ทุ่งทานตะวัน เพื่อการท่องเที่ยวพร้อมรอรับนักท่องเที่ยวมาเยือน

จังหวัดลพบุรี – ทุ่งทานตะวัน เพื่อการท่องเที่ยว ออกดอกบานสะพรั่งเหลืองอร่ามสวยงาม พร้อมรอรับนักท่องเที่ยว ในช่วยเดือน พฤศจิกายน ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า

นายธนณัฐ อาจิณกิจ นายอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นางอารีย์ ฤกษ์สภาพ ผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลพบุรี นางสวามินี อิสระทะ ประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี และ นายก้องไพร ภู่เขียวนายก อบต.หนองบัว นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมและประชาสัมพันธ์ ทุ่งทานตะวันแปลงแรกของ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี บานแล้ว ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้น ฤดูกาลท่องเที่ยว ทุ่งทานตะวันบาน เพื่อส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ในรูปแบบของการ “เที่ยวเมืองไทยไม่ไกลจากกรุงเทพฯ” โดยทุ่งทานตะวันบานแปลงแรกของอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ชื่อ … ทุ่งทานตะวัน “ บ้านกล้วยและไข่ ” ซึ่งขณะนี้ กำลังทยอยพากันออกดอกบานสะพรั่งเหลืองอร่ามสวยงามเต็มท้องทุ่ง โดยมีพิกัดอยู่ที่ จุดเช็คอินแห่งใหม่ระหว่างเส้นทางไปเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ ก่อนถึงเขื่อนประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่รวมกัน กว่า 100 ไร่ เริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยว ในช่วงเดือน พฤศจิกายน ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า ( 2569) ซึ่งทุ่งทานตะวัน … บ้านกล้วยและไข่ เป็นลักษณะทุ่งทานตะวันแปลงใหญ่ ผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ของอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี

โดยในทุ่งทานตะวันแห่งนี้ จะมีแปลงปลูก ซึ่งมีการบริหารจัดการเป็นอย่างดี จัดสรรพื้นที่ โดยสลับหมุนเวียนกันปลูกเป็น 6 แปลงใหญ่ ให้มีการออกดอกเบ่งบานต่อเนื่องทดแทนกันได้ตลอดฤดูกาล ร่วมกับไม้ดอกไม้ประดับชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะ Yellow Cosmos หรือ ดอกคอสมอสสีเหลือง พร้อมกับมีมุมถ่ายรูปที่หลากหลายไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีการจัดรถกอล์ฟ และรถยนต์ชมทุ่งขนาดใหญ่ ไว้ค่อยให้บริการรับส่งนักท่องเที่ยวสำหรับเข้าชมทุ่งทานตะวันและสวนดอกไม้ด้วย ซึ่งปกติแล้ว เกษตรกร ผู้ปลูกทานตะวัน ส่วนใหญ่ จะเลือกฤดูกาลเพาะปลูกทานตะวัน ให้เบ่งบานในช่วงปลายฝนต้นหนาว เนื่องจากทานตะวันเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้ง และอากาศเย็นได้ดี หันหน้าสู้แดดอยู่ตลอดเวลา

และในช่วงที่ ทานตะวัน ออกดอกบานสะพรั่ง เหลืองอร่ามสวยงามเต็มท้องทุ่ง ก็จะมีการเปิดพื้นที่บางส่วนให้นักท่องเที่ยวได้เข้าเที่ยวชมทุ่งทานตะวันบาน เพื่อเซลฟี่ เช็คอิน เก็บภาพสวยๆ กับครอบครัว ในสไตล์ “ เช็คอินเมืองไทย ไม่ไกลจากกรุงเทพ ฯ ” ซึ่งที่ บ้านกล้วยและไข่ แห่งนี้ ยังมีโซน Mini Zoo ซึ่งจัดเป็นสวนสัตว์ขนาดเล็ก เพื่อเด็กๆ ได้ทำกิจกรรมกับครอบครัว อาทิ การให้อาหารกระต่าย การให้นมหมูแคระ การให้นมแพะ การให้นมลูกวัว และ การให้อาหารปลา ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น อีกด้วย ส่วนนักท่องเที่ยว ที่เข้าชมทุ่ง แห่งนี้ จะต้องซื้อคูปอง มีค่าเข้าชม ท่านละ 40 บาท เด็กเล็กเข้าชมฟรี โดยคูปองทุกใบจะนำไปเป็นส่วนลดค่าอาหาร หรือ เครื่องดื่ม ได้ใบละ 20 บาท ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ามาก กับบรรายากาศ และกิจกรรมต่างๆ ภายในทุ่ง ทานตะวันแห่งนี้

ด้าน นายธนณัฐ อาจิณกิจ นายอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี กล่าวว่า….ในพื้นที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เริ่มเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะช่วงที่น้ำเต็มเขื่อน ประกอบกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้จัดขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษ มีเกษตรกรปลูกทานตะวันทั้งด้านการเกษตร และ ด้านการท่องเที่ยว รวมกันเกือบ 1,000 ไร่ ซึ่งจะพากันทยอยออกดอกเบ่งบานไม่พร้อมกัน แต่จะมีทยอยบานให้นักท่องเที่ยวได้ชม ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ต่อเนื่อง ไปจนถึง เดือนมกราคม ปีหน้า ……. โดยเฉพาะที่ ทุ่งทานตะวัน บ้านกล้วย & ไข่ Cafe แห่งนี้ เนื่องจากมีการ แบ่งสลับพื้นที่การปลูกเป็นอย่างดี

ขณะที่นายศรีศักดิ์ ไลละวิทย์มงคล เกษตรกรต้นแบบผู้มากประสบการณ์ ในด้านการบริหารจัดการเกษตรเชิงท่องเที่ยว ที่เคยปลูกกล้วย และเลี้ยงไก่ไข่ มากว่า 6 ปี จนปรับรูปแบบเป็นกิจการด้านคาเฟ่ ขายเครื่องดื่ม อาหารตามสั่ง และนำผลผลิตของตนเองมาจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว… ชื่อ…บ้านกล้วย & ไข่ Cafe กล่าวว่า…..สำหรับการปลูกทานตะวันในปีนี้ ได้มีการวางแผนไว้แล้วล่วงหน้า เพื่อกำหนดเป็นฤดูการท่องเที่ยวทุ่งทานตะวัน ในช่วงเดือน พฤศจิกายน ต่อเนื่องไปจนถึง เดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า โดยมีการสลับแปลงทยอยปลูก เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมตลอดฤดูกาล พร้อมกับ จัดกิจกรรม ในโซน Mini Zoo ไว้คอยต้อนรับเด็กๆ และครอบครัวด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ พระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.เชียงใหม่

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประทับเครื่องบินพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนิน ถึงยังท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, แม่ทัพภาคที่ 3, อธิบดีผู้พิพากษาภาค 5, ผู้บังคับ ผู้กองบิน 41, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมข้าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติ

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงเป็นองค์ประธานเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน”


กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสwติด ยึดยาu้า จำนวน 600,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสwติด ยึดยาu้า จำนวน 600,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 05.00 นาฬิกา กองร้อยทหารม้าที่ 1 และกองร้อยทหารม้าที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก จัดกำลังพล จำนวน 4 ชุดทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสwติด พ.ศ. 2564 บริเวณ ช่องทาง บ้านปูนะ หมู่ที่ 4 ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ผลการปะทะ ฝ่ายเราปลอดภัย ต่อมาเมื่อเวลา 0630 นาฬิกา หน่วยได้จัดกำลังพลทำการ ลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ

ผลการปฏิบัติ ตรวจพบกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 3 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) กระสอบละ 200,000 เม็ด รวมประมาณ 600,000 เม็ด ไม่พบกลุ่มขบวนการฯ บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

และเมื่อเวลา 14.30 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาlสwติดกองกำลังผาเมือง มอบหมายให้ พันเอก สุพรรณ ร้อยพุทธ ผู้บังคับทัพเจ้าตาก เป็นผู้แทน ผบ.กกล.ผาเมือง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบการตรวจยึดยาเสพติดดังกล่าว พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ปัจจุบันหน่วยได้นำของกลางส่ง สถานีตำรวจภูธรแม่ฟ้าหลวง เพื่อดำเนิการตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาlสwติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 54 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 63 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 29,123,292 เม็ด, เฮโรอีน 1.2 กิโลกรัม, ไอซ์ 545 กิโลกรัม และ ฝิ่น 1.54 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการ จำนวน 7 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 8 ราย ซึ่งหากยาlสwติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาlสwติดที่จำหน่ายถึง 4,914.7 ล้านบาท (4,914,779,780 บาท)

#ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กองกำลังผาเมือง #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

จับแก๊ง ป้าๆ สาวสองมั่วสุมเสพยาบ้า อ้างแก้เพลียก่อนทำงานประจำวัน

นครพนม – จับแก๊ง ป้า ๆ สาวประเภท 2 มั่วสุมเสพยาบ้า อ้างแก้เพลียก่อนทำงานประจำวัน

เมื่อ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. พ.ต.ต.ศักดิ์ดา ต้นจันทน์ สวป.สภ.เมืองนครพนม ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน ว่ามีการจำหน่ายยาบ้าภายในบ้าน สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านใกล้เคียง เนื่องจากวัยรุ่นวิ่งเข้าออกเป็นประจำ จึงได้จัดกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบ บ้านหลังดังกล่าว ที่ริมถนน 212 (ชยางกูร) แต่ไม่พบเป้าหมายจึงวางกำลังดักซุ่มอยู่รอบๆ บ้าน กระทั่งเวลาประมาณห้าโมงเย็น ป้าแอ๊วได้ขับรถจักรยานยนต์คู่ใจกลับเข้าบ้าน เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวขอตรวจค้นกระเป๋าสะพายข้างที่ป้าแอ๊วสะพายอยู่ ตรวจพบยาบ้า จำนวน 15 เม็ด จึงควบคุมตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม

จากการสอบถามป้าแอ๊วเล่าว่า ตนเสพยาบ้ามาตั้งแต่อายุ 35 ปี ตอนนั้นยังอาศัยอยู่กับสามี ต่อมาถูกจับกุมติดคุกอยู่ 3 ปี สามีก็ทิ้งไป อ้างว่ามีความเครียดที่ต้องหาเลี้ยงลูกชายคนเล็กเพียงลำพัง จึงหันไปเสพยาบ้าอีก โดยซื้อมา 10 เม็ดในราคา 400 บาท แยกขายย่อยให้คนอื่นในราคาเม็ดละ 50 บาท ได้กำไรเม็ดละ 10 บาท ลูกค้าก็มีหลายกลุ่ม วันเกิดเหตุยอมรับว่าตอนเช้ามีผู้เสพมาขอซื้อยาบ้าจากตนไป 2 เม็ด จริง พอตอนบ่ายก็มีลูกค้าเป็นกลุ่มกะเทยโทรสั่งยาบ้าอีก 10 เม็ด จึงขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่บ้านที่อยู่ในซอยพิทักษ์พนมนคร เขตเทศบาลเมืองนครพนม และได้มั่วสุมเสพยาบ้ากัน ก่อนจะขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดักซุ่มจับกุมดังกล่าว

พ.ต.ต.ศักดา ต้นจันทร์ สวป.สภ.เมืองนครพนม จึงขยายผลให้ป้าแอ๊วเอเย่นต์ยาบ้ารายย่อยพาไปยังบ้านที่กล่าวอ้าง พบชาย จำนวน 3 คน อยู่ในห้องเช่า ซึ่งมีลักษณะเป็นห้องแถวติดกัน พบกลุ่มมั่วสุมเป็นสาวประเภทสอง พบหนึ่งในสามคน เป็นเจ้าของบ้าน ในมือยังกำถุงบรรจุยาบ้าจำนวน 8 เม็ด ส่วนอีกสองคนยังอยู่ในอาการตกใจ หลังจากการตรวจค้น ตำรวจได้นำตัวทั้งหมดไปตรวจหาสารเสพติดพบว่ามีฉี่สีม่วง

จากคำบอกเล่า ผู้เป็นเจ้าของบ้านเล่าว่า มีอาชีพรับจ้างทำพานบายศรี ตามออเดอร์ที่ลูกค้าต้องการ จึงเจอเพื่อนกะเทยที่มีรสนิยมเดียวกัน ตนจึงแบ่งห้องให้เช่าอยู่กันรวม 3 คน เวลามีออเดอร์เข้ามาเยอะก็เหนื่อยล้า แต่กลัวทำให้ลูกค้าไม่ทัน จึงสั่งซื้อยาบ้าจากป้าแอ๊วมาครั้งละ 10 เม็ด แบ่งกันเสพ โดยอ้างว่าเพื่อเพิ่มพลัง ทำให้ทำงานไม่เหน็ดเหนื่อย สามารถทำพานบายศรีส่งลูกค้าได้ตามเวลา แต่ถ้าไม่มีงานก็จะมั่วสุมกันเสพยากัน จนสภาพบ้านรกรุกรังประหนึ่งไม่มีคนอยู่

โดยอีกคนอดีตเป็นช่างเสริมสวย ภายหลังเจอเพื่อนกะเทยชักชวนมาทำพานบายศรีก็เลยเลิกอาชีพทำเสริมสวย อยู่ด้วยกัน 3 คน ว่างงานก็เสพยาบ้า กระทั่งป้าแอ๊วโดนจับและขยายผลการจับกุม นำพาตำรวจมาจับ ยกแก๊ง จากนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ต่อไป


เทพข่าวร้อน & เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคงจังหวัดนครพนม รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประสานความร่วมมือกับกองทัพเพื่อสร้างความมั่นคง และการรักษาความสงบเรียบร้อยตาม แนวชายแดนไทย – ลาว

แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 เยือน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประสานความร่วมมือกับกองทัพประชาชนลาว เพื่อสร้างความมั่นคง และการรักษาความสงบเรียบร้อยตาม แนวชายแดนไทย – ลาว

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พลตรี มงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว และ หน่วยความมั่นคง (ฝ่ายไทย) เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชา ธิปไตยประชาชนลาว ณ กระทรวงป้องกันประเทศ นครหลวงเวียงจันทน์

โดยได้เข้าเยี่ยมคำนับ/พบปะพัฒนาสัมพันธ์ (แบบเป็นทางการ) กับพลตรี วันทอง บุดตะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว, หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้ถือโอกาสหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดน, ปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะปัญหาด้านยาเสพติด, การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย, สินค้าหนีภาษี และการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ตามแนวชายแดน รวมถึงมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์ (Scammer) เพื่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของทั้งสองประเทศ

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสานต่อการส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดน และขยายความร่วมมือในทุกมิติ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือน การหารืออย่างสม่ำเสมอ ยกระดับความร่วมมือในประเด็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่มิตรภาพอันดี และการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศให้ มั่นคง ยั่งยืน สืบไป


ภาพ/ข่าว : วัชรา ยืนทน

ชาวบ้านกังวล !! น้ำเจ้าพระยาหนุนสูง เอ่อท่วมถนนสายท่องเที่ยว เชื่อมจุดสำคัญเมืองอุทัยธานี รถเล็กสัญจรไม่ได้ หวั่นซ้ำเติมน้ำล้นตลิ่งในเขตชุมชนเมือง

อุทัยธานี – ชาวบ้านกังวล!! น้ำเจ้าพระยาหนุนสูง เอ่อท่วมถนนสายท่องเที่ยว เชื่อมจุดสำคัญเมืองอุทัยธานี รถเล็กสัญจรไม่ได้ หวั่นซ้ำเติมน้ำล้นตลิ่งในเขตชุมชนเมือง

วันที่ 07 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา เอ่อท่วมไหลข้ามถนนสายหลักในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี เป็นระยะทางยาว บริเวณ หมู่ที่ 6 ต.เกาะเทโพ อ.เมือง จ.อุทัยธานี ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 30–50 เซนติเมตร รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ ส่งผลให้ การสัญจรเข้า-ออกสถานที่ท่องเที่ยวเริ่มติดขัด รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ขณะที่ประชาชนริมแม่น้ำต้องเร่งขนย้ายสิ่งของจำเป็น เครื่องจักรกลทางการเกษตร รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ขึ้นที่สูง

หลังระดับน้ำเข้าท่วมบ้านเรือนเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านเป็นกังวล ห่วงบ้าน ต้องหวนเข้ามาเก็บของที่จำเป็น ยานพาหนะจอดไว้ริมถนนแล้วใช้เรือพายเข้าออกบ้าน

ถนนสายสำคัญที่ได้รับผลกระทบเชื่อมจากถนนสายหาดทนง–อุทัยธานี ต่อจากถนน 333 เข้าตัวเมือง และเป็นเส้นทางสู่สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดจันทราราม (วัดหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) และวัดอุโปสถาราม โบราณสถานขณะเดียวกัน มวลน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อท่วมอย่างรวดเร็ว ซึ่งทางจังหวัด แจ้งเตือนให้ประชาชนเตรียมรับมือน้ำท่วมและยกสิ่งของไว้ขึ้นที่สูง


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ จับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกาย โดยใช้อาวุธมีด

สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ จับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีด แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และนำตัวไปฝากขังยังศาลจังหวัดเชียงใหม่

5 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ สั่งการให้ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ ดำเนินการตามกฎหมายและอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน กรณีเกิดเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีดมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส กรณีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 23.50 น. สถานที่เกิดเหตุหน้าร้านอาหาร บนถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 7 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

พฤติการณ์ กลุ่มชายไทยสองกลุ่มมาใช้บริการนั่งดื่มภายในร้าน โดย กลุ่มที่ 1 มีประมาณ 11 คน, กลุ่มที่ 2 มีประมาณ 4 คน และเริ่มมีปากเสียงกันจากการเดินชนและมองหน้ากันในร้าน ก่อนจะเจรจาและแยกย้ายกันได้ชั่วคราว ต่อมาขณะร้านใกล้ปิด ทั้งสองกลุ่มออกมาหน้าร้านและเกิดการท้าทายกันอีกครั้ง จนมีการชกต่อยกัน ระหว่างนั้น ผู้ต้องหา (กลุ่มที่ 2) ได้ไปหยิบอาวุธมีดจากรถ จยย.ที่จอดใกล้ๆ แล้วใช้แทงกลุ่มคู่กรณีกลุ่มที่ 1 จนมีผู้บาดเจ็บ 3 ราย และ บาดเจ็บสาหัส 2 ราย

หลังเกิดเหตุมีผู้เข้าห้ามและแยกย้ายกันไป เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.ภูพิงค์ฯ ได้ติดตามตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน และเรียกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาสอบสวน จนทราบพฤติการณ์โดยละเอียด และได้ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พ.ย.68​ พนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหา 2 คน( กลุ่มที่ 2) โดยได้แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นฯ โดยใช้อาวุธมีดจากนั้นจึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ไปฝากขังยังศาลจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 ตรวจเยี่ยมรพ.ค่ายกาวิละ มทบ.33 สร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์

แม่ทัพภาคที่ 3 ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลค่ายกาวิละ มณฑลทหารบกที่ 33 สร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ เดินหน้าพัฒนาโรงพยาบาลกองทัพบกให้เป็นที่พึ่งของกำลังพลและประชาชน

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ โรงพยาบาลค่ายกาวิละ มณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียง ใหม่ เพื่อรับฟังผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา แนวทางการพัฒนาหน่วยในอนาคต และเพื่อพบ ปะมอบนโยบายแก่กำลังพลของโรงพยาบาล

โดยมี พลตรี ธำรงศักดิ์ บุญทักษ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 พร้อมด้วยฝ่ายอำนวยการ, พันเอก สรารักษ์ ชูสกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายกาวิละและกำลังพลของโรงพยาบาล ร่วมให้การต้อนรับ

ภายในกิจกรรม แม่ทัพภาคที่ 3 ได้รับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการให้บริการทางการแพทย์แก่กำลังพล ครอบครัว และประชาชนทั่วไป รวมถึงโครงการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก การแพทย์เคลื่อนที่ การพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยฉุกเฉินและแนวทางยกระดับคุณภาพโรงพยาบาลให้สอดคล้องกับนโยบายของกองทัพบก ที่มุ่งให้โรงพยาบาลค่ายกาวิละเป็น “โรงพยาบาลกองทัพบกคุณภาพ มาตรฐานบริการประชาชน”

จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานเด่นของโรงพยาบาล ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์จาก โครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” ที่ส่งเสริมการพึ่งพาตน เองและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่กำลังพล รวมถึงการจัดแสดง นวัตกรรมด้านการดูแลผู้ป่วย และระบบบริการสุขภาพที่พัฒนาโดยบุคลากรของโรงพยาบาลเอง

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วยผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ได้ร่วมกัน ปลูกต้นไม้เพื่อเป็นที่ระลึก สัญลักษณ์แห่งความร่วมมือ ความสามัคคี และความยั่งยืนของหน่วย พร้อมทั้งพบปะกำลังพลโรงพยาบาล ให้โอวาทและมอบนโยบายสำคัญ โดยเน้นย้ำให้บุคลากรทุกระดับปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ เพื่อให้โรงพยาบาลค่ายกาวิละเป็นหน่วยงานที่กำลังพล ครอบครัว และประชาชน “วางใจและพึ่งพาได้” อย่างแท้จริง


นที มีเดช รายงาน

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เยี่ยมกำลังพลชายแดนไทย–กัมพูชา มุ่งเน้นดูแลความเป็นอยู่และขวัญกำลังใจของกำลังพล

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เยี่ยมกำลังพลชายแดนไทย–กัมพูชา มุ่งเน้นดูแลความเป็นอยู่และขวัญกำลังใจของกำลังพล

จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวและความท้าทายด้านความมั่นคงในหลายมิติ กองทัพบกยังคงปฏิบัติภารกิจในการดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศและประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก มีความห่วงใยในความเป็นอยู่ของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่แนวชายแดน รวมถึงครอบครัวของทหารที่เสียสละเพื่อชาติ จึงได้มอบนโยบายให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับลงพื้นที่เยี่ยมเยียน รับฟังปัญหา และให้กำลังใจแก่กำลังพลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การติดตามสถานการณ์และการดูแลกำลังพลเป็นไปอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้มอบหมายให้ พลเอก อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เดินทางลงพื้นที่ กองทัพภาคที่ 2 ระหว่างวันที่ 5–7 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมรับฟังข้อมูลการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสนับสนุนด้านต่าง ๆ เป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจของกองทัพบก

ในเมื่อวานนี้ (5 พ.ย.68) วันแรกของการลงพื้นที่ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและคณะ ได้รับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติภารกิจในห้วงที่ผ่านมา จากหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 2 ณ มณฑลทหารบกที่ 22 จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีการรายงานถึงภาพรวมการปฏิบัติงานด้านกำลังพล การดูแลสิทธิและสวัสดิการทั้งสายงานปกติและสายสนาม รวมถึงการดำเนินงานของศูนย์ประสานการรับมอบความช่วยเหลือกำลังพลที่บาดเจ็บและครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

โอกาสนี้ พลเอก อมฤต บุญสุยา ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยให้ความสำคัญกับการดูแลสิทธิและสวัสดิการของกำลังพลทุกระดับชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายทหารชั้นประทวนและทหารกองประจำการ รวมถึงครอบครัวของกำลังพล เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและผลลัพธ์ที่ดีต่อกองทัพบกและประเทศชาติ

จากนั้น คณะได้เดินทางไป เยี่ยมกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อแสดงความห่วงใยและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมกล่าวชื่นชมในความเสียสละ ความเข้มแข็ง และความมุ่งมั่นของกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ในช่วงบ่าย ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางลงพื้นที่ตามฐานปฏิบัติการชายแดน เพื่อเยี่ยมพบปะ ให้โอวาท และมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพล พร้อมตรวจเยี่ยมสภาพความเป็นอยู่ในด้านต่าง ๆ ทั้งที่พัก การประกอบเลี้ยง การสื่อสาร และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้กำลังพลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ พลเอก อมฤต บุญสุยา ได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกนายที่ทุ่มเทเสียสละในการปฏิบัติภารกิจตลอดห้วงที่ผ่านมา ด้วยความมุ่งมั่นและความเข้มแข็ง จนภารกิจบรรลุผลสำเร็จและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน พร้อมเน้นย้ำให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับดูแลสุขภาพกายและใจของกำลังพลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการจัดการด้านสุขาภิบาลให้เหมาะสม เพื่อให้ทุกนายมีขวัญกำลังใจที่ดีและพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

จนท. ทยอยส่งชาวอินเดียลอตแรก 270 คน กลับประเทศ หลังข้ามมาฝั่งไทย จากเหตุการปราบปรามแก็งค์คอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

จนท. ทยอยส่งชาวอินเดียลอตแรก 270 คนกลับประเทศ หลังข้ามมาฝั่งไทย จากเหตุการปราบปรามแก็งค์คอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

วันนี้ (6 พ.ย. 68) เจ้าหน้าที่ ได้ส่งตัวชาวอินเดีย ที่ข้ามมายังฝั่งไทยจากการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่เคเคปาร์ค เมียวดี ของเมียนมา โดยศูนย์สั่งการชายแดนส่วนหน้าได้ประสานงานกับสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย ในการรับบุคคลสัญชาติตนเองกลับสู่มาตุภูมิ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก สถานีตำรวจภูธรแม่สอด ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 คอยอำนวยความสะดวก

ทั้งนี้ มีชาวอินเดียหนีข้ามเข้ามายังประเทศไทย จำนวน 465 คน ซึ่งในวันนี้ มีแผนการส่งกลับชาวอินเดียชุดแรกจำนวน 270 คน ที่ผ่านขั้นตอนการคัดกรองส่งต่อระดับชาติ หรือ NRM โดยได้มีการเคลื่อนย้ายชาวอินเดีย จากสถานที่กักกันด่านตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดตาก ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก โดยใช้รถยนต์กระบะและใช้รถบัส 3 คัน แบ่งเป็นคันละ 45 คน เป็นหญิง 26 คน ชาย 109 คน รวมเที่ยวแรก 135 คน เพื่อเดินทางจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จ.ตาก ไปยังท่าอากาศยานแม่สอด

โดยเที่ยวบินแรกใช้เครื่องบินขนส่งทางทหาร Indian Air Force C-130J หมายเลขเครื่อง IFC1465 ลงจอดในเวลา 9:10 น. ณ ท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอด และบินกลับในเวลา 11:20 น. โดยมีการจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยตลอดเส้นทาง เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนที่กำหนด

ส่วนเที่ยวบินที่ 2 ลงจอดในเวลา 11:35 น. และบินออกจากสนามบินนานาชาติแม่สอด ในเวลา 12:55 น. นำชาวอินเดียเพศชายกลับจำนวน 135 คน ซึ่งแต่ละเที่ยวบินสามารถรองรับชาวอินเดียได้ประมาณลำละ 135 คน ก่อนเดินทางกลับประเทศอินเดียต่อไป

สำหรับชาวอินเดียที่เหลืออีก 195 คน มีแผนส่งกลับในวันที่ 10 พ.ย.นี้ ในขณะที่ประเทศต่างๆ เริ่มมีการประสานเพื่อรับบุคคลสัญชาติตนเองกลับประเทศบ้างแล้ว

TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์ #สแกมเมอร์ #เมียนมา #แม่สอด #ตาก


นที มีเดช รายงาน