กองทัพภาคที่ 2 จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ แสดงความจงรักภักดีเนื่องในวันฉัตรมงคล

กองทัพภาคที่ 2 จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ แสดงความจงรักภักดีเนื่องในวันฉัตรมงคล

เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล ประจำปี 2569 กองทัพภาคที่ 2 จัดกิจกรรมอย่างสมเกียรติ เพื่อถวายความจงรักภักดีและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะข้าราชการหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 2 เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระประมุข เนื่องในวโรกาสวันครบรอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคมของทุกปี ณ สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

วันฉัตรมงคลคือวันสำคัญที่ระลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคมของทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองการที่พระบาทสมเด็จพระวชิราเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี พ.ศ. 2562 โดยคำว่าฉัตรมงคลมีความหมายถึงพิธีมงคลในการเฉลิมฉลองพระมหาเศวตฉัตรซึ่งเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์สำคัญ แสดงถึงพระราชอำนาจและพระบารมีตามโบราณราชประเพณีที่เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และถือเป็นวันหยุดราชการที่พสกนิกรชาวไทยจะได้ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีผ่านการประดับธงชาติและธงตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ตามอาคารบ้านเรือน

#กองทัพบก #RTA #กองทัพภาคที่2 #ฉัตรมงคล #ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

สองผัวเมีย บุกยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯ ร้องถูกกำนันขู่จะจับ เหตุไม่ยอมยกที่ดินให้ตั้งโซล่าเซลล์ อำเภอ+อบต. ยันไม่มีโครงการ

นครพนม – สองผัวเมียบุกยื่นหนังสือถึงผู้ว่า ร้องถูกกำนันขู่จะจับ เหตุไม่ยอมยกที่ดินให้ตั้งโซล่าเซลล์ อำเภอ+อบต.ยันไม่มีโครงการ

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายเกรียงศักดิ์ โคตะบิน อายุ 52 ปี และ นางนงนุช สีหาทอง อายุ 45 ปี สองสามีภรรยาอยู่บ้านเลขที่ 24 หมู่ 8 บ้านท่าพัฒนา ต.โพนสว่าง อ.ศรีสงคราม จ.นคร พนม ร้องทุกข์ว่าถูกกำนันข่มขู่จะนำตำรวจมาจับกุม เรื่องตนไม่ยอมยกที่ดินให้เพื่อใช้เป็นสถานที่ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ต.โพนสว่าง นอกจากนี้กำนันยังให้ผู้ใหญ่บ้านมาสำทับถึงบ้านอีกรอบ เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ตนยินยอมยกที่ดินผืนดังกล่าว โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ตนเห็นว่าอาจมีการพยายามกลั่นแกล้งรังแก จึงพาไปเขียนเรื่องร้องทุกข์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ผ่านศูนย์ดำรงธรรมให้การช่วยเหลือและให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัว เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา แต่เกรงเรื่องจะไม่ได้รับการพิจารณา จึงร้องทุกข์กับผู้สื่อข่าวอีกช่องทางหนึ่ง

โดยผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าสถานีสูบน้ำอยู่ห่างจากชุมชนประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นโครงการชลประทานนครพนม เพื่อช่วยสนับสนุนการทำเกษตรในพื้นที่ บริหารจัดการโดยองค์การบริหารส่วนตำบลโพนสว่าง (อบต.โพนสว่าง) ซึ่งนายเกรียงศักดิ์เป็นลูก จ้างประจำ อบต.โพนสว่าง มีหน้าที่ดูแลสถานีสูบน้ำแห่งนี้ ได้เปิดเผยว่าที่ดินแปลงนี้มีจำนวน 1 ไร่ 47 ตารางวา อยู่ติดกับสถานีสูบน้ำที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ เดิมเป็นหัวไร่ปลายนา พ่อตนเป็นผู้บุกเบิก และใช้ประโยชน์ทำกินปลูกข้าวนาปีและนาปรังมาไม่น้อยกว่า 30 ปี ซึ่งพ่อได้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 18-19 ปี

ต่อมาปี 2568 มีเจ้าหน้าที่ที่ดินได้ออกมาสำรวจ เพื่อรังวัดออกโฉนดแก่ผู้ยังไม่มีเอกสารสิทธิ ตนก็ยื่นเอกสารบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่เดินสำรวจ ปรากฏว่ามีปลัด อบต.โพนสว่าง(ในขณะนั้น) คัดค้านว่า ขอสงวนที่ดินแปลงนี้ไว้เพื่อเป็นจุดติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ แทนการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ซึ่งตนไม่ยินยอมที่จะยกให้ กระทั่งปลายเดือนเมษายน 69 กำนัน ต.โพนสว่าง อ้างว่าทางอำเภอต้องการที่ดินแปลงนี้ เพื่อจัดทำเป็นโครงการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ โดยอ้างว่าที่ดินแปลงนี้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ถือว่าเป็นที่ดินสาธารณะ ตนและภรรยาก็ยืนยันไม่ยกให้ใครเก็บไว้ทำการเกษตร กำนันจึงข่มขู่จะเอาตำรวจมาจับกุม และยังให้ผู้ ใหญ่บ้านมาคุยที่บ้านอีกรอบ ตนกับภรรยาเกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงพาไปร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ผ่านศูนย์ดำรงธรรมและผู้สื่อข่าวดังกล่าว โดยยืนยันว่าที่ดินจำนวน 1 ไร่ 47 ตารางวา ไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินหลวง (น.ส.ล.) ส่วนที่ดิน น.ส.ล.นั้น อยู่ถัดจากที่นาของตนไป ทำไมไม่เอาตรงนั้นเป็นจุดติดตั้งแผงโซล่าเซลล์

ด้าน นางสุพัตรา แสงสุวรรณ รองปลัด อบต.โพนสว่าง ชี้แจงว่าสถานีสูบน้ำโดยชลประทานนครพนม ได้ส่งมอบให้อยู่ในความดูแลของ อบต.ฯ โดยทำบันทึกข้อตกลง ( MOU) รวม 3 ฝ่ายคือ 1.ชลประทานฯ, 2.อบต.ฯ, 3.เกษตรกรผู้ใช้น้ำ หากจะมีโครงการติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเป็นโซล่าเซลล์ ชลประทานต้องมีหนังสือถึง อบต.โพนสว่าง เพื่อบรรจุเข้าไปในแผน และต้องประชาคมกับเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ตั้งแต่ตนมารับตำแหน่งรองปลัดฯ ไม่เคยเห็นหนังสือฉบับใดทั้งสิ้น ส่วนอดีตปลัดฯไปพูดเกี่ยวกับแผงโซล่าเซลล์ ทาง อบต.โพนสว่างไม่มีส่วนรู้เห็น

ต่อมา นายกิตติภูมิ บุพศิริ ปลัดอาวุโสอำเภอศรีสงคราม ได้รับมอบหมายจากนางสาวกรณ์กาญจน์ แก้วดี นายอำเภอศรีสงคราม เป็นผู้ชี้แจงประเด็นดังกล่าว ว่า ทางอำเภอยังไม่มีโครงการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ขอดูรายละเอียดของหนังสือจากศูนย์ดำรงธรรมก่อน และจะเชิญผู้ร้องเรียน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งอดีตปลัด อบต.โพนสว่าง สอบสวนข้อเท็จจริง ยืน ยันจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวหาว่ากำนันข่มขู่จะเอาตำรวจมาจับหากไม่ยอมยกที่ดินให้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร โดยทางการปกครองมีกฎ ระเบียบ ชัดเจน ที่สำคัญต้องให้เจ้าหน้าที่ที่ดินตรวจสอบว่า ที่ดินแปลงนี้อยู่ในเขต น.ส.ล.หรือไม่

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์เพื่อจะสอบถามข้อเท็จจริงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทราบว่าได้ไปประชุมประจำเดือนในอำเภอ ส่วนนายก อบต.โพนสว่าง ได้ออกพื้นที่พบประชาชน


เทพข่าวร้อน & เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

รมว.อก. เปิดบ้านสุพรรณปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชน

ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานพิธีเปิด “DIPROM PLUS @ DCB เปิดบ้านสุพรรณ ปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชน” ภายใต้ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม พัฒนาศักยภาพ ยกระดับมาตรฐาน อุตสาหกรรมอาหารไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมี ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, นายกลวัช ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี, นายแพทย์รัฐพล เวทสรณสุธี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี, นายวีระ ตั้งวุทฒิไกรวิทย์ ประธานหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี, นายนพคุณ สุนทรหงส์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุพรรณบุรี, หัวหน้าส่วนราชการ, หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนชาวจังหวัดสุพรรมบุรี ทุกภาคส่วน ร่วมงานจำนวนมาก

ภายในงานได้จัดนิทรรศการแสดงผลงาน แนะนำการให้บริการของ ศภ.8 กสอ. คลินิกให้ทำปรึกษาแนะนำธุรกิจเบื้องต้น ศูนย์บอับริการธุรกิจอุตสาหกรรม (BSC) อาทิพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ พัฒนาตลาด การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม บริการเงินทุนหมุนเวียนฯ บริการเครื่องจักร ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต 4.0 (ITC) นิทรรศการ “Showcase ผู้ประกอบการที่ประสบผลสำเร็จ” ผลงานผู้ประกอบการที่ได้รับการสเสริมพัฒนา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567-2568 การจัดบูทเครือข่ายพันธมิตรจากหน่วยงานรัฐและเอกชน สถาบันอาหาร SME bank โซนตลาดนัดอุตสาหกรรม จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการดีพร้อม โซนศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ITC) สาธิตทดลองเครื่องจักร เครื่องสกัดด่วน เครื่องระเหยข้น สเปรดราย์ (มะพร้าวน้ำหอม) เครื่องอบลมร้อน (ผำ) เครื่องปั่นบดละเอียด (ข้าว) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “8-พร้อม-พัฒน์” (8 PROM PLUS)

ซึ่งจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ ถือเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ที่สำคัญของประเทศ มีประชากร 826,391 คน มีเนื้อที่ประมาณ 3,348,755 ไร่ พื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีการชลประทาน อย่างทั่วถึงประกอบกับสภาพดินเหมาะสมแก่การเพาะปลูกโดยเฉพาะการปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ มีพื้นที่เพราะปลูกข้าวและพืชผลทางการเกษตรขนาดใหญ่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 2,341,382 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 69.92 ของพื้นที่ทั้งหมด เป็นอันดับต้น ๆ ของภาคกลาง พืชเศรษฐกิจที่สำคัญข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ด้านปศุสัตว์จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นแหล่งเลี้ยงโค สุกร เป็ดไก่ ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญโดยการเลี้ยงจะกระจายอยู่ทั่วไปทุกพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี นอกจากนี้ จังหวัดสุพรรณบุรีมีศักยภาพและตำแหน่งการพัฒนาในการเป็นเมืองอาหารปลอดภัย (Food Safety) ศักยภาพโดดเด่นทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน เป็นเมืองประวัติศาสตร์และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ (Histonc City) เมืองสมุนไพร (Herbal City) อีกทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านเมืองดนตรี (Music City) และเมืองกีฬา (Sport City) โดยได้กำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัด ไว้ว่า “เกษตรกรรมยั่งยืน เศรษฐกิจเข้มแข็ง คุณภาพชีวิตดี สังคมมีสุข”

ในส่วนของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมุ่งเน้นการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และเศรษฐกิจฐานราก ให้สามารถนำผลผลิตทางการเกษตรและภูมิ ปัญญาท้องถิ่น มาพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกระดับ DIPROM ITC 8 เพื่อพัฒนาศักยภาพอุตสาห กรรมอาหาร ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารไทย และ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้ จริง


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ส่องเลขหางประทัดเลขธูป พิธีปลุกเสกวัตถุมงคล มีดตัดหวายลูกนิมิต

สุพรรณบุรี – ส่องเลขเด็ดหางประทัดและเลขก้านธูปพิธีบวงสรวง สวดภาณยักษ์และพิธีปลุกเสก วัตถุมงคล-มีดตัดหวายลูกนิมิต ขณะที่กำลังสวดภาณยักษ์ ผู้ที่มาร่วมพิธีสวดภาณยักษ์ 2 ราย ชาย หญิง มีอาการลักษณะของขึ้นร้องเสียงดัง

พระครูปลัดนิยม ฐิตคุโณ เจ้าอาวาส วัดหนองกระทิงทอง อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี จัดพิธีบวงสรวงสวดภาณยักษ์และพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคล-มีดตัดหวายลูกนิมิต วัดหนองกระทิงทอง โดยมีหลวงปู่สมบุญ ปิยธมโม อายุ 104 ปี วัดลำพันบอง พระเกจิที่มี อายุมากที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี พระอาจารย์อดิเรก วัดหนองทราย พระครูศาสนกิจจายุต เจ้าคณะอำเภอหนองหญ้าไซ และพระครูสถิตสุวรรณวงศ์ เจ้าคณะตำบล หนองขาม นั่งปกอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคล และมีดตัดหวายลูกนิมิต เพื่อเตรียมไว้แจกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะมาร่วมทำบุญงานปิดทองฝังลูกนิมิต จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.2569-วันที่ 4 ม.ค.2570

ในพิธีพิธีบวงสรวงสวดภาณยักษ์และพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคล-มีดตัดหวายลูกนิมิต ได้จุดธูปตัวเลข ได้เลขเด็ดเสี่ยงโชค เลข 240 และจุดประทัดเบิกฤกษ์เบิกชัย ได้เลข 446 และ 82 ผู้ร่วมพิธีต่างนำเอาเลขธูปและเลขหางประทัดในพิธี นำไปเสี่ยงโชคกันในงวดนี้ โดยมีนายประวัติ ถิระสังวร นายก อบต.หนองขาม อำเภอหนองหญ้าไซ เป็นประธานจุดธูปเทียน

สำหรับพิธีมหามงคล สวดภาณยักษ์ใหญ่ เพื่อสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาเสริมดวงแก้คุณไสยขับไล่สิ่งอัปมงคล ส่วนผู้ที่มาร่วมพิธีสวดภาณยักษ์ 2 ราย ได้มีอาการลักษณะของขึ้น ผู้ชายกระโดดลุกจากเก้าอี้ร้องเสียงดัง พระสงฆ์ต้องมาพรมน้ำมนต์สะกดที่ศีรษะ จึงยอมสงบนั่งลง ส่วนผู้หญิงได้ส่งเสียงร้องมือทำท่ารำไปด้วย


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

พิธีมอบกระเป๋าคัดกรองโครงการสนับสนุน สถานีสุขภาพชุมชน (Health Station)

พิธีมอบกระเป๋าคัดกรองโครงการสนับสนุน สถานีสุขภาพชุมชน (Health Station)

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนคร ปฐม เป็นประธานในพิธีมอบกระเป๋าอุปกรณ์ คัดกรอง โครงการสนับสนุนสถานีสุขภาพชุมชน (Health Station) พร้อมด้วย นายสุภัทร กตัญญูทิตา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนคร ปฐม แพทย์หญิงบุษยมาศ บุศยารัศมี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มอบกระเป๋าอุปกรณ์คัดกรอง (Health Station) ให้แก่เจ้าหน้าที่ รพ.สต.อำเภอเมือง จำนวน 34 แห่ง เพื่อเพิ่มการเข้าถึง บริการคัดกรองสุขภาพเบื้องต้นให้กับประชาชน โดยมีอุปกรณ์ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิทัล เครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว สายวัดรอบเอว และชุดอุปกรณ์มาตรฐาน ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตาม เข้มชายแดนมั่นคงฝั่งตะวันตก

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตาม เข้มชายแดนมั่นคงฝั่งตะวันตก

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 ภาคเช้า คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและติดตามสถานการณ์ความมั่นคงชายแดน เพื่อลดผลกระทบต่อการจัดการของฝ่ายความมั่นคงในการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการให้กับชุมชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชุมพร ซึ่งนำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการทางทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ร่วมคณะลงพื้นที่

ในการนี้ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิ สภา และคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อแสวงหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความมั่นคงแบบองค์รวม ณ พื้นที่จังหวัดชุมพรคาบเกี่ยวกับพื้นที่จังหวัดระนอง ซึ่งจากการลงพื้นที่ได้พบข้อมูลสำคัญและน่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์ที่มาหลักเขตแดน โดยเฉพาะหลักเขตแดนธรรมชาติที่ถูกกำหนดขึ้นในกระบวนการปักปันเขตแดนในอดีตที่ผ่านมาทั้งการสร้างหลักเขตแดนที่เป็นคอนกรีตหรือเสาหินที่มนุษย์สร้างขึ้นทำได้ยาก โดยที่ส่วนใหญ่คณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission) มักจะตกลงกันใช้หมายธรรมชาติ (Natural Features) ที่มีความคงทนและเคลื่อนย้ายไม่ได้ เช่น ยอดเขา, สันปันน้ำ หรือ “โขดหินขนาดใหญ่” (Prominent Boulders) ที่อยู่ในล้าน้ำหรือริมฝั่งเป็นจุดอ้างอิงหรือเป็นหลักเขตแดน

นอกจาการนี้การพบปะชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่จริงจะทำให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบมุมมองและข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์และเป็นความแตกต่างจากหน่วยงานเพื่อที่จะนำมาวิเคราะห์ รวบรวม และศึกษาในรายละเอียดนำมาสู่ความมั่นคงและอธิปไตยอย่างจริงจังเป็นรูปธรรมขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบไปประกอบการพิจารณาเรื่องการรักษาความมั่นคงชายแดนภายในตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


แปลกไหม? รัฐเดินหน้า “โครงการเสี่ยงขาดทุน”แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร

เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคน “งง” ไม่น้อย เมื่อรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร ทั้งๆ ที่ ผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ชัดว่า “ไม่คุ้มทุน”

1. แลนด์บริดจ์จะ “ร่นเวลา” และ “ลดต้นทุน” ได้จริงหรือ?

หลายคนตั้งคำถามตรงกันว่า โครงการนี้จะช่วยให้การขนส่ง “เร็วขึ้น-ถูกลง” เมื่อเทียบกับช่องแคบมะละกาได้จริงหรือไม่? เพราะถ้าทำได้จริง… เรือก็ต้องมาใช้บริการเองโดยไม่ต้องเชิญ แต่ถ้าทำไม่ได้… แล้วจะมีเรือที่ไหนมาใช้?

ผมได้สอบถามผู้ประกอบการเดินเรือหลายราย คำตอบที่ได้ตรงกันคือ “ไม่ใช้” เหตุผลเรียบง่ายแต่ชัดเจน คือต้องขนถ่ายสินค้าจากเรือฝั่งหนึ่งขึ้นรถบรรทุกหรือรถไฟไปอีกฝั่งหนึ่ง พอไปถึงจะต้องขนจากรถบรรทุกหรือรถไฟลงเรืออีก จะทำให้เสียเวลานานมาก

ยิ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ ยิ่งใช้เวลามากขึ้น เพราะการจัดเรียงต้องวางแผนทั้งลำ… ตู้หนักอยู่ข้างล่าง ตู้ที่จะถึงจุดหมายปลายทางก่อนต้องอยู่ข้างบน ด้วยเหตุนี้ การขนถ่ายตู้คอนเทอนเนอร์จะต้องใช้เวลานาน เรือที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์นับหมื่นตู้ยิ่งต้องใช้เวลานานมากขึ้น

โดยสรุป เวลาที่เสียไปกับการขนถ่าย อาจ “มากกว่า” เวลาที่ประหยัดได้จากการไม่อ้อมช่องแคบมะละกา และนั่นแปลว่า… ต้นทุนก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ไม่ใช่ลดลงเมื่อเป็นเช่นนี้ จึงน่าแปลกใจว่าเหตุใดผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ทำการศึกษา จึงสรุปว่าโครงการนี้ “คุ้มทุน” ทั้งที่ขัดแย้งกับผลการศึกษาของสภาพัฒน์ และความเห็นของผู้ประกอบการจำนวนมาก

2. คุยว่าจะให้เอกชนลงทุน!

มีข่าวว่ารัฐจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการนี้ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ก็ต้องรอดูว่า จะมีใครกล้าเสี่ยงบ้าง

ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีการนำโครงการนี้ไปโรดโชว์ต่อนักลงทุนในหลายประเทศ และมีข่าวว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนจีน ญี่ปุ่น อเมริกา ซาอุดิอาระเบีย และเอมิเรตส์ ฟังดูเหมือน “เนื้อหอม” แต่คำถามสำคัญคือ… ความสนใจเหล่านั้น เคยถึงขั้นที่จะแปลงเป็นการลงทุนจริงบ้างหรือไม่?

ในอดีต เราเคยเห็นภาพแบบนี้มาแล้ว ในปี 2551 บริษัท ดูไบเวิลด์จากเอมิเรตส์ได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนในโครงการนี้ โดยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ สนข. เป็นผู้สนับสนุนเงินว่าจ้างบริษัทจากเนเธอร์แลนด์ให้ทำการศึกษาความเป็นได้โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งในขณะนั้นโครงการนี้มีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท นอกจากนั้น ยังมีบริษัทจากจีน คูเวต ซาอุดิอาระเบีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่เฝ้าจับตามองโครงการนี้เช่นเดียวกัน

แต่สุดท้าย… โครงการก็ไม่เกิดขึ้น คำถามจึงยังค้างอยู่ “ที่เงียบไป เพราะไม่คุ้มทุน ใช่หรือไม่?”

3. ข้อเสนอแนะ

ผมไม่ได้คัดค้านโครงการนี้ แต่ไม่อยากให้โครงการนี้กลายเป็น “โครงการร้าง” ที่ไม่มีการจ้างงานจริง แต่ทิ้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไว้ล่วงหน้า

สิ่งที่อยากเห็นคือ รัฐบาลเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง และให้ความสำคัญกับผลการศึกษาของสภาพัฒน์ ซึ่งยากที่นักการเมืองจะแทรกแซง

ถ้าแลนด์บริดจ์ “ไม่ไปต่อ” ผมขอเสนอท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน เพื่อ…

  1. รองรับสินค้าจากทุกภาคของไทยที่ต้องการออกสู่มหาสมุทรอินเดีย
  2. เป็นประตูการค้าสำหรับจีนตะวันตกที่กำลังมองหาทางออกทะเลที่สั้นกว่า
  3. เชื่อมโยงการค้ากับอินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ได้โดยตรง
  4. ลดความแออัดและความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องแคบมะละกาเพียงเส้นทางเดียว

นี่คือยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ที่หลายประเทศทำอยู่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะทำแลนด์บริดจ์หรือไม่?” แต่คือ “ท่าเรือน้ำลึกอันดามันควรอยู่ที่ไหน?”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

ช็อกผู้โดยสาร! ภาษีสนามบินพุ่ง 53% จ่ายเพิ่ม แล้วได้อะไร?

อีกไม่นาน ผู้โดยสารที่บินออกจากไทยจะต้องจ่ายแพงขึ้น เนื่องจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เตรียมปรับค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge หรือ PSC) สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ณ สนามบิน 6 แห่ง ในสังกัด ทอท. จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท เพิ่มขึ้น 390 บาท คิดเป็น 53%คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ขึ้นราคาเท่าไหร่?” แต่คือ “เงินที่จ่ายเพิ่ม ผู้โดยสารจะได้อะไรกลับมา?”

1. PSC ของไทยแพงไหม?

เมื่อเทียบกับสนามบินระดับโลกเมื่อเทียบกับสนามบินชั้นนำของโลกในปี 2568 ที่จัดอันดับโดย Skytrax ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจการบินและจัดอันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลกเป็นประจำทุกปี หลังการปรับราคา สนามบินสุวรรณภูมิจะเก็บ PSC สูงกว่าสนามบินระดับโลกหลายแห่ง ทั้งที่อันดับโลกของสนามบินสุวรรณภูมิยังอยู่เพียงอันดับ 39

ตัวอย่าง PSC สนามบินชั้นนำของโลก… สนามบินชางงีของสิงคโปร์ อันดับ 1 ของโลก ประมาณ 1,600 บาท สนามบินฮาหมัดของกาตาร์ อันดับ 2 ประมาณ 600 บาท สนามบินฮาเนดะของญี่ปุ่น อันดับ 3 ประมาณ 600 บาท สนามบินอินชอนของเกาหลีใต้ อันดับ 4 ประมาณ 370 บาท สนามบินนาริตะของญี่ปุ่น อันดับ 5 ประมาณ 640 บาท และสนามบินฮ่องกง อันดับ 6 ประมาณ 800 บาทตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ไทยกำลังจะเก็บ PSC สูงกว่าสนามบิน 5 แห่งใน Top 6 ของโลก คำถามที่ตามมาคือ “เมื่อจ่ายระดับโลก แล้วผู้โดยสารจะได้รับบริการระดับไหน?”

2. ผลกระทบ “ตั๋วแพงขึ้น แข่งขันยากขึ้น”

ค่า PSC ถูกบวกเข้าไปในราคาตั๋วเครื่องบิน เที่ยวบิน Low Cost ระยะเวลาบิน 4-5 ชั่วโมง ราคาเฉลี่ย 4,000-5,000 บาท หากเพิ่ม PSC อีก 390 บาท จะทำให้ราคาตั๋วแพงขึ้น 7-10% ทุกเที่ยว

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคือ ค่าเดินทางมาไทยแพงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวลดลง นักท่องเที่ยวอาจเลือกไปประเทศอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่า สุดท้ายรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศอาจได้รับผลกระทบในระยะยาวนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้โดยสารไทย แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจทั้งระบบ

3. ทอท.ได้รายได้เพิ่ม “แล้วผู้โดยสารจะได้อะไรกลับมา?”

โดยหลักการ รายได้จาก PSC ควรใช้เพื่อยกระดับการให้บริการผู้โดยสาร เช่น

  1. พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้ดีขึ้น เช่น ลดคิวตรวจคนเข้าเมืองและจุดตรวจความปลอดภัย ระบบโหลดกระเป๋าและรับกระเป๋าเร็วขึ้น ห้องน้ำ-ที่นั่ง-พื้นที่พักผู้โดยสารเพียงพอ WiFi ครอบคลุมและเร็ว รวมทั้งพัฒนาระบบ Self Check-in และ Biometrics ให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบและครอบคลุมทุกพื้นที่
  2. ยกระดับระบบรักษาความปลอดภัย
  3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ขยายอาคารผู้โดยสาร ลดความแออัด เพิ่มหลุมจอดเครื่องบิน ลดปัญหาคอขวดในสนามบิน

ถ้าผู้โดยสารได้เห็นการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ผมเชื่อว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่ย่อมยินดีจ่าย แต่สิ่งเขากังวลคือ เงินที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปใช้เพื่อยกระดับการให้บริการจริงหรือไม่? หรือเพียงกลายเป็นกำไร โบนัส และเงินปันผล?

4. สรุปสั้น ๆ

การขึ้นราคาไม่ใช่ปัญหา หากพิสูจน์ได้ว่า “คุ้มค่าต่อผู้โดยสาร”คุณคิดอย่างไร เงินที่ผู้โดยสารต้องจ่ายเพิ่มควรแลกกับอะไร? คอมเมนต์บอกความเห็นของคุณมาได้เลย


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กอ.รมน. ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ เปิดโครงการ “ตู้ปันน้ำใจ” บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

กอ.รมน. ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ เปิดโครงการ “ตู้ปันน้ำใจ” บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

วันนี้ (30 เมษายน 2569) เวลา 09.00 น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดพิธีมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค ภายใต้โครงการ “กอ.รมน. ปันน้ำใจ บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพของประชาชน” ณ บริเวณด้านหน้า กอ.รมน. สวนรื่นฤดี กรุงเทพ มหานคร โดยมี พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ กอ.รมน. เป็นประธานในพิธี

ตั้งแต่เวลา 07.30 น. ประชาชนจากหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครทยอยเดินทางมาลงทะเบียนและรับสิ่งของอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่และเครือข่ายจิตอาสา ซึ่งได้จัดระบบการแจกจ่ายอย่างเป็นระเบียบ รวดเร็ว และครอบคลุมความต้องการของแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการ สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. (ผอ.สมท.กอ.รมน.) กำกับ ดูแล และประสานการปฏิบัติในภาพรวม ผสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพและเกิดผลในทางปฏิบัติ

การดำเนินโครงการครั้งนี้ เป็นการขานรับนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่มุ่งเร่งรัดการผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะเร่งด่วน

ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้กดดันต้นทุนทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน และสะท้อนโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน กอ.รมน. จึงเร่งขับเคลื่อนแนวทางเชิงรุกในระดับพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือไปถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง

สำหรับการดำเนินงานในครั้งนี้ ได้จัดเตรียมสิ่งของอุปโภคเพื่อมอบให้ประชาชน ด้วยการบูรณาการรับการสนับสนุนจาก มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง จำนวน 1,000 ชุด พร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาชน ได้แก่ สมาคมไทยซิกข์ รักษาความมั่นคงภายใน (ประเทศไทย) ชมรมนักธุรกิจไทย-อินเดีย เพื่อความมั่นคงภายใน ชมรมพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร (ชมรม พบค.) มูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) และมวลชน ทสปช. ที่ร่วมกันสนับสนุนทั้งทรัพยากรและกำลังคนอย่างเข้มแข็ง

ในด้านการกระจายสิ่งของ ได้รับการสนับสนุนยานพาหนะจาก กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) จำนวน 4 คัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการลำเลียงและกระจายสิ่งของไปยังพื้นที่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังมีการบูรณาการด้วยการให้ค่าตอบแทนกับผู้ให้บริการรับ–ส่งสินค้า (Line Man) จำนวน 40 คัน เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งต่อสิ่งของไปยังผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมารับได้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ได้กำหนดพื้นที่นำร่องในกรุงเทพมหานคร จำนวน 5 เขต ได้แก่ เขตจตุจักร เขตดุสิต เขตบางซื่อ เขตพระนคร และเขตคลองเตยโดยใช้กระบวนการคัดกรองในระดับพื้นที่ เพื่อมุ่งดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด และลดความซ้ำซ้อนในการให้ความช่วยเหลือ

ภายหลังพิธีมอบสิ่งของ ประธานในพิธีได้ให้สัญญาณปล่อยขบวนการกระจายสิ่งของไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนถ่ายภาพร่วมกับผู้สนับสนุนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมดูแลประชาชนในยามที่ต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

กอ.รมน. ยืนยันเดินหน้าบทบาทเป็นกลไกหลักของรัฐในการผสานพลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการดูแลประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยมุ่งหวังให้โครงการ “ตู้ปันน้ำใจ” เป็นต้นแบบของความร่วมมือที่สามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ก้าวผ่านสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างมั่นคง


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
รายงาน

“57 ปี กฟผ.” ยืนหยัดรักษาความมั่นคงพลังงาน เร่งเดินหน้าพลังงานสะอาดฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

กฟผ. ยืนหยัดเป็นเสาหลักสร้างความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าให้คนไทย ถอดบทเรียนวิกฤตพลังงานโลก ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า เร่งเดินหน้าพลังงานสะอาด พร้อมพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยและยืดหยุ่น หวังสร้างแต้มต่อการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผยถึงทิศทางการขับเคลื่อน กฟผ. เนื่องในโอกาสครบรอบ 57 ปี วันคล้ายวันสถาปนา กฟผ. ว่า กฟผ. ขอยืนหยัดเป็นเสาหลักสร้างความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าให้กับคนไทยท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประเทศไทยจะต้องมีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่องภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ยังตอกย้ำว่า ไทยต้องเร่งเดินหน้าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า กระจายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควบคู่กับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับการบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ

  • พัฒนาความแม่นยำระบบพยากรณ์ของศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) โดยนำเทคโนโลยีผสานแบบจำลองพยากรณ์หลายรูปแบบ ทำให้ค่าความคลาดเคลื่อนลดลง ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
  • พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำสามารถผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานหมุนเวียนได้อย่างทันท่วงที โดยปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอขออนุมัติจาก ครม. ส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เตรียมจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 ภายในปีนี้
  • ปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน การขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาทิ สถานีไฟฟ้าแรงสูงพานทอง สถานีไฟฟ้าแรงสูงสัตหีบ 1 และสถานีไฟฟ้าแรงสูงสัตหีบ 2 จ.ชลบุรี สถานีไฟฟ้าแรงสูงระยอง 2 จ.ระยอง กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2569 นี้

ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังคงแสวงหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ ไฮโดรเจน แอม โมเนีย เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนรูปแบบต่าง ๆ เพื่อคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ รวมถึงสร้างพลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ๆ เช่น ไบโอมีเทน E-methane

นอกจากนี้ กฟผ.ยังผสานความร่วมมือด้านพลังงานระดับภูมิภาคระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพิ่มปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 จากเดิม 100 เมกะวัตต์ เป็นสูงสุดไม่เกิน 200 เมกะวัตต์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)

สำหรับการดำเนินธุรกิจของ กฟผ. มุ่งเน้นความยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อาทิ พัฒนาวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อใช้ประโยชน์แทนการฝังกลบ เช่น คอนกรีตจากเถ้าลอย ผลิตภัณฑ์ปรับปรุงดินจากฮิวมิค การแยกแบล็คแมส (Black Mass) จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ควบคู่กับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วม (CSV) ดำเนิน “โครงการ 100 ปี พระบรมราชสมภพ สืบสานพระราชปณิธาน สู่ชุมชนชัยพัฒนา อุทกพัฒน์ฯ กฟผ.” ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยน้อมนำหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน