
เก็บของ กางมุ้ง เข้านอน ผ่านไป 1 วันเต็ม ๆ ของน้องทหารใหม่ ในบ้านหลังที่ 2 ของพวกเขา
ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ
สำนักข่าวความมั่นคง

เก็บของ กางมุ้ง เข้านอน ผ่านไป 1 วันเต็ม ๆ ของน้องทหารใหม่ ในบ้านหลังที่ 2 ของพวกเขา


ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ
สำนักข่าวความมั่นคง

รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานในพิธีถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน ณ วัดสิริปุณณาราม จังหวัดยะลา
วันนี้ (2 พฤศจิกายน 2562) เวลา 13.00 น. ณ วัดสิริปุณณาราม หมู่ที่ 4 บ้านทำเนียบ ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา พลตรี เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานในพิธีถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ขอรับพระราชทานผ่านราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อนำมาทอดถวายแด่พระสงฆ์ ที่จำพรรษาครบถ้วนไตรมาส ณ วัดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เป็นไปตามพุทธประเพณี และข้อบัญญัติของพระธรรมวินัย อีกทั้ง ยังเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้


โดยมีผู้แทนจากศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ คณะที่ 1, สำ นักงานจังหวัดยะลา, หน่วยเฉพาะกิจยะลา, หน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 12 , ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเมืองยะลา, ส่วนราชการ, ภาครัฐ, ภาคเอกชน และประชาชนชาวจังหวัดยะลาและพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก โดยปัจจัยที่ได้จากบริวารกฐินในครั้งนี้ มียอดรวมในขั้นต้น 582,928 บาท ซึ่งทางวัดสิริปุณณารามจะได้นำไปใช้ในการทำนุบำรุงบูรณะอารามต่อไป
วัดสิริปุณณาราม เดิมเรียกกันว่าวัดลำพะยา สร้างเมื่อ พ.ศ 2415 ต่อมา พ.ศ 2468 พระสิริสารโสภณได้พัฒนาวัสดุสร้างเสนาสนะถาวรต่างๆขึ้นในวัดจนเป็นหลักฐานมั่นคง จึงได้เปลี่ยนนามเป็น วัดสิริบูรณาราม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ในด้านการศึกษา ทางวัดเปิดสอนพระปริยัติธรรมโดยได้สร้างอาคารเรียนขึ้นเมื่อ พ.ศ 2492 นอกจากนั้นยังสนับสนุนการศึกษาของชาติไทยให้โรงเรียนวัดลำพะยาชื่อว่า “มิ่งชูชาติ ขวัญราษฎร์นารี” ตั้งอยู่ในที่ดินวัดอีกด้วย ปัจจุบันมีพระสิริปัญญาคุณ เป็นรักษาการเจ้าอาวาส

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า
ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ / issoc4news.blogspot
สำนักข่าวความมั่นคง

วันนี้ (วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562) เวลา 10.30 น. ณ ห้อง Sapphire 203 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน และนายโรเบิร์ต ซี. โอไบรอัน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 ภายหลังเสร็จสิ้น ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 มีขึ้นเพื่อทบทวนความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน-สหรัฐฯ ในมิติการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมและวัฒนธรรมในรอบปีที่ผ่านมา รวมทั้งเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ ในอนาคต และแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ
โดยมีผู้แทนจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน และนายโรเบิร์ต ซี. โอไบรอัน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมประชุมนายกรัฐมนตรีกล่าวให้การต้อนรับนายโรเบิร์ต ซี. โอไบรอัน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ในฐานะประธานอาเซียน ชื่นชมบทบาทที่แข็งขันของสหรัฐฯ ในการสนับสนุนสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคซึ่งช่วยให้อาเซียนได้พัฒนาเป็นประชาคมที่มีพลวัตและความเจริญรุ่งเรือง และขอบคุณที่สหรัฐฯ สนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียนผ่านกลไกสำคัญรวมไปถึง กรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) เออาร์เอฟ และเอดีเอ็มเอ็มพลัส และในปีนี้ อาเซียนและสหรัฐฯ ได้ร่วมกันจัดการฝึกร่วมทางทะเล เป็นครั้งแรก เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาสหรัฐฯ ยังมีบทบาทสนับสนุนมุมมองของอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อาทิ โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงาน รวมถึงการมีบทบาทของนักลงทุนสหรัฐฯ ที่เป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญต่อการเจริญเติบโตในภูมิภาคที่ครอบคลุมและยั่งยืน
ในการนี้ ผมยินดีที่ภาคเอกชนไทยและสหรัฐฯ ร่วมกันริเริ่มจัดการประชุม Indo-Pacific Business Forum ครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทย ในวันนี้ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าการประชุมในวันนี้เป็นโอกาสอันดีที่อาเซียนและสหรัฐฯ จะได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และหวังที่จะเห็นพัฒนาการในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของอาเซียน-สหรัฐฯ ในทุกมิติ เพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์ของประชาชนอาเซียนและสหรัฐฯ อย่างก้าวหน้าและยั่งยืนในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนนักลงทุนสหรัฐฯ ให้ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค รวมถึงสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งบทบาทที่แข็งขันของสหรัฐฯ นี้จะช่วยต่อยอดการสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมองไปสู่อนาคต ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดหลักของการประชุมอาเซียนในปีนี้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณทุกส่วนที่มีส่วนร่วมในการแสดงวิสัยทัศน์ และขอบคุณ สปป.ลาว ที่ทำหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ อย่างมีประสิทธิภาพตลอดปีที่ผ่านมา

วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2562) เวลา 08.30 น. ณ ห้อง Sapphire 204 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 ภายหลังเสร็จสิ้น ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้การประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 ประกอบด้วย 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี และญี่ปุ่น โดยจัดขึ้นเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และความร่วมมือในกรอบอาเซียนบวกสาม โดยเน้นแนวคิด “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของการเป็นประธานอาเซียนของไทย และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่เป็นข้อห่วงกังวลร่วมกันนายกรัฐมนตรีกล่าวในนามรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทยกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 พร้อมแสดงความเสียใจกับรัฐบาลและประชาชนชาวญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นฮากิบิสเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยประเทศไทยหวังว่า กระบวนการฟื้นฟูพื้นที่และประชาชนที่ประสบภัยให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว
โดยความร่วมมือในกรอบอาเซียนบวกสามเป็นกรอบความร่วมมือที่มีพลวัตมากที่สุดกรอบหนึ่ง ในภูมิภาคอาเซียน และเป็นเสาหลักที่สำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือเฉพาะด้าน รวมทั้งการสร้างแนวคิดการเป็น ประชาคมในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในทั้ง 13 ประเทศ ความร่วมมือดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 3M ได้แก่ ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ผลประโยชน์ร่วมกัน และการเคารพซึ่งกันและกัน
ภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งการแข่งขันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 ซึ่งอาเซียนบวกสามจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เราควรเตรียมความพร้อมให้อาเซียนบวกสามในการรับมือ และมุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสจากความท้าทายเหล่านั้น
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในกรอบอาเซียนบวกสาม 2 ประการ ได้แก่
ประการที่หนึ่ง ความเชื่อมโยงในภูมิภาค ไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเชื่อมโยง ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย-แปซิฟิกมาโดยตลอด ซึ่งการส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยง ต่าง ๆ ของภูมิภาคจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้เป็นกลไกที่สำคัญของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกและการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ประการที่สอง ความยั่งยืนในทุกมิติ ไทยในฐานะผู้ประสานงานของอาเซียนในเรื่องการพัฒนา ที่ยั่งยืนขอให้ประเทศบวกสามสนับสนุนความมุ่งมั่นของอาเซียน ทั้งนี้ ขอให้ประเทศบวกสามสนับสนุนอาเซียน โดยเฉพาะในการจัดตั้ง “ศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการ หารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน” และ “ศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงวัยอย่างมีศักยภาพและนวัตกรรม” ที่ประเทศไทย
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าความร่วมมืออาเซียนบวกสามจะเป็นกลไกที่สำคัญนำไปสู่หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกันของภูมิภาคเอเชียตะวันออก พร้อมขอบคุณประเทศสมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และสำนักเลขาธิการอาเซียนที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของไทยมาโดยตลอดทั้งปี

สตม.เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบบุคคลเป้าหมายชาวกัมพูชา ซึ่งต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา และจะก่อความไม่สงบในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 นี้
เมื่อวันที่ 3 พ.ย.62 : ตม.จ.กระบี่ ได้ x-ray พื้นที่ อ.ปลายพระยา พบกำนันตำบลเขาเขน แจ้งข่าวว่า มีพระสัญชาติกัมพูชา มีพฤติการณ์น่าสงสัย (บอกไม่ได้ว่าจำพรรษาอยู่วัดไหน พูดภาษาไทยไม่ชัด) จึงได้เข้าไปตรวจสอบ พบพระชาวกัมพูชา จำนวน 4 รูป บวชจากกัมพูชา แล้วเดินทางเข้ามาในไทย (เมื่อ 7 วันที่แล้ว) แต่ไม่มีหนังสือเดินทาง มีพฤติกรรมเรี่ยไรเงินทำบุญ และกำลังจะเดินทางเข้า กทม.
เจ้าหน้าที่ตม.กระบี่ จึงได้นิมนต์เจ้าคณะตำบล ให้มาทำพิธีกรรมทางศาสนา จากนั้นได้จับกุมตัวชาวกัมพูชาทั้ง 4 รายไว้พร้อมของกลาง (เงินสดที่ได้เรี่ยไรมา) และจะได้ดำเนินการผลักดันต่อไป

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.นำคณะนักประดิษฐ์/นักวิจัยไทยคว้ารางวัลระดับนานาชาติจากงาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products” (iENA 2019) ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำคณะนักประดิษฐ์/นักวิจัยไทยจาก 9 หน่วยงานคว้ารางวัลระดับนานาชาติจากงาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products” (iENA 2019) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2562 ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี รางวัลที่ได้รับประกอบด้วย
รางวัลเหรียญทองได้แก่
พร้อมกันนี้ เป็นที่น่ายินดีที่นักประดิษฐ์ไทย สามารถคว้ารางวัลพิเศษของงาน คือ รางวัล The Thinker จากผลงานเรื่อง “อุปกรณ์ชดเชยค่ากำลังไฟฟ้ารีแอกทีฟขณะสตาร์ทมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่” โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) นอกจากนี้ ผลงานจากประเทศไทยยังได้รับรางวัลพิเศษ (Special Prizes) จากองค์กร/หน่วยงานต่างประเทศอีกหลายผลงาน
ในปีนี้ ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำคณะนักประดิษฐ์/นักวิจัย นำผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ได้รับการคัดเลือกจากหน่วยงานเครือข่ายวิจัย ร่วมประกวดเพื่อสร้างการยอมรับในมาตรฐานของผลงานไทยและสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพนักประดิษฐ์/นักวิจัยไทย ในเวทีนานาชาติที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับระดับโลก
“The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products” จัดขึ้นเป็นปีที่ 71 เป็นเวทีการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติที่สำคัญ ในสหภาพยุโรป โดยมีนักประดิษฐ์/นักวิจัยจากทั่วโลก นำผลงานเข้าประกวดและจัดแสดงกว่า 800 ผลงาน จากกว่า 30 ประเทศ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชมงานมากกว่า 10,000 คน
สำหรับ 9 หน่วยงานจากประเทศไทย ที่ร่วมคว้ารางวัลในงาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products” (iENA 2019) ได้แก่
-การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)
-การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)
-มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
-มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
-บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
-บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)
-บริษัท ซุปเปอร์เซโย จำกัด
โดยผลงานจากประเทศไทยที่นำเข้าร่วมประกวดในครั้งนี้ วช.ได้พิจารณาคัดกรองในหลายรูปแบบ ได้แก่ ผลงานที่ได้รับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลงานจากวช.,ได้รับรางวัลและนำเสนอในเวทีระดับประเทศ อาทิ รางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ รางวัลระดับประเทศของหน่วยงาน,ผลงานที่มีการจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต เป็นต้น





สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 3 พ.ย.62 ร.ต.ท.หญิง สิตานัน โฉมวันดี รอง สว.(สอบสวน) สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ รัตนา มีเหตุชายเมาสุรา ก่อเหตุยิงปืนในห้องพัก บ้านสวยอพาร์ทเม้นท์ ซอยรัตนาธิเบศร์ 24 ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อม พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผกก. และกำลังตำรวจชุดสืบสวน
ที่เกิดเหตุเป็นอพาร์ทเม้นท์ สูง 8 ชั้น ที่เกิดเหตุห้อง 1518 ชั้น 5 เจ้าหน้าที่ตำรวจพบ น.ส.บุหงา ไชยนรา อายุ 33 ปี ชาว จ.ศรีสะเกษ ให้ปากคำว่า ผู้ก่อเหตุคือ ส.อ.เติ้ล (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี เป็นทหารสังกัดสื่อสาร จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นแฟนคบหากันอยู่ ส.อ.เติ้ลได้มาหาที่ห้องพักอยู่ด้วยกัน 3 วันแล้ว วันนี้ตนได้ขอกลับบ้านต่างจังหวัด แต่ ส.อ.เติ้ล ไม่ยอมจึงมีปากเสียงทะเลาะกัน ส.อ.เติ้ลได้พังข้าวของในห้องเสียหาย ก่อนที่ ส.อ.เติ้ล จะคว้าปืนออกมาขู่และยิงปืนใส่กำแพงห้อง 1 นัด จนกระสุนทะลุไปอีกห้อง ตนจึงหยิบกระเป๋าเป้ ออกมาจากห้องลงมาด้านล่าง แจ้งกับเจ้าหน้าที่อพาร์ทเม้น ว่า ส.อ.เติ้ล ยิงปืนในห้องให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาระงับเหตุด้วยกลัวจะทำร้ายตัวเอง

ต่อมา พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ เที่ยงกลม ได้สั่งการให้ตำรวจสืบสวนสวมเสื้อเกาะและใช้โล่กันกระสุน ขึ้นไปยังห้องเกิดเหตุ เพื่อเจรจาให้วางอาวุธและมอบตัว หลังจากพูดคุย ส.อ.เติ้ล ไม่ยอมมอบตัวและพูดจาไม่รู้เรื่อง เนื่องจากดื่มสุราจนเมา จึงได้ประสานไปยัง จ.ส.อ.สุรเวช ซึ่งเป็นทหารรุ่นพี่ให้เดินทางมาเกลี้ยกล่อม โดยใช้เวลานานกว่า 1 ชม. ส.อ.เติ้ล จึงยอมเปิดประตูให้รุ่นพี่เข้าไปภายในห้อง เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชม. ส.อ.เติ้ล ก็เปิดประตูให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไป เพื่อมอบตัวพร้อมอาวุธปืนแบบแมกกาซีน 2 กระบอก กระสุน 2 นัด ตำรวจจึงได้นำตัวมาสอบสวนที่โรงพัก

จากการสอบสวน ส.อ. ให้การคำว่า ตนคบหากับ น.ส.บุหงา มาได้ประมาณ 2 ปี แต่มารู้ตอนหลังว่า น.ส.บุหงา มีแฟนอีกคนอยู่ก่อนแล้ว ตนจึงขอเลิกแต่ น.ส.บุหงา ได้มาขอคืนดีและบอกว่าได้เลิกกับทางนั้นแล้ว ตนจึงยอมคบหาต่อ และล่าสุดตนได้เดินทางไปบ้าน น.ส. บุหงา มีการผูกข้อไม้ข้อมือกัน แต่พอหลังจากกลับลงมาได้ไม่นานก็เกิดปัญหาอีก จนมาวันนี้ น.ส.บุหงา บอกจะกลับบ้านต่างจังหวัด ตนก็ยอมให้กลับแต่พอจะไปส่งกลับไม่ยอม จึงมีปากเสียงกัน ด้วยความเมาตนได้ยิงปืนขู่ไป 1 นัด
ด้าน น.ส.ชนันชิดา พลเดช อายุ 44 ปี พักอยู่ห้อง 1517 ให้ปากคำว่าขณะกำลังนั่งคุยโทรศัพท์กับแม่อยู่ ได้มีกระสุนปืนถูกยิงทะลุจากห้องเกิดเหตุเฉี่ยวหน้าตนไปอย่างหวุดหวิด โชคดีที่ไม่ได้รับอันตรายตนจึงรีบออกจากห้อง ลงมาแจ้งเจ้าหน้าที่ของอพาร์ทเม้นท์ โทรแจ้งตำรวจ

เบื้องต้นตำรวจได้แจ้งข้อหา ส.อ.เติ้ล พกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ยิงปืนโดยไม่มีเหตุอันควร นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ. รัตนาธิเบศร์ ดำเนินคดี และประสานผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดให้ทราบต่อไป
สาโรจน์ สว่างศรี / นนทบุรี

เมื่อเวลา 22.30 น.วันที่ 3 พ.ย.62 พ.ต.ต.พิเศษศักดิ์ ขำทอง สารวัตรเวรสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางเข้าตรวจสอบหลังจากได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถชนกันหลายคันบนสะพานข้ามแยกแครายถนนรัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายรายและมีผู้เสียชีวิต จากนั้นจึงประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ร่วมตรวจสอบ
จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบว่ามีรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ รถเก๋งและรถ จยย.ชนกันรวม 5 คัน สภาพตัวรถพ่วงชนราวสะพานที่เป็นคอนกรีต ทำให้แผ่นคอนคอนกรีตตกลงไปด้านล่าง ส่วนรถยนต์เก๋งและรถกระบะได้รับความเสียหายยับเยิน ขณะเดียวกันรถ จยย.ก็ถูกรถบรรทุกพ่วงทับอยู่ ผู้เสียชีวิตเป็นชายอายุประมาณ 30-35 ปี เป็นผู้ขับขี่รถ จยย.นอนเสียชีวิตอยู่ใต้รถบรรทุกพ่วงคันดังกล่าว เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 7 รายชาย 4 หญิง 3 กู้ภัยนำส่ง ร.พ.พระนั่งเกล้า และผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในขณะที่มีฝนตก ลงมา อย่างหนักในพื้นที่ จ.นนทบุรี



จากการสอบถามข้อมูลทราบว่า ขณะเกิดเหตุมีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้รถที่วิ่งจากถนนงามวงศ์วาน มุ่งหน้าสู่ถนนรัตนาธิเบศร์เกิดชลอตัว จากนั้นรถบรรทุกพ่วงที่ขับตามหลังกันมา เกิดเบรคกระทันหันทำให้รถบรรทุกพ่วงเกิดเสียหลักหมุนไปขวางถนนและพุ่งชนรถยนต์และรถ จยย.ที่วิ่งสวนทางมา เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว ขณะเดียว กันจะต้องทำการสอบปากคำ ผู้ขับขี่รถบรรทุกพ่วงรวมถึงจะต้องตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบนสะพานและกล้องหน้ารถของคันที่เกิดเหตุอีกครั้ง ส่วนผู้เสียชีวิตได้มอบให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู นำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติรังสิตเพื่อชันสูตร ต่อไป


สาโรจน์ สว่างศรี / นนทบุรี

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 4 พ.ย. 62 ร.ต.ท.พันธพงศ์ ภูมริวัฒนพงษ์ รองสว.(สอบสวน) สภ.ปากเกร็ด รับแจ้งมีคนรวมควันเสียชีวิต ภายในบ้านเลขที่ 100/1056 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด นนทบุรี จึงพร้อมด้วย แพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญู รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ
พบเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น บริเวณชั้นบนภายในห้องนอนพบศพชาย ทราบชื่อคือนาย ธีทัต พูลพัตน์อายุ 34 ปี นอนคว่ำหน้า ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย มีเพียงเตาถ่านและถ่านที่มอดไหม้ในเตา อีกทั้งยังพบจดหมายลาตายที่พิมพ์ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ว่า ” เบื่อเหมือนไร้ตัวตนเลย คุยกะใครก็เงียบ ทำอะไรก็ไม่มีคนให้ความสนใจ ย่าก็อะไรไม่รู้ เหนื่อยนะ ไปก่อนนะแม่ ไม่ไหวละ


จากการสอบถามญาติผู้ตายทราบว่า ก่อนตายนายธีทัต บอกว่าจะไปหาดใหญ่ และมีท่าทางครุ่นคิด เดินไปเดินมาในบ้าน ก่อนจะออกไปซื้อของด้านนอก และกลับเข้ามาบ้าน เอาเตาถ่านขึ้นไปในห้องนอน บอกว่าจะทำปิ้งย่าง กิน ทุกคนเลยไม่สนใจ จนกระทั่งได้กลิ่นควันเหม็นไหม้ในห้องนอน แต่ก็คิดว่าไม่มีอะไร จนกระทั่งป้าผู้เสียชีวิตขึ้นไปเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบรับ เมื่อแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบจึงพบว่านายธีทัต ใช้เตาถ่านรมควันตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว
เบื้องต้นได้มอบศพให้มูลนิธินำส่งสถาบันนิติเวชเพื่อชันสูตรให้ละเอียดอักครั้ง ก่อนมอบให้ญาติรับไปดำเนินการตามประเพณีต่อไป


สาโรจน์ สว่างศรี / นนทบุรี

เมื่อวันที่ 02 พ.ย. 62 เวลา 17.00 น. กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย กองร้อยเคลื่อนที่เร็วที่ 2 กองบังคับการควบคุมที่ 2 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวของหน่วยฯ ว่าจะมีการรับ-ส่งยาเสพติด พื้นที่บริเวณลานจอดรถ ภายในห้างสรรพสินค้าโลตัสสาขาบึงกาฬ ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ จึงได้จัดกำลัง สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ จ.บึงกาฬ ทำการปิดล้อมตรวจค้น บริเวณลานจอดรถภายในห้างสรรพสินค้าโลตัสสาขาบึงกาฬ
ต่อมาเมื่อเวลา 18.50 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบชายต้องสงสัย ได้ขับรถจักยานยนต์ คาวาซากิ แซด 300 สีเหลือง ป้ายทะเบียน 1 กฌ 5519 ออกมาจากโรงจอดและมาพบผู้หญิงคนหนึ่งและได้ทำการยื่นสิ่งของบางอย่างให้แก่กันและผู้หญิงได้เดินหลบหนีไป ส่วนชายผู้ต้องสงสัยคนดังกล่าวได้ขับรถจักยานยนต์ออกจากบริเวณลานจอดรถภายในห้างสรรพสินค้าโลตัสทันที เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวขอเข้าตรวจสอบ
ผลการปฏิบัติสามารถจับกุม นายมนตรี แพงโสภา อายุ 32 ปี บ้านเลขที่ 178 ม.2 ต.นาสวรรค์ อ.เมือง จ.บึงกาฬ พร้อมของกลาง
จึงได้นำตัวผู้กระทำผิดพร้อมของกลางส่งให้กับ สถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


Cr.ฐนกร จิตร์จะโปะ
/////// เดวิด มุกดาหาร รายงาน //////