สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี)ดำเนินการตามนโยบายของกรมป่าไม้

      ให้จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์เชิญชวนและเป็นแบบอย่างให้ทุกภาคส่วนร่วมกันปลูกต้นไม้เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติซึ่งตรงกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคือวันวิสาขบูชา
       เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2562 โดยการอำนวยการของนายสมศักดิ์สรรพโกศลกุล ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี)ได้สั่งการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดร่วมกันปลูกต้นไม้โดยพร้อมเพรียงในวันนี้ ทั้งนี้ในทางสากลวันวิสาขบูชาถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของโลก ดังนั้น การจัดกิจกรรมในวันนี้ถือได้ว่านอกจากได้ร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อเสริมสร้างสมดุลทางธรรมชาติด้วยการเพิ่มต้นไม้ให้กับแผ่นดินแล้วยังเป็นการสร้างบุญกุศลอีกทางหนึ่งด้วย อนึ่งการปลูกต้นไม้ในวันนี้ได้เลือกดำเนินการในพื้นที่โครงการป่าในเมือง สวนป่าพุแค ตำบลพุแค อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ซึ่งได้จัดไว้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ให้ กับนักเรียนนักศึกษาหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชนทั่วไปได้มาศึกษาเรียนรู้ด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯในการปลูกต้นไม้วันนี้แค่ปลูกต้นไม้คนละต้น เป็นการร่วมมือกัน จะได้สร้าง บรรยากาศที่ดี ในพื้นที่ธรรมชาติ และเป็นการเพิ่มเติมอากาศให้กับ โลกในวันวิสาขบูชาโลกด้วย/ดำรงค์ชื่นจินดาผู้สื่อข่าวสระบุรีรายงาน

ฝ่ายปกครอง​ ทหาร​ และกำลัง​สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอบุกรวบผู้ค้ายาบ้าคาห้องพัก

      เมื่อ วันทึ่17พฤษภาคม2562​เวลา12.00น. ภายใต้การอำนวยการของนายศักดิ์ดา สำเภาเงิน ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ) รักษาราชการแทนนายอำเภอวิหารแดง ใด้สั่ง การให้ นายปรีชา สิงห์เถื่อน ปลัดอำเภอวิหารแดง นำกำลังเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดนอำเภอวิหารแดง ที่ 5
      ตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่าบริเวณห้องพักคนงานในเขตหมู่ที่ 6 ต.วิหารแดง อ.วิหารแดง จ.สระบุรี มีพฤติการณ์มั่วสุมเสพยาเสพติดและลักลอบจำหน่ายยาเสพติดอยู่ที่ห้องพักดังกล่าว ชุดจับกุมจึงได้ดำเนินการเข้าตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบนายยอด นั่งอยู่ในห้องนอน ชุดจับกุมจึงแสดงตัวขอตรวจค้นบุคคลดังกล่าว ผลการตรวจค้นตัวไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จึงค้นบริเวณห้องนอนพบ ย้าบ้า จำนวน 2 ถุง รวม 372 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องนอน ใต้หมอนสอบถามนายยอด รับสารภาพว่าเป็นของตนจริง
      จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาบันทึกการสอบสวนและส่งพนักงานสอบสวน สภ.วิหารแดง ดำเนินคีดตามกฎหมายต่อไป/ดำรงค์ชื่นจินดาผู้สื่อข่าวสระบุรีรายงาน

ศูนย์การทหารม้า​ จัดพิธีต้อนรับและเปิดการฝึกทหารใหม่ผลัดที่ 1/ 2562

      เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม​ 2562 วลา14.00น.​ พลตรีปรีชา​ เบ็ญจขันธ์​ ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า เป็นประธานในพิธีต้อนรับและเปิดการฝึกทหารใหม่ผลัดที่ 1 รุ่นปี 2562 มีพันเอก​ ปวเรศ​ วงศ์ขจรสุข​ หัวหน้ากองยุทธการและการ ศูนย์การทหารม้ากล่าวรายงาน​ ตามที่ศูนย์การทหารม้าได้รับอนุมัติให้จัดตั้งหน่วยฝึกทหารใหม่รุ่นปี 2562 ผลัดที่ 1 จำนวน 6 หน่วยฝึก ซึ่งแบ่งมอบให้หน่วยขึ้นตรงศูนย์การทหารม้าดำเนินการรับผิดชอบการฝึกทหารใหม่ขำนวน6หน่วยฝึกทหารใหม่มี กองพันบริการ​ กองบริการ​ ศูนย์การทหารม้า​ รับผิดชอบจัดตั้งหน่วยฝึกทหารใหม่จำนวน 3 หน่วยฝึกคือหน่วยฝึกทหารใหม่ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3
      กรมนักเรียนโรงเรียนทหารม้า​ ศูนย์การทหารม้า​ ให้รับผิดชอบการตั้งหน่วยฝึกทหารใหม่จำนวน 2 หน่วยฝึกได้แก่หน่วยฝึกทหารใหม่ที่ 4 และที่ 5
กองพันทหารม้าที่ 22 ศูนย์การทหารม้า​ ​จัดตั้งหน่วยฝึกทหารใหม่จำนวน 1 หน่วยฝึกได้แก่หน่วยฝึกทหารใหม่ที่ 6 ซึ่งมีการดำเนินการฝึกทหารใหม่ของหน่วยเองและรับฝากการฝึกทหารใหม่ของกองพันบริการ​ กองบริการ​ ศูนย์การทหารม้าและกรมนักเรียน​ โรงเรียนทหารม้า​ ศูนย์ฝึกทหารใหม่สำหรับทหารทุกเหล่าของกองทัพบก​ ตามระเบียบ​ ฝึกระยะ 10 สัปดาห์และคำแนะนำในการฝึกทหารใหม่ซึ่งมีกรมยุทธศาสตร์ทหารบก เริ่มฝึกการฝึกทหารใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2562
      ในการนี้ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ได้กรุณามอบธงประจำหน่วยฝึกให้แก่หน่วยทหารใหม่พร้อมเน้นให้​ผู้บังคับหน่วยอำนวยการฝึกผู้ช่วยผู้ฝึกครูทหารใหม่ทหารใหม่ ในการเปิดการฝึกทหารใหม่และต้อนรับน้องๆทหารใหม่ทุกนาญ​ ถือว่าเป็นผู้เสียสละซึ่งเป็นบุคลที่สำคุญยิ่งระยะ 10 สัปดาห์ขอให้น้องทหารใหม่ได้รับวิชาการฝึกวิชาทหารเบื้องต้นซึ่งเป็นพื้นฐานที่จะนำไปใช้ในระหว่างรับราชการของน้องทหารทุกคนให้ตั้งใจฝึกรับการฝึกจากครูผู้ฝึกด้วยความเข้มแข็งและอดทนพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญของกองทัพ ตามวัตถุประสงค์ของกองทัพบกในการมาตรฐานการฝึกคุณภาพเสริมสร้างให้มีทักษะในด้านการเป็นทหารต้นแบบที่มีระเบียบวินัยอุดมการณ์รักชาติและเป็นผู้มีจิตอาสาพร้อมปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงการพัฒนาประเทศเป็นที่พึ่งของประชาชนและประเทศชาติต่อไป/ดำรวค์ชื่นจินดาผู้สื่อข่าวสระบุรีรายงาน

โซเชียล แห่ชื่นชม​ 2ตำรวจทางหลวงทำCPRช่วยชีวิตหนุ่มขี่จยย.วูบหัวใจหยุดเต้น

      วันที่ 17 พ.ค.62 จากกรณีที่ผู้ใช้เฟสบุ๊กชื่อ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องสมมุติ ได้นำภาพการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของ 2ตำรวจทางหลวง เข้าทำ CPR ช่วยเหลือหนุ่มขี่จยย. แล้วเกิดอาการวูบ หัวใจหยุดเต้น โดยระบุข้อความว่า “มันเป็นยิ่งกว่าหน้าที่ทำทุกอย่างด้วยหัวใจ ทุกชีวิตพวกเราห่วงใยเพื่อนร่วมทาง น้องน๊อต ขับรถจยย.แล้ววูบข้างทางหัวใจหยุดเต้น ตร.ทางหลวง ทำCPRปั๊มหัวใจขึ้นมาได้ครับดีใจมากที่น้องรอดชีวิต” โดยมีกลุ่มผู้ใช้เฟสบุ๊ก ต่างชื่นชม และให้กำลังใจ พร้อมร่วมแชร์ภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้เข้าตรวจสอบจนทราบว่า 2 ตำรวจทางหลวงทั้ง 2 นายคือ ดต.ศุภณัฏฐ์ ไชยโกฏิ และดต.กุมฤทธิ์ แก้วอำไพ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงหินกอง
       จากการสอบถาม ดต.ศุภณัฏฐ์ ไชยโกฏิ ผบ.หมู่สทล2กก.1 บก.ทล เล่าว่าขณะที่ตนเองและ ดต.กุมฤทธิ์ แก้วอำไพ กำลังปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกทางด้านการจราจร บริเวณ กม.31 ถ.มิตรภาพ(ขาเขาโคราช) ได้มีกลุ่มวัยรุ่นขี่ จยย.มาด้วยกัน 5 คัน จากนั้นได้มีผู้ขี่ จยย. เข้ามาจอดบนไหล่ทางถนน แล้วเกิดอาการวูบหัวใจหยุดเต้น ตนและ ดต.กุมฤทธิ์ ประสพเหตุจึงได้เข้าช่วยเหลือโดยการทำ CPR จนสามารถมีสติกลับคืนมาได้ จากนั้นได้เรียกเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ให้มารับผู้ป่วยส่งไปยัง รพ.มวกเหล็ก ซึ่งขณะนี้ผู้ป่วยอยู่ในการดูแลของแพทย์ และมีอาการปลอดภัยดีแล้ว ดต.ศุภณัฏฐ์ ไชยโกฏิ เล่าต่อว่าจากการสอบถามเพื่อนผู้ป่วยเล้าว่า ผู้ที่เกิดอาการวูบ หัวใจหยุดเต้นคือ นายธีระพงษ์ ถิ่นใหญ่ อายุ 22 ปี ซึ่งพวกตนได้ขับรถ จยย.มาด้วยกัน 5 คัน จากกรุงเทพฯ เพื่อที่จะไปเที่ยวกราบอนุสาวรีย์ย่าโม ที่ จ.นครราชสีมา คาดว่านายธีระพงษ์ ที่เกิดอาการวูบ หัวใจหยุดเต้น อาจจะเกิดจากนายธีระพงษ์ ขับรถในช่วงเวลากลางคืน และดื่มเครื่องดื่มชูกำลังไปมากถึง 3 ขวด จึงทำให้เกิดอาการใจสั่น และวูบก็เป็นไปได้/ดำรงค์ชื่นจินดาผู้สื่อข่าวสระบุรีรายงาน

กอง​ปราบ​ฯ​ บุกรวบมือทวงหนี้เครือข่าย เสรี ช่วยชนะ หนึ่งในเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ที่สุดในภาคใต้

      กอง​ปราบ​ฯ​ บุกรวบมือทวงหนี้เครือข่าย เสรี ช่วยชนะ หนึ่งในเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ที่สุดในภาคใต้

      วันนี้​ วันศุก​ร์ที่ 17 พ.ค.62​ ที่กองบังคับการ​ปราบปราม (บก.ป.)​ : พล​ตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​ปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ ได้สั่งการให้​ พัน​ตำรวจ​เอก​ เนติ วงษ์กุหลาบ ผู้กำกับ​การ​ 5​ กอง​ปราบปราม​ (ผกก.5 บก.ป.)​ พร้อมด้วย​ พัน​ตำรวจ​โท​ ฤทธิชัย ชุมช่วย สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 5​ กอง​ปราบปราม​ (สว.กก.5 บก.ป.)​ ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ ตำรวจ​ภูธร​ภาค​ 8​ (บก.สส.ภ.8)​

      ร่วมกันนำกำลังเข้าจับกุม นายสุรศักดิ์ หรือบอย ครุฑซ้อน อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 31/2 หมู่ 7 ต.น้ำหัก อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมของกลางอาวุธปืนเอ็ม 16 อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานวางไว้ใกล้ตัว ยาบ้า 9,748 เม็ด ยาไอซ์ 9.7 กรัม​ กระสุนปืนขนาด 5.56 จำนวน 46 นัด และกระสุนปืนขนาด .22 อีก 45 นัด โดยจับกุมตัวได้ที่บ้านพักของผู้ต้องหา

      พ.ต.อ.เนติฯ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากเมื่อปี พ.ศ.2561 ตำรวจภูธรภาค 8 ได้เปิดยุทธการพิทักษ์เมืองคนดี ขุดรากถอนโคน ตัดโค่นต้นตอยาเสพติดเครือข่าย “นายเสรี ช่วยชนะ” หนึ่งในเครือข่ายยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องได้กว่า 373 คน ดำเนินคดีทั้งหมด 351 คดี พร้อมของกลางเป็นอาวุธปืนและยาเสพติดอีกจำนวนมาก นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบยอดเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 500 ล้านบาท รวมถึงยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 27 ล้าน

      พ.ต.อ.เนติฯ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามแม้ว่าการกวาดล้างในครั้งดังกล่าวจะจับกุมผู้ต้องหาไปได้มากพอสมควร แต่ทว่าตัวการใหญ่ของเครือข่ายคือ นายเสรี ช่วยชนะ ยังคงหลบหนีลอยนวล ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายสุรศักดิ์ฯ หนึ่งในเครือข่ายของนายเสรีฯ มีหน้าที่เป็นคนทวงหนี้ค่ายาเสพติดจากสมาชิกในเครือข่าย และพกอาวุธสงครามติดตัวไว้พร้อมต่อสู้ตลอด หนีกลับมากบดานในบ้านพัก จึงวางแผนนำกำลังเข้าจับกุมได้ดังกล่าว

      จากการสอบสวน นายสุรศักดิ์ฯ ให้การว่าอาวุธปืนได้รับมาจากผู้ค้ายาเสพติดในเครือข่ายนายเสรีฯ เพื่อใช้ในการทวงหนี้ให้เครือข่าย เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการควบคุมตัวพร้อมของกลางนำส่ง ตำรวจภูธรภาค 8 ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ผอ.วช.บรรยายการประชุม “การเสวนาอารยธรรมเอเชีย” ที่ประเทศจีน (Conference on Dialogue of Asian Civilizations: CDAC) การแลกเปลี่ยนและเรียนรู้อารยธรรมเอเชีย และประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน

      ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้รับเชิญให้บรรยายในการประชุมเสวนาอารยธรรมเอเชีย (Conference on Dialogue of Asian Civilizations: CDAC) ในหัวข้อการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้อารยธรรมเอเชีย และประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน (Mutual exchanges of Asian civilizations and a community of shared future for mankind) ระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เป็นประธานในพิธีเปิดงานและกล่าวสุนทรพจน์ มีประมุข ผู้นำประเทศ และนักวิชาการ จาก ๔๗ ประเทศทั่วโลก รวมถึงผู้บริหารองค์กรหลายพันคนจากประเทศต่าง ๆ องค์การยูเนสโก และองค์กรระหว่างประเทศ เข้าร่วม เป็นการประชุมใหญ่เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอารยธรรมของมนุษย์ และมีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนที่มีอนาคตร่วมกัน รวมถึงการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความเข้าใจร่วมกัน เพื่อปกป้องความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรม

      ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ฯ กล่าวในการประชุมดังกล่าวว่า วัฒนธรรมและอารยธรรมจากอินเดียและจีนมีบทบาทสำคัญและได้แลกเปลี่ยนกับภูมิภาคเอเชียมานานนับพันปีแล้ว สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะประเทศไทยมีการเรียนรู้และพัฒนาทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่จากทั้งอินเดียและจีน จากการเชื่อมโยงทางบกและทางทะเล ตัวอย่างอิทธิพลทางวัฒนธรรมของอินเดียที่มีต่อไทย เช่น มหากาพย์อินเดีย เรื่องรามเกียรติ์ และศาสนาพุทธจากอินเดียซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างสูงในวัฒนธรรมและสังคมไทยในปัจจุบัน สำหรับจีนก็มีการแลกเปลี่ยน​ ทางวัฒนธรรมอันใกล้ชิดกับไทยมาเป็นเวลานานเช่นกัน เช่น ในสมัยสุโขทัย การผลิตเครื่องลายคราม ซึ่งช่างฝีมือไทยได้เรียนรู้และพัฒนาเทคนิคการเคลือบลายครามจากจีนจนกลายมาเป็นเครื่องปั้นดินเผาสังคโลก และต่อมาเป็นเครื่องเบญจรงค์ในแบบของไทย รวมถึงบทบาทของชาวจีนโพ้นทะเลในการเป็นสะพานเชื่อมโยงมิตรภาพระหว่างสองประเทศ วัฒนธรรมจีนได้ผสมผสานกลมกลืนกับสังคมไทยดังจะเห็นได้จากการแพทย์แผนโบราณ ศิลปะการต่อสู้ วรรณกรรม (สามก๊ก) และอาหารหลากหลายประเภท (เป็ดปักกิ่ง, บะหมี่, ติ่มซำ, ซาลาเปา) และการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนกันอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศไทยและจีน

      ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ฯ ยังได้กล่าวในฐานะแพทย์ว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการแพทย์แผนเอเชีย โดยเฉพาะการแพทย์แผนจีนและอินเดียถือว่ามีความสำคัญ โดยประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้แพทย์แผนโบราณจากทั้งสองประเทศ และมีการพัฒนาศาสตร์การแพทย์แผนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมผ่านการท่องเที่ยว ยังก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนและช่วยขับเคลื่อนความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ จากการที่ประเทศไทยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจีน อินเดีย และทั่วโลก ทำให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและนักท่องเที่ยวได้รับความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและวิถีชีวิตของคนไทย

      ​เนื่องจากความสำคัญของการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอารยธรรม ซึ่งได้กลายเป็นสะพานสากลเพื่อยกระดับมิตรภาพระหว่างชุมชนโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น
ของมนุษยชาติ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) ซึ่งปัจจุบันไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนได้สะท้อนความคิดแบบเดียวกันนี้ในแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านวัฒนธรรมและศิลปะ 2559-2568 กระตุ้นให้ประชาชนมีความรู้สึกหวงแหนสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนไว้ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและส่งเสริมการใช้วัฒนธรรมเพื่อความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการสร้างอาชีพ ขณะเดียวกันกับที่ประเทศจีน
โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ก็ได้ริเริ่มโครงการ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) เพื่อส่งเสริมความร่วมมืออย่างสันติทั่วโลกและการพัฒนาร่วมกัน โดยมีการเชื่อมโยงของประชาชนชนเป็นกลไกผลักดันที่สำคัญอย่างหนึ่ง

      ในคำกล่าวเปิดงานการประชุมของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้กล่าวถึง ความสำคัญของอารยธรรมเอเชียซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติและเป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญในการพัฒนาของเอเชีย ซึ่งปัจจุบันจีนได้ริเริ่มโครงการ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เพื่อส่งเสริมและขยายการแลกเปลี่ยนด้านอารยธรรมในเอเชียและเติมความสมบูรณ์เพิ่มความหลากหลายให้กับอารยธรรมโลกด้วย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ขอให้ประเทศต่าง ๆ และวัฒนธรรมต่าง ๆ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ต่อกันเพื่อความมั่นคงของมนุษยศาสตร์และร่วมสร้างสรรค์ประชาคมเอเชียและประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน

      นอกเหนือจากการประชุมในภาคผู้นำประเทศ ผู้นำองค์กร และการประชุมวิชาการแล้ว ยังมีกิจกรรม ด้านวัฒนธรรมตลอดสัปดาห์กว่า 100 รายการ โดยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2562​ ได้มีการแสดงวัฒนธรรมนานาชาติ (Asian Cultural Carnival) จัดขึ้นยิ่งใหญ่ที่สนามกีฬาแห่งชาติจีน หรือสนามกีฬารังนก มีผู้แสดงกว่า 8,000 คน และมีผู้เข้าร่วม 30,000 คน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอง​ปราบ​ฯ​ รวบ วิน จยย.เถื่อนหลอกขยี้กามเด็กนักเรียน ม.1

      วันนี้​ วันศุก​ร์ที่ 17 พ.ค.62​ ที่กองบังคับการปราบปราม​ (บก.ป.) : พล​ตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​กองปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ ได้สั่งการให้​ พัน​ตำรวจ​เอก​ ธงชัย อยู่เกษ ผู้กำกับ​การ​ 1​ กองปราบ​ปราม (ผกก.1 บก.ป.) และ พัน​ตำรวจ​ตรี​ เจตนิพัฒน์ ศิริวัฒน์ สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 1​ กองปราบ​ปราม​ (สว.กก.1 บก.ป.)

      ได้นำกำลังร่วมกันจับกุมตัวนายประเวศน์ หรือโก๋​ เรืองภิรมย์ อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 102 ม.7 ต.สาลี อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ จ.314/57 ลง 16 ต.ค. 57 ในข้อหาว่า“กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภรรยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และพาเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อนการอนาจาร แม้เด็กนั้นจะยินยอมก็ตาม” โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหา​ได้ที่บริเวณหน้าร้าน ซีทีที เอ็กซเพรส สาขากระทุ่มล้ม ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม

      สืบเนื่องจากประมาณช่วงเดือน สิงหาคม 2557 นายประเวศน์ฯ ผู้ต้องหา ขณะนั้นทำงานเป็นช่างอยู่ที่ศูนย์โตโยต้า สาขาศรีอยุธยา กทม. ได้ทำทีเข้าไปตีสนิทเชิงชู้สาวกับด.ญ. เอ นามสมมุติ ผู้เสียหาย ขณะนั้นมีอายุ 12 ปี ซึ่งเช่าห้องพักอยู่ติดกันกับห้องของนายประเวศน์ฯ ที่หอพักแห่งหนึ่งย่านสำเหร่ เพื่อจะหลอกผู้เสียหายมามีเพศสัมพันธ์ที่ห้องพักตนเอง กระทั่งผู้ปกครองของผู้เสียหายทราบเรื่องจึงได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายนี้ที่ สน.สำเหร่ จนมีการออกหมายและนำไปสู่การติดตามจับกุมตัวดังกล่าว

      จากการสอบสวนนายประเวศน์ฯ ให้การรับสารภาพ โดยยอมรับว่าได้ล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายไปจำนวน 2 ครั้ง โดยทั้ง 2 ครั้งนั้นเป็นความยินยอมของผู้เสียหายเอง โดยผู้ต้องหารายนี้ยังอ้างอีกว่า ในครั้งแรกผู้เสียหายได้ดูหนังโป๊แล้วเกิดอารมณ์ทางเพศก่อนมาขอให้ตนเองสอนวิธีมีเพศสัมพันธ์ให้ จึงได้ชำเราเด็ก 1 ครั้ง ต่อมาครั้งที่ 2 ผู้เสียหายได้ไปเที่ยวตลาดคลองสานพลาซ่า ก่อนจะโทรให้ตนเองมารับและชักชวนให้มีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตามภายหลังจากทราบเรื่องว่าทางผู้ปกครองของผู้เสียหายจะเอาเรือง ตนก็ได้ลาออกจากงานเพื่อหลบหนีคดี ก่อนจะมารับจ้างขับจักรยานยนต์รับจ้างเถื่อน จนกระทั่งมาถูกจับกุมตัวได้ดังกล่าว เบื้องต้นจึงแจ้งข้อกล่าวหาก่อนนำตัวส่ง สน.สำเหร่ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สร้างพระปางนาคปรก เนื่องในวันวิสาขบูชา 2562

      ณ สำนักแม่ชีไทยศาลายา พุทธมณฑล จ.นครปฐม​ : ท่านเจ้าคุณอุดมวัฒนมงคล เจ้าอาวาสวัดถ้ำวัฒนมงคล​ เมตตาเป็นประธานในพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปปางนาคปรก หน้าตัก 60 นิ้ว เนื่องในวันวิสาขบูชา โดยมี แม่ชีอนันตา นาคบุญ หัวหน้าสำนักฯ นำคณะแม่ชี 108 รูปและพุทธศาสนิกชนร่วมให้การต้อนรับ พร้อมได้รับเกียรติจาก คุณศิริ สาระผล หัวหน้าทีมงานรายการธรรมะช่อง​ 7HD เป็นพิธีกรดำเนินงานคู่กับ ดร. ปัณฑิพาณ์. ธาราภิบาล เมื่อไม่นานมานี้

      ปัจจุบันสำนักแม่ชีไทยศาลายา พุทธมณฑล เป็นสถานที่ปฎิบัติธรรมสำหรับสตรีและเปิดสอนธรรมศึกษาชั้นตรี โท เอก หลักสูตรพระอภิธรรมแก่แม่ชีและบุคคลทั่วไปตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ทำให้อาคารที่พักไม่เพียงพอต่อผู้มาปฏิบัติธรรม ในปีนี้จึงมีโครงการก่อสร้างกุฏิแม่ชีเพิ่มอีกจำนวน 5 หลัง
ห้องน้ำ จำนวน 14 ห้อง และ สร้าง
“รัตนประสาท” อันเป็นเอกลักษณ์สัญลักษณ์ศาสนสถานของ สำนักแม่ชีไทยศาลายา พุทธมณฑล เพื่อผู้หญิงที่ประพฤติปฏิบัติธรรม จึงทำขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา ก่อสร้าง 3 ชั้นมี 37 ซุ้ม ตั้งเป้าหมายแล้วเสร็จสมบูรณ์ในอีก 3 ปีข้างหน้า

      อีกทั้ง ได้จัดทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ในวันธรรมดา วันสำคัญทางศาสนา วันสำคัญของชาติ เช่น วันพ่อแห่งชาติ วันแม่แห่งชาติ วันสงกรานต์ ตลอดจนสวดมนต์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ นอกเหนือจากรับผู้มาบวชปฏิธรรมทุกวัน โดยปกติธรรมดายังเป็นสถานที่ที่ให้การอบรมปฏิบัติธรรมแก่หมู่คณะนักศึกษา หน่วยงานองค์กรเอกชนพนักงานบริษัทมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักแม่ชีไทยศาลายา ยังเป็นสถานที่ให้บริการแก่ประชาชนโดยกระทรวงสาธารณสุขได้มี “โครงการทำดีเพื่อพ่อ / ทำดีเพื่อแผ่นดิน” ให้การบริการฝังเข็มฟรีโดยแพทย์แผนจีนรักษาโรคแก่ประชาชนทั่วไปทุกปีในเดือนธันวาคมมาโดยตลอด และในปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลพุทธมณฑล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ใช้เป็นพื้นที่จัดโครงการบูรณาการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อดูแลประชาชนอุทิศถวายเพื่อเป็นพระราชกุศลฯ อีกด้วย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมตัว​ นายหรือพระทองหล่อ​ ทวีบุตร​

      วันนี้​ วันศุก​ร์ที่ 17 พ.ค.62​ เวลา 10.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม​ (บก.ป.)​ พลตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​กองปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ พร้อมด้วย พัน​ตำรวจ​เอก​ สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผู้บังคับการ​กอง​ปราบปราม​ (รอง​ผบก.ป.),พัน​ตำรวจ​เอก​ เนติ วงษ์กุหลาบ ผู้กำกับ​การ​ 5​ กองปราบปราม​ (ผกก.5 บก.ป.),พัน​ตำรวจ​โท​ เผด็จ งามละม่อม,พัน​ตำรวจ​โท​ พจน์ พุ่มแหยม,พัน​ตำรวจ​โท​ สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์​ และพัน​ตำรวจ​โท​ อนุชา ศรีสำโรง รอง​ผู้​กำ​กับการ​ 5​ กอง​ปราบปราม​ (รองผกก.5 บก.ป.)​

      ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมตัว​ นายหรือพระทองหล่อ​ ทวีบุตร​ อายุ 40 ปี​ อยู่บ้านเลขที่ 187 ถนนอ่าวลึก-พระแสง ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกระบี่ ที่ จ.142/2562 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2562 ข้อหา​ “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้โดยมีอาวุธ” โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหา​ได้ที่กลางไร่มันสัมปะหลังหมู่ 5 บ้านหนองปลาดุก ต.ศรีมงคล อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

      พ.ต.อ.เนติฯ เปิดเผยว่า สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองท่อม จ.กระบี่ ได้รับแจ้งจากหญิงชราอายุ 78 ปี ผู้เสียหายว่าเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 13 มีนาคม 2562 ขณะที่ตนเองเดินเข้าไปเก็บผลไม้ข้างวัดควนใหม่ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ถูกพระลูกวัดดังกล่าวใช้อาวุธมีดจี้คอและฉุดเข้าไปข่มขืนภายในกุฏิร้างด้วยความกลัวจะถูกฆ่าจึงไม่กล้าขัดขึ้นภายหลังสำเร็จใคร่แล้วผู้ก่อเหตุเกรงกลัวความผิดจึงได้หลบหนีไป

      จากการสืบสวนทราบว่าพระที่ก่อเหตุคือพระทองหล่อ ทวีบุตร อายุ 40 ปี ซึ่งบวชจากที่อื่นแล้วมาจำวัดที่เกิดเหตุได้ประมาณ 10 วัน ก่อนจะก่อเหตุดังกล่าวโดยมีพฤติกรรมชอบดื่มสุราเอะโวยวาย แต่เนื่องจากวัดดังกล่าวขณะนั้นไม่มีเจ้าอาวาสเลยต่างคนต่างอยู่ไม่มีใครสนใจใคร กระทั่งวันที่เกิดเหตุทราบว่าพระทองหล่อฯ ได้ดื่มสุราจนเมาแล้วก่อเหตุใช้อาวุธมีดจี้คอหญิงชราก่อนลากตัวเข้าไปข่มขืนในกุฏิร้าง ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามได้ติดตามสืบสวนจนทราบว่าพระทองหล่อๆหลบหนีมาพักอาศัยอยู่ที่หมู่ 5 บ้านหนองปลาดุก ต.ศรีมงคล อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยหลบหนีความผิดแล้วสึกออกมารับจ้างชาวบ้านขุดมันสัมปะหลัง เจ้าหน้าที่จึงได้ออกติดตามสืบสวนหาข่าวจนต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามสามารถจับกุมตัวนายทองหล่อได้ที่กลางไร่มันสัมปะหลัง จึงควบคุมตัวมาทำการสอบสวน

      จากการสอบสวนนายทองหล่อฯ ให้การรับสารภาพว่าตนเองได้ก่อเหตุข่มขืนหญิงชราผู้เสียหายจริงโดยก่อนก่อเหตุตนเองได้ดื่มสุราภายในวัดและดูคลิปโป๊จนเกิดอารมณ์ทางเพศเห็นหญิงชราผู้เสียหายเดินผ่านมาเก็บผลไม้ภายในวัดจึงได้ใช้อาวุธมีดจี้คอแล้วลากตัวเข้าไปข่มขืนในกุฏิหลังเกิดเหตุกลัวความผิดจึงได้หลบหนีไป

      อีกรายสามารถจับกุมตัว นายอนนท์ ทวีบุตร อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 133 หมู่ 9 ต.รางหวาย อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกาญจนบุรี ที่ มจ.69/2560 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ข้อหา​ “กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภรรยาหรือสามีของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลและบุกรุกเคหะสถานในเวลากลางคืน” โดยจับกุมผู้ต้องหา​ได้ที่หน้าห้องเช่าไม่มีเลขที่ ม.10 ต.หนองมะค่าโมง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

      พ.ต.อ.เนติฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมนายอนนท์ฯ ซึ่งเป็นหลานกับพระทองหล่อ ทวีบุตร ได้ ขณะทำการสืบสวนติดตามจับกุมตัวพระทองหล่อฯ​ นั้น ทราบว่าภายหลังก่อเหตุข่มขืน พระทวีบุตร​ฯ ได้หลบหนีไปพักอาศัยกับหลานชายคือนายอนนท์ฯ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีหมายจับคดีข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีท้องที่สภ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี จึงนำกำลังเข้าทำการจับกุมตัวนายอนนท์ฯได้เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2552 เวลาประมาณ 10.00 น.

      จากการสอบสวนนายอนนท์ฯหลานชายพระทองหล่อฯ ให้การว่า ได้คบหากับเด็กหญิงผู้เสียหายอายุ 14 ปี ในวันที่เกิดเหตุพ่อแม่เด็กหญิงผู้เสียหายไม่อยู่บ้านไปรับจ้างตัดอ้อยที่ต่างหมู่บ้าน อยู่กันเพียงลำพัง 3 คนพี่น้องที่บ้านพัก ผู้ต้องหาได้ขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านพักแล้วเข้ามาภายในตัวบ้านใช้กำลังลากเด็กหญิงซึ่งเป็นพี่สาวคนโตเข้าไปในห้องนอนแล้วก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่แล้วหลบหนีไป ต่อมาเช้าวันรุ่งขึ้นแม่ของเด็กหญิงสังเกตุว่าบุตรสาวมีอาการเชื่องซึมจึงเค้นถามจนทราบความจริงว่าเมื่อคืนถูกนายอนนท์ฯ​ ใช้กำลังบังคับข่มขืน จึงพาไปแจ้งความ โดยหลังก่อเหตุนายอนนท์ หลบหนีมาทำงานที่โรงงานน้ำตาลแห่งหนึ่งใน อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้สืบสวนติดตามจับกุมตัว

      เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำตัวนายทองหล่อฯ​ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองท่อม และ นายอนนท์ฯ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยกระเจา ท้องที่เกิดเหตุเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

รองผบ.ตร.ร่วมงานวันสถาปนากองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ครบรอบปีที่ 6

      วันนี้​ วันศุก​ร์ที่​ 17​ พ.ค.62​ เวลา 09.30 น. ณ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ถนนพหลโยธิน พญาไท กรุงเทพมหานคร​ : พลตำรวจเอก เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง​ผบ.ตร.)​ เป็นประธานในพิธีสดุดี​ และวางพวงมาลัยอนุสาวรีย์ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เนื่องในโอกาสวันสถาปนากองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ครบรอบปีที่ 66

      โดยมี​ พลตำรวจ​โท​ วิชิต​ ปักษา​ รักษาราชการแทนผู้บัญชากาตำรวจตระเวนชายแดน (รรท.ผบช.ต​ชด.)​ พร้อมคณะ รองผู้บัญชาการตำรวจ​ตระเวน​ชายแดน​ (รอง​ผบช.ต​ชด.)​ อดีตผู้บังคับบัญชา ข้าราชการตำรวจและหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมพิธี​ และในเวลา 13.00 น. ได้มีพิธีมอบเครื่องหมายนักโดดร่มกิตติมศักดิ์ เครื่องหมายการต่อต้านการก่อการร้ายกิตติมศักดิ์ เครื่องหมายการต่อต้าน ปราบปรามการก่อความไม่สงบ (ตปส.) กิตติมศักดิ์ ประกาศเกียรติคุณแก่บุคคล หน่วยงานและข้าราชการตำรวจดีเด่นอีกด้วย

      กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ก่อตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2496 เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ภายใต้คุณลักษณะ 3 ประการ คือ ทำการรบในระดับหน่วยขนาดเล็กได้อย่างทหาร ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ได้อย่างตำรวจ​ พัฒนาและช่วยเหลือประชาชน ได้อย่างข้าราชการพลเรือน โดยมีพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ เป็นผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนคนแรก กว่า​ 66 ปี ที่ตำรวจตระเวนชายแดน ได้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่​ ที่มีปัญหาความมั่นคงอย่างมืออาชีพ มุ่งเน้นงานด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันปราบปรามอาชญากรรมสำคัญตามแนวชายแดน ดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามที่เกิดภัยพิบัติต่างๆ ส่งเสริมการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร จนก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน ประเทศชาติมีความมั่นคง เด็กเยาวชนและประชาชนในชุมชนชายแดนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

      และในก้าวต่อไปของตำรวจตระเวนชายแดนนั้น ยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความเสียสละ อดทน และยึดมั่นในอุดมการณ์ของตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อปกป้อง เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และความผาสุกของประชาชน ดำรงไว้ซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของหน่วย ครองตนอยู่ในระเบียบวินัย มีอุดมการณ์จิตอาสา ร่วมแรงร่วมใจประกอบกิจกรรมสาธารณะ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนและน้อมนำพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสืบสานรักษาและต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและแนวพระราชดำริต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อความผาสุกของประชาชนและพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนสืบไป

Cr.ทีมงานประชา​สัมพันธ์​ ตชด.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​