แขวงทางหลวงชนบทลำพูน สนับสนุนสถานที่จอดรถ สำหรับผู้มาใช้บริการโรงพยาบาลลำพูน เริ่มให้บริการในวันที่ 6 กรกฎาคม

ลำพูน – ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงฯ ลำพูนพร้อมส่วนเกี่ยวข้องลงพื้นที่ ติดตามความคืบหน้า “โครง การปรับปรุงพื้นที่ที่จอดรถข้างโรงพยาบาลลำพูน และ ถนนเส้นทางอ้อมเมืองท่าจักร-เหมืองง่า ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นี้.

วันนี้(6ก.ค.69) เวลา 9 นาฬิกา ถนนเลี่ยงเมืองลำพูน อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน นายฉัตรชัย จอมเดช ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทลำพูน พร้อมด้วย นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน (สส.จ.ลำพูน), นายณรัศมิน เทพมณี เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้รับมอบหมายจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน(นายวีระเดช ภู่พิสิฐ) และ พันตำรวจโท ยศศรัณย์ คำวงศ์ รองผู้กำกับการจราจร(รอง ผกก.จร.)สถานีตำรวจภูธรเมืองลำพูน ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าและร่วมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในประเด็นโครงการปรับปรุงพื้นที่จอดรถข้างโรงพยาบาลลำพูน และ ถนนเส้นทางอ้อมเมืองท่าจักร-เหมืองง่า

นายฉัตรชัยฯ กล่าวว่า จากการขยายการให้บริการของโรงพยาบาลลำพูน ทำให้มีผู้มาใช้บริการเพิ่มจำนวนมากขึ้น เกิดปัญหาไม่มีที่จอดรถ ผู้มาใช้บริการไม่ได้รับความสะดวก ศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนจังหวัดลำพูน (ศปถ.จ.ลำพูน) จึงได้มอบหมาย ให้แขวงทางหลวงชนบทลำพูน (ขทช.ลำพูน) พิจารณาหาแนวทางแก้ไขเนื่องจากมีพื้นที่ถนน สาย ลพ.3083 แยกทางหลวงหมายเลข 106 – บ้านศรีย้อย อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน อยู่ติดกับโรงพยาบาลลำพูน

แขวงทางหลวงชนบทลำพูนจึงได้พิจารณาใช้พื้นที่ว่างบริเวณเกาะกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่เวนคืนสำหรับก่อสร้างสะพานข้ามทางแยกในอนาคต และในขณะนี้ยังไม่มีแผนงานการก่อสร้าง โดยการใช้เป็นจุด กองเก็บวัสดุผิวทางที่เสื่อมสภาพ และปรับให้เป็นพื้นที่สำหรับจอดรถของโรงพยาบาลลำพูน โดยไม่ใช้เงินงบประมาณของทางราชการ ซึ่งสามารถใช้จอดรถได้ ประมาณ 200 กว่าคัน(แบบฟรี) ไม่มีค่าใช้จ่าย น้ำไม่ขังท่วมไม่ติดหล่มเพราะมีท่อระบายน้ำรองรับน่าจะพอเพียง เรื่องไฟแสงสว่างอนาคตมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง พร้อมเรื่องความปลอดภัย ได้ติดกล้อง CCTV ระยะใกล้ไกล สามารถจับภาพบริเวณใกล้เคียงได้.

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้รับจ้างเป็นผู้ขนวัสดุมากองเก็บและ ปรับพื้นที่ให้บางส่วน ปัจจุบันได้เปิดให้เป็นที่จอดรถชั่วคราวของผู้มาใช้บริการของโรงพยาบาลลำพูน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น รวมถึงจัดระเบียบและพัฒนาพื้นที่จอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน การติดกล้องวงจรปิด การติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างเพิ่มเติม เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการป้องกันอุทกภัยอันเนื่องมาจากฤดูฝนนี้ด้วย. ทั้งนี้ แขวงทางหลวงชนบทลำพูนขอสงวนสิทธิ์หากมีโครงการ ก่อสร้างสะพานข้ามทางแยกเกิดขึ้นในอนาคต จะถือเป็นการยกเลิกการใช้พื้นที่จอดรถ และส่งคืนพื้นที่ให้โครงการก่อสร้างในทันที..นายฉัตรชัยฯ กล่าวในที่สุด.

นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน(สส.จ.ลำพูน)กล่าวว่าจากการได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ซึ่งได้รับความเดือดร้อนในการมาใช้บริการที่โรงพยาบาลลำพูน ไม่มีสถานที่จอดรถ จึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะทางหลวงชนบทลำพูน ทั้งนี้กอรปกับการพัฒนาจังหวัดลำพูนจึงมีการบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วนฯ..

พันตำรวจโท ยศศรัณย์ คำวงศ์ รองผู้กำกับการจราจร(รอง ผกก.จร.) สถานีตำรวจภูธรเมืองลำพูน ได้รับทราบจากกรณีความเดือดร้อนของผู้มาใช้บริการโรงพยาบาลไม่มีที่จอดเพียงพอ จึงจอดบนไหล่ทางเสี่ยงต่อการเกิดอุบติเหตุ ทั้งนี้ ตนเองเห็นชอบในการมีที่จอดรถตรงนี้ เพื่อลดความเสี่ยงและลดปัญหาการจอดรถบนขอบทางได้..

นายณรัศมิน เทพมณี เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน กล่าวเช่นเดียวกันว่าได้รับการร้องเรียน เรื่องลานจอดรถ ไฟฟ้าส่องสว่าง

ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนได้บูรณาการร่วมกันเพื่อลดภาระ ปัญหาต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชน รวมถึงมีการพัฒนาต่อเนื่องต่อไป


นที มีเดช รายงาน

กกล.นเรศวร ตรวจเตรียมความพร้อมรับมือ สถานการณ์แนวชายแดนไทย – เมียนมา ด้านจังหวัดตาก

กกล.นเรศวร ตรวจเตรียมความพร้อมรับมือ สถานการณ์แนวชายแดนไทย – เมียนมา ด้านจังหวัดตาก

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 69 กองกำลังนเรศวร โดย พล.ต.ประสาน เห็นประเสริฐ ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร มอบหมายให้ พ.อ.ณรงค์ชัย เจริญชัย รองผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร ดำเนินการตรวจสภาพความพร้อมของกำลังพล และยุทโธปกรณ์ ที่บังคับการยุทธวิธี กองกำลังนเรศวร (ทก.ยว.กกล.นเรศวร) ประกอบด้วย หน่วยลาดตระเวนระยะไกล, หน่วยอากาศยานไร้คนขับ และหน่วยสื่อสาร บริเวณลานพื้นแข็ง กองบัญชาการกองกำลังนเรศวร ค่ายวชิรปราการ ตำบลไม้งาม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก

การตรวจความพร้อมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความพร้อมด้านการควบคุมบังคับบัญชา, การติดตามสถานการณ์, ความพร้อมของ กำลังพล, ยุทโธปกรณ์, ยานพาหนะ และระบบการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ ให้มีความพร้อมสูงสุด สำหรับการปฏิบัติภารกิจพื้นที่แนวชายแดนไทย-เมียนมา ให้มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

กองกำลังนเรศวร ยังคงมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน พร้อมปฏิบัติภารกิจด้วยความเข้มแข็ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการพิทักษ์อธิปไตยของชาติ

กองกำลังนเรศวร #พร้อมปฏิบัติภารกิจ #ชายแดนไทยเมียนมา #รักษาความมั่นคง #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมแม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมประชุมประสานภารกิจป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ชายแดนภาคเหนือ

แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อม แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมประชุมประสานการปฎิบัติในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2/ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) และ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชา การสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ. ยส. 35) พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางประชุมประสานการปฎิบัติในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) และ หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35)

โดยคณะได้ร่วมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ด้านยาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 ค่ายพระยอดเมืองขวาง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม โดยมี ผู้บังคับหน่วยกำลังป้องกันชายแดนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน

ต่อมา เวลา 13.25 น. พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ยาเสพติด และผลการปฏิบัติงาน บริเวณพื้นที่ ดอนปลาแดก บ้านศิลามงคล ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม โดยมี ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี, นายอำเภอธาตุพนม ผู้บังคับหน่วยกำลังป้องกันชายแดน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ร่วมให้การต้อนรับและแลกเปลี่ยนข้อมูลการปฏิบัติงาน

การปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้เป็นการติดตามสถานการณ์ด้านยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง, หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) , หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) และฝ่ายปกครอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม


นที มีเดช รายงาน

ร่วมแสดงความยินดีและอวยพร พลเอกจรัล นายกสมาคมผู้อาสาสมัครช่วยการศึกษาและคัดเลือกพ่อตัวอย่างแห่งชาติ เนื่องในวาระอันเป็นมงคล อายุครบ 90 ปี

คณะกรรมการ สมาคมผู้อาสาสมัครช่วยการศึกษาและคัดเลือกพ่อตัวอย่างแห่งชาติ พร้อมคณะที่ปรึกษา พันตำรวจเอกพลวุฒิ วิเศษสงวน และเลขาสมาคมฯ พลตรีกัณฑ์ ท.ธรรมธาดาได้นำคณะร่วมงานมุทิตาจิต ร่วมแสดงความยินดีและอวยพร ท่านพลเอกจรัล กุลละวณิชย์ นายกสมาคม เนื่องในวาระอันเป็นมงคล อายุครบ 90 ปี ที่โรงแรมอัศวิน เมื่อวันที่ 5 กรกฎา คม พ.ศ.2569

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ท่านองคมนตรี รัฐมนตรี ตลอดจนผู้บริหารและกรรมการจากองค์กรต่าง ๆ มาร่วมแสดงมุทิตาจิตและแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง สะท้อนถึงความรัก ความเคารพ และคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างสรรค์ไว้แก่ประเทศชาติและสังคมตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมา

นับเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่เปี่ยมด้วยเกียรติ ความอบอุ่น และความทรงจำอันงดงาม


ตำรวจโคราช ทลายเครือข่าย ไอ้ตั้ม บางคล้า ค้าอาวุธปืนออนไลน์

ตำรวจโคราช ทลายเครือข่าย ไอ้ตั้ม บางคล้า ค้าอาวุธปืนออนไลน์ รวบหนุ่มวัย 34 ปี ยึดปืน 15 กระบอก มูลค่ากว่า 1.17 ล้านบาท เงินหมุนเวียน 20 ล้าน เตรียมขยายผลล่าเครือข่าย

เวลา 14.30 น. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราช สีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.อ.สหพร เอียการนา ผู้กำกับการสืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รองผู้กำกับการสืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนรวม 15 กระบอก มูลค่าประมาณ 1,175,000 บาท

ผู้ต้องหาคือ นายประเสริฐ โสภา หรือ “ตั้ม บางคล้า” อายุ 34 ปี ชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกจับกุมได้ภายในบ้านพักเลขที่ 174 หมู่ 6 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา หลังเจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลจนพบพฤติการณ์ลักลอบซื้อขายอาวุธปืนผ่านช่องทางออนไลน์

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอาวุธปืนหลากหลายชนิด ทั้งปืนลูกโม่ ปืนพกกึ่งอัตโนมัติ ปืนยาว และปืนกลมือ รวม 15 กระบอก อาทิ CZ 75, SIG P229, SIG P320, Glock 19, Beretta PX4, Smith & Wesson M&P9C, SIG MPX, CZ ขนาด .22, Commando M4, Derya MK12, Les Baer ขนาด .45 และ Kimber พร้อมแมกกาซีนจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังตรวจยึดอุปกรณ์ที่เชื่อว่าใช้ในการประกาศขายและจัดเตรียมสินค้า ได้แก่ ชุดไฟสตูดิโอ (Softbox) แผ่นหญ้าเทียม เครื่องพิมพ์พกพา ยี่ห้อ Peripage พร้อมกระดาษม้วน รวมถึงโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าใช้ติดต่อซื้อขายอาวุธปืนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “จำหน่ายหรือมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองสำหรับการค้า (ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่” ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้าน พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนติดตามเครือข่ายค้าอาวุธปืนออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้ที่เคยซื้ออาวุธปืนจากเครือข่ายดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและป้องกันการนำอาวุธไปก่อเหตุอาชญากรรมต่อไป


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

โคกหนองนาพระราชทาน สร้างทักษะอาชีพคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

จังหวัดลพบุรี – เรือนจำกลางจังหวัดลพบุรี จัดพิธีปิดโครงการพระราชทาน “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” รุ่นที่ 8/1 เสริมสร้างทักษะอาชีพและคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยใช้หลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ เรือนจำกลางจังหวัดลพบุรี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในพิธีปิดการอบรมตามโครงการพระราชทาน “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” รุ่นที่ 8/1 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ผู้ต้องขัง ให้สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพและพึ่งพาตนเองได้ภายหลังพ้นโทษ โดยมี นายวินัย หมวกมณี ผู้บัญชาการเรือนจำกลางลพบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดฯ ผู้ต้องขังรวมที่เข้ารับการฝึกอบรมฯ จำนวน 100 คน เข้าร่วมในพิธีฯ สำหรับการอบรมมีระยะเวลาในการฝึกอบรม จำนวน 14 วัน ระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 และจะมีพิธีปิดโครงการและการปล่อยตัวผู้ต้องขังราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษฯ ต่อไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้กล่าวให้โอวาทแก่ผู้ต้องขังที่เข้ารับการฝึกอบรมโครงการพระราชทานฯ โดยเรือนจำกลางลพบุรี ได้น้อมนำพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระ เจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร โดยได้จัดให้มีการฝึกอบรมโครงการพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัย โทษ พ.ศ.2569 รุ่นที่ 8/1 ให้แก่ ผู้ต้องขังภายในเรือนจำกลางลพบุรี ซึ่งมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนทัศนคติ แนวคิด ฝึกวินัย ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหาจริง เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดนี้ ขอให้ผู้ต้องขังทุกคน นำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรม ไปปรับใช้ในชีวิตภายหลังพ้นโทษ ขอให้ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้พอกิน พออยู่ พอใช้ พอร่มเย็น สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไปและที่สำคัญที่สุด ขอให้ทุกคน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเมตตา พระราชทาน “โครงการโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” ให้แก่พวกเราทุกคน พร้อมทั้งขอให้ทุกคนกลับตนเป็นพลเมืองดี และร่วมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ตร. ทหาร ปกครอง ตชด. บูรณาการร่วมกัน รวบต่างด้าว แอบลักลอบเข้าเมือง

ตร. ทหาร ปกครอง ตชด.บูรณาการร่วมกัน รวบต่างด้าว แอบลักลอบเข้าเมือง

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 00.10 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี, พ.ต.อ.สันติ พิทักษ์สกุล ผกก.สภ. สังขละบุรี, พ.ต.ท.มนัส พร้อมศักดิ์โสภณ รอง ผกก.ป.สภ.สังขละบุรี, พ.ต.ท.ประดิษฐ์ แร่เพชร สวป.สภ.สังขละบุรี สั่งการให้สายตรวจจุดตรวจร่วมน้ำเกิ๊ก เจ้าหน้าที่ ตชด.134 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ลาดหญ้า ร่วมกันจับกุม นาย จอ ไม่มีชื่อสกุล อายุ 26 ปี เมียนมา พร้อมพวกรวม 7 คน และผู้ติดตาม 4 คน โดยกล่าวหาว่าเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต

พฤติการณ์จับกุม เมื่อวันนี้ (4 ก.ค. 69) ขณะเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมออกปฏิบัติหน้าที่ออกตรวจช่องทางธรรมชาติบริเวณหลังสวนส้มโอ ม.8 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี พบ กลุ่มคนลักษณะคล้ายแรงงานต่างด้าว เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวและเข้าตรวจสอบ นาย จอ ไม่มีชื่อสกุล (ทราบชื่อภายหลัง) พร้อมพวกและผู้ติดตามรวม 11 คน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำตัวทั้งหมดมายังที่จุดตรวจร่วมน้ำเกิ๊ก เมื่อมาถึงแล้วได้ขอตรวจสอบบัตรประจำตัวหรือเอกสารการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร

พบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดไม่สามารถแสดงเอกสารใดๆ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แจ้งให้ผู้ต้อง หาทราบว่าจะต้องโดนจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดทราบ ว่าเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สอบถาม ผู้ต้องหาที่ 1 – 7 ได้รับว่าได้เดินทางมาจากประเมียนมา จะเดินทางมาทำงานที่ประเทศไทย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจับเสียก่อน นำผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป


/////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

พระถูกรถชนมรณภาพ 10 รูป ! ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องประกาศ “Vision Zero”

พระถูกรถชนมรณภาพ 10 รูป !ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องประกาศ “Vision Zero”

เหตุการณ์เด็กอายุ 11 ปี ขับรถกระบะพุ่งชนขบวนพระธุดงค์ ทำให้พระมรณภาพ 10 รูป และบาดเจ็บอีกหลายรูป เป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

ใครทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย เรื่องนี้ไม่มีใครปฏิเสธ แต่ในฐานะนักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่งและจราจร ผมอยากชวนสังคมให้ช่วยกันคิด เพื่อหาทางป้องกันอุบัติเหตุจราจรในอนาคต

1. หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ประเทศไทยจะได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนี้?

หากคำตอบคือ “ไม่มี” ผมเชื่อว่า อีกไม่นานเราก็จะเห็นโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ เพียงเปลี่ยนชื่อผู้เสียชีวิต เปลี่ยนสถานที่ และเปลี่ยนผู้ขับ… เพราะวิธีคิดของเรายังเหมือนเดิมทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เรามักเริ่มต้นด้วยคำถามว่า ใครผิด? แต่แทบไม่เคยถามว่า เราจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก?สองคำถามนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คำถามแรก เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม แต่คำถามหลัง คือจุดเริ่มต้นของการป้องกัน

2. สวีเดนเปลี่ยนคำถาม ประเทศก็เปลี่ยน

เมื่อปี 2540 ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีระบบความปลอดภัยทางถนนดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้ประกาศนโยบาย Vision Zero แนวคิดนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าอุบัติเหตุจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากตราบใดที่ยังมีการเดินทาง อุบัติเหตุก็ยังเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือ การเสียชีวิต เพราะการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศนำ Vision Zero มาเป็นนโยบายระดับชาติ

3. Vision Zero ไม่ได้ถามว่า “ใครผิด” แต่ถามว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่มีผู้เสียชีวิตอีก

นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ ผู้กระทำผิดก็ยังต้องรับผิดตามกฎหมาย แต่เมื่อคดีสิ้นสุดลง รัฐต้องตอบอีกคำถามหนึ่งว่า เราจะปรับปรุงระบบอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีกนี่คือสิ่งที่เรียกว่า Safe System หรือการออกแบบระบบความปลอดภัย โดยยอมรับว่ามนุษย์ย่อมผิดพลาดได้หน้าที่ของรัฐจึงไม่ใช่เพียงการลงโทษผู้กระทำผิด แต่ต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดของคนหนึ่งคน กลายเป็นความสูญเสียของคนอีกหลายคน

4. ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมี Vision Zero

ประเทศไทยพูดเรื่องความปลอดภัยทางถนนมานาน มีทั้งแผนงาน โครงการ และการรณรงค์จำนวนมาก แต่สิ่งที่เรายังไม่มีคือ เป้าหมายร่วมของประเทศผมจึงเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรประกาศ Vision Zero เป็นนโยบายระดับชาติ ไม่ใช่เพราะเราฝันว่าจะไม่มีอุบัติเหตุ แต่เพราะเราเชื่อว่า “ผู้เสียชีวิตเป็นศูนย์” ต้องเป็นเป้าหมายสูงสุดของระบบคมนา คมไทยเมื่อกำหนดเป้าหมายเช่นนี้ ทุกหน่วยงานจะต้องทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่การออกแบบถนน การกำหนดความเร็ว การบังคับใช้กฎหมาย การให้ความรู้ ไปจนถึงการช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ

5. 10 ชีวิต… ไม่ควรสูญเสียไปโดยไร้ความหมาย

พระภิกษุทั้ง 10 รูป ไม่สามารถกลับคืนชีวิตมาได้ แต่สิ่งที่เรายังทำได้คือ ทำให้ความสูญเสียครั้งนี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทย เปลี่ยนจากการถามว่า “ใครผิด?” มาเป็น “เราจะทำอย่างไร เพื่อให้ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเป็นศูนย์”

เพราะนี่คือหัวใจของ Vision Zero และอาจเป็นบทเรียนที่มีคุณค่าที่สุด ที่ผู้จากไปได้ฝากไว้กับสังคมไทย

ขอทิ้งท้ายไว้ว่า “ศาลมีหน้าที่ตัดสินว่าใครผิด แต่รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรรายต่อไป”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่งและจราจร

แลนด์บริดจ์… หยุดก่อน!ให้ประชาชนกำหนดอนาคตภาคใต้

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อาจกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการพัฒนาประเทศไทย เพราะรัฐบาลได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ

(1) ยุติการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC)(2) ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ โดยมีภาคประชาชนร่วมศึกษาและกำหนดทิศทาง(3) ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อรอแผนแม่บทฯ และผลการศึกษาของคณะกรรมการแลนด์บริดจ์

หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียง “ข้อตกลงทางการเมือง” แต่ในความเป็นจริง MOU ฉบับนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก

เพราะนี่คือครั้งแรกที่รัฐบาลยอมรับอย่างเป็นทางการว่า การพัฒนาภาคใต้ไม่ควรเริ่มต้นจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเริ่มต้นจากการวางแผนร่วมกับประชาชน

1. เปลี่ยนวิธีคิดจาก “โครงการนำ” เป็น “แผนนำ”

ที่ผ่านมา การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของประเทศมักเริ่มจากโครงการ เมื่อมีโครงการแล้ว จึงค่อยออกแบบทุกอย่างให้รองรับโครงการนั้น ไม่ว่าจะเป็นผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น พร้อมทั้งออกกฎหมายให้เอื้อต่อโครงการ ประชาชนมักเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงท้าย เมื่อทิศทางหลักถูกกำหนดไปแล้ว

MOU ฉบับนี้เสนอแนวคิดที่แตกต่างออกไป คือเริ่มจากการตั้งคำถามว่า (1) ภาคใต้ควรพัฒนาไปในทิศทางใด (2) จุดแข็งของแต่ละพื้นที่คืออะไร (3) เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต จะเดินไปด้วยกันได้อย่างไรเมื่อมีคำตอบเหล่านี้แล้ว จึงค่อยพิจารณาว่าโครงการใดเหมาะสมที่จะบรรจุไว้ในแผน ไม่ใช่กำหนดโครงการไว้ก่อน แล้วให้ทุกอย่างเดินตาม

2. ประชาชนไม่ใช่ผู้คัดค้าน แต่เป็นผู้ร่วมออกแบบ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้ที่ตั้งคำถามต่อโครงการแลนด์บริดจ์มักถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายคัดค้าน” แต่ MOU ฉบับนี้สะท้อนอีกมุมหนึ่ง ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องคือ การพัฒนาที่มีข้อมูล มีเหตุผล และเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นหากกระบวนการนี้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะได้ต้นแบบใหม่ของการกำหนดนโยบายสาธารณะ นั่นคือ การให้ประชาชนร่วมคิด ไม่ใช่เพียงร่วมรับฟัง

3. นี่อาจเป็นต้นแบบของทั้งประเทศ

หากคณะกรรมการฯ สามารถจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ประโยชน์จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคใต้ แต่จะกลายเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาภาคอื่นๆ ของประเทศ หรือแม้แต่กรุงเทพมหานคร ล้วนสามารถใช้กระบวนการเดียวกัน คือให้ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเอง

4. ความท้าทายเพิ่งเริ่มต้น

อย่างไรก็ตาม MOU เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายรักษาคำมั่นที่ลงนามไว้ คณะกรรมการฯ ต้องทำงานอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญขณะเดียวกัน ภาคประชาชนก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้คัดค้าน” มาเป็น “ผู้ร่วมเสนอทางออก” เพราะการออกแบบอนาคตย่อมยากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์

5. บทใหม่ของประเทศไทย

ความสำเร็จที่แท้จริงของ MOU ฉบับนี้ ไม่ใช่การหยุดหรือเดินหน้าแลนด์บริดจ์ แต่คือการพิสูจน์ว่า ประชาชนสามารถเป็นผู้ร่วมออกแบบอนาคตของประเทศได้ หากกระบวนการนี้เดินหน้าจนเกิด “แผนพัฒนาภาคใต้ฉบับประชาชน” ได้สำเร็จ

นี่จะไม่ใช่เพียงชัยชนะของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่จะเป็นชัยชนะของประชาธิปไตยเชิงนโยบาย และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ที่การพัฒนาประเทศไม่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ถูกเขียนร่วมกันโดยประชาชนทุกคน”

นี่ไม่ใช่แผนของ SEC Watch ไม่ใช่แผนของรัฐบาล แต่ควรเป็น ‘แผนของคนใต้ทุกคน’ และหากทำสำเร็จ ก็จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศไทยในศตวรรษที่ 21″


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ไฮสปีด 3 สนามบิน 7 ปีผ่านไป… คนไทยได้อะไร?

ในที่สุด สิ่งที่หลายฝ่ายคาดไว้ก็ใกล้กลายเป็นความจริง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่า 224,544.36 ล้านบาท อาจต้องยุติสัญญา

ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยยอมรับตรงๆ ว่า หากบอร์ด EEC ไม่เห็นชอบให้แก้ไขสัญญา โครงการก็อาจต้องปิดฉาก

หากเป็นเช่นนั้น สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดไม่ใช่การเลิกสัญญา แต่คือประเทศไทยเสียเวลาไปเกือบ 7 ปี โดยที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง

1. โครงการนี้เริ่มต้นอย่างไร?

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 การรถไฟแห่งประเทศไทยลงนามสัญญากับบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เพื่อก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา สัมปทานยาว 50 ปี แบ่งเป็นเวลาสำหรับการออกแบบและก่อสร้าง 5 ปี และเวลาสำหรับการบริหารจัดการเดินรถ 45 ปีในวันนั้น หลายคนเชื่อว่านี่คือ “เมกะโปรเจกต์” ที่จะเปลี่ยนโฉมระบบคมนาคมของไทยและเป็นหัวใจของ EECแต่เกือบ 7 ปีผ่านไป… สิ่งที่ประชาชนได้เห็น ไม่ใช่การก่อสร้าง แต่เป็นข่าว “ขอแก้สัญญา” และ “เจรจาใหม่” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

2. ซีพีชนะประมูล เพราะขอเงินรัฐน้อยที่สุด

เหตุผลที่กลุ่มซีพีชนะประมูล เพราะเสนอขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐเพียง 117,226.87 ล้านบาท ต่ำกว่าคู่แข่งอย่างกลุ่ม BSR (นำโดยบีทีเอส) ซึ่งเสนอขอรับเงินสนับสนุนสูงถึง 169,934 ล้านบาทนั่นทำให้รัฐต้องลงทุนเพียงประมาณ 52% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับโครงการรถไฟฟ้าอื่นๆ ที่รัฐมักร่วมลงทุนถึง 80-85%คำถามคือ… การเสนอราคาที่ต่ำมากเพื่อชนะประมูล กลายเป็นภาระทางการเงินที่หนักเกินไปหรือไม่ เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนไปหลังโควิด

3. คำพูดประโยคเดียว “สะเทือนทั้งโครงการ”

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด ไม่ใช่การที่เอกชนขอแก้สัญญา แต่คือคำยอมรับของผู้ว่าการ รฟท.ที่ว่า “สถาบันการเงินไม่เชื่อมั่นว่าโครงการมีความคุ้มค่าพอที่จะปล่อยกู้”ประโยคนี้มีความหมายมากกว่าแค่การหาเงินกู้ไม่ได้ แต่มันสะท้อนว่า ผู้ให้กู้ซึ่งเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ มองว่าโครงการอาจไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามแผนเมื่อธนาคารไม่ปล่อยกู้ โครงการ PPP (Public-Private Partnership หรือ “การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน) ก็แทบเดินหน้าต่อไม่ได้

4. โควิด… ใช่ทั้งหมดหรือไม่?

หลายคนชี้แจงว่า โครงการสะดุดเพราะโควิด แต่หากย้อนดูข้อเท็จจริง จะพบว่าปัญหาสะสมมาตั้งแต่ก่อนโควิด ทั้งการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า การก่อสร้างที่ทับซ้อนกับโครงการอื่น และการเจรจาแก้ไขเงื่อนไขหลายครั้งทุกปีที่ผ่านไป… ต้นทุนสูงขึ้น ทุกปีที่ผ่านไป… ความเชื่อมั่นลดลง จนวันนี้ แม้แต่สถาบันการเงินก็เริ่มไม่มั่นใจ

5. คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ

หากโครงการต้องยุติจริง รัฐบาลควรตอบประชาชนอย่างน้อย 2 คำถาม

(1) ใครจะรับผิดชอบต่อเวลาเกือบ 7 ปีที่ประเทศต้องสูญเสียไป

(2) ประเทศไทยจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกลับมาได้อย่างไร หากเมกะโปรเจกต์ระดับประเทศยังจบลงแบบนี้

6. บทเรียนราคาแพงที่สุด

บทเรียนของโครงการนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่คือบทเรียนของการบริหารประเทศ“การประกาศก่อสร้างเมกะโปรเจกต์เป็นเรื่องไม่ยาก แต่การทำให้สำเร็จต่างหาก คือสิ่งที่ประชาชนใช้วัดความสามารถของรัฐบาล” วันนี้ สิ่งที่ประเทศไทยสูญเสีย อาจไม่ใช่เพียงโครงการมูลค่า 224,544.36 ล้านบาท แต่คือ เวลา โอกาส ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

7 ปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่แค่โครงการที่หยุดนิ่ง แต่คือ 7 ปี ที่ประเทศไทยเดินช้าลง… ขณะที่โลกเดินหน้าไปไกลกว่าเดิม


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์