ศูนย์คุณธรรม ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และองค์กรเครือข่าย 25 จังหวัด จัดงานสมัชชาคุณธรรมและตลาดนัดคุณธรรม ภาคกลาง ภายใต้แนวคิด “สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ด้วยพลังเครดิตความดี สู่ทางรอดที่ยั่งยืน”

ศูนย์คุณธรรม ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และองค์กรเครือข่าย 25 จังหวัด จัดงานสมัชชาคุณธรรมและตลาดนัดคุณธรรม ภาคกลาง ภายใต้แนวคิด “สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ด้วยพลังเครดิตความดี สู่ทางรอดที่ยั่งยืน”

ระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2569 ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับ กระทรวงวัฒน ธรรม และองค์กรเครือข่ายสมัชชาคุณธรรมภาคกลาง จัดงานสมัชชาคุณธรรมและตลาดนัดคุณธรรม ภาคกลาง ภายใต้แนวคิด “สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ด้วยพลังเครดิตความดี สู่ทางรอดที่ยั่งยืน” ณ ห้องประชุมสร้อยเพชร 1-3 โรงแรมโกลเด้นซิตี้ระยอง จังหวัดระยอง นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะประธานในพิธีรับมอบข้อเสนอการขับเคลื่อนคุณธรรมของภาคีเครือข่ายสมัชชาคุณธรรมภาคกลางและมอบนโยบายการขับเคลื่อนคุณธรรมของสังคมไทย โดยใช้ “กระบวนการสมัชชาคุณธรรม” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำเสนอผลสำเร็จ ทบทวนกระบวนการทำงาน เพื่อพัฒนา ยกระดับการขับเคลื่อนงาน และสร้างการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนคุณธรรมของแต่ละจังหวัด รวมถึงได้มารับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะของหน่วยงาน ชุมชน องค์กรทุกภาคส่วนในจังหวัดต่างๆ ในระดับภูมิภาค ซึ่งครั้งนี้ เป็นภาคกลาง 25 จังหวัด และจะมีการจัดงานในลักษณะเดียวกันใน 4 ภูมิภาค

ซึ่งการจัดงานในปีนี้การขยายผลการขับเคลื่อนนโยบายด้านคุณธรรมภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และขยายผลการขับเคลื่อนประเด็นคุณธรรมตามตัวชี้วัดของแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 พ.ศ.2566–2570 สู่การปฏิบัติ ซึ่งสอดรับกับประเด็นสำคัญของมติสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 จำนวน เรื่องสำคัญ ได้แก่

  1. การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์คุณธรรมอย่างใกล้ชิดเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านคุณธรรมของสังคมไทย และสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งกลไกกลางหรือศูนย์ประสานงานเครือข่ายคุณธรรมระดับจังหวัด
  2. การเสริมสร้างทุนชีวิตแก่เด็ก เยาวชน และครอบครัว พร้อมยกระดับศักยภาพเครือข่ายพี่เลี้ยงครอบครัวชุมชน เสริมสร้างระบบนิเวศคุณธรรม ให้เป็นพลังหลักในการพัฒนาทุนชีวิตเด็กและเยาวชน
  3. การพัฒนาระบบเครดิตความดี Moral Credit ตามบริบทองค์กรและพื้นที่ และสนับ สนุนการทำความดีในทุกรูปแบบด้วยกระบวนการสมัชชาคุณธรรม ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือของเครือข่ายในระดับจังหวัดและภูมิภาค ผ่านกลไกคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมระดับจังหวัด ที่มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมในทุกจังหวัด ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนา“คน” ให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ เพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศ เพื่อรวบรวมข้อเสนอส่งมอบให้กับคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติต่อไป

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ได้กล่าวว่า การจัดงานสมัชชาคุณธรรมและตลาดนัดคุณธรรม ในระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับชาติ เป็นภารกิจสำคัญอีกด้านหนึ่งของศูนย์คุณธรรม เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนดี องค์กรดี ได้มีโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กัน เป็นเวที “ชม แชร์ เชียร์” ในระดับจังหวัดที่ศูนย์คุณธรรมร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกว่า 25 จังหวัดขับเคลื่อนคุณธรรมเชิงพื้นที่ สู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับภูมิภาค สร้างบรรยากาศ ให้เกิดแรงจูงใจในการทำความดี เกิดการขยายผลประกาศเจตนารมณ์และมติสมัชชาคุณธรรมระดับต่างๆ สู่การปฏิบัติผ่านกลไกเครือข่ายทางสังคม 6 เครือข่าย เพื่อส่งเสริมและแก้ไขปัญหาด้านคุณธรรมที่สอดคล้องกับผลการสำรวจประเด็นสถานการณ์คุณธรรมของแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้คนไทยมี “พฤติกรรมที่สะท้อนการมีคุณธรรม” 5 ประการ “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู เพิ่มขึ้น

ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย งานวิชาการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ด้านการส่งเสริมคุณธรรม การประกาศเจตนารมณ์ และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายด้านคุณธรรมต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, การบรรยายพิเศษ “ ทิศทางการขับเคลื่อนคุณธรรมของสังคมไทย” โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผลการขับเคลื่อนจังหวัดคุณธรรม 25 จว. ภาคกลาง ฐานกิจกรรมเรียนรู้ : ประเด็นสำคัญการส่งเสริมและขับเคลื่อนคุณธรรม อาทิ ประเด็น ผลสำเร็จการขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานเครือข่ายคุณธรรมจังหวัด MNC,การขับเคลื่อนครอบครัวพลังบวก ระบบพี่เลี้ยงชุมชน และการส่งเสริมคุณธรรมในเด็กและเยาวชน,การขับเคลื่อนระบบเครดิตความดี Moral Credit ในองค์กรภาคธุรกิจเอกชน และระบบเครดิตความดีสู่การสร้างคน สร้างอาชีพ ในองค์กรภาคประชาสังคม ชุมชน มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมของ เยาวชน นิทรรศการองค์ความรู้ ผลสำเร็จการส่งเสริมคุณธรรมของภาคีเครือข่ายทางสังคมจาก 25 จังหวัดภาคกลาง และนิทรรศการขององค์กรเครือข่ายทางสังคม 6 เครือข่ายในพื้นที่จังหวัดระยอง ในรูปแบบ “ตลาดนัดคุณธรรม ชม แชร์ เชียร์” จำนวนกว่า 40 บูธ กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมงานประมาณวันละ 500 คน

ผู้สนใจ สามารถข้าร่วมงาน หรือติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์ และรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง Facebook LIVE : ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) / Moral Center Thailand ตลอดการจัดงานทั้ง 2 วัน

#สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ #สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษเปิดบ้านทหารใหม่แสดงความยินดีในโอกาสผ่านการฝึก

จังหวัดลพบุรี – หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จัดกิจกรรม Open House เปิดบ้านทหารใหม่ ให้ครอบครัวทหารใหม่ ร่วมแสดงความยินดีกับทหารใหม่ในโอกาสผ่านการฝึก ตามนโยบายของกองทัพบก

ที่ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พล.ต. เดชา ศรีมงคล รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เป็นประธาน ในกิจกรรม Open House “เปิดบ้านทหารใหม่” แบบรวมการ ให้กับ กองบัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองบริการศูนย์สงครามพิเศษ กองพันปฏิบัติการจิตวิทยา กองพันทหารสื่อสารที่ 35 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองพันนักเรียน โรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ กองพันรบพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ และกองพลาธิการส่งกำลังทางอากาศ เพื่อให้ครอบครัวทหารใหม่ ผลัดที่ 1 ประจำปี 2569 เข้าเยี่ยมชมหน่วย ในวันเสร็จสิ้นการฝึก และร่วมแสดงความยินดีกับทหารใหม่ ในโอกาส ผ่านการฝึกตามระเบียบหลักสูตรการฝึกทหารใหม่ จำนวน 6 สัปดาห์ และการ ฝึกหลักสูตรความชำนาญเฉพาะหน้าที่ทหารใหม่ จำนวน 3 สัปดาห์

โดยมีผู้ปกครอง ญาติทหารใหม่ ซึ่งเดินทางมาจากภูมิลำเนาต่างๆ กว่า 500 คน ร่วมเป็นสักขีพยานแห่งความภาคภูมิใจ พร้อมทั้งร่วมรับชมการแสดงขีดความสามารถของน้อง ๆ ทหารหารใหม่ หลังผ่านการฝึก ซึ่งประกอบด้วย ความเป็นมาของทหารของชาติ การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า การฝึกบุคคลท่าประกอบอาวุธ การแสดงศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทย และการแสดงรีวิวประกอบดนตรีเกี่ยวกับรั่วของชาติ ซึ่งได้รับความสนใจจากญาติทหารใหม่เป็นอย่างมาก ที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของบุตรหลานตนเอง เมื่อเข้ามารับราชการทหาร

โอกาสเดียวกัน นี้ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ยังได้เดินพบปะทักทายกับญาติทหารใหม่ พร้อมให้คำมั่นว่า กองทัพบกพร้อมดูแลบุตรหลายทุกคนเป็นอย่างดี เพราะทหารใหม่เป็นเสมือนน้องคนเล็กของกองทัพบก และ เราคือครอบครัวเดียวกัน


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกิจกรรม “เปิดบ้านทหารใหม่ (Open House)” ผลัดที่ 1/2569 ย้ำความห่วงใยจากกองทัพ สู่ครอบครัวกำลังพล

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกิจกรรม “เปิดบ้านทหารใหม่ (Open House)” ผลัดที่ 1/2569 ย้ำความห่วงใยจากกองทัพ สู่ครอบครัวกำลังพล

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์การจัดกิจกรรม “เปิดบ้านทหารใหม่ (Open House)” ของหน่วยฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 1/2569 ณ กองพันทหารช่างที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 ค่ายสุรนารี

ทั้งนี้ กิจกรรม “เปิดบ้านทหารใหม่ (Open House)” ถือเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่ทางกอง ทัพตั้งใจจัดขึ้น เพื่อเปิดค่ายทหารต้อนรับครอบครัวและญาติของทหารใหม่ ให้ได้เข้ามาสัมผัสถึงชีวิตความเป็นอยู่ของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด โดยเปิดโอกาสให้ญาติได้เยี่ยมชมสถานที่จริง ทั้งสถานที่ฝึก โรงนอน และโรงประกอบเลี้ยง ตลอดจนรับทราบถึงระบบสวัสดิ การและการดูแลทางการแพทย์

การจัดกิจกรรมดังกล่าว นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีให้กับทหารใหม่แล้ว ยังเป็นการคลายความวิตกกังวลของครอบครัว เพื่อสร้างความมั่นใจว่า กองทัพพร้อมดูแลทหารใหม่ทุกนายในฐานะ “น้องคนเล็กของกองทัพบก” อย่างดีที่สุด ทั้งในด้านการฝึกระเบียบวินัย การดูแลคุณภาพชีวิต และการพัฒนาศักยภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป

#กองทัพบก #RTA #กองทัพภาคที่2 #เปิดบ้านทหารใหม่ #OpenHouseทหารใหม่ #น้องคนเล็กของกองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน

เชียงใหม่ เดินหน้าเข้ม ป้องกัน-ปราบปรามยาเสพติด พร้อมเร่งขับเคลื่อนปฏิบัติการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด

เชียงใหม่ เดินหน้าเข้ม ป้องกัน-ปราบปรามยาเสพติด พร้อมเร่งขับเคลื่อนปฏิบัติการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด

วันนี้ (2 ก.ค. 69) ที่ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการป้อง กันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 6/2569 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจังหวัดเชียงใหม่ โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมมีการรายงานผลการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูพลังใจ อ้อมกอดแห่งสายใยชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการนำผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ให้เข้าถึงบริการบำบัดฟื้นฟูสภาพทางสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิต ภายใต้การพัฒนาทักษะชีวิต ฝึกอาชีพ ฝึกการดูแลตนเอง ให้สามารถกลับไปอยู่กับครอบครัวและชุมชน โดยไม่สร้างผลกระทบต่อสังคม และรายงานผลการจัดงานวันต่อต้านยาเสพติดโลก (26 มิถุนายน) จังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2569

สำหรับสถานการณ์แนวโน้มยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน มีสถิติการจับกุมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ประจำเดือนมิถุนายน 2569 พบการจับกุม จำนวน 11 ครั้ง ตรวจยึดยาบ้า จำนวน 20,490,460 เม็ด ไอซ์ 251 กิโลกรัม ฝิ่นดิบ 41.2 กิโลกรัม ซึ่งปัจจุบัน กลุ่มขบวนการขนยาเสพติด เปลี่ยนรูปแบบการลําเลียงจากกลุ่มใหญ่เป็นแบบกองทัพมด (จำนวน 3 – 5 คน) เพื่อลดการถูกจับกุม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องมีการกระจายกำลังมากขึ้น

ด้านผลการจับกุมคดียาเสพติดของตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 1 – 29 มิถุนายน 2569 พบว่า มีการจับกุมทุกข้อหา จำนวน 708 คดี จับกุมข้อหาร้ายแรง จำนวน 685 คดี และมีผลการตรวจยึดของกลางในคดียาเสพติด ได้แก่ ยาบ้า จำนวน 11,880,721 เม็ด ไอซ์ จำนวน 1,961.23 กรัม จำนวน เฮโรอีน 2,377.21 กรัม ฝิ่น จำนวน 34.37 กรัม และเคตามีน จำนวน 52 กรัม โดยยาเสพติดที่กำลังเป็นที่จับตา ได้แก่ ยาบ้าตราประทับตัวอักษร R / W และหมายเลข 21

ในปีงบประมาณ 2569 จังหวัดเชียงใหม่มีผู้เข้ารับการบำบัด จำนวน 5,330 ราย และมีสถิติคดีที่อยู่ระหว่างการคุมประพฤติคดียาเสพติด จำนวน 3,332 คดี นอกจากนี้ จังหวัดเชียงใหม่ ยังได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ในการป้องกันกลุ่มเสี่ยงให้ห่างไกลยาเสพติดด้วย

ที่ประชุมยังได้หารือเพื่อพิจารณาการดำเนินการ Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด ปฏิบัติการ 90 วัน สร้างภูมิคุ้มกัน ปลอดภัยยาเสพติด (มิติการป้องกันยาเสพติด) ปฏิบัติการ 90 วัน ผนึกกำลัง พิฆาตภัยยาเสพติด (มิติการปราบปรามยาเสพติด) และปฏิบัติการ 90 วัน รวมพลังรักศรัทธา 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด (มิติแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด)

โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้กำชับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้บูรณาการความร่วมมือและดำเนินงานอย่างเข้มงวดในทุกมิติ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของยาเสพติดและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

ลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจสู่เป้าหมายเดียวกัน

มทบ.34 จัดพิธีบันทึกข้อตกลง (MOU) กับศาลจังหวัดพะเยา และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพะเยา ในเรื่องการส่งคำคู่ความและเอกสารในคดีความ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 69 เวลา 11.30 น. มทบ.34 จัดพิธีบันทึกข้อตกลง (MOU) กับศาลจังหวัดพะเยา และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพะเยา ในเรื่องการส่งคำคู่ความและเอกสารในคดีความ ณ ห้องประชุม 1 บก.มทบ.34 โดยมี พล.ต.วิศิษฐ์ บรรณากิจ ผบ.มทบ.34 ลงนามร่วมกับ นายเกรียงศักดิ์ ปานศิลา ผู้พิพากษา หน.ศาล จว.พ.ย. และ น.ส.จุฑาวรรณ สุทธิรัตน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย รอง ผบ.มทบ.34, เสธ.มทบ.34, รอง เสธ.มทบ.34, หก.ฝอ.มทบ.34 ตลอดจนกำลังพล มทบ.34 และ จนท.ศาล ให้เกียรติร่วมพิธีในครั้งนี้ โดยวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการความร่วมมือในกระบวนการยุติธรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับกำลังพลและครอบครัวในเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายในการแจ้งให้อีกฝ่ายทราบถึงคดีความ

มทบ.34 จัดพิธีบันทึกข้อตกลง (MOU) กับศาลจังหวัดพะเยา และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพะเยา

#มณฑลทหารบกที่34 #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก

บุญ พุทธธรรม จริยธรรม นำชีวิต

กองทัพภาคที่ 3 นำกำลังพล ทำบุญตักบาตรสวดมนต์แผ่เมตตาประจำสัปดาห์ น้อมนำ จิต สู่ สมาธิ เพื่อชีวิตที่แจ่มใส ทำบุญใส่บาตรเป็นหนึ่งในรูปแบบ บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน ซึ่งจัดอยู่ใน บุญกิริยาวัตถุ ๓ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

การถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ในยามเช้า ในทุกวันพุธของสัปดาห์ ของ กำลังพล กองบัญ ชาการกองทัพภาคที่ 3 ด้วยจิตอันเลื่อมใส ช่วยหล่อเลี้ยงพระศาสนา และยังเป็นการฝึกตนให้เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง รู้จักเสียสละ ผู้ให้ทานด้วยศรัทธา ย่อมเป็นผู้มีความสุข มีความเจริญ การใส่บาตรเป็นกิจวัตร ยังเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนา และสร้างเสริมคุณธรรมพื้นฐาน อันเป็นรากฐานแห่งสังคมที่สงบร่มเย็น ให้ทานด้วยใจบริสุทธิ์ ย่อมนำสุขมาสู่ชีวิตตลอดไป

โดย พันเอก เสรี ทองคู่ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 /หัวหน้าแผนกผลิตสถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วยกำลังพลกองบัญชา การกองทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ และกิจกรรมสวดมนต์ เจริญสติภาวนา แผ่เมตตา ณ อาคารศาสนสถาน กองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ขณะที่ในทุกวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 จัดให้มีกิจกรรมการสวดมนต์ เจริญสติ และแผ่เมตตา ณ อาคารศาสนสถาน กองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นการนอบน้อมต่อพระรัตนตรัย ที่ต้องปฏิบัติให้ถึงพร้อม ทั้งทางกาย วาจา และใจ เป็นการบริหารจิต และเจริญปัญญา ผู้ที่ปฏิบัติเป็นประจำจะเกิดสติสัมปชัญญะ มีจิตเป็นสมาธิ ประณีต และมีคุณธรรม ทำให้ความเห็นถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา ทำให้จิตใจเป็นสุขและมั่นคงทุกขณะจิต มีสมาธิตั้งมั่นส่งผลดีต่อการทำงานด้วย


นที มีเดช รายงาน

30 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่าน “เฮ” ได้รับเงินช่วยน้ำท่วมรอบ 3 (รอบสุดท้าย) จำนวน 5,471 ราย 52,288,520 บาท

น่าน – ผู้ประสบอุทกภัยในเขตเทศบาลเมืองน่าน “30 ชุมชน เฮ” ทยอยรับเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุวิภา ระหว่างวันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา รอบที่ 3 (รอบสุดท้าย) ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569 จำนวน 5,471 ราย 52,288,520 บาท

1 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่อาคารพญานาค สำนักงานเทศบาลเมืองน่าน วันที่ 2 นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน นำคณะผู้บริหาร นายเสนอ เวชสัมพันธ์ /ว่าที่ พ.ต.ณัฐ เธียรสูตร รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน นายปกฤษณ์ คำเหลือง ปลัดเทศบาลเมืองน่าน นางพัชรากร คันธเนตร หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาลเมืองน่าน หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองน่าน มอบเงินเยียวยาช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุวิภา ระหว่างวันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน ปี พ.ศ.2562 ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการมอบเงินเยียวยาผู้ประสบภัยในรอบที่ 3 ด้านที่อยู่อาศัยประจำ และเครื่องมือประกอบอาชีพที่เป็นอาชีพหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวของผู้ประสบภัย ชุมชนบ้านหัวเวียงใต้ 466 ราย จำนวนเงินที่ช่วยเหลือ 5,763,819 บาท

โดย ในช่วงเวลา 09.00 น.- 09.40 น. นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ปลัดเทศบาลเมืองน่าน หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองน่าน ลงพื้นที่ไปมอบเงินเยียวยาช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุวิภา ที่ 1.ชุมชนบ้านดอนแก้ว 286 ราย 2,821,681 บาท 2.ชุมชนบ้านอรัญญาวาส 215 ราย 2,821,681 บาท 3. ชุมชนบ้านสวนตาล 349 ราย 3,222,575 บาท และ เวลา 10.00 น. ที่อาคารพญานาค สำนักงานเทศบาลเมืองน่าน ที่ 4. ชุมชนบ้านหัวเวียงใต้ 466 ราย จำนวนเงินที่ช่วยเหลือ 5,763,819 บาท รวม 4 ชุมชน 1,316ราย จำนวนเงิน 14,056,701 บาท

กำหนดการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเขตเทศบาลเมืองน่าน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เมื่อวานที่ผ่านมา 10 ชุมชน 1,248 ราย จำนวนเงินช่วยเหลือ 10,728,615 บาท
วันที่ 2 มิถุนายน 2569 7 ชุมชน 1,154 ราย จำนวนเงินช่วยเหลือ 10,033,409 บาท
วันที่ 3 มิถุนายน 2569 วันสุดท้าย 9 ชุมชน 1,663 ราย จำนวนเงินช่วยเหลือ 17,469,795 บาท รวมเป็นจำนวนเงินช่วยเหลือ 52,288,520 บาท

นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมือง เน้นย้ำ เจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามขั้นตอนในการปฏิบัติงานจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ระเบียบ และแนวทางที่กำหนดด้วยความถูกต้อง โปร่งใส รวดเร็ว และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ประสบภัยอย่างเต็มความสามารถ

ถ้าผู้ใดสงสัย ยังไม่ต้องรับเงินในวันนี้ ไปติดต่อสอบถามหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดเทศบาลเมืองน่าน ภายในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 หลังจากวันที่ 14 -15 กรกฎาคม 2569 ท่านก็ไปติดตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เพราะสำนักงานเทศบาลเมืองน่าน จะนำเงินส่งคืน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

ตามที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณกว่า 76 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมจาก “พายุวิภา” ระหว่างวันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ จังหวัดน่าน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองน่าน อำเภอเวียงสา และอำเภอภูเพียง รวม 13 ตำบล รวมจำนวน 8,257 ครัวเรือน โดยการช่วยเหลือในงวดนี้เป็นการเยียวยาค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและเครื่องมือประกอบอาชีพ ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือในรอบสุดท้าย

ก่อนหน้านี้ จังหวัดน่านได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านเครื่องนุ่งห่มและความเสียหายเบื้องต้นจากงบประมาณของจังหวัดแล้ว แต่เนื่องจากความเสียหายด้านที่อยู่อาศัยมีมูลค่าเกินกว่าวงเงินที่จังหวัดสามารถดำเนินการได้ จึงได้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลเพิ่ม และได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาในครั้งนี้

การจ่ายเงินเยียวยาจะดำเนินการระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569 เป็นระยะเวลา 10 วัน โดยประชาชนที่มีรายชื่อได้รับสิทธิสามารถติดต่อรับเงินได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในพื้นที่ พร้อมนำบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาบัตรประชาชนมาแสดง หากไม่สามารถมารับเงินด้วยตนเอง สามารถทำหนังสือมอบอำนาจให้ญาติหรือผู้ใหญ่บ้านมารับแทนได้

สำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายและได้ยื่นคำร้องพร้อมกับเอกสารประกอบแล้ว แต่พบว่ารายชื่อตกหล่น สามารถยื่นคำร้องผ่านผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน พร้อมแนบหลักฐานความเสียหาย ส่งให้ อบต. หรือเทศบาลในพื้นที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามระเบียบ โดยใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป


จ.ส.อ.สันตืไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

กอ.รมน.ภาค 3 ส่วนแยก 2 ช่วยเหลือประชาชนประสบเหตุอุทกภัย ในพื้นที่เชียงของ จ.เชียงราย

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ส่วนแยก 2 ช่วยเหลือประชาชนประ สบเหตุอุทกภัย ในพื้นที่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ขณะที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายหน่วยงานพื้นที่อำเภอแม่สาย ติดตามสำรวจความเสียหายจากฝนตกหนักต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 นาฬิกา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ส่วนแยก 2 โดย ชุดพัฒนาสัมพันธ์มวลชนที่ 3211 ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย, หัวหน้าส่วนราชการอำเภอเชียงของ, องค์การบริหารส่วนตำบลริมโขง, ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ตำบลริมโขง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ บ้านห้วยเย็น หมู่ 7 อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยจากฝนตกหนักต่อเนื่องเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำ ให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านพักที่อยู่อาศัย ประมาณ 20 ครัวเรือน พร้อมกับเข้าช่วยเหลือเก็บกวาดล้างทำความสะอาด และมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ขั้นต้น ประกอบด้วย น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน และผ้าห่ม ให้กับผู้ประสบอุทกภัย โดยมี นายเกรียงศักดิ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นผู้มอบฯ ณ บ้านห้วยเย็น หมู่ 7 ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ด้าน นายพรเจตย์ หาญเจริญกิจวานิช นายกเทศมนตรีตำบลแม่สายมิตรภาพ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังภายในเขตเทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หลังเกิดฝนตกติดต่อกันนานหลายชั่วโมงตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดเหตุน้ำท่วมขัง และน้ำรอการระบาย

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้น และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการรับมือหากยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง

#ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กองกำลังผาเมือง #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงานน

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดใหญ่ครบรอบ 29 ปี วันเสาร์ที่ 4 ก.ค.นี้ ชู 2 เวที “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” และ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ ?”

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดใหญ่ครบรอบ 29 ปี วันเสาร์ที่ 4 ก.ค.นี้ ชู 2 เวที “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” และ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ ?”

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายนพปฎล รัตนพันธ์ เลขาธิการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติเตรียมจัดงานใหญ่ในโอกาสครบรอบ 29 ปี วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องกรุงธนบอลล์รูม โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงเช้า Special Talk & Forum หัวข้อ “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” และช่วงบ่าย Public Forum หัวข้อ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ?”

เลขาธิการสภาการสื่อมวลชนฯ กล่าวว่า ช่วงเช้า พบกับ Special Talk เรื่อง “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อด้วยเวทีเสวนาในหัวข้อเดียวกัน ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน, ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, คุณบุรินทร์ อดุลวัฒนะ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระหว่างประเทศ และผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย คุณไอลดา พิศสุวรรณ ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมในช่วงเช้าต้องซื้อบัตรเข้างานล่วงหน้า

เลขาธิการสภาการสื่อมวลชน กล่าวต่อว่า สำหรับช่วงบ่ายเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมฟังฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พบกับ Keynote Speech หัวข้อ “ทิศทาง AI ใน 1-2 ปีข้างหน้า” โดย คุณโชค วิศวโยธิน ผู้ก่อตั้งกลุ่ม AI เพื่อธุรกิจและสังคม จากนั้นเป็นเวทีเสวนาหัวข้อ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ?” ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA),คุณก้าวโรจน์ สุตาภักดี Senior Leader,TNN Digital Channel,คุณปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี ช่อง 22,คุณสุภโชค ภัทรามรุต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อใหม่ PPTV และผศ.ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหา วิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย คุณอศินา พรวศิน กรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

ผู้สนใจเข้าร่วมงานในช่วงเช้าสามารถติดต่อซื้อบัตรได้ที่สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ โทร. 0 2668 9900 ส่วนช่วงบ่ายรับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook Live @PressCouncilThailand, Facebook Live Thai PBS และ YouTube Live Thai PBS โดยรายได้จะนำไปสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

ขอขอบคุณที่กรุณาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
นายชาย ปถะคามินทร์ ผู้อำนวยการบริหาร สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
โทร. 08 8254 3434, 06 5423 5556


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พาณิชย์เปิดโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เร่งเครื่องผู้ประกอบการไทยบุกตลาดอินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ สร้างสมดุลการส่งออกยุคใหม่

พาณิชย์เปิดโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เร่งเครื่องผู้ประกอบการไทยบุกตลาดอินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ สร้างสมดุลการส่งออกยุคใหม่

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จับมือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุกเปิดตัวโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” อย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุนและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย ให้สามารถปรับตัวและใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ได้อย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางบริบทกติกาการค้าโลกใหม่ที่ผันผวนและเน้นย้ำเรื่องความยั่งยืน

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” ว่า โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพและขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยในการส่งออกด้วยการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การขับเคลื่อนโครงการนี้ อยู่ภายใต้แนวคิด “From FTA Fast Track to SMEs Smart Trade” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกของกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อสร้างผลสำเร็จที่รวดเร็วและยั่งยืนตามนโยบายสร้างสมดุลการส่งออกผ่านการบุกตลาด FTA ของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการไทย ให้เป็น Smart Traders ในบริบทการค้ายุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยกฎระเบียบที่ซับซ้อนและความยั่งยืน มุ่งเป้าสู่ 3 ตลาดศักยภาพสูง ได้แก่ อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการสินค้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรมฯ ตั้งเป้าหมายว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างมูลค่าการส่งออกจากการใช้สิทธิประโยชน์ FTA สู่ตลาดเป้าหมายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท

สำหรับไฮไลต์สำคัญในงานวันนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อจุดประกายและวางกลยุทธ์ให้กับผู้ประกอบการไทย อาทิ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “FTA Fast Track” โดย นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อชี้ทิศทางยุทธศาสตร์และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ FTA เป็นทางลัดสู่เวทีโลก พร้อมเวทีเสวนาพิเศษ หัวข้อ “ทลายกำแพงการค้า ยกระดับ SMEs ไทย ด้วยทางด่วน FTA” โดยผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า ได้แก่ นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดี กรมการค้าต่างประเทศ นายบีไยกุมาร ปานเดย์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน FTA การตลาดและการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศในกลุ่มตลาดอินเดีย ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอนาคตไทย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมคู่ขนานที่เปิดให้คำปรึกษาเชิงลึกและการรับสมัครเข้าร่วมโครงการสำหรับผู้ประกอบการ ที่มาร่วมงาน เจาะลึก 3 ตลาดเป้าหมายและโอกาสทองของ SMEs ไทยจากความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA (สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์) ซึ่งเป็น FTA ฉบับใหม่ที่ใช้ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification) ขณะที่ FTA อาเซียน-อินเดีย กำลังอยู่ระหว่างการทบทวนยกระดับเพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนเอกสาร

นางอารดาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และอยู่ระหว่างเร่งผลักดันให้มีผลบังคับใช้เพิ่มอีก 3 ฉบับ ได้แก่ ไทย-EFTA, ไทย-ศรีลังกา และไทย-ภูฏาน ภายในปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้ไทยมี FTA รวมทั้งสิ้น 17 ฉบับ ครอบคลุม 24 ประเทศทั่วโลก กรมการค้าต่างประเทศ และ สสว. จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SMEs ไทย ก้าวเข้าสู่โครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เพื่อใช้ทางด่วนสายพิเศษ “FTA Fast Track” ในการยกระดับธุรกิจสู่การเป็น Smart Traders ที่เติบโตในเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยโครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจของ SMEs ไทย ผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ Fast Track ด้านต้นทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี Fast Track ด้านการตลาดและสื่อดิจิทัลระดับสากล Fast Track ด้านเครือข่ายและการเข้าสู่ตลาดจริง (Business Matching)

“โลกการค้ายุคใหม่ไม่มีพื้นที่สำหรับการหยุดนิ่ง ต้องพลิกโฉมจากผู้ค้าแบบเดิม ๆ สู่การเป็น Smart Trader ที่เท่าทันกติกาโลก และรู้จักใช้ประโยชน์จาก FTA มาลดต้นทุนเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน วันนี้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานพันธมิตรได้เตรียมทางด่วนสายพิเศษนี้ไว้พร้อมแล้ว กรมการค้าต่างประเทศเชื่อมั่นว่าสินค้าไทย มีศักยภาพไม่แพ้ใคร และสามารถเติบโตบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม มั่นคง และยั่งยืนไปด้วยกัน” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวทิ้งท้าย

กรมการค้าต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SMEs และผู้ที่สนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เพื่อรับการติวเข้มและร่วมคณะเดินทางไปเจรจาธุรกิจในต่างประเทศได้ฟรี โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์ boostupfta.com และช่องทางสายด่วนของโครงการ โทร 090-699-0239 (กลุ่มตลาดนอร์เวย์) 090-655-0974 (กลุ่มตลาดสวิตเซอร์แลนด์) 090-699-0642 (กลุ่มตลาดอินเดีย) 063-543-4745 (กลุ่มตลาดอินเดีย)


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน