ทหาร ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ รวบแรงงานเถื่อนกลางป่า 43 ชีวิต ค่าหัว 2 หมื่น แลกทำงานมาเลเซีย

ทหาร ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ รวบแรงงานเถื่อนกลางป่า 43 ชีวิต ค่าหัว 2 หมื่น แลกทำงานมาเลเซีย

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 พลตรี ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ในฐานะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ บูรณาการกับ นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากชุดปฏิบัติการข่าวในพื้นที่ ว่าจะมีการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนมากในพื้นที่ชายแดน จ.กาญจนบุรี เข้ามายังพื้นที่ตอนใน

จึงสั่งการให้ พันเอก พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 ในฐานะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย พันเอก ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า จัดกำลังพลร่วมกับ กองร้อยตำรวจตระเวนชาย แดนที่ 134, สถานีตำรวจภูธรสังขละบุรี, และฝ่ายปกครองอำเภอสังขละบุรี ร่วมกันลาดตระเวนซุ่มเฝ้าตรวจในพื้นที่ที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว

ต่อมาเวลา 08.30 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงร่วมกันลาดตระเวนซุ่มเฝ้าตรวจ สังเกตพบบุคคลลักษณะคล้ายต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนมาก หลบซ่อนตัวอยู่บริเวณชายเขา บ้านยางขาว ม.4 ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จึงได้นำกำลังเข้าทำการตรวจสอบ พบกลุ่มบุคคลต่างด้าวผิดกฎหมายสัญชาติเมียนมา จำนวน 43 คน (ชาย 34 คน, หญิง 9 คน) ซึ่งทั้งหมดไม่สามารถสื่อสารภาษาไทย และไม่มีเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้ทั้งหมด

จากการซักถามผ่านล่าม ทราบว่า บุคคลต่างด้าวผิดกฎหมายทั้งหมด เดินทางมาจาก เมืองพญาตองซู ประเทศเมียนมา ลักลอบเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ บ้านบ่อญี่ปุ่น อ.สังขละบุรี หลังจากนั้นใช้เส้นทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางน้ำ เลี่ยงจุดตรวจจุดสกัดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยทั้งหมดให้การสารภาพว่าต้องการลักลอบหลบหนีเข้ามายังประเทศไทยและผ่านไปทำงานในประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะจ่ายค่าจ้างให้กับนายหน้าที่จัดหาแรงงานจำนวนคนละ 20,000 บาทต่อคน โดยจะเสียค่าใช้จ่ายเมื่อถึงปลายทางแล้ว แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้จัดทำข้อมูลประวัติ และควบคุมตัวผู้กระทำความผิดทั้งหมดพร้อมของกลาง ส่ง สภ.สังขละบุรี เพื่อขยายผลการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


#/// กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

องคมนตรี ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ม.ราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปี 2568 ณ ม.ราชภัฏนครปฐม

องคมนตรี ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปี 2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฎเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปี 2568 ณ ห้องประชุม อาคารสิริวรปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โดยมีนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย รองเจ้ากรมการสัตว์ทหารบก รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ผู้แทนนายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก บุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ร่วมให้การต้อนรับ

ในการนี้ องคมนตรี รับฟังรายงานผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปี 2568 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม อีกทั้งผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระบรมราโชบายด้านการพัฒนาท้องถิ่นและยกระดับคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั้ง 5 คณะ ตลอดจนการขับเคลื่อนกิจการนักศึกษาของมหาวิทยา ลัย รับฟังข้อเสนอแนะในการพัฒนาการเรียนการสอนและการพัฒนาท้องถิ่นแก่ชุมชนในพื้นที่บริการของมหาวิทยาลัย ได้แก่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดสมุทร สาครให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งพบผู้นำนักศึกษา ประธานสภานักศึกษา นายกองค์ การนักศึกษา และนายกสโมสรแต่ละคณะ

จากนั้นในช่วงบ่าย องคมนตรี พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หมู่บ้านสุขสบาย ตำบลลำเหย อำเภอตอนตูม จังหวัดนครปฐม โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย ไปใช้ประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และพัฒนาท้องถิ่นอย่างยังยืน

โดยบูรณาการการทำงานใน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก กิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการจุลินทรีย์และสารสกัดจากพืชเพื่อการผลิตกระชายแบบชีววิธี เพื่อแก้ปัญหาโรครากเน่า ณ พื้นที่ตำบลลำเหย 2. ด้านการศึกษา ดำเนินโครงการพัฒนาผู้บริหาร ครูประจำการ ครูพี่เลี้ยงศิษย์เก่า โรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูให้เป็นนวัตกรทางการศึกษาตามสมรรถนะ PTRU MODEL เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ณ โรงเรียนวัดไผ่ล้อม อำเภอเมืองนครปฐม 3. ด้านสังคม ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก : การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการจัดตั้งและส่งเสริมการดำเนินงานโรงเรียนผู้สูงอายุ นำไปสู่การพัฒนาด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุ ณ พื้นที่ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม และ 4. ด้านสิ่งแวดล้อม ดำเนินโครงการการเตรียมการเพื่อเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน : การประเมินการกักเก็บคาร์บอนในต้นไม้ เพื่อสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในชุมชน ณ พื้นที่ชุมชนชนสุขสบาย

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มีความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่นในชุมชนเขตพื้นที่บริการ ได้แก่ จังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และสมุทรสาคร เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินงานร่วมกับส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อพัฒนาศักยภาพประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม อันเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างต่อเนื่อง


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ชี้แจงกรณีลูกเสือโคร่งที่ตรวจยึดได้ ไม่ใช้ค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ คาดได้รับข้อมูลจาก บุลคลที่ 3 ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง

มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ชี้แจงลูกเสือโคร่งที่ตรวจยึดได้ ไม่ใช้ค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ คาดได้รับข้อมูลจากบุลคลที่3ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง

จากกรณีเพจเฟสบุ๊ค ได้โพส์ข้อความว่า ผมเพิ่งพบรายงานเหตุ การณ์ลักลอบนำเข้าเสือโคร่ง เพศเมีย อายุ 1 ปี ข้ามจากฝั่งพม่า บริเวณฐานปฏิบัติการหกพันไร่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี แต่กลับมีสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้นตามมาด้วยพฤติกรรมของเหตุการณ์ มีรายงานว่าพบชาวต่างชาติรายหนึ่ง มีชื่อเป็นเจ้าของมูลนิธิเกี่ยวกับสัตว์ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี เกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้าสัตว์ครั้งนี้

ล่าสุดช่วงเย็นวันนี้ 18 ธ.ค. นายเอ็ดวิน วีค ที่ปรึกษาคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า จ.เพชรบุรี ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในวันเกิดเหตุเป็นวันที่ 16 ธันวาคมช่วงเย็น ได้มีทหารกะเหรี่ยง knu ประสานเข้ามาแจ้งว่าต้องการให้ทางมูลนิธิฯ ช่วยเหลือลูกเสือจำนวน 1 ตัว จนตนทราบว่ากะเหรี่ยง knu มาถึงพื้นที่จริงในวันนั้น จึงเดินทางไปดูในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ในวันที่ 17 ธ.ค.ช่วงเช้า จึงเดินทางไปถึงใกล้สถานที่ที่นัดกันไว้ ติดกับชายแดนมากเกินไป ก่อนที่ตนจะแจ้งว่าให้ย้ายจุดมาพบกันที่ใกล้กับฐานปฏิบัติการหกพันไร่ของเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ จากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงรถของกะเหรี่ยง knu ได้ขับเข้ามาถึงจุดใกล้ฐานทหาร โดยที่บริเวณท้ายกระบะมีเสือมาด้วย 1 ตัวอยู่ในกรง ตนจึงเข้าไปดูตรวจสอบอาการพบว่าเสือตัวดังกล่าว ไม่มีอาการป่วยและไม่มีอันตรายใดๆ ถึงชีวิต แต่เสือต้องมีเอกสารแต่กะเหรี่ยง knu ไม่มีเอกสารมาแสดง ตนจึงประสานเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของทหาร กรมการปกครองในพื้นที่ เจ้าหน้าที่กรมอุทยาน เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเจ้าหน้าที่ด่านไซเตส ให้มาร่วมตรวจสอบเสือตัวดังกล่าวด้วย ก่อนที่เจ้าหน้าที่ขอให้เราช่วยนำเสือออกจากกรงเพราะว่าไม่ปลอดภัย กรงเป็นสังกะสีบางๆและมีรู ก่อนทำการย้ายใส่กรงของมูลนิธิและเคลื่อนย้ายเสือไปที่ด่าน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการจดบันทึกตรวจยึดเสือตัวดังกล่าว

ซึ่งเสือตัวนี้ทหารกะเหรี่ยง knu ได้นำเสือตัวนี้ขึ้นรถกระบะและขับเข้ามาในประเทศไทยเอง พอมาถึงพื้นที่ตนยังไม่ได้เปลี่ยนถ่ายเสือขึ้นรถของมูลนิธิจากนั้นประมาณอีกครึ่งชั่วโมงทางทหารกะเหรี่ยง knu ตัดสินใจว่าจะต้องรีบกลับเพราะ เขาเป็นทหารกะเหรี่ยงknu ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยได้ ซึ่งเรื่องระบบนี้ตนเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเราจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตรวจสอบก่อนตนไม่กล้ารับเสือเลย ซึ่งตนทำในพื้นที่ที่ชัดเจนมีเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่เพื่อเป็นพยานและเห็นเหตุการณ์จริงๆ ตนยังบอกเจ้าหน้าที่มูลนิธิทุกคนห้ามข้ามไปฝั่งนู้นเด็ดขาดเพราะว่าเราไม่มีเอกสารที่ได้รับอนุญาต หลังจากมีกระแสข่าวออกมา ตนทราบเรื่องรู้สึกว่าเป็นข่าวเท็จเป็นข่าวที่ไม่ถูกต้อง ตนคิดว่าน่าจะได้รับข้อมูลจากบุคคลที่ 3 ที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์จริงๆ

สำหรับมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่าก่อตั้งมาเมื่อ 25 ปีที่แล้ว มีหน้าที่ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่โดนทำร้าย โดนอุบัติเหตุ หรือถูกทิ้ง. และให้ความรู้เด็กๆเยาวชนในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม. การดูแลสัตว์ป่าที่ไม่สามารถกลับคืนสู่ป่าได้ หรือสัตว์ป่าที่ต้องรอเคลื่อนย้ายไปที่อื่นต่อเพื่อช่วยชีวิตสัตว์ป่า ปัจจุบันมูลนิธิมีเสือโคร่งในความดูแลอยู่จำนวน 21 ตัว ที่ได้มาจากสวนสัตว์แห่งหนึ่งที่จังหวัดมุกดาหาร และสวนสัตว์ที่ปิดตัวแล้วที่จังหวัดภูเก็ต นอกจากนั้นยังมีสัตว์ อีกประมาณ 800 ชีวิต ที่ทำมูลนิธิให้การดูแลช่วยเหลืออยู่


บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี

อดีตรักษาการผกก.บางสะพาน เสียดายไม่ได้สานต่อโรงพักกำเนิด ส่วนชาวบ้านเสียดายคนทำงานเพื่อประชาชนไม่ได้ดี

ประจวบคีรีขันธ์ _ อดีตรักษาการผกก.บางสะพาน เสียดายไม่ได้สานต่อโรงพักกำเนิด ส่วนชาวบ้านเสียดายคนทำงานเพื่อประชาชนไม่ได้ดี

วันที่ 18 ธ.ค.68 จากการเปิดเผยของ พ.ต.อ. พสิษฐ์ ก้อนสิน ว่าในระหว่างที่ตนเองได้มารักษาราชการแทนผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางสะพาน เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2568 ได้มีแนวคิดฟื้นฟูโรงพักกำเนิดนพคุณ ซึ่งเป็นที่ทำการเดิม เคยให้บริการประชาชน ต.แม่รำพึง ต.พงศ์ประศาสน์ ต.กำเนิดนพคุณ และใกล้เคียง เพื่อบริการให้ประชาชนได้รับความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหาย หลักฐาน ฯลฯ รวมทั้งเพื่อความรวดเร็วทันเหตุการณ์ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม บรรเทาความเดือดร้อนและแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างทันท่วงที ได้ดำเนินการต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อม การปรับภูมิทัศน์ด้านหน้าสถานีรถไฟบางสะพานใหญ่ ให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจ เกิดความปลอดภัยในการนำรถไปจอดรอรับญาติ หรือแม้กระทั่งจอดรถไว้แล้วโดยสารรถไฟไปทำธุระ โดยไม่ต้องกลัวว่าทรัพย์สินจะสูญหาย การปรับปรุงโครงสร้างตัวอาคารที่ชำรุด ตกแต่ง เพื่อให้เกิดความพร้อมและสง่างาม ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เพื่อรองรับการเปิดดำเนินการในอนาคต

โดยนอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการฟื้นฟูปรับปรุง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ อนุรักษ์ไว้เป็นโบราณสถาน ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้แหล่งกำเนิดของชาวบางสะพาน วัฒนธรรม ขนบประเพณีดั้งเดิม เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศึกษาและอนุรักษ์ เพื่อเป็นแลนด์มาร์คของอำเภอบางสะพาน โดยมีแนวคิดจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต และอื่นๆ ในทุกมิติไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ การดำเนินการได้รับความอนุเคราะห์จากผู้มีจิตศรัทธาหลายๆภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนายกณรงค์ พลายน้อย นายวสันต์ ปลอดโปร่ง และอีกหลายท่านที่ไม่ได้กล่าวถึง ในการบูรณาการร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรถแบ็คโฮ รถไถ ระบบไฟ และอื่นๆ โดยงบประมาณบางส่วนได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ท่าเรือบางสะพาน จำนวน 20,000 บาท โดยโครงการทั้งหมดดำเนินการไปได้ประมาณ 80 % ก่อนหมดวาระรักษาราชการแทน มีคำสั่งการแต่งตั้งท่านอื่นมาดำรงตำแหน่ง

พ.ต.อ.พสิษฐ์ กล่าวอีกว่า “ผมไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางสะพาน จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จ ไม่สามารถให้บริการประชาชน ตามที่ได้ตั้งใจและดำเนินการโครงการดังกล่าวไว้ ต้องกราบขอโทษต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวบางสะพาน ที่เคารพรักทุกท่าน มา ณ โอกาสนี้ ครับ หากมีสิ่งใดที่เป็นการล่วงเกินอะไร ก็กราบขออภัยครับ และหากมีอะไรให้ผมได้รับใช้ หรือให้คำปรึกษาอะไร ก็เรียกใช้ได้ตลอดเวลา” พ.ต.อ.พสิษฐ์ กล่าว

ด้าน นายสานิตย์ เมฆเจริญ อายุ 84 ปี ชาว ต.พงศ์ประศาสน์ อ.บางสะพาน กล่าวว่า เสียดายโครงการดีๆที่ผกก.ท่านนี้ทำไว้จากโรงพักที่รกร้าง อาคาร บ้านพัก ทรุดโทรมจนกลับมามีสภาพเกือบสมบูรณ์ จนชาวบ้าน 3 ตำบล เชื่อว่าโรงพักแห่งนี้ต้องกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมแต่แล้วเหมือนฟ้าผ่ากลางแดดเมื่อคำสั่งโยกย้ายแต่งตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติล่าสุดไม่มีชื่อของ พ.ต.อ.พสิษฐ์ ก้อนสิน ที่ทำงานเพื่อประชาชนและองค์กรตำรวจ มาดำรงตำแหน่งที่ สภ.บางสะพาน


ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0649646443

สมาคมผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ภูมิภาค เข้าแสดงความยินดีกับผู้ว่าฯ ลพบุรีคนใหม่

สมาคมผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ภูมิภาค เข้าแสดงความยินดีกับผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีคนใหม่

ลพบุรี – สมาคมผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ภูมิภาค นำโดย ดร.ประยุทธ์ คงเฉลิมวัฒน์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกในพื้นที่จังหวัดลพบุรี เข้าพบเพื่อแสดงความยินดีกับ นายวีรพงศ์ ฤิทธิ์รอด ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี หลังได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายจากตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีอย่างเป็นทางการ

ในการเข้าพบครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสำคัญด้าน การสื่อสารข่าวสารของจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะบทบาทของสื่อมวลชนในพื้นที่ ในการถ่าย ทอดนโยบาย การดำเนินงาน และภารกิจของหน่วยงานภาครัฐไปสู่ประชาชนอย่างถูกต้อง ชัดเจน และรอบด้าน

นายวีรพงศ์ ฤิทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้กล่าวขอบคุณคณะผู้บริหารและสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวฯ พร้อมระบุว่า สื่อมวลชนถือเป็นกระบอกเสียงสำคัญของภาครัฐ และเป็นกลไกที่มีพลังในการช่วยให้การทำงานของราชการเกิดผลสัมฤทธิ์ เนื่องจากสามารถทำให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมกับการดำเนินนโยบายและภารกิจด้านต่าง ๆ ของจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กระบอกเสียงของสื่อมวลชนในจังหวัดลพบุรี ถือเป็นกระบอกเสียงที่ “ดังและทรงพลัง” ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการทำงานของภาครัฐกับประชาชน อันจะนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ขณะเดียวกัน สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวฯ ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอในประเด็นปัญหาและแนวทางการพัฒนาจังหวัดลพบุรีในหลายด้าน อาทิ ความปลอดภัยบนท้องถนนและการลดอุบัติเหตุทางถนน, การจัดการปัญหาอุบัติเหตุในพื้นที่เสี่ยง, ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม, รวมถึงแนวคิดในการ ร่วมมือกันปลูกป่า ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และดูแลพื้นที่สีเขียวของจังหวัดลพบุรี

ทั้งนี้ บรรยากาศการพบปะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาครัฐและสื่อมวลชนในพื้นที่ ซึ่งต่างเห็นพ้องกันว่า การทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และมีเป้าหมายเดียวกัน จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดลพบุรีให้ก้าวหน้า และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง


องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และสมาคมแม่บ้านฯ ร่วมออกร้านงานกาชาด ประจำปี 2568

องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และสมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ได้ร่วมออกร้านในงานกาชาด ประจำปี 2568 ณ บริเวณสวนลุมพินี ประตู 3 ถนนพระรามที่ 4 กรุง เทพมหานคร โดยภายในร้านได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การเล่นเสี่ยงโชคโดยวิธีสอยกัลป พฤกษ์ (สอยดาว), การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าฝีมือทหารผ่านศึกและครอบ ครัว จากร้าน POPPY memorandum รวมทั้งการจัดนิทรรศการประมวลภาพพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ และทหารผ่านศึก

#wvothailand honortheheroes #องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก #สมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก #ทหารผ่านศึก #งานกาชาด #กาชาดประจำปี2568 � #RedCrossFair2025


ทางด่วนงามวงศ์วานจาก “ลอยฟ้า-ใต้ดิน-บนดิน” จะได้สร้างมั้ย?

เมื่อเร็วๆ นี้ทางด่วนงามวงศ์วานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางด่วนขั้นที่ 3 กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) มีมติอนุมัติให้ใช้สะพานพงษ์เพชร-ถนนงามวงศ์วาน-อุโมงค์เกษตร เป็นเส้นทางของทางด่วนสายนี้

ความจริงคือการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ศึกษาโครงการก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 3 มาตั้งแต่ปี 2528 เพื่อแก้ปัญหาจราจรแนวตะวันตก-ตะวันออก บนถนนรัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน-ประเสริฐมนูกิจ (หรือถนนเกษตร-นวมินทร์) เดิมตั้งใจจะสร้างเป็น “ทางด่วนยกระดับตลอดสาย” แต่รัฐบาลหลายรัฐบาลที่ผ่านมาจัดลำดับให้โครงการนี้อยู่ “ท้ายคิว” ทั้งๆ ที่ กทพ.ได้ก่อสร้างตอม่อรองรับทางด่วนไว้พร้อมกับการก่อสร้างถนนประเสริฐมนูกิจโดยกรมทางหลวงในช่วงปี 2539-2541 เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น หลังจากกรมทางหลวงสร้างถนนประเสริฐมนูกิจเสร็จ กทพ.ก็ต้องขุดเจาะถนนเพื่อทำตอม่อ จะก่อให้รถติด สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน

1. แผนลอยฟ้าไม่ผ่าน… แผนใต้ดินก็ต้องพับฃ

ในปี 2565-2567 กทพ.พยายามแก้เกมจากการถูกคัดค้านการก่อสร้างทางด่วนลอยฟ้าที่ผ่านด้านข้างของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเปลี่ยนรูปแบบเป็นทางด่วนใต้ดิน เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ซึ่งทำให้ค่าก่อสร้างและค่าซ่อมบำรุงรักษาแพงกว่าทางด่วนลอยฟ้ามากแต่อย่างไรก็ตาม ในปลายปี 2567 แผนการก่อสร้างทางด่วนใต้ดินสายแรกของไทย ซึ่งลึกถึง 48.5 เมตร หรือเท่ากับตึกสูง 16 ชั้น ถูก “เบรก” เมื่อประเมินแล้วว่าไม่คุ้มทุน ส่วนตัวผมเห็นว่าเป็นข่าวดี เพราะอุโมงค์ลึกขนาดนั้น… แถมเป็นอุโมงค์ 2 ชั้น ย่อมมีความเสี่ยงทั้งเรื่องอากาศเสีย ไฟไหม้ อุบัติเหตุจราจร และน้ำท่วม หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจะอพยพผู้ใช้ทางด่วนโดยเฉพาะเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนป่วยออกจากอุโมงค์ได้ยากมาก

2. ลอยฟ้าไม่ได้ ใต้ดินไม่ได้ หันมาสร้าง “บนดิน”?

เมื่อก่อสร้างทางด่วนลอยฟ้าก็ไม่ได้ ทางด่วนใต้ดินก็ไม่ได้ ล่าสุด กทพ.เสนอแนวคิดใหม่คือก่อสร้างทางด่วนช่วงแยกพงษ์เพชร-แยกเกษตร เป็นทางด่วนบนดิน (ระดับดิน) โดยจะใช้ผิวจราจรบนถนนงามวงศ์วาน 4 ช่องจราจร จากทั้งหมด 8 ช่องจราจร รวมทั้งสะพานพงษ์เพชร สะพานบางเขน และอุโมงค์เกษตร มาทำเป็นทางด่วนผมไม่ทราบว่าแนวคิดนี้มาจากใคร? แต่ผลลัพธ์ชัดเจนมาก… งามวงศ์วานจะเป็นอัมพาตทันที เพราะทุกคนรู้ว่าเมื่อผิวจราจรครึ่งหนึ่งถูกแย่งไปทำทางด่วน รถที่ติดอยู่แล้วจะติดหนักขึ้นอย่าง “สาหัสสากรรจ์” ทั้งรถส่วนตัว และรถเมล์ที่มีอยู่กว่า 10 สาย และที่สำคัญ การทำเช่นนี้เป็นการ “รังแก” ผู้ใช้รถใช้ถนนบนถนนงามวงศ์วานที่ต้องเผชิญรถติดอย่างหนักอยู่แล้ว ยังถูก “บังคับ” ให้จ่ายเงินเข้าใช้ทางด่วน ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกทำแบบนี้

3. อุโมงค์เกษตร… จุดเสี่ยงที่สุดถ้าถูกปรับเป็น “ทางด่วน”

อุโมงค์เกษตรถูกออกแบบเป็น “อุโมงค์ทางลอดความเร็วต่ำ-ปานกลาง” ไม่ได้ออกแบบสำหรับรถวิ่งกว่า 80-100 กม./ชม. แบบทางด่วนการนำอุโมงค์ที่มีรัศมีโค้งแคบมากมาใช้เป็นทางด่วน จะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งการชนท้ายและรถเสียหลักถูกเหวี่ยงออกนอกโค้ง เสียการทรงตัว เสี่ยงต่อการพลิกคว่ำ หรือออกนอกเลนอย่างเลี่ยงไม่ได้

4. ทางออกที่ดีคือ “รถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล”

กรณี กทพ.ไม่สามารถสร้างทางด่วนลอยฟ้าได้ ถ้าต้องการแก้รถติดบนถนนงามวงศ์วาน และถนนประเสริฐมนูกิจอย่างยั่งยืน กระทรวงคมนาคมควรเร่งเดินหน้ารถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล เชื่อมแครายกับลำสาลี ระยะทาง 22 กม. ซึ่งผม (ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์) เป็นผู้เสนอไว้ตั้งแต่ปี 2556 ในขณะเป็น ส.ส. และได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลในขณะนั้น โดยได้บรรจุเส้นทางไว้ในแผนแม่บทรถไฟฟ้ารถไฟฟ้าคือคำตอบที่ถูกต้องกว่า ปลอดภัยกว่า และไม่เบียดเบียนผิวจราจรประชาชน

5. ฟันธงว่า “ไม่ได้สร้าง”

ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีนักการเมืองคนไหนจะกล้าสั่งให้ กทพ.สร้างทางด่วนบนดินช่วงสะพานพงษ์เพชร-อุโมงค์เกษตรแน่นอน เพราะผลกระทบหนักเกินกว่าประโยชน์ที่จะได้ และจะสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนอย่างมหาศาล

ใครจะกล้า?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ส่งมอบเงินจากรายได้จากการจัดกิจกรรม “PATTAYA DJ CHARITY” ร่วมปันน้ำใจช่วยผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้

ส่งมอบเงินจากรายได้จากการจัดกิจกรรม ” PATTAYA DJ CHARITY “ ร่วมปันน้ำใจช่วยผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ชาวพื้นที่ภาคใต้ ยอดรวมเงินทั้งหมด 152,471 บาท

วันที่ 01/12/68 ได้ส่งมอบเงินบริจาคและของต่างๆ ให้กับ ท่านนายกฯ เมืองพัทยา คุณเบียร์ ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ เพื่อส่งต่อให้กับ มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา เพื่อนำเงินและของไปช่วยผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมชาวพื้นที่ภาคใต้ต่อไป

ขอบคุณสถานที่

  • FRIENDLY CLUB PATTAYA
  • The Garden 168
  • มหานคร พัทยา
  • FC CLUB PATTAYA
  • ลาน ปิติ พัทยา
  • BANGKOK 159 MEN CLUB PATTAYA
  • 86 CLUB PATTAYA
  • MAO DEEP CLUB

ขอบคุณทีมงาน DJ MC ทุกท่าน

  • Pattaya Dj Charity
  • Sound 21 Share Dj Thailand
  • ชมรม DJ MC แห่งประเทศไทย
  • Dj Plus
  • YDE Studio Pattaya
  • ทีมงาน DJ MC สายบุญ พัทยา

อนุโมทนาสาธุบุญร่วมกันนะคะ ขอให้ทุกท่านโชคดีเฮงๆ รวยๆ กันทุกคน ที่ร่วมบุญกันในครั้งนี้ค่ะ


“นายกฯ” เป็นประธานสรุปผลการปฏิบัติงาน ประจำปี 2568 และแถลงแผนการปฏิบัติงาน ประจำปี 2569 ของ กอ.รมน. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานสรุปผลการปฏิบัติงาน ประจำปี 2568 และแถลงแผนการปฏิบัติงาน ประจำปี 2569 ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 3 ธันวาคม 2568

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.กอ.รมน.) ร่วมงานสรุปแผนการปฎิบัติงานประจำปี 2568 และแถลงแผนการปฎิบัติงานประจำปี 2569

นายกรัฐมนตรี กล่าวในการมอบนโยบายว่า ปัญหาด้านความมั่นคงเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชา ชน และปราบปรามภัยคุกคามทุกรูปแบบที่ส่งผลกระทบ ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ และความสงบเรียบร้อยของชาติ

ตนได้หารือกับผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอ.รมน. ซึ่งได้กำหนดทิศทางการทำงาน กอ.รมน.ในปี 2569 ให้มุ่งสู่ความมั่นคงที่ยั่งยืน ทันสมัย และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปลี่ยนการทำงานเชิงรับ เป็นทำงานเป็นเชิงรุก แก้ปัญหาที่ต้นตอและมุ่งเน้นการบูรณาการงานเพื่อให้เห็นผลชัดเจน และตอบสนองของประชาชนได้ในทุกสถานการณ์ เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีแนวทางการปฏิบัติงาน และความพร้อมต่อการป้องกัน และการแก้ไขปัญหาให้บรรลุผลในปี 2569 นี้ ตนจึงขอให้ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการดังนี้

1.การป้องกันภัยคุกคามเร่งด่วน มุ่งยับยั้งเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการจัดการกับข้ามชาติ และปัญหายาเสพติดตามแนวชาย แดนพร้อมทั้งสนับสนุนการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เน้นการทำงานเชิงลึกในพื้นที่ และใช้การมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างสันติสุขลดเหตุรุนแรงลดจำนวนจุดเสี่ยงลงมห้ได้ อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสนับสนุนการปรามปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์และการก่อการร้ายข้ามชาติ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน และสร้างเครือข่ายการแจ้งเบาะแสให้ครอบคลุมในพื้น ที่รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบด้วยการประสานกับหน่วยงานอย่างรวดเร็วเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ชัดเจน การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารของ กอ.รมน.ต้องพัฒนาข้อมูลข่าวสารด้านข่าวให้รู้จริง รู้เร็ว และแม่นยำ สกัดกั้นข่าวปลอมหรือ fake news ที่บิดเบือนข้อเท็จจริงและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้มีการแตกแยกของสังคม 

2.การสนับสนุนงานรัฐบาล มุ่งยกระดับการแก้ปัญหาชีวิต มุ่งให้ความสำคัญแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน การค้ามนุษย์ และสถานะบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินงานแผนการความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนเป้าหมายได้รับการป้องกันภัยภายในพื้นที่ ยึดหลักการการจัดลำดับความเร่งด่วนของการแก้ไขปัญหาเสริมความพร้อมด้านพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่กับป้องปรามการลักลอบนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตร และสินค้าประมงที่ผิดกฎหมาย รวมถึงความพร้อมในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ในภาวะที่ไม่ปกติหรือภัยพิบัติที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงโดยรวม ในมิติของการบรรเทาสาธารณะภัย และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมขอให้ กอ.รมน.ดำเนินการเชิงรุกเพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบ หาความร่วมมือกับท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ไฟป่า ปัญหาอากาศ เคมีอุตสาหกรรม และปัญหาน้ำปนเปื้อนสารเคมี 

3.การปรับปรุงองค์กรและเสริมภาพลักษณ์ให้เกิดความโปร่งใส และเป็นที่พึ่งของประชาชน จะเริ่มจากการเสริมศักยภาพบุคลากรให้เท่าทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยีการใช้ข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลเพื่อให้กำลังพลพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ตามบริบทของความมั่นคงในปัจจุบันรวมทั้งการเสริมสร้างความโปร่งใสขององค์กรโดยทุกภารกิจต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ดังนั้นการใช้งบประมาณ การปฏิบัติงานของหน่วยงานในพื้นที่ และการสื่อสารสาธารณะ

ท้ายที่สุดตนขอขอบคุณ ผู้บริหารของ กอ.รมน.ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และร่วมมือกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศไปอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนขอขอบคุณและเป็นกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจนี้ ด้วยความทุ่มเท และเสียสละของทุกคนเพื่อทำให้การทำนโยบายฝเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้จริงคือผลการปฏิบัติที่คาดหวังซึ่งทุกคนในที่นี้ จะได้ทำงานร่วมกันผ่านประเทศไทยก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน 


ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ ร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ ร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

วันนี้ 15 ธันวาคม 2568 ที่อาคาร 606 สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง เป็นประธานในการนำข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ ร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โดยน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำความดีเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมายึดถือปฏิบัติ ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้ข้าราชบริพารในพระองค์ เป็นแบบอย่างของการเป็นข้าราชการที่ดี มีจิตอาสา จิตสาธารณะ มีความเสียสละอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีความกตัญญู ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ร่วมทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

โดยมีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ จากสำนักงานองคมนตรี สำนักพระราชวัง กองแพทย์หลวง กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการนายตำรวจราชองครักษ์ประจำพระองค์ พร้อมใจเข้าร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งวันนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เป็นหน่วยรับบริจาคโลหิต มีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ผ่านการคัดกรอง จำนวน 279 คน ได้จำนวนโลหิต 111,600 ซีซี สำหรับโลหิตที่บริจาคในวันนี้ จะนำไปใช้เป็นโลหิตสำรอง สำหรับใช้ในการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

การพร้อมใจร่วมบริจาคโลหิตของข้าราชบริพารในพระองค์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละ อุทิศตน มีจิตอาสา ช่วยเหลือและทำความดีเพื่อส่วนรวม ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างของข้าราชการที่ดี ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะให้ประเทศชาติมีความมั่นคงและประชาชนมีความสุข