‘พิพัฒน์’ นำไทยเป็นเจ้าภาพ จัดงานต้อนรับผู้นำธุรกิจการบินโลก โชว์ความพร้อมท่าอากาศยานไทย สู่การเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค

‘พิพัฒน์’ นำไทยเป็นเจ้าภาพ จัดงานต้อนรับผู้นำธุรกิจการบินโลก โชว์ความพร้อมท่าอากาศยานไทย สู่การเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Airports Council International Asia-Pacific & Middle East Regional Assembly, Conference and Exhibition 2026 (ACI APAC & MID RACE) โดยได้รับเกียรติจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ และงานต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมฯ พร้อมด้วยนางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT และ Mr.Stefano Baronci,Director General,ACI APAC & MID ร่วมต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการบินจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง โดยการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค และยังเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือกับท่าอากาศยานชั้นนำจากทั่วโลก ทั้งด้านการคมนาคมทางอากาศควบคู่ไปกับการส่งเสริมเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริการของท่าอากาศยานไทยให้พัฒนาไปสู่ World Class Hospitality ที่ส่งมอบประสบการณ์เดินทางที่น่าจดจำให้กับผู้โดยสารไปพร้อมกับขับเคลื่อนการกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

โดยการจัดงาน ACI Asia-Pacific & Middle East Regional Assembly,Conference and Exhibition 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Airports as Engines of Shared Prosperity” สะท้อนความสำคัญของท่าอากาศยานในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศที่ปลอดภัย ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสาร โดยภายในงาน AOT ได้จัดแสดงนิทรรศการเพื่อนำเสนอบทบาทของ AOT ทั้งด้านการพัฒนาท่าอากาศยานเพื่อเป็นฮับการบินภูมิภาค การพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมการบินสมัยใหม่ รวมถึงการยกระดับคุณภาพบริการ

เพื่อรองรับการเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless Passenger Experience) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก

ทั้งนี้ การประชุม ACI APAC & MID RACE 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการบิน และการท่องเที่ยวกว่า 400 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนผู้บริหารสนามบินจากทั่วโลกกว่า 600 แห่งใน 44 ประเทศ เข้าร่วมงาน

ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
โทรศัพท์ 0 2535 5245,0 2535 5240 โทรสาร 0 2535 5216
อีเมล aot_media@airportthai.co.th เว็บไซต์ www.airportthai.co.th


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา รุกภูเก็ต! ปักธงยุทธศาสตร์ “Hub เรือสำราญอาเซียน 2026” ยกระดับอัตลักษณ์ชุมชนควบคู่โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก

คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำโดย นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ และ นายจำลอง อนันตสุข รองประธานและโฆษกคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์, นายนิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล, นางประทุม วงศ์สวัสดิ์, นายสุวิทย์ ขาวดี, นายสุวิช จำปานนท์, นายณรงค์ จิตราช และประกาสิทธิ์ พลซา และคณะเดินทางลง พื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อปฏิบัติภารกิจศึกษาดูงานและจัดสัมมนาเรื่อง “การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาเมืองท่าเรือสำราญของไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเรือสำราญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2026” ระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤษภาคม 2569

โดยวันที่ 13 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการฯ ได้เริ่มต้นภารกิจ ณ บ้านทองตัน ถนนดีบุก เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยได้หารือร่วมกับผู้นำชุมชนสำคัญ นายดอน ลิ้มนันทพิสิฐ ประธานชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต และ นายสมยศ ปาทาน รองประธานชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต พร้อมนายนิวัฒน์ เอ่งฉ้วน เลขานุการนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต การหารือเน้นไปที่การรักษาอัตลักษณ์ของเมืองควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางมากับเรือสำราญ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว การคมนาคม ซึ่งนายนิพนธ์ เอกวานิช สมาชิกวุฒิสภาภูเก็ตก็ได้มาร่วมหารือด้วย

และเพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ของปัญหาและศักยภาพของพื้นที่ คณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่เดินเท้าสำรวจย่านเมืองเก่าภูเก็ตด้วยตนเองอย่างละเอียดเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความพร้อมของเส้นทางเดินท่องเที่ยว การจัดการจราจร และความปลอดภัย ซึ่งข้อมูลจากการสัมผัสพื้นที่จริงนี้จะถูกนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อกำหนดนโยบายยกระดับเมืองท่าท่องเที่ยวสู่ระดับสากลต่อไป

จากนั้นในช่วงบ่าย คณะได้เดินทางไปยัง ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต เพื่อตรวจเยี่ยมและศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับให้เป็น ท่าเรือต้นทาง โดยได้รับฟังข้อมูลการดำเนินงานจากคณะผู้บริหารบริษัท ภูเก็ต ดีพ ซี พอร์ต จำกัด นำโดย นายอดิศร์ ภัทรประสิทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป นางสาวอรสา พงศ์พัฒนคม รองผู้จัดการทั่วไป และนายปรีชา ปานเถื่อน ผู้จัดการแผนกปฏิบัติการฝ่ายเรือและสินค้า ซึ่งคณะก็ได้ดูงานด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการให้บริการบนเรือสำราญ Genting Dream เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนามาตรฐานท่าเรือและการให้บริการนักท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เทียบเท่าระดับสากล

นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา เผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการศึกษาแนวทางเพื่อผลักดันให้จังหวัดภูเก็ตมีความพร้อมทั้งด้านโครง สร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการชุมชน เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางน้ำที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคภายในปี 2026 โดยความสำคัญของการยกระดับในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นการ จัดลำดับความสำคัญ ในการพัฒนาเมืองท่าเรือสำราญของไทยให้เป็นศูนย์กลางในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นรูปธรรม

“การพัฒนาเกาะในประเทศเพื่อนบ้านเราไปไกลมากแล้ว ขณะที่ประเทศไทยเรากลับล่าช้ามาก แม้แต่ท่าเรือขนาดใหญ่เช่นแหลมฉบัง ก็ยังไม่สามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ได้ดี การพัฒนาเกาะภูเก็ตก็ยังเผชิญกับปัญหาการลำเลียงนักท่องเที่ยวนับพันคนขึ้นจากเรือก็ใช้เวลามาก ตรงนี้คือปัญหาที่ทำให้เราสู้เขาไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่คณะกรรมาธิการฯ ลงมาภูเก็ตในครั้งนี้” ประธาน กมธ.ท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภากล่าว

ด้านนายจำลอง อนันตสุข โฆษก กมธ.การท่องเที่ยวและการกีฬา กล่าวว่า เพื่อไม่ให้ประ เทศไทยเสียโอกาสทางการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการพัฒนาเกาะและท่าเรือไปอย่างก้าวหน้า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องผลักดันให้มีเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะกระบวนการลำเลียงนักท่องเที่ยวจากเรือสำราญขนาดใหญ่ขึ้นสู่ฝั่งที่ปัจจุบันยังมีความล่าช้า ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง

“การที่คณะเข้าศึกษาดูงาน ณ ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต และเรือสำราญ Genting Dream มีวัตถุ ประสงค์เพื่อนำมาตรฐานสากลมาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภูเก็ตสามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่และบริหารจัดการนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่าระดับโลก” สว.จำลอง กล่าวในตอนท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สืบสวนนครบาล 1 ร่วม อย. จับกุมลักลอบจำหน่าย โบท็อกซ์–ฟิลเลอร์ โดยไม่ได้รับอนุญาต ผ่านสื่อออนไลน์

สืบสวนนครบาล 1 ร่วม อย. จับกุมลักลอบจำหน่าย โบท็อกซ์–ฟิลเลอร์ โดยไม่ได้รับอนุญาต ผ่านสื่อออนไลน์

กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์, พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า, พล.ต.ต.อัฏพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น. ได้สั่งการและกำหนดแนวทางในการปฏิบัติ โดยให้ทุกหน่วยในสังกัดทำการกวาดล้างผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการขายผลิตภัณฑ์สินค้าสุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต

กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 โดย พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1, พ.ต.อ. เอกภพ ตันประยูร, พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ, พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รอง ผบก.น.1 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 นำโดย พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.ท. ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี, พ.ต.ท.อรรถพงษ์ นกขุนทอง, พ.ต.ท.ณัชฐปกรณ หัดคำ รอง ผกก. สส.บก.น.1 และ พ.ต.ต.ประเดิม ดาวสว่าง สว.กก.สส.บก.น.1 ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวข้างต้นของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัด และจากการสืบสวนติดตามจนกระได้ทำการจับ กุมตัวผู้กระทำผิด โดยมีรายละเอียดของกลางดังนี้ รายการเครื่องมือแพทย์ที่ไม่มีทะเบียนผลิตภัณฑ์ จำนวน 11 รายการ, ผลิตภัณฑ์ยาไม่มีทะเบียน/อุปกรณ์ จำนวน 15 รายการ, ผลิต ภัณฑ์ยามีทะเบียน จำนวน 10 รายการ รวมจำนวนของกลางทั้งหมด 36 รายการ จำนวนกว่า 300 ชิ้น มูลค่าทรัพย์รวม 370,000 บาท (สามแสนเจ็ดหมื่นบาท)

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 10.30 น. ตรวจยึดได้บริเวณ บ้านเลขที่ 36/3 หมู่บ้านเบลสทาวน์ ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พร้อมด้วยของกลาง 1.รายการเครื่องมือแพทย์ที่ไม่มีทะเบียนผลิตภัณฑ์ จำนวน 11 รายการ, 2.ผลิตภัณฑ์ยาไม่มีทะเบียน/อุปกรณ์ จำนวน 15 รายการ และ 3.ผลิตภัณฑ์ยามีทะเบียน จำนวน 10 รายการ รวมจำนวนของกลางทั้งหมด 36 รายการ จำนวนกว่า 300 ชิ้น โดยกล่าวหาว่า “ความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 12 ห้ามมิให้ผู้ใดขายยาแผนปัจจุบัน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาตผู้ฝ่าฝืนมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 101 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท, มาตรา 72 (4) ห้ามมิให้ผู้ใดขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ผู้ฝ่าฝืนมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 122 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม, มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ขายเครื่องมือแพทย์โดยไม่รับอนุญาต มีโทษตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกิน 300,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ, มาตรา 46/1 ฐานขายเครื่องมือแพทย์ไม่ได้รับใบรับแจ้งรายการละเอียด โทษตามมาตรา 109/1 วรรคหนึ่ง จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

พฤติการณ์กล่าวคือ ทั้งนี้ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจกก.สส.บก.น.1 ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ตรวจสอบบัญชี LINE ID : @MCSUPPLYMED เกี่ยวกับการขายผลิตภัณฑ์สินค้าสุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต ผู้บังคับบัญชา จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ต.ประเดิม ดาวสว่าง ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริง จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงทราบว่าบัญชี LINE ID : @MCSUPPLYMED ได้มีการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์สินค้าสุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ปลอมเป็นสายลับติดต่อสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าสุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต และได้ทำการสืบสวนจนทราบสถานที่ตั้งที่ทำการอยู่ที่ บ้านเลขที่ 36/3 หมู่บ้านเบลสทาวน์ ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม ได้นำหมายค้นของหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ มาทำการตรวจค้น เมื่อมาถึงเจ้าพนักงานตำรวจ พบ นายชินวัฒน์ อนันตะ อายุ 24 ปี แสดงตัวเป็นผู้อาศัย เจ้าพนักงานตำรวจจึงแสดงหมายค้น และขอทำการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว โดยก่อนทำการตรวจค้นได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้ นายชินวัฒน์ฯ ดูจนเป็นที่พอใจแล้วจึงทำการตรวจค้น โดย นายชินวัฒน์ฯ ยินยอมและเป็นผู้นำการตรวจค้น

ขณะทำการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมพบ นายเอกพันธ์ อนันตะ อายุ 36 ปี ได้พักอาศัยอยู่บริเวณชั้นสองภายในบ้านหลังดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบของกลางรายการเครื่องมือแพทย์ที่ไม่มีทะเบียนผลิตภัณฑ์ จำนวน 11 รายการ, ผลิตภัณฑ์ยาไม่มีทะเบียน/อุปกรณ์ จำนวน 15 รายการ, ผลิตภัณฑ์ยามีทะเบียน จำนวน 10 รายการ รวมจำนวนของกลางทั้งหมด 36 ราย การ จำนวน 300 ชิ้น (ตามบัญชีของกลาง) มูลค่าทรัพย์ประมาณ 370,000 บาท (สามแสนเจ็ดหมื่นบาท) อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว

จากการสอบถาม นายเอกพันธ์ฯ รับว่า ของกลางทั้งหมดเป็นของตนที่เอาไว้จำหน่ายผ่านช่องทาง บัญชี LINE ID : @MCSUPPLYMED จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิให้ นายเอกพันธ์ฯ ทราบ ผู้ต้องหาทราบสิทธิและข้อกล่าวหาแล้ว จึงได้นำตัวผู้ต้องหามายัง กก.สส.บก.น.1 เพื่อจัดทำบันทึกจับกุม แล้วนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ที่มา : กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นายเอ (ชาวเนปาล) ติดตามคดีหลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง เตรียมร้องขอความเป็นธรรมถึง ผบช.ภ.8 พร้อมชี้แจงปมวีซ่า

นายเอ (ชาวเนปาล) ติดตามคดีหลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง เตรียมร้องขอความเป็นธรรมถึง ผบช.ภ.8 พร้อมชี้แจงปมวีซ่า

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายเอ (นามสมมติ) ชาวเนปาล ได้เดินทางเข้าพบพนักงานอัยการจังหวัดกระบี่ เพื่อสอบถามความคืบหน้าของคดีที่ตนตกเป็นผู้ต้องหา โดยได้รับแจ้งจากทางพนักงานอัยการฯว่า ในคดีดังกล่าวพนักงานอัยการฯมีคำสั่ง “ไม่ฟ้อง” แล้วหลังพิจารณาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในสำนวนทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ตามขั้นตอนของกฎหมาย สำนวนคดียังคงต้องถูกส่งต่อไปยังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ว่าจะมีความเห็นแย้งหรือดำเนินการเพิ่มเติมหรือไม่

นายเอฯ เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะดำเนินการยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ตามสิทธิและกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างครบถ้วน หลังจากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียง ชีวิตส่วนตัว และการทำงานเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ นายเอฯ ยังเตรียมเข้าชี้แจงต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกี่ยวกับปัญหาเรื่องวีซ่า โดยอ้างว่า ก่อนเกิดคดี ตนได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในลักษณะฝึกงานในนามนักศึกษา และได้มอบหนังสือเดินทางรวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องให้สถานประกอบการแห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่ดำเนินการต่อวีซ่าและเอกสารการพำนักให้

นายเอฯ ระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเข้าใจโดยสุจริตว่าสถานประกอบการดังกล่าวได้ดำเนินการต่อวีซ่าให้เรียบร้อยแล้ว กระทั่งภายหลังเมื่อเกิดคดี และเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบหนังสือเดินทางและวีซ่า จึงพบว่ายังไม่มีการดำเนินการต่อวีซ่าตามที่เคยแจ้งไว้ โดยเพิ่งทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวหลังได้รับหนังสือเดินทางคืนจากสถานประกอบการดังกล่าว

นายเอฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสอบถามพบว่า ไม่ได้มีเพียงตนเองเท่านั้นที่ประสบปัญหาดังกล่าว แต่ยังมีผู้ที่ทำงานในสถานประกอบการเดียวกันอีกประมาณ 11 คน ที่ยังไม่ได้รับการดำเนินการต่อวีซ่าหรือเอกสารการพำนักเช่นเดียวกัน

ภายหลัง นายเอฯ ได้ปรึกษาผู้รู้ด้านกฎหมายและพยายามดำเนินการเข้าพบสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอต่อวีซ่าตามขั้นตอน แต่ได้รับคำแนะนำว่าจำเป็นต้องให้ทนายความหรือผู้มีความรู้ทางกฎหมายดำเนินการยื่นเรื่องและเอกสารประกอบ จึงทำให้จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการต่อวีซ่าได้แล้วเสร็จ

ด้วยเหตุนี้ นายเอฯ จึงได้เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชน รวมถึงยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือต่อสมาคมไทย–เนปาล ซึ่งภายหลังทางสมาคมไทย–เนปาลได้เร่งเข้าช่วยเหลือและติดตามประสานงานในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการทางกฎหมาย และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ นายเอฯ ยืนยันว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายทุกขั้นตอน โดยหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากทุกฝ่ายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ท่าเรือประจวบ” เปิดบ้านรับคณะ ดร.รอยล ชมศักยภาพท่าเทียบเรือน้ำลึก ประตูหลักเชื่อมเศรษฐกิจอ่าวไทย

ประจวบคีรีขันธ์ – “ท่าเรือประจวบ” เปิดบ้านรับคณะ ดร.รอยล ชมศักยภาพท่าเทียบเรือน้ำลึก ประตูหลักเชื่อมเศรษฐกิจอ่าวไทย

วันที่ 14 พ.ค.69 นายชนยุธ นิลพานิช หัวหน้าสายอำนวยการท่าเรือ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด บรรยายสรุปพร้อมต้อนรับคณะของดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยนายนิมิต วงษ์จินดา นายอำเภอบางสะพาน นายบรรดิษฐ์ ไวยมิตรา หัวหน้ากองควบคุมการปฏฺิบัติการ การรถไฟแห่งประเทศไทย หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าร่วมเยี่ยมชมเพื่อศึกษาดูงานและหารือแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางน้ำให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ณ ท่าเทียบเรือ C

ในการนี้ นายชนยุธ นิลพานิช หัวหน้าสายอำนวยการท่าเรือ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด ได้ให้การต้อนรับพร้อมบรรยายสรุปข้อมูลเชิงเทคนิค โดยประเด็นสำคัญในการหารือมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสินค้า และการวางยุทธศาสตร์โลจิสติกส์เชื่อมโยงภูมิภาค เพื่อผลักดันให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการขนส่งสินค้าหนักและวัตถุ ดิบทางอุตสาหกรรม รวมถึงแผนการพัฒนาท่าเรือในอนาคต

“ท่าเรือประจวบ” ได้ชื่อว่าเป็นท่าเรือพาณิชย์เอกชนที่มีความสำคัญระดับประเทศ ด้วยศักยภาพการในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าทั่วไป (General Cargo Vessel) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงถือเป็นฟันเฟืองหลักที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กแบบครบวงจร ตลอดจนสนับสนุนการส่งออกและนำเข้าสินค้าทั่วไป ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ตอนบน นับเป็นท่าเทียบเรือน้ำลึกที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในชายฝั่งทะเลอ่าวไทย


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0624644468

อำเภอแม่สะเรียง รายงานเหตุด่วนสาธารณภัย(อุทกภัย) น้ำป่าไหลหลากพัดคอสะพานขาด

อำเภอแม่สะเรียง รายงานเหตุด่วนสาธารณภัย(อุทกภัย) น้ำป่าไหลหลากพัดคอสะพานขาด

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 11:00 น. อำเภอแม่สะเรียงได้รับรายงานสถานการณ์อุทกภัยจากองค์การบริหารส่วนตำบลแม่เหาะ กรณีเกิดเหตุฝนตกหนักเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลา 18:00 น. เป็นเหตุให้น้ำป่าไหลหลากกัดเซาะคอสะพานท่อลอดเหลี่ยม (เส้นทางรอง) เชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 108 – บ้านห้วยปางผาง หมู่ที่ 9 ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จนขาดชำรุดเสียหาย

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรของราษฎรบ้านห้วยปางผาง หมู่ที่ 9 ซึ่งมีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 165 ครัวเรือน รวม 347 คน โดยปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวยังไม่สามารถใช้สัญจรผ่านได้ตามปกติ เบื้องต้นประเมินมูลค่าความเสียหายประมาณ 70,000 บาท

การดำเนินการในระดับพื้นที่ดังนี้

  1. การช่วยเหลือเบื้องต้น: องค์การบริหารส่วนตำบลแม่เหาะ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและอยู่ระหว่างประสานงานเครื่องจักรกลเพื่อเข้าดำเนินการซ่อมแซมคอสะพานให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว
  2. การรายงานเหตุต่อจังหวัด: นายอำเภอแม่สะเรียง ในฐานะผู้อำนวยการอำเภอ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ได้รายงานเหตุด่วนสาธารณภัยไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด เพื่อพิจารณาประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 เพื่อให้การสนับสนุนงบประมาณและการช่วยเหลือเป็นไปตามระเบียบของทางราชการต่อไป

มาตรการเฝ้าระวัง: อำเภอแม่สะเรียงได้กำชับให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน ติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรในพื้นที่เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง


นที มีเดช รายงาน

สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดแม่ฮ่องสอน เตือนรับมือฝนตกหนัก

สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกาศเตือนให้พร้อมรับมือฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำปายเริ่มเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมรับมือฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากฉับพลัน โดยในวันนี้ (14 พ.ค.2569) กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน ฉบับที่ 3 (63/2569) (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 14-18 พฤษภาคม 2569) ระบุว่า ในช่วงวันที่ 14-18 พ.ค. 69 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ในบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้

ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณอ่าวเบงกอลตอนล่าง จะเคลื่อนขึ้นไปปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น

ทางด้าน สถานีตรวจวัดระดับน้ำบ้านท่าโป่งแดง ต.ผาบ่อง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน รายงานผลการวัดระดับน้ำในวันนี้ ว่า วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 Sw.5A เวลา 06.00 น.ระดับน้ำ 0.32 ม. ปริมาณน้ำฝน 17.2 ม.ม. โดยระดับน้ำจากปกติ อยู่ที่ ระดับ 0.00 ม.ปัจจุบันเพิ่มขึ้น 32 เซนติเมตร เนื่องจากเกิดฝนตกและน้ำในแม่น้ำปายเพิ่มระดับสูงขึ้น แต่ยังไม่ส่งผลกระทบหรือท่วมพื้นที่สองฝั่งของแม่น้ำปายแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามหากยังคงมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในระยะนี้ อาจจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่ น้ำปายเพิ่มระดับอย่างต่อเนื่อง และอาจจะเพิ่มจนท่วมสองฟากฝั่งแม่น้ำที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลปางหมู และ ตำบลท่าโป่งแดงได้ จึงเตือนให้ประชาชนเฝ้าติดตามการรายงานของสถานีอุตุนิยมวิทยาแม่ฮ่องสอน อย่างใกล้ชิด


ภานุเดช ไชยสกูล/ แม่ฮ่องสอน

สาวพยาบาลโคราชปล่อยโฮ หลังแจ้งความทองหายเกลี้ยงกว่า 8 บาท กลางงานสงกรานต์ย่าโม มูลค่ากว่า 6 แสนบาท ผ่านมา 1 เดือนคดียังเงียบ

สาวพยาบาลโคราชปล่อยโฮ หลังแจ้งความทองหายเกลี้ยงกว่า 8 บาท กลางงานสงกรานต์ย่าโม มูลค่ากว่า 6 แสนบาท ผ่านมา 1 เดือนคดียังเงียบ

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 น.ส.ธันยลักษณ์ ธัญญ์ภัทรนนท์ อายุ 48 ปี อาชีพพยาบาลแผนกศัลยกรรมโรงพยาบาลมหาราช ชาว ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา หลังทรัพย์สินทองรูปพรรณและพระเลี่ยมทองรวมมูลค่าประมาณ 648,000 บาท สูญหายระหว่างไปร่วมงานสงกรานต์บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือ “ย่าโม” เมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา

โดย น.ส.ธันยลักษณ์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งไทรอยด์ จึงนำทองรูปพรรณทั้งหมดมารวมเก็บไว้ เพื่อเตรียมมอบให้ลูกดูแลในช่วงผ่าตัด แต่เนื่องจากที่บ้านอยู่กันเพียง 2 คนแม่ลูก และเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงพกทรัพย์สินทั้งหมดติดตัวไว้ในกระเป๋าสะพายตลอดเวลา กระทั่งวันเกิดเหตุ ได้ไปส่งลูกบริเวณลานย่าโม ก่อนพบว่ามีพิธีสรงน้ำพระ จึงเดินเข้าไปร่วมกิจกรรม แต่หลังเสร็จงานกลับพบว่ากระเป๋า ซึ่งเก็บทองรูปพรรณไว้ได้สูญ หายไปทั้งใบ

ทรัพย์สินที่หายประกอบด้วย สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท พร้อมพระนางกวักเลี่ยมทอง 1 เส้น, สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 1 เส้น, สร้อยทองรูปพรรณหนัก 3 บาท 1 เส้น, แหวนทองฝังพลอยประมาณ 5 เม็ด 1 วง, พระพิฆเนศเลี่ยมทอง 1 องค์, สร้อยทองลายโซ่หนัก 1 สลึง จำนวน 3 เส้น, สร้อยข้อมือทองหนัก 1 สลึง 1 เส้น เหตุเกิดบริเวณถนนด้านหลังประตูชุมพล เขตเทศบาลนครนครราชสีมา เวลาประมาณ 18.40 น. วันที่ 13 เมษายน 2569 โดย ร.ต.อ. ทศพล จิตต์สูงเนิน รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองนครราชสีมา รับแจ้งความไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายเผยว่า ขณะนี้ผ่านมาครบ 1 เดือนแล้ว แต่คดียังค่อนข้างเงียบ ยังไม่มีความคืบหน้าในการติดตามทรัพย์สินคืน จึงอยากฝากให้เจ้าหน้าที่ช่วยเร่งติดตามคนร้าย เพราะทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของมีค่าที่แม่ก่อนเสียชีวิตสะสมมาทั้งชีวิตมอบให้ และมีคุณค่าทางจิตใจต่อครอบครัวเป็นอย่างมาก


ประสิทธิ์ วนะชกิจ/กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

เทศบาลนครนครราชสีมา จับมือ สตง.ภูมิภาคที่ 4 ติวเข้มเจ้าหน้าที่งานพัสดุ การเงิน-การคลัง ยกระดับเป็นองค์กรธรรมาภิบาลชั้นนำของประเทศ

เทศบาลนครนครราชสีมา จับมือ สตง.ภูมิภาคที่ 4 ติวเข้มเจ้าหน้าที่งานพัสดุ การเงิน-การคลัง ยกระดับเป็นองค์กรธรรมาภิบาลชั้นนำของประเทศ

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมา เทศบาลนครนครราชสีมา โดย นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครราชสีมา ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ และความร่วมมือกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 นครราชสีมา โดยนางกชพร เดชธนภัทร์กุล ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.4) เพื่อพัฒนาบุคลา กร ของเทศบาลนครนคราชสีมา หลักสูตร “การพัฒนา และเพิ่มทักษะการจัดซื้อ จัดจ้าง และการบริหารพัสดุ” และหลักสูตร “การพัฒนา และเพิ่มทักษะการปฏิบัติงานด้านการเงิน และการคลัง” โดยมีบุคลากรของเทศบาลนครนครราชสีมาที่รับผิดชอบงานเกี่ยวกับพัสดุ การเงิน และการคลัง รวมถึงผู้บริหารทุกระดับเข้ารับการอบรมทั้ง 2 หลักสูตร จำนวน 300 คน ใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมจำนวน 2 วัน ระหว่างวันที่ 14 -15 พฤษภาคม 2569

นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่า โครงการฝึกอบรมทั้ง 2 หลักสูตรจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานด้านพัสดุ การเงิน และการคลังเป็นอย่างมาก โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับความรู้ เสริมสร้างทักษะ และความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน เข้าใจวินัยการเงิน การคลัง และการพัสดุที่ชัดเจน ลดข้อผิดพลาด และข้อบกพร่องในการปฏิบัติงาน อันจะนำพาให้เทศบาลนครนครราชสีมาไปสู่องค์กรธรรมาภิบาลชั้นนำระดับประเทศต่อไป

นางกชพร เดชธนภัทร์กุล ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.4) กล่าวว่า การฝึกอบรมทั้ง 2 หลักสูตรของ สตง.ภูมิภาคที่ 4 นครราชสีมา ถือเป็นการทำงานเชิงรุกด้านการป้องกันการทุจริต ลดความเสี่ยงทางวินัยของในบุคลากรหน่วยงานภายนอก อีกทั้งบุคลากรของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่ร่วมเป็นคณะวิทยากรยังได้พัฒนาความรู้ สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเพิ่มทักษะในการสื่อสาร และการถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อหน่วยงานภายนอก

โดยการฝึกอบรมมีทั้งการบรรยายให้ความรู้ใหม่ๆ การเสวนา และให้คำปรึกษา แนะนำ ตอบข้อซักถามในประเด็นปัญหาของผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ควบคู่กับการเชื่อมโยงกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีรวมถึงหนังสือสั่งการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้เข้ารับการอบรมเห็นภาพที่ชัดเจนสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน


กันตินันท์ รายงาน

ชาวบ้านโอด ถูกช้างป่าบุกทำลายประตูรั้วพังยับ

นครนายก – กล้องวงจรปิดจับภาพ ช้างป่าเขาใหญ่ลงมาหาอาหารในพื้นที่ตำบลสาริกา พังประตูรั้วชาวบ้านได้รับความเสียหายก่อนจะเดินทะลุสวนกลับขึ้นเขา

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 19.39 น. กล้องวงจรปิดจับภาพช้างป่าจากเขาใหญ่เดินลงมาหาอาหารที่บริเวณพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดยพยายามจะเดินผ่านบ้านเรือนประชาชน ที่มีประตูเหล็กปิดกั้นไว้ ช้างป่าได้ดันประตูเหล็กจนล้มพังได้รับความเสียหายแล้วเดินผ่านเข้าไปในบ้านและเดินทะลุออกสวนด้านหลังกลับขึ้นเขาไปโดยไม่ได้ทำร้ายใคร มีแต่ประตูรั้วและกำแพงด้านหลังที่ได้รับความเสียหาย

จากการสอบถาม คุณนุ้ย ผู้ดูแลบ้านสวน ได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เมื่อช่วงค่ำของเมื่อคืนช้างป่าตัวนี้ได้ลงมาหาอาหารกินและอาจจะถูกชุดผลักดันช้างไล่ให้กับขึ้นเขาเหมือนเดิม โดยอาจจะเดินกลับขึ้นทางเก่าที่เคยเดินผ่าน และได้เดินผ่านในช่องทางนี้มาก่อน โดยเมื่อประมาณ 2-3 เดือนก่อนก็ลงมาบ้านสวนแห่งนี้บ่อย มี 5-6 ครั้ง ซึ่งช้างป่าตัวนี้ ไม่ทราบว่าชื่ออะไร แต่ไม่ใช่เจ้าพลายสาริกา เพราะเจ้าพลายสาริกาไม่มีนิสัยดุร้ายแล้วก็ไม่ทำลายข้าวของ ส่วนการเฝ้าระวังในตอนนี้ก็มีชุดผลักดันช้างป่าที่คอยช่วยเหลืออยู่ตลอด แต่ก็อาจจะต้องพึ่งตัวเองในบางส่วน เช่น ต้องซื้อประทัดมาจุดไล่เองก่อน หากชุดผลักดันช้างป่ายังมาไม่ถึง ส่วนค่าความเสียหายของประตูเหล็กนี้ ก็อยู่ที่ประมาณ 10,000 กว่าบาท ก็ได้แจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ทราบถึงความเสียหายในครั้งนี้แล้ว


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน