รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก สร้างเสร็จ 3 ปี “ถึงวันนี้… ยังได้แค่มอง”

รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร งานโยธาสร้างเสร็จตั้งแต่กลางปี 2566 แต่ถึงวันนี้… ยังเปิดไม่ได้

ผ่านมาเกือบ 3 ปีเต็ม สิ่งที่ประชาชนทำได้คือ ยืนมองสถานี และเดินทางฝ่ารถติดเหมือนเดิมการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตั้งเป้าเปิดใช้ในปี 2571 แปลว่า ต้องรออีก 2 ปี รอมาแล้ว… ก็ต้อง “ทนรอต่อไป”

1. สร้างเสร็จแล้ว แต่ทำไมยังเปิดไม่ได้?

คำตอบไม่ซับซ้อน เพราะ รฟม.เลือกหาผู้เดินรถโดยการผูกช่วงตะวันออกเข้ากับช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ) ระยะทาง 13.4 กิโลเมตร โดยการประมูลหาเอกชนให้ก่อสร้างช่วงตะวันตกและเดินรถทั้ง 2 ช่วงแต่การประมูลดังกล่าวเกิดปัญหาซับซ้อน (ซึ่งผมเคยเขียนถึงแล้วหลายครั้ง) ผลคือ ช่วงตะวันออกงานโยธาสร้างเสร็จ 100% ช่วงตะวันตกเพิ่งคืบหน้า 22.3% ทั้งที่ความจริงแล้ว หากแยกประมูลผู้เดินรถเฉพาะช่วงตะวันออก วันนี้ประชาชนคงได้นั่งรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกแล้วระยะทาง 22.5 กิโลเมตร ยาวพอ และมีเส้นทางผ่านพื้นที่สำคัญหลายแห่ง คาดว่าจะมีผู้โดยสารแน่น เอกชนสนใจแน่นอน เพราะไม่ใช่โครงการที่เสี่ยงขาดทุนแต่น่าเสียดาย… โอกาสนั้นถูกปล่อยให้ผ่านไป

2. เปิดช้า… ประเทศเสียหายปีละ 4.3 หมื่นล้าน

ประเด็นนี้ ไม่ได้เขียนเพื่อโทษใคร แต่อยากให้เป็นบทเรียนราคาแพง เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำกับโครงการอื่นในอนาคตรฟม.ประเมินความเสียหายจากการเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกล่าช้า พบว่า ประเทศมีความเสียหายสูงถึง 4.3 หมื่นล้านบาทต่อปี จาก 3 ส่วนหลัก

  1. ค่าดูแลโครงสร้างที่สร้างเสร็จแล้ว 495 ล้านบาท/ปี สถานียกระดับ 7 สถานี 103 ล้านบาท/ปี สถานีใต้ดิน 10 สถานี 392 ล้านบาท/ปี สร้างเสร็จแล้ว แต่ต้องจ่ายเงินดูแลโดยที่ประชาชนยังไม่ได้ใช้
  2. ค่าเสียโอกาสจากค่าโดยสาร 1,764 ล้านบาท/ปี รายได้ที่ควรเกิด… แต่หายไปเพราะยังไม่เปิดใช้
  3. ค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ 40,644 ล้านบาท/ปี จากการประหยัดเวลาการเดินทาง ลดค่าใช้จ่ายด้านยานพาหนะ และลดมลพิษเดิมที รถไฟฟ้าสายนี้ รฟม.มีแผนจะเปิดในเดือนมีนาคม 2567 แต่แผนใหม่คือ เร็วสุดปี 2571 ล่าช้าไป 4 ปี รวมความเสียหายกว่า 1.7 แสนล้านบาทผมไม่ขอถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ แต่อยากให้ทุกฝ่ายจำตัวเลขนี้ให้ขึ้นใจ

3. รถไฟฟ้ากรุงเทพฯ “เราอยู่ตรงไหนของแผนแม่บท?”

ปัจจุบันรถไฟฟ้าที่เปิดใช้แล้ว 279.84 กิโลเมตร จากแผนแม่บททั้งหมด 553.41 กิโลเมตร คิดเป็น 50.6%หากเปิดสายสีส้มตะวันออกได้ในปี 2571 ระยะทางจะเพิ่มเป็น 302.34 กิโลเมตร (54.6%)หากเปิดสายสีส้มตะวันตกในเดือนกรกฎาคม 2573 เพิ่มเป็น 315.74 กิโลเมตร (57.1%)และหากเปิดสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ในเดือนมีนาคม 2573 รวมเป็น 339.34 กิโลเมตร (61.3%)ทั้งสายสีส้มตะวันตก และสายสีม่วงใต้จะเป็นรถไฟฟ้าที่ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ต่อจากสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-หลักสอง ที่เปิดให้บริการไปแล้วในปี 2562โครงข่ายกำลังจะสมบูรณ์ขึ้น แต่คำถามคือ… เราจะได้ใช้ “รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกที่สร้างเสร็จแล้ว” ในปี 2571 จริงหรือไม่?

4. บทเรียนจากรถไฟฟ้าที่ประชาชนยังไม่ได้ใช้รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค ไม่ใช่ขาดเงิน ไม่ใช่ขาดผู้โดยสาร แต่เป็นผลมาจากการตัดสินใจเชิงนโยบายและโครงสร้างการประมูลการเปิดใช้ล่าช้า ไม่ได้แค่ทำให้ประชาชนเสียเวลา แต่ทำให้ประเทศเสียเงิน เสียโอกาส และเสียความเชื่อมั่นถ้าไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้ รถไฟฟ้าสายต่อไป… อาจไม่ได้ช้าแค่ “4 ปี”

หมายเหตุ: ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

มีสนามบินร้างแต่รัฐจะสร้างเพิ่ม… ทำไม?

ในวันที่บางสนามบินแทบไม่มีเครื่องบินขึ้น-ลง แต่หลายจังหวัดยังเรียกร้องให้รัฐ “สร้างสนามบินใหม่” คำถามจึงไม่ใช่ “จังหวัดไหนอยากมีสนามบิน” แต่คือ “ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสนามบินครบทั้ง 77 จังหวัดจริงหรือ?”

1. วันนี้เรามีสนามบินมากแค่ไหน?

ประเทศไทยมีสนามบิน 39 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ แบ่งเป็น กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ดูแล 29 สนามบิน, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ดูแล 6 สนามบิน, กองทัพเรือ 1 สนามบิน และบริษัท บางกอกแอร์เวย์ จำกัด (มหาชน) 3 สนามบิน แต่ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับคือสนามบินของ ทย. หลายแห่งไม่มีเที่ยวบิน หรือมีน้อยมาก ขณะที่ยังมีการศึกษาเพื่อสร้างสนามบินใหม่เพิ่มอีกหลายจังหวัด

2. จังหวัดแบบไหน “ควรมีสนามบิน”

จริงๆก่อนตัดสินใจสร้างสนามบิน ควรถามให้ครบว่า

  1. มีความต้องการเดินทาง หรือ ดีมานด์จริงหรือไม่?ไม่ใช่แค่คนในจังหวัด แต่รวมถึงจังหวัดข้างเคียง นักท่องเที่ยว และการเดินทางเชิงธุรกิจ
  2. จังหวัดรอบข้างมีสนามบินอยู่แล้วหรือยัง?ถ้าขับรถ 1-2 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินที่ใช้งานดีอยู่แล้ว การสร้างสนามบินใหม่อาจเป็นการซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น
  3. เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทั้งปีหรือไม่?ไม่ใช่แค่มีสถานที่เที่ยว แต่ต้องมีเหตุผลให้คนบินไปซ้ำๆ ไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาล
  4. มีสายการบินพร้อมจะบินจริงหรือไม่?สนามบินจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีเครื่องบิน หากไม่มีสายการบินใดเห็นโอกาสเชิงธุรกิจ สนามบินก็เป็นเพียงอาคารว่างเปล่า
  5. คุ้มค่าระยะยาวไหม?เพราะภาระไม่ได้จบแค่วันเปิดสนามบิน แต่ต้องลากยาวไปอีกหลายปีทั้งค่าบำรุงรักษา และค่าบุคลากร

3. ก่อนสร้างสนามบินใหม่ ต้องแก้ “คอขวดดอนเมือง” ให้ได้ก่อน

สนามบินดอนเมืองคือ หัวใจของโลว์คอสต์ เที่ยวบินภายในประเทศเกือบทั้งหมด “เริ่มต้นที่นี่” ปัญหาของดอนเมืองคือ เพิ่มเที่ยวบินไม่ได้ เพราะสนามบินรองรับเต็มศักยภาพแล้ว ถ้าต้นทางติด ปลายทางจะโล่งแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย หากไม่แก้ปัญหาดอนเมือง สนามบินใหม่ในต่างจังหวัดอาจเจอสถานการณ์ “มีสนามบิน แต่ไม่มีเครื่องบินไปลง”และสุดท้าย… ก็อาจกลายเป็น สนามบินร้าง อีกแห่งของประเทศ

4. คนในจังหวัดได้อะไรจากสนามบิน?

ถ้าสนามบินดีจริง คนในจังหวัดต้องเดินทางสะดวกขึ้น มีเที่ยวบินสม่ำเสมอ ราคาจับต้องได้ นักท่องเที่ยวมาแล้วเงินต้องถึงมือคนท้องถิ่น และเกิดการจ้างงาน เกิดรายได้ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องแต่ถ้ามีสนามบินแล้วมีเที่ยวบินน้อย ราคาตั๋วแพง คนในจังหวัดไม่ค่อยได้ใช้ ยังต้องไปขึ้นเครื่องที่จังหวัดอื่น แบบนี้ต้องถามตรงๆ ว่า สนามบินสร้างเพื่อใคร?

5. ไม่มีสนามบิน… ก็ไม่ได้แปลว่าล้าหลัง

ถ้าจังหวัดใกล้เคียงมีสนามบินที่ใช้งานดีอยู่แล้ว การ “ใช้ร่วมกัน” อาจคุ้มค่ากว่า ข้อดีของการไม่มีสนามบินในจังหวัด

  1. ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น เสียง การเวนคืน ผลกระทบต่อชุมชนรอบสนามบิน
  2. เอางบไปพัฒนาสิ่งที่จำเป็นกว่า สนามบินหนึ่งแห่งใช้งบประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท งบนี้สามารถสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ระบบขนส่งสาธารณะ ถนน เหล่านี้ช่วยชีวิตคนได้มากกว่าสนามบินที่ไม่มีเที่ยวบิน

6. บทสรุป

การมีสนามบินไม่ใช่เครื่องวัดความเจริญ และการไม่มีสนามบิน ไม่ได้แปลว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ก่อนจะสร้างสนามบินใหม่อีกแห่ง บางที… ประเทศไทยอาจต้องหยุดถามตัวเองว่า “เราจำเป็นต้องมีสนามบินครบทั้ง 77 จังหวัดจริงหรือ?”คุณมีความเห็นอย่างไรครับ?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ผบช.ภ.1 ประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า

วันที่ 30 ม.ค. 69 เวลา 08.30 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ประธานพิธีฯ, พล.ต.ต. อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต. สถาพร เอมโอษฐ์ รอง จตร. ช่วยราชการ ภ.1, พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1
พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1 ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.สส.ภ.1, บก.กค.ภ.1 และ บก.อก.ภ.1 เข้าร่วมพิธีฯ ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ภ.1


ผบช ภ.1 จัดเลี้ยงอาหารกลางวันพิเศษ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

ภายใต้การอำนวยการของสนับสนุนอาหารหลักของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 มอบหมายให้พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ได้จัดเลี้ยงอาหารกลางวันพิเศษ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ โดยมีข้าราชการตำรวจ สังกัด บก.อก.ภ.1 เข้าร่วม

เมื่อวันที่ 28 ม.ค.69 เวลา 11.30 น. ภายใต้การอำนวยการสนับสนุนอาหารหลักของ พล.ต.ท. วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 จัดเลี้ยงอาหารกลางวันพิเศษ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ เพื่อเป็นสวัสดิการและขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.อก.ภ.1 โดยมีข้าราชการตำรวจ สังกัด บก.อก.ภ.1 เข้าร่วมกิจ กรรม ณ สโมสรตำรวจภูธร ภาค 1


‘สืบภาค 1’ ตะครุบทันควันแก๊ง ‘บัญชีม้าไทย-เวียดนาม’ ตุ๋นเหยื่อ 22 เคส เสียหายกว่า 19 ล้าน

‘สืบภาค 1’ ตะครุบทันควันแก๊ง ‘บัญชีม้าไทย-เวียดนาม’ ตุ๋นเหยื่อ 22 เคส เสียหายกว่า 19 ล้าน

28 มกราคม 2569 พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1/โฆษก ตร.ภ.1, พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1, พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ๋ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1 เปิดเผยว่า

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.69 ที่ผ่านมา ตำรวจภูธรภาค 1 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ภาณุเดช สุขวงศ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รอง ผบก. สส. ภ.1, พ.ต.อ.พีรศักดิ์ รอดบน รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิทิต จันทร์เอี่ยม รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.พงศ์จักร ปรีชาการุณ รอง ผบก.สส.ภ.1, เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม /กก.สส.2 บก.สส.ภ.1 นำโดย พ.ต.อ.นัฎฐพงษ์ ศรีเพ็ญประภา ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.นภธร วาชัยยุง ผกก.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.ภ.1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.2 บก.สส.ภ.1, เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ

ร่วมกันทำการจับกุมตัว

  1. นายปิยะกร หรือต้น อายุ 39 ปี อยู่ ต.ลำปาว อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์
  2. นางดวงพร หรือแก้ว อายุ 55 ปี อยู่ ซ.เพิ่มสิน 20 แขวงคลองถนน เขตสายไหม กรุง เทพมหานคร
  3. MS. BUI THI TUYET อายุ 54 ปี สัญชาติเวียดนาม
  4. MS. LE THI KIM LOAN อายุ 61 ปี สัญชาติเวียดนาม
  5. MR. NGUYEN TRONG THANG อายุ 61 ปี สัญชาติเวียดนาม
  6. น.ส.ณัฐกานต์ อายุ 65 ปี ที่อยู่ ต.กุดไห อ.กุดบาก จ.สกลนคร และ
  7. น.ส.สำราญ อายุ 55 ปี อยู่ ต.นาขาม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์

ทั้งหมดต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและ มีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่และสม คบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเป็นซ่องโจร หรือร่วมกันประชุมในที่ประชุมอั้งยี่หรือซ่องโจร, ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่าหรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฟอกเงิน, ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่าหรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์”

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 ม.ค.69 เจ้าพนักงานตำรวจ บก.สส.ภ.1 เปิดปฏิบัติการเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบัญชีม้า โดยได้ให้สายลับปลอมตัวเป็นผู้ให้ใช้บัญชีม้า ต่อมากลุ่มผู้กระทำความผิดได้ใช้บัญชีสายลับ รับโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด และให้สายลับไปถอนเงินสดที่ธนาคาร สาขาในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านลาดพร้าว โดยมียอดเงินเข้ามา ยังบัญชีของสายลับ 2 รายการ เป็นเงินรวมจำนวนทั้งสิ้น 245,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถอายัดไว้ได้ทันทั้งหมด

จากการสืบสวนขยายผลกลุ่มผู้ต้องหาเกี่ยวข้องกับคดี 22 เคส รวมมูลค่าความเสียหาย 19,084,852 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ดำเนินการตามโครงการ Money Cash Back ให้กับผู้เสียหายและออกรายงานการสืบสวนให้กับสถานีตำรวจที่รับแจ้งความไว้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ปิดพระราม 2 ไม่ว่า “แต่อย่าบอกตอนรถติด”

การปิดถนนพระราม 2 บริเวณที่เครนถล่มในช่วงเช้าวันที่ 15 มกราคม 2569 เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคัดค้าน

ประชาชนเข้าใจดี และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะทุกคนอยากเห็นมอเตอร์เวย์ M82 บนถนนพระราม 2 ที่ล่าช้ามานาน เสร็จเสียที

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่มีใครกล้าเอาชีวิตไปฝากไว้กับการก่อสร้างอีกต่อไปแล้ว เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา อุบัติเหตุจากการก่อสร้าง M82 ไม่ได้เป็น “เหตุสุดวิสัย” แต่กลายเป็น “เหตุซ้ำซาก” มีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ความเชื่อมั่นต่อผู้รับเหมาจึงแทบไม่เหลือ

สิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้ ไม่ใช่การปิดถนน แต่คือ การรู้ว่าถนนปิด… เมื่อไปถึงหน้างานแล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่การปิดถนน แต่อยู่ที่ “การสื่อสารของรัฐ”

การปิดถนนในเมืองใหญ่ ไม่ใช่แค่เรื่องวิศวกรรม แต่คือเรื่องการบริหารเวลาและชีวิตของประชาชนถ้าจะปิด ต้องบอกให้ชัด ต้องบอกให้เร็ว และต้องบอกให้ทั่วถึง

1. ปิดถนน อย่าปิดข้อมูล

ข้อมูลต่อไปนี้ ไม่ใช่เรื่องพิเศษ แต่เป็น “ข้อมูลขั้นต่ำ” ที่ประชาชนควรได้รับ ควรสื่อสารพร้อมภาพประกอบ หรือทำเป็น Infographic ที่เข้าใจง่าย

  1. ทำไมต้องปิด เช่น เพื่อความปลอดภัยสูงสุดขณะรื้อถอนสะพาน และเทคอนกรีตเชื่อมสะพานคานยื่นส่วนที่เหลือ ไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำ
  2. ปิดตรงไหน ระบุพิกัดชัดเจน ตั้งแต่กิโลเมตรที่เท่าไหร่ ถึงจุดใด
  3. ปิดกี่เลน ปิดบางเลน หรือปิดทั้งหมด รถเล็ก รถใหญ่ ใช้ได้หรือไม่
  4. ปิดช่วงเวลาใด กลางวัน กลางคืน หรือ 24 ชั่วโมง
  5. ปิดถึงวันที่เท่าไหร่ มีวันสิ้นสุดชัดเจน ไม่ใช่ “จนกว่าจะแล้วเสร็จ”
  6. เส้นทางเลี่ยง บอกเส้นทางที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่มีอยู่บนแผนที่

2. ช่องทางสื่อสาร “บอกให้รู้ ไม่ใช่ให้เจอเอาดาบหน้า”

การสื่อสารต้อง “ซ้ำให้มากพอ” จนไม่มีใครอ้างว่าไม่รู้

  1. สื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook / X (Twitter) ของกระทรวงคมนาคม เพจกรมทางหลวง เพจตำรวจทางหลวง LINE Official Account ของหน่วยงานรัฐ ประสานเพจข่าวจราจร เช่น FM91, JS100, จส.100 Influencers ด้านข่าว/จราจร/โลจิสติกส์
  2. ทีวี และวิทยุ เข่น ข่าวเช้า ข่าวเย็น วิทยุจราจรช่วงเร่งด่วน
  3. ป้ายประกาศล่วงหน้า ตั้งก่อนถึงจุดปิดหลายกิโลเมตร ไม่ใช่เห็นป้ายอีกที… ตอนเบรกไม่ทันแล้ว

3. ถนนปิด แต่เมืองไม่หยุด

ผลลัพธ์ที่ควรได้หากรัฐทำตามข้อเสนอข้างต้น

  1. รถไม่ติดวินาศสันตะโรเหมือนที่ผ่านมา ไม่ใช่รถจอดนิ่งนานเป็นชั่วโมง เพราะหลายคน “เพิ่งรู้ว่าถนนปิด” เมื่อไม่มีทางหนี ไม่มีทางเลี่ยง
  2. ประชาชนวางแผนชีวิตได้ ออกจากบ้านเร็วขึ้น เปลี่ยนเส้นทางได้ ธุรกิจโลจิสติกส์คำนวณเวลาได้ คนทำมาหากินไม่ต้องเสียต้นทุนเพิ่มโดยไม่จำเป็น
  3. ความเชื่อมั่นต่อรัฐเพิ่มขึ้น แม้จะยังไม่เชื่อผู้รับเหมา แต่ถ้ารัฐสื่อสารตรงไปตรงมา ประชาชนก็พร้อมร่วมมือ

4. ปิดถนนได้ แต่ต้องบอกก่อนถ้าจะปิดถนนเพื่อความปลอดภัย อย่าปล่อยให้ประชาชนต้องเสี่ยงกับ “ข้อมูลที่มาช้า” เพราะอุบัติเหตุจากการก่อสร้าง อาจทำให้เสียชีวิต แต่การสื่อสารที่ล้มเหลว ทำให้คนทั้งเมือง “เสียเวลา เสียโอกาส และเสียความเชื่อมั่น”ขอทิ้งท้ายว่า “ปิดถนนไม่ว่า แต่อย่าบอกตอนรถติด”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

สนามบินเบตงสร้างแล้ว… อย่าปล่อยให้ “โหรงเหรง”

สนามบินเบตงเป็นสนามบินที่สวยงามแห่งหนึ่งของไทย อาคารผู้โดยสารโดดเด่น ใช้ “ไม้ไผ่ตง” ตกแต่งทั้งภายใน-ภายนอก สื่อถึงรากเหง้าและอัตลักษณ์ของพื้นที่ได้อย่างลงตัว

แต่รู้หรือไม่ว่า… ตลอดทั้งปี 2568 สนามบินแห่งนี้มีผู้โดยสารเพียง 728 คน เฉลี่ยแล้วคือ ผู้โดยสารวันละ 2 คน เที่ยวบินวันละไม่ถึงครึ่งเที่ยว (0.41 เที่ยว/วัน)

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับโครงการที่ใช้งบลงทุนไปประมาณ 1,900 ล้านบาท

คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับสนามบินเบตง? และเราจะปล่อยให้สนามบินแห่งนี้ “โหรงเหรง” ต่อไปอีกอย่างนั้นหรือ?

1. สนามบินสวย… แต่เงื่อนไขไม่เอื้อให้มีผู้โดยสารสนามบินเบตงถูกออกแบบอย่างมีเอก ลักษณ์ สอดคล้องกับความหมายของคำว่า “เบตง” ในภาษามลายูที่แปลว่า “ไม้ไผ่” แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ความสวยไม่ใช่คำตอบของการเดินทางปัญหาหลักอยู่ที่รันเวย์ สนามบินเบตงมีรันเวย์ยาวเพียง 1,800 เมตร รองรับได้แค่เครื่องบินลำเล็กหรือเครื่องบินใบพัด เช่น ATR 72 หรือ Q400 ที่จุผู้โดยสารได้ราว 70–80 ที่นั่งผลที่ตามมาเป็นลูกโซ่ จำนวนที่นั่งน้อยทำให้ค่าโดยสารสูง เครื่องบินใบพัดต้องใช้เวลาบินนานกว่า สุดท้ายมีผู้โดยสารน้อย ทำให้สายการบินอยู่ไม่ได้ยังไม่รวมข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ สนามบินตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา พื้นที่ให้บริการจึงแทบจำกัดอยู่แค่ “อำเภอเบตง” ผู้โดยสารจากอำเภออื่น หรือจังหวัดใกล้เคียงเลือกไปใช้สนามบินที่เดินทางสะดวกกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า

2. สายการบินมาแล้ว… ก็ต้องจากไปตอนเปิดใช้งานใหม่ๆ นกแอร์เคยให้บริการเส้นทาง ดอนเมือง-เบตง เที่ยวบินปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2565 แต่บินได้เพี่ยงไม่กี่เดือน ก็ต้องหยุดให้บริการในวันที่ 28 ตุลาคม 2565 เหตุผลตรงไปตรงมาคือ ผู้โดยสารต่ำกว่าคาด ทำให้ขาดทุนปัจจุบัน สนามบินเบตงเหลือสายการบินเดียวคือ Ezy Airlines ให้บริการเส้นทาง หาดใหญ่-เบตง ระยะทาง 152 กิโลเมตร ใช้เครื่องบิน Cessna Grand Caravan EX ที่มีเพียง 10-12 ที่นั่งพูดง่ายๆ คือ สนามบินระดับเกือบ 2,000 ล้านบาท กำลังพึ่งพาเครื่องบินขนาดเล็ก 10-12 ที่นั่ง ไม่ใช่เพราะสายการบินไม่ดี แต่เพราะสนามบินถูกออกแบบให้มีทางเลือกจำกัดตั้งแต่ต้น

3. จะทำให้สนามบินเบตง “คึกคัก” ได้อย่างไร? การจะทำให้สนามบินเบตงคึกคัก ไม่ใช่ความรับผิดชอบของคนเบตงหรือสายการบิน หากแต่เป็นโจทย์ของรัฐที่ต้องแก้ไขข้อจำกัด ซึ่งถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ

ผมขอเสนอ 2 ทางเลือก

ทางเลือกที่ 1 : ขยายรันเวย์รองรับเครื่องบิน Jetหากสนามบินเบตงสามารถรองรับเครื่องบิน Jet หรือเครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้น ต้นทุนต่อที่นั่งจะลดลง ส่งผลให้ค่าโดยสารถูกลง และจะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นแต่ปัญหาไม่ได้จบแค่ค่าโดยสาร สนามบินเบตงอยู่ใกล้ชายแดนมาเลเซีย แนวร่อนลงของเครื่องบิน Jet มีโอกาสล้ำเข้าเขตน่านฟ้ามาเลเซีย ซึ่งแตกต่างจากเครื่องบินใบพัดที่ไม่มีปัญหานี้ หากไม่สามารถเจรจากับมาเลเซียได้ การขยายรันเวย์ก็อาจกลายเป็น การลงทุนที่แพง… แต่ใช้ไม่ได้จริง

ทางเลือกที่ 2 : รัฐอุดหนุนค่าโดยสารอีกทางเลือกที่เป็นไปได้มากกว่าในระยะสั้นคือ การอุดหนุนค่าโดยสารในช่วงเริ่มต้น แน่นอนว่าอาจมีคำถามตามมา ทำไมต้องอุดหนุนสนามบินเบตง? แล้วสนามบินอื่นล่ะ?แต่ในความเป็นจริง รัฐก็อุดหนุนการเดินทางอยู่แล้วในหลายรูปแบบ เช่น ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และโครงการทางด่วนที่จะให้ประชาชนใช้ฟรี เช่น ทางด่วนภูเก็ต ระยะที่ 1 กะทู้-ป่าตองคำถามจึงไม่ใช่ “อุดหนุนหรือไม่” แต่คือเราจะอุดหนุนการเดินทางที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และเชื่อมพื้นที่ปลายด้ามขวานนี้กับสนามบินอื่นๆ ได้หรือไม่?

4. บทสรุป : สนามบินมีแล้ว… ต้องใช้ให้คุ้มสนามบินเบตงไม่ใช่แค่เรื่องการบิน แต่คือคำถามใหญ่ของนโยบายรัฐว่า เราจะปล่อยให้โครงสร้างพื้นฐานมูลค่าพันล้าน ยืนสวย… แต่เงียบ เหงา ต่อไปอีกหรือไม่?เพราะสนามบินไม่ใช่เพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือโอกาสของประชา ชนในพื้นที่ และเมื่อโอกาสถูกปล่อยให้ “โหรงเหรง” นั่นคือความสูญเสียที่ทั้งประเทศต้องร่วมจ่าย


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ไมค์ ณ ชุมพร ร่วมอวยพรปีใหม่ พลเอกวันชัย เรืองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ณ cafe-Amazon จตุจักร กรุงเทพฯ

อวยพรปีใหม่ พลเอกวันชัย เรืองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และคุณหญิง สรัสนันท์ เรืองตระกูล

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา พลเอก วิทวัส รชตะนันท์ อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดินผู้ตรวจการแผ่นดินของประเทศไทย, รักษาราชการแทนปลัดกลาโหม(รรท.), ภริยาคุณกนกทิพย์ รชตะนันท์ อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(รองเลขาฯสมช.) ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงประจำสำนักนายกฯ พร้อมด้วย พลเอก นเรศรักษ์ ฐิตะฐาน อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม-เจ้ากรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม(จก.ทสอ.กห)-คุณวิภาวี ฐิตะฐาน ร่วมอวยพร-ขอพร ปีใหม่ 2569 พลเอกวันชัย เรืองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม-คุณหญิง สรัสนันท์ เรืองตระกูล โดยมี กฤตพัฒน์ จุลไสย (ไมค์ ณ ชุมพร) ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการทหารและความั่นคงของรัฐ-วุฒิสภา, ผอ.สำนักข่าว นสพ.ชัยสมรภูมิ

ซึ่งท่าน พลเอก วันชัย เรืองตระกูล ได้กล่าวอวยพร “อัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกๆ ท่านนับถือ และขอเดชะบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเดชะบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จงประทานพรปกป้องคุ้มครองให้ทุกคนปราศจากทุกข์โรคภัย ประสพความสำเร็จก้าวหน้าในหน้าที่การงานดั่งหวังทุกประการ และให้สุขภาพแข็งๆตลอดปี 2569 และตลอดไป

โอกาสเดียวกัน ท่านพลเอกวันชัย เรืองตระกูล ได้มอบ “หนังสือทรงคุณค่า” ให้ ไมค์ ณ ชุมพร สร้างความภูมิใจให้ผู้รับเป็นอย่างยิ่ง ณ ร้าน cafe-Amazon ปากซอย 10 ถนนเทศบาลรังสรรค์เหนือ จตุจักร กรุงเทพฯ


ผบช.ภ.1 เป็นประธาน การประชุมบริหาร ภ.1 ประจำเดือน ม.ค. 69

ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 รายงานว่า วันที่ 27 ม.ค. 69 เวลา 09.00 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ประธานฯ พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.สถาพร เอมโอษฐ์ รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1, พล.ต.ต.ภาณุเดช สุขวงศ์ รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1, พล.ต.ต.สุวรรณ์ เชี่ยวนาวินธวัช รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1, พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1 ร่วมประชุมบริหาร ภ.1 ประจำเดือน ม.ค. 69

โดยก่อนวาระการประชุมได้มี การบรรยายกฎหมายเลือกตั้ง และพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ภ.1 โดยมี ผบก., รอง ผบก., ผกก/หัวหน้า สภ. ในสังกัด ภ.1, ข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.1 เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ภ.1


ตามคำเรียกร้อง PASAK MINI HALF MARATHON 2026

พล.ต.ต.ธีร์ธวัต ธุระกิจ ผบก.ศฝร.ภ.1 “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่านมาร่วมกันออกกำลังกาย วิ่ง เดิน เพื่อสุขภาพที่ดี ท่าม กลางธรรมชาติอันร่มรื่นของต้นป่าสักโดยรอบสถานที่ที่เหมาะสำหรับการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจไม่ว่าจะเป็นการเดินสบาย ๆ วิ่งเบา ๆ หรือวิ่งจริงจังทุกก้าวคือการดูแลสุขภาพของตัวเราเองมาร่วมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง สร้างพลังบวกและใช้เวลาคุณภาพร่วมกันกับครอบ ครัวและเพื่อน ๆ

แล้วพบกันที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1 นะครับ “เพราะสุขภาพที่ดี…เริ่มต้นได้ที่การออกกำลังกายวันนี้ครับ”

วิ่งสุข สนุก ไปตามธรรมชาติ วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 จุดเช็คอิน ผาไทร๊อค ณ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค1 จังหวัดสระบุรี

ลิงก์สมัคร https://race.thai.run/pasakmini-halfmarathon

VTR กิจกรรม https://youtu.be/RUlThdRPW5A?si=s5vIU79t8pm2Itq5

ระยะทาง และค่าสมัคร

  • VIP – 1,050 บาท
  • 21.1K – 750 บาท
  • 10K – 650 บาท
  • 5K – 550 บาท

ติดต่อสอบถามได้ที่ : Line Official @926yiurx (Pasak Running)
เบอร์ติดต่อ : 080-838-9242

หมายเหตุ : ระยะ 21 km CutOff 4 ชั่วโมง