวต่างประเทศฟรี แต่เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อนำเงินมาร่วมลงทุน น.ส.ธนิดาฯ กลับไม่ยอมจ่ายเงินปันผลตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อทวงถามก็พยายามบ่ายเบี่ยงอ้างว่าบริษัทมีปัญหาทางการเงิน ก่อนจะขาดหายการติดต่อไปในที่สุด ที่ผ่านมามีผู้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อกว่า 30 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท อย่างไรก็ตามต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสืบทราบว่าน.ส.ธนิดาฯ ปัจจุบันยังคงกบดานซ่อนตัวอยู่ที่บ้านพัก จึงนำกำลังเข้าทำการจับกุมตัวได้ดังกล่าว

      จากการสอบสวน น.ส.ธนิดาฯ ยังคงให้การปฏิเสธ และไม่ขอให้รายละเอียดในชั้นสอบสวนโดยจะขอให้การในชั้นศาลเพียงเท่านั้น นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติยังพบว่านอกจากคดีดังกล่าวแล้ว น.ส.ธนิดาฯ ยังมีหมายจับของศาลจังหวัดกระบี่ ที่ 205/25652 ลง 12 มิ.ย. 62 ในข้อหาฉ้อโกง ติดตัวอีกหนึ่งคดี หลังก่อนหน้านี้ได้หลบหนีไม่ไปฟังคำพิพากษา เบื้องต้นจึงแจ้งข้อกล่าวหาก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน​ สน.บางนา รับตัวไปดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

สืบตม.จับผู้ต้องหาจีนหลบหนีคดีฉ้อโกงอสังหาริมทรัพย์

      วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 9 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.30 น.ณ​ ห้องแถลงข่าวชั้นล่างอาคารจอดรถ​ บช.สตม.สวนพลู : พล​ตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รักษา​ราชการ​แทน​ผู้​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ พร้อมด้วย​ พลตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พลตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รอง​ผบช.สตม.)​,พล​ตำรวจ​ตรี​ พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผู้บังคับการ​กอง​บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผบก.สส.บช.สตม.)​,พันตำรวจ​เอก​ วิญญู อำนวยสมบัติ รองผู้บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง (รอง​ผบก.สส.บช.สตม.)​

      ได้แถลงข่าวการจับกุมคดีสำคัญจำนวน 2 รายซึ่งได้รับการประสานงานจาก สอท. ญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และ สอท.จีน ประจำประเทศไทย ขอให้ สตม. สืบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศญี่ปุ่นและจีน ซึ่งได้กระทำความผิดแล้วหลบหนีคดีมาพำนักในประเทศไทย ดังนี้

      เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก. 3 บก.สส.สตม.ร่วมกับด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง โดย พ.ต.อ.จาตุรนต์ บุษปะเกศ ผกก.3 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.จันทร์ชัย แดงประเสริฐ ผกก.ด่าน ตม.ทอ.กรุงเทพ บก.ตม.2 พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ร่วมกันจับกุมนายสี่ซิงหยิง (MR.XU Xingyin) อายุ 35 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับที่ 2018 224 เมืองเปาติง มลฑลเหอเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากมีส่วนพัวพันในคดีฉ้อโกงอสังหาริมทรัพย์ พฤติกรรมแห่งคดี นายสี่ซิงหยิง ได้จัดตั้งบริษัทเหอเป่ยหลินหูพร็อบเพอร์ตี้จำกัด โดยมีนายสี่เป็นกรรมการผู้จัดการ ซึ่งบริษัทดังกล่าวไม่ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการแต่อย่างใด เมื่อปี 2557 นายสี่ได้ทำการขายอาคารที่พักอาศัยจำนวน 2 อาคาร ซึ่งผู้เสียหายได้ผ่อนจ่ายเงินดาวน์ไปจำนวน 18 เดือน เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท แต่นายสี่ไม่สามารถโอนให้แก่ผู้ซื้อได้ จากเหตุดังกล่าวได้สร้างความเสียหายให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ในมลฑลเหอเป่ยเป็นอย่างมาก ทางการตำรวจมลฑลเหอเป่ยจึงได้รับเป็นคดีเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 และได้ออกหมายจับดังกล่าว จากนั้นกระทรวงความมั่นคงสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ขอความร่วมมือจาก บก.สส.สตม.ในการจับกุม โดยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 นายสี่ฯ ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรผ่านทางด่าน ตม.ทอ.กรุงเทพ (สนามบินดอนเมือง) และพบว่าเป็นบุคคลต้องห้ามจึงได้ทำการประสานมายัง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อทำการตรวจสอบและได้ยืนยันว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันจึงได้ทำการส่งตัวมายัง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร

      ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับและมีเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซอยสวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ทหารเกณฑ์ร้องกองปราบฯ​ เอาผิด 3 ครูฝึก หลังถูกรุมทำร้าย ใช้ไม้เฆี่ยนตีจนเจ็บสาหัส เหตุเพราะฝ่าฝืนกฎแอบเล่นโทรศัพท์

      วันนี้​ วันอังคาร​ที่ 9 ก.ค.62​ เวลา 09.30 น.​ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) : นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พานายเอ (นามสมมุติ) อายุ 21 ปี เจ้าหน้าที่ทหารเกณฑ์ สังกัดกรมทหารสารวัตรทหารอากาศดอนเมือง พร้อมด้วยนายทิพย์ (นามสมมุติ) อายุ 51 ปี บิดา นางแก้ว (นามสมมุติ) อายุ 43 ปี มารดา เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.หญิง บุญทิวา ลิ้มศิริลักษณ์ สว.สอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมหลัง นายเอ ถูกครูฝึกทหารในค่ายฝึกของทหารสังกัดดังกล่าวทำโทษจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยนำเอกสารผลตรวจร่างกายและภาพถ่ายร่องรอยฝกช้ำตามร่างกายมามอบให้กับพนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณา

      นายเอฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนได้สมัครเข้าเป็นทหารเกณฑ์ในสังกัดดังกล่าวและเข้ารับการฝึกอยู่ภายในค่ายมาเป็นเวลา 2 เดือนแล้ว กระทั่งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 ก.ค.62​ ที่ผ่านมา ทางกลุ่มครูฝึกได้เรียกตนเข้าไปพบ เพราะจับได้ว่าตนฝ่าฝืนกฎระเบียบของค่ายฝึกแอบใช้โทรศัพท์มือถือนอกเหนือเวลาที่ทางค่ายกำหนด เมื่อไปถึงทางครูฝึกก็ได้ทำโทษตนด้วยการตบหน้า ใช้ไม้ไผ่ฟาดตามร่างกาย รวมถึงใช้กำลังทำร้ายร่างกายตนทั้ง กระทืบ ชกต่อย ทุบตี นานร่วมร่วม 20 นาที ก่อนจะปล่อยตนไปเข้าฝึกอบรมที่ฐานอื่นๆตามปกติ ต่อมาช่วงเที่ยงของวันเดียวกันครูฝึกกลุ่มเดิมก็ได้เรียกตนขึ้นไปพบอีกครั้ง เมื่อไปถึงก็ให้ตนนั่งลงแล้วใช้มือกดหัวตนคว่ำหน้ากระแทกลงไปกับจานข้าวที่วางไว้ ก่อนจะนำแกลลอนน้ำมาวางบนหัวแล้วเทน้ำใส่ รวมถึงนำฝาหม้อมาโขกหัว โดยระหว่างที่กำลังถูกทำโทษนั้นทางกลุ่มครูฝึกก็ได้มีการนำมีดมาขู่ด้วยการทำท่าทางเหมือนจะแทงที่หน้าอก ก่อนจะวางมีดลงแล้วหันมาใช้กำลังทำร้ายร่างกายตนแทน

      “ตนจำได้ว่าในวันดังกล่าวตนโดนครูฝึกทำร้ายร่างกายตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึง 4 โมงเย็น ตลอดทั้งวันถูกเรียกไปทำโทษมากถึง 6 ครั้ง ซึ่งในขณะที่ตนกำลังถูกทำร้ายร่างกายนั้น เพื่อนๆทหารเกณฑ์คนอื่นๆก็เห็นเหตุการณ์หมด เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเข้าช่วยเหลือ นอกจากนี้ในช่วง 5 ทุ่มของวันเดียวกัน ครูฝึกยังได้เรียกตนเข้าไปพบอีกครั้ง พร้อมกับพูดจาข่มขู่ถ้าหากหนีตนตายแน่ แต่เพราะด้วยความหวาดกลัวว่าหากอยู่ต่อก็คงจะถูกทำร้ายร่างกายต่ออีกแน่จึงตัดสินใจหนีออกจากค่ายมาเพื่อรักษาชีวิต ทั้งนี้จากเรื่องราวดังกล่าวตนยอมรับว่ามีส่วนผิด ที่ฝ่าฝืนทำผิดกฎระเบียบของค่ายฝึกจริง แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำร้ายร่างกายกันถึงขนาดนี้ เพราะตนเองก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับครูฝึกมาก่อนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามในส่วนของครูฝึกที่ทำร้ายร่างกายตนนั้น ตนจำได้ว่ามีประมาณ 3 คน โดยแบ่งเป็นจ่าเวร 1 คน และผู้ช่วยจ่าเวรอีก 2 คน ” นายเอฯ กล่าว

      ด้าน นายรณรงค์ฯ กล่าวว่า สำหรับที่เลือกพาผู้เสียหายมาร้องกองปราบฯ​ ในวันนี้ก็เพื่อต้องการให้ทางกองปราบฯ​ เป็นหน่วยงานรับทำคดีแทนตำรวจท้องที่ ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจการทำงานของตำรวจท้องที่ แต่เกรงว่าหากปล่อยไว้นานทางเจ้าหน้าที่ทหารคู่กรณีจะมานำตัวผู้เสียหายกลับเข้ากรมไปอีก จนทำให้ไม่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกัน เพราะหลังจากที่ผู้เสียหายหนีออกมา ก็มีเจ้าหน้าที่ทหารไปเฝ้าดักรอที่บริเวณหน้าบ้านของผู้เสียหาย พร้อมกับบอกคนในบ้านว่าหากพบเจอก็ให้รีบพาตัวผู้เสียหายกลับเข้ากรม รวมถึงเมื่อช่วงเช้าก่อนที่จะเดินทางมากองปราบฯ​ นั้นก็ได้มีรถทหารขับมาจอดอยู่แถวๆบริเวณหน้าบ้านอีกด้วย

      นายรณณรงค์ฯ กล่าวอีกว่า ขณะที่ในส่วนของสภาพจิตใจของผู้เสียหายตอนนี้ ยังคงมีอาการหวาดกลัวอยู่ แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมพอสมควร แต่ในส่วนของสภาพร่างกายนั้น เมื่อวันที่ 7 ก.ค.62​ ก็ได้มีการไปตรวจร่างกาย ที่ รพ.โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ซึ่งทางแพทย์แจ้งว่าจะต้องรักษาอาการอีก 1 สัปดาห์ เพราะอาการตอนนี้ยังไม่สามารถเดินหรือนั่งได้เหมือนคนปกติ ขณะที่ในส่วนของการดำเนินคดีนั้นเบื้องต้นจะดำเนินคดีในข้อหา ทำร้ายร่างกาย “หลังจากนี้ตนและครอบครัวของผู้เสียหายจะขอรอฟังคำชี้แจงจากกองทัพอากาศว่าการลงโทษด้วยไม้เฆี่ยนตีหรือใช้กำลังทำร้ายร่างกายหนักแบบนี้มันอยู่ในหลักการฝึกฝนหรือไม่ และการกระทำดังกล่าว ครูฝึกทำเกินกว่าเหตุหรือไม่” นายรณรงค์ กล่าว

      ด้าน นายทิพย์ กล่าวว่า ภายหลังเกิดเรื่องขึ้น ทุกวันนี้ตนต้องมานั่งเป็นกังวลและเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยของลูกชาย เพราะเขายังเด็ก และถ้าหากในวันนั้นลูกไม่หนีมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าลูกจะได้มายืนอยู่ตรงนี้หรือไม่

      อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนกองปราบฯ​ ได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหายไว้ในเบื้องต้น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐานที่ทางผู้เสียหายนำมามอบให้ ก่อนรวบรวมส่งต่อให้กับผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

สืบตม.รวบสมาชิกแก๊งยากูซ่าลอบวางเพลิงหนีกบดานในไทย

      วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 9 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.30 น.ณ​ ห้องแถลงข่าวชั้นล่างอาคารจอดรถ​ บช.สตม.สวนพลู : พล​ตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รักษา​ราชการ​แทน​ผู้​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ พร้อมด้วย​ พลตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พลตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รอง​ผบช.สตม.)​,พล​ตำรวจ​ตรี​ พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผู้บังคับการ​กอง​บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผบก.สส.บช.สตม.)​,พ.ต.อ.วิญญู อำนวยสมบัติ รอง ผบก.สส.สตม.

      ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมคดีสำคัญจำนวน 2 รายซึ่งได้รับการประสานงานจาก สอท.ญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และ สอท.จีน ประจำประเทศไทย ขอให้ สตม. สืบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศญี่ปุ่น​ และจีน ซึ่งได้กระทำความผิดแล้วหลบหนีคดีมาพำนักในประเทศไทย ดังนี้
      เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 เวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. นำโดย ว่าที่ พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผกก.1 บก.สส.สตม.,พ.ต.ท.พีรภัทร์ ปรมพุฒิ, พ.ต.ท.เทวกฤต มณีรัตน์ รอง ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.ต.วิชัย สังข์สอน สว.กก.1 บก.สส.สตม. พร้อมกำลัง จับกุม นายคาซึฮิโกะ ยามาซากิ (MR.KATSUHIKO YAMAZAKI) อายุ 62 ปี สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของทางการญี่ปุ่น มีหมายจับออกโดยศาลจังหวัดอากิตะ ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2562 ในคดีวางเพลิงเผาทรัพย์ กล่าวคือ นายคาซึฮิโกะฯ เป็นสมาชิกยากูซ่า แก๊งอินากาว่า เป็นสมาชิกระดับกลางขึ้นไป มีคดีติดตัวในประเทศญี่ปุ่น 12 คดี เช่น ทำร้ายร่างกาย ข่มขืน และคดีที่ถูกออกหมายจับคือ คดีวางเพลิงบ้านของญาติคู่อริ ก่อนที่จะหลบหนีมาไทย และในระหว่างที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้มีปัญหากับคนญี่ปุ่นที่พักอาศัยในไทย และได้มีการข่มขู่ฆ่า เจ้าหน้าที่จึงได้สืบสวนติดตาม และจับกุมนายคาซึฮิโกะฯ ตามวัน เวลา ดังกล่าว

      นายคาซึฮิโกะฯ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดได้เดินทางเข้ามาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2562 ประเภทวีซ่า ผ.30 ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 การอนุญาตยังไม่สิ้นสุด ผบก.สส.สตม. จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา 12 (7) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และควบคุมตัวไว้ที่ กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อรอการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป​ อนึ่ง แก๊งอินากาว่า เป็นแก๊งที่ไม่ใหญ่มาก แต่เป็นแก๊งที่มีความโหดเหี้ยมระดับต้นๆ ของแก๊งยากูซ่าในประเทศญี่ปุ่น

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

กอง​ปราบ​ฯ​ รวบสองผัวเมีย​ หลอกคนงานไปทำงานต่างประเทศ​ (เกาหลี)​ มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท

      เมื่อวันที่​ 8 ก.ค.62​ เวลา 10.00 น.​ ที่กองบังคับการ​ปราบปราม : พัน​ตำรวจ​เอก​ สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผู้บังคับการ​ปราบปราม​ (รองผบก.ป.)​ พร้อมด้วย​ พัน​ตำรวจ​เอก​ บุญลือ ผดุงถิ่น ผู้กำกับ​การ​ 3​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ผกก.3 บก.ป.)​ และ พัน​ตำรวจ​ตรี​ เอนก บุญตา สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 3​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (สว.กก.3 บก.ป.)​

      ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมตัวน.ส.พรทิพย์ หรือ พรพิส หรือ สา ปัดตายะสา อายุ 36 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดบัวใหญ่ ที่ 29/2562 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2562 ข้อหา “จัดหางานให้คนงานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานให้ทำในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังกล่าวได้ไปซึ่งเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง” และ นายตะวัน หมอนทอง อายุ 29 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดบัวใหญ่ ที่ 28/2562 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2562​ ในข้อหาเดียวกัน ทั้งสองคนเป็นสามีภรรยา​ ที่หลอกผู้เสียหายว่าสามารถพาไปทำงานที่ประเทศเกาหลี มูลค่าความเสียหาย 2 ล้านบาทโดยสามารถจับผู้ต้องหา​ทั้งสองคนได้ที่บริเวณ ริมถนนสาธารณะ ต.ฟากท่า อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์

      พ.ต.อ.สุรพงษ์ฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายกว่า 10 คน รวมตัวในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และจ.ชัยภูมิ เข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่จัดหางานจังหวัดนครราชสีมา เรื่องการหลอกลวงให้ไปทำงานด้านเกษตรกรรมที่ประเทศเกาหลี ทั้งนี้เมื่อปี 2560 ผู้เสียหายได้รู้จักกับ น.ส.พรทิพย์ฯ และ นายตะวันฯ สองสามีภรรยา อ้างตัวกับชาวบ้านว่าเคยไปทำงานที่ประเทศเกาหลี 2-3 ปี และสามารถช่วยให้ไปทำงานเกี่ยวกับการเกษตรที่ประเทศเกาหลีได้โดยไม่ผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยาก​ ไม่ต้องตรวจโรค เนื่องจากยังมีพรรคพวกของตัวเองอยู่ที่ประเทศเกาหลี และจะได้เงินเดือนค่าจ้างเดือนละ 3-6 หมื่นบาทต่อคน แต่จะต้องเสียค่าดำเนินการใช้จ่ายในการเดินทางและค่าเอกสารคนละ 5-7หมื่น บาทต่อคน ซึ่งผู้เสียหายหลงเชื่อเนื่องจากเห็นว่าน.ส.พรทิพย์ฯ เคยไปทำงานที่ต่างประเทศจริง พูดคุยดูน่าเชื่อถือ ก่อนโอนเงินให้กับน.ส.พรทิพย์ฯ เพื่อนำไปจ่ายในดำเนินการ แต่เมื่อผู้เสียหายโอนเงินให้แล้วหลายเดือนก็ยังไม่พบผู้ใดได้ไปทำงาน ที่ประเทศเกาหลี จึงได้ติดต่อสอบถามไปยัง น.ส.พรทิพย์ฯ ก็ได้แต่บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด จนถึงปี 2561 ผู้เสียหายทราบแน่ใจแล้วว่า พวกตนนั้นถูกหลอก จึงได้ดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับ น.ส.พรทิพย์ ฯ และนายตะวันฯ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 2 ล้านบาท กระทั่ง​ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสืบทราบว่า ทั้ง 2 หลบหนีมากบดานมนพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ จึงติดตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว

      จากการสอบสวนทั้งคู่รับสารภาพว่า น.ส.พรทิพย์ จะทำหน้าที่หลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีของนายตะวันฯ ทั้งสองอ้างว่านำเงินที่หลอกลวงเอาไปใช้จ่ายส่วนตัว และนำไปให้คนรู้จักที่อยู่ในประเทศเกาหลี ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาตามหมายจับ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ประทาย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

      จากการตรวจสอบภายหลังน.ส.พรทิพย์ฯ มีหมายจับคดีฉ้อโกงติดตัวอีก 9 หมายจับ ส่วนนายตะวันฯ มีหมายจับคดีฉ้อโกงติดตัวอีก 2 หมาย รวมแล้วทั้งสองสามีภรรยามีหมายจับ 13 หมายจับ ซึ่งล้วนแต่เป็นคดีฉ้อโกง มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​