ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์และการรับมือพายุฤดูร้อน 24-25 เม.ย.2569 นี้

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์และการรับมือพายุฤดูร้อน 24-25 เม.ย.2569 นี้ เสี่ยงฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก หลายจังหวัดภาคเหนือตอนบนได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่ส่งผลกระทบหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือและประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา “ด่วนที่สุด” แจ้งพื้นที่จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์พายุฤดูร้อนในช่วงวันที่ 24-25 เมษายน 2569 หลังกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนประเทศไทยตอนบนจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน

รายงานระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตกในบางพื้นที่ และอาจมีฟ้าผ่า โดยมีสาเหตุมาจากมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุม ขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศ ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ถูกจัดเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง

ซึ่งหน่วยงานระดับจังหวัดในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานดำเนินการเตรียมความพร้อมอย่างเร่งด่วน โดยเน้นให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจากพายุ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง รวมถึงให้เกษตรกรเตรียมป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตและสัตว์เลี้ยง

นอกจากนี้ ยังให้เร่งตรวจสอบและดูแลระบบระบายน้ำ ป้องกันน้ำท่วมฉับพลัน กำจัดสิ่งกีด ขวางทางน้ำ พร้อมทั้งตรวจสอบความมั่นคงของป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ หากพบความเสี่ยงให้เร่งแก้ไขทันที

ขณะเดียวกัน ได้กำชับให้หน่วยงานด้านสาธารณภัยเตรียมบุคลากร เครื่องมือ และระบบสื่อสารให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1784 หรือช่องทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” ได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ขอความร่วมมือประชาชนติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ขณะที่ เมื่อวันพฤหัสที่ 23 เมษายน 2569 ได้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองในพื้นที่ อำเภอเชียงม่วน และอำเภอปง จังหวัดพะเยา ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง หลายครัวเรือนได้รับผลกระทบอย่างหนัก เบื้องต้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ได้เข้าสำรวจความเสียหายเพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป นอกจากนี้ มีรายงานพายุฝนฟ้าคะนองพื้นที่อำเมืองพะเยา เวลา 16.45 น. กิ่งไม้หักทับรถยนต์บริเวณถนนแยกศูนย์ราชการ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวังพายุฤดูร้อนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงระหว่าง วันที่ 23 -25 เมษายน 2569 นี้ไว้ด้วย

เบื้องต้นพบว่า พื้นที่บ้านปิน หมู่ 3 ตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา หลังคาบ้านเรือนประชาชนถูกแรงลมพัดเสียหายบางส่วน ขณะที่บ้านแพทย์ หมู่ 2 ตำบลบ้านมาง มีบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 1 หลัง จากตัวครอบกระเบื้องหลังคาหลุดปลิวไปตามแรงลม ส่วนพื้นที่บ้านราษฎร์พัฒนา หมู่ 8 ตำบลสระ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา พบว่ามีบ้านเรือนประชาชนหลายหลังได้รับความเสียหายเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ตำบลควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา องค์การบริหารส่วนตำบลควร พร้อมเจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายอย่างเร่งด่วน เพื่อสำรวจข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที จากการลงพื้นที่พบว่า หลายจุดมีต้นไม้หักโค่นทับเส้นทางสัญจร ส่งผลให้ประชาชนเดินทางเข้า-ออกหมู่บ้านด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ต้องเร่งนำเครื่องมือเข้าตัดกิ่งไม้และเคลียร์เส้นทางเพื่อให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือด้านวัสดุซ่อมแซมบ้านเรือนเบื้องต้

นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 14.00 น. เป็นต้นมา ได้เกิดพายุกรรโชกแรง ในพื้นที่จังหวัดน่าน ทำให้บ้านเรือนและทรัพย์สินของราษฎร เสาไฟฟ้า และสิ่งสาธารณประโยชน์ ได้รับความเสียหาย จำนวน 3 อำเภอ 3 ตำบล ดังนี้

  1. หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย จำนวน 1 หลัง
  2. หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย จำนวน 1 หลัง
  3. หมู่ที่ 7 ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายจำนวน 2 หลัง

รวมถึงในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ต้นไม้ล้มกีดขวางการจราจรหลายจุด ทำให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง

พร้อมทั้งในพื้นที่เขตตำบลผาทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ต้นไม้หักโค่นกีดขวางเส้นทางการจราจร ทำให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง

นอกจากนี้ในพื้นที่อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ยังได้รับผลกระทบจากเหตุวาตภัยพายุฝน จากอิทธิพลของพายุฤดูร้อน ที่ชุมชนบ้านหนองรัง และ บ้านแสงดาว หมู่ที่ 2 ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน พร้อมด้วยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดน่าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพื้นที่ประสบภัย ผู้นำชุมชน ประชาชน จิตอาสา กำลังดำเนินการสำรวจความเสียหาย พร้อมทั้งระดมกำลังนำเศษกิ่งไม้ที่กีดขวางการจราจรดังกล่าว พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

นอกจากนั้นในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ ขอรายงานสถานการณ์พายุฤดูร้อน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก ในพื้นที่อำเภอ หล่มเก่า เขาค้อ และอำเภอหล่มสัก เกิดเหตุเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 14:00 น

ความเสียหายในเบื้องต้น ในพื้นที่หมู่ที่ 1,9 ,10 ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า มีบ้านเรือนของประชาชน ได้รับความเสียหายจำนวน 6 หลัง และมีเสาไฟฟ้าล้ม จำนวน 2 ต้น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ในส่วนของอำเภอเขาค้อ และอำเภอหล่มสัก ยังไม่มีความเสียหายแต่อย่างใด

นายอำเภอหล่มเก่า ได้มอบหมายให้ ปลัดอำเภอหล่มเก่า พร้อมชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาหล่มเก่า ดำเนินการแก้ไขและจ่ายไฟกระแสไฟให้กับประชาชน ในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ทั้งนี้จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มีโทรสารแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังพายุฤดูร้อน ในระหว่างวันที่ 23-25 เมษายน 2569 พร้อมทั้งได้กำชับให้ทุกอำเภอ และ อปท.เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยโดยเร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 17.00 น. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฮอด ได้รับรายงานจากอำเภออมก๋อย ว่ามีฝนตก และมีลมกรรโชกแรง ในพื้นที่บริเวณ หมู่ที่ 9 บ้านนาไคร้ และ หมู่ที่ 17 บ้านหลังป่าข่า ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อซึ่งเริ่มตกตั้งแต่เวลา 13.34 น. เบื้องต้น ได้รับรายงานว่ามีความเสียหายจากวาตภัยในพื้นที่ หมู่ที่ 9 บ้านนาไคร้ จำนวน 2 ครัวเรือน และกำลังอยู่ระหว่างสำรวจเพิ่มเติม ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

สำหรับการดำเนินการช่วยเหลือ ได้มอบหมายให้ ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลยางเปียง เร่งตรวจสอบความเสียหายและให้ความช่วยเหลือตามระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป


นที มีเดช รายงาน

อาการเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าออบขานที่ประสบอุบัติเหตุ ดีขึ้นและกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว

อาการเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าออบขานที่ประสบอุบัติเหตุ ดีขึ้นและกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว

วันนี้ (24 เม.ย. 69) นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายให้ นายชัยณรงค์ นันตาสาย ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจากมูลนิธิป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 10,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้บาดเจ็บ

กรณี นายไตรภพ สุพนาลัย บุคคลภายนอกที่เข้าช่วยปฏิบัติราชการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ดับไฟกับเจ้าหน้าที่ไฟป่า ประจำสถานีควบคุมไฟป่าออบขาน ประสบอุบัติเหตุลื่นล้มจนเศษกิ่งไผ่ทิ่มเข้าที่ดวงตา เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติออบขาน ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

เบื้องต้น หลังเกิดเหตุได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหางดง ก่อนส่งต่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนครพิงค์ อำเภอแม่ริม โดยแพทย์วินิจฉัยพบว่ามีเศษไม้ติดค้างบริเวณตาขาว แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการมองเห็น อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา ได้ให้จักษุแพทย์เฉพาะทางดำเนินการนำเศษไม้ออกและดูแลอย่างใกล้ชิด

ระหว่างการรักษา ผู้บาดเจ็บได้พักรักษาตัวในอาคารผู้ป่วยใน ตึก 13 ชั้น 3 โรงพยาบาลนครพิงค์ โดยล่าสุดอาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแพทย์ได้อนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว

นอกจาก ผู้บาดเจ็บจะได้รับเงินช่วยเหลือจากมูลนิธิป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 10,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแล้ว ผู้บาดเจ็บได้มีการทำประกันไว้เรียบร้อยแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามอาการและให้การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องต่อไป


นที มีเดช รา่ยงาน

โครงการทหารพันธุ์ดี ส่งต่อ “เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส” สู่ชีวิตใหม่ พลทหารปลดประจำการ สร้างอาชีพ พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

โครงการทหารพันธุ์ดี — ส่งต่อ “เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส” สู่ชีวิตใหม่ พลทหารปลดประจำการ สร้างอาชีพ พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

พลตรี อภิเดช ผลทวี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31/ผู้อำนวยการโครงการทหารพันธุ์ดีค่ายจิรประวัติ เป็นประธานในพิธีมอบเมล็ดพันธุ์ผักพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้แก่ทหารกองประจำการที่มีกำหนดปลดประจำการในวันที่ 30 เมษายน 2569 เพื่อนำไปเพาะปลูก ที่ภูมิลำเนาของตน เอง โดยมี พันเอก สมัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ และคณะผู้บังคับบัญชาเข้าร่วมพิธี ณ ศาลาพันธุ์ดี โครงการทหารพันธุ์ดีค่ายจิรประวัติ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

การมอบเมล็ดพันธุ์ในครั้งนี้ มีความสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้กำลังพลก่อนกลับสู่ชีวิตพลเรือน โดยช่วยสร้างทักษะอาชีพด้านการเกษตร เสริมแนวคิดการพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้สามารถมีแหล่งอาหารที่ปลอดภัยไว้บริโภคในครัวเรือน ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และยังสามารถต่อยอดเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับครอบครัวอีกด้วย

โดยมีทหารกองประจำการจากหน่วยต่าง ๆ เข้ารับมอบเมล็ดพันธุ์ ได้แก่ หน่วย ร.4, โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ, ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 31, ร.4 พัน.1, ร.4 พัน.2, ป.4 พัน.4 และ ช.พัน.4 พล.ร.4 รวมจำนวนทั้งสิ้น 31 นาย

โครงการทหารพันธุ์ดีค่ายจิรประวัติ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการน้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพลให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ภายหลังปลดประจำการกลับสู่สังคมต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ภารกิจผู้บังคับบัญชา (สภ.อินทร์บุรี ภ.จว.สิงห์บุรี)


วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569 เวลา 19.00 น. นายวราดิศร อ่อนนุช ผวจ.สิงห์บุรี เป็นประธานฯ, พล.ต.ต.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผบก.ภ.จว.สิงห์บุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิรวัฒน์ เปี่ยมปิ่นเศรษฐ ผกก.สภ.อินทร์บุรี, พ.ต.ท.รัตนเดช พิรุณสาร รอง ผกก.ป.สภ.อินทร์บุรี, หน.ส่วนราชการฯ ร่วมงานแถลงข่าวย้อนตำนานทวารดีบ้านคูเมืองโบราณ บ้านคูเมืองประจำปี พ.ศ. 2569 ณ พิพิธภัณฑ์บ้านคูเมือง ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี


สตช. เร่งบรรจุทายาทของ “ส.ต.ท.ชัยวัฒน์” ตำรวจกล้า ผบ. ตร. กำชับดูแลสวัสดิการเต็มที่ ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน

ตร.และภาค 1 โดย ผบ.ตร.ต่าย และ ผบช.ภ.1 ต๋อง ผนึกพลังใจช่วยเหลือครอบครัว ตำรวจที่สูญเสีย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของประชาชน อย่างแท้จริง#…” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งบรรจุทายาทของ “ส.ต.ท.ชัยวัฒน์” ตำรวจกล้า ผบ. ตร. กำชับดูแลสวัสดิการเต็มที่ ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน

วันนี้ (20 เมษายน 2569) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทนต้อนรับ ครอบครัวของ ส.ต.ท.ชัยวัฒน์ กองอุดม ผบ.หมู่ ป. สภ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ขับขี่รถจักรยานยนต์สายตรวจติดตามรถบรรทุก 6 ล้อที่หลบหนีด่านตรวจบริเวณถนนเลียบมอเตอร์เวย์ จ.ปทุมธานี เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการสูญเสียตำรวจน้ำดีที่มุ่งมั่นปฏิบัติ โดยผบ.ตร. กำชับดูแลสวัสดิการอย่างเต็มที่ ในทุกด้านทั้งสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ และการบรรจุทายาทเข้ารับราชการ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวว่า ผบ.ตร.ให้ความสำคัญกับกรณีของตำรวจที่ทุ่มเทเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทุกนาย มอบหมายให้ตนมาพบกับครอบครัวของ ส.ต.ท.ชัยวัฒน์ฯ พร้อมกำชับให้ดูแลสิทธิและสวัสดิการอย่างเต็มที่ ให้เร่งดำเนินการทุกขั้นตอน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจปลอบขวัญให้กับครอบครัวตำรวจกล้า โดยเบื้องต้นทางครอบครัวจะได้รับเงินสวัสดิการ เงินช่วยเหลือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิมูลนิธิพระราหู รวมประมาณ 2,300,000 บาท ขณะที่สิทธิอื่น ๆ อยู่ระหว่างดำเนินการ รวมถึงการพิจารณาบรรจุทายาทเป็นข้าราชการตำรวจด้วย ซึ่ง ผบ.ตร.ย้ำกำชับครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน ต้องดูแลอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ครอบครัวของ ส.ต.ท.ชัยวัฒน์ฯ ได้กล่าวขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ห่วงใย ดูแลสิทธิสวัสดิการต่าง ๆ อย่างเต็มที่ อีกทั้งไม่ทอดทิ้งครอบครัวของตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

ขณะเดียวกันช่วงเวลาประมาณ 11.00 น ที่ตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1/โฆษก ตร.ภ.1, พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1, พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ๋ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1 เปิดเผยว่า ทาง พล.ต.ท. วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ได้มีการ ต้องการให้ช่วย เหลือครอบครัวดังกล่าว อย่างเต็มที่ ตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้มีการเชิญมาที่ตำรวจภูธรภาค 1 และ ต้อนรับดูแล ครอบครัวดังกล่าว อย่างเต็มที่


พล.ต.ต.ภูมินทร์ฯ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.บางปู พร้อมมอบนโยบายการปฏิบัติราชการ

วันนี้ (21 เม.ย.69) เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.บางปู พบ พ.ต.อ.วัชระ เทพเสน ผกก.สภ.บางปู พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.บางปู ให้การต้อนรับ

โดยได้กำชับการปฏิบัติราชการ ดังนี้

  1. ให้ปฏิบัติตามนโยบาย ข้อสั่งการ ของ ผบ.ตร., ผบช.ภ.1 และผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ อย่างเคร่งครัด
  2. เข้มงวดในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ในพื้นที่
  3. กวดขันจับกุมความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน โดยเฉพาะข้อหาพกพา (ห้ามผ่อนผัน – ห้ามขอ – ห้ามให้ – ดำเนินคดีทุกราย)
  4. พนักงานสอบสวนที่ไม่ได้เข้าเวรแต่มาปฏิบัติหน้าที่ หากไม่ใส่เครื่องแบบ ให้แต่งกายให้เรียบร้อย ดูภูมิฐาน มีสง่าราศี
    (สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว ผูกเนคไท กางเกงสแล็คขายาว)
  5. ตำรวจทุกนาย ทุกสายงาน ต้องพกนกหวีดติดตัวในขณะปฏิบัติหน้าที่ (เมื่อพบเจอเหตุซึ่งหน้าสามารถนำมาใช้เป่าเพื่อแจ้งเตือน/หยุดยั้ง ผู้ที่จะก่อเหตุหรือกำลังก่อเหตุไม่ให้ลงมือกระทำหรือกระทำการไม่สำเร็จ รวมถึงสามารถใช้เป่าเพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีต่างๆ ได้)
  6. ห้ามมิให้ ตร.ในสังกัดยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อบายมุข และห้ามเรียกรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด
  7. ใช้กริยา วาจาที่สุภาพ ในการให้บริการประชาชน และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน
  8. ให้ดูแลเรื่องสวัสดิการ ให้กำลังใจ และบำรุงขวัญผู้ใต้บังคับบัญชา

ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ


ตม.เพชรบุรี ร่วมทีมบูรณาการ X-rays พื้นที่ ป้องกันสิ่งผิดกฏหมาย

ตม.เพชรบุรี ร่วมทีมบูรณาการ X-rays สถานประกอบการฯ, สถานที่เสี่ยงฯ, กวดขันจับกุมต่างด้าวผิดกฎหมาย

ตามนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เรื่องการคุมเข้มแก้ปัญหาคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย, คนต่างด้าวทำงานในลักษณะแย่งอาชีพคนไทย(งานต้องห้าม) ทุนต่างชาติผิดกฎหมาย, ปัญหาแรงงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ฯ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ชินวุฒิ รอง ผบก.ตม.3 มอบหมายให้

วันนี้(21 เม.ย.69 ) พ.ต.ท.พศิน หลาวทอง สว.ตม.จว.เพชรบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจในสัง กัดฯ ร่วมบูรณาการกับเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จ.เพชรบุรี , จัดหางาน จ.เพชรบุรี และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จ.เพชรบุรี ร่วมตรวจสอบ X-rays พื้นที่รับผิดชอบฯ ตามสถานประกอบการ ใน อ.ท่ายาง , อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เน้นสถานที่ที่มีการรับคนต่างด้าวเข้าทำงาน โดยได้ตรวจสถานประกอบการรวม 4 แห่ง พบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมากว่า 50 คน มีเอกสารประจำตัว และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องฯ เรียบร้อย

จากนั้นได้ลงพื้นที่ฯ อ.เขาย้อย ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาย้อย ออกตรวจตามสถานที่ต่างๆ ที่มีคนต่างด้าวพักอาศัย พบต่างด้าว ชื่อ นาง Zin Mar อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา ตรวจสอบเอกสาร และข้อมูลของคนต่างด้าวในระบบสารสนเทศ ตม. แล้วพบว่า เป็น”บุคคลต่างด้าวที่เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” จึงได้ทำการจับกุมนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้พี่น้องประชาชนที่พบเบาะแสคนต่างด้าวผิดกฎหมาย สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วน 1178

…..ตม.จว.เพชรบุรี ยินดีรับใช้ยืนเคียงข้างประชาชน…..


‘ตำรวจภาค1’ ระดมกวาดล้างอาชญากรรมต่อเนื่องจากสงกรานต์ จับผู้ต้องหา-ยึดของกลางเพียบ

‘ตำรวจภาค1’ระดมกวาดล้างอาชญากรรมต่อเนื่องจากสงกรานต์ จับผู้ต้องหา-ยึดของกลางเพียบ

พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (รอง ผบช.ภ.1) ควบคุมงานปราบปราม เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) สั่งการให้ระดมกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่ภาค 1 ทั้งเรื่องอาวุธปืนและอาชญากรรมต่างๆ โดยให้ปฏิบัติต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านพ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์มาแล้ว เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

ทั้งนี้ มาตรการป้องกันอาชญากรรมช่วงเทศกาลสงกรานต์ และห้วงปัจจุบัน ประกอบด้วย

  1. มาตรการป้องกันปราบปราม จัดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ตรวจตราสถานนีขนส่ง สถานที่ท่องเที่ยว ป้องกันปราบปรามแข่งรถในทาง นักเรียนตีกัน ทะเลาะวิวาทในสถานพยาบาล หรือที่จัดงาน เป็นต้น
  2. โครงการฝากบ้านประชารัฐร่วมใจดูแลความปลอดภัยบ้านประชาชนช่วงเทศกาลสำคัญ หรือฝากบ้าน 4.0
  3. มาตรการป้องกันเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่
  4. มาตรการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และ
  5. มาตรการประชาสัมพันธ์

สำหรับผลการปฏิบัติ ประกอบด้วย จับกุมคดีอาวุธปืน 290 คดี, การพนัน 235 คดี, ยาเสพติด 972 คดี, สถานบริการ 99 คดี, แรงงานต่างด้าว 896 คดี, ผู้ต้องหาตามหมายจับ 637 คดี และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 437 คดี รวมผลการจับกุม 3,566 คดี ผู้ต้องหา 3,619 คน มูลค่าตรวจยึด/อายัดทรัพย์สิน 9,213,920 บาท เป็นต้น

ด้าน พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 และรองโฆษก บช.ภ.1 เปิดเผยว่า การระดมกวาดล้างอาชญากรรมดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และข้อสั่งการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ที่กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด บช.ภ.1 ระดมกวาดล้างอาชญากรรมต่างๆ เพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไม่เฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ แต่ต้องปฏิบัติต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลเป็นรูปธรรม


อำเภอกำแพงแสน ขับเคลื่อนนโยบาย อำเภอ…พึ่งได้ “แก้จน คนกำแพงแสน”

นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน พร้อมด้วย ปลัดอำเภอกำแพงแสน, พัฒนาการอำเภอกำแพงแสน, สาธารณสุขอำเภอกำแพงแสน, เกษตรอำเภอกำแพงแสน, ปศุสัตว์อำเภอ, ประมงอำเภอ, กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ และ คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลกระตีบ, องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยม่วง และองค์การบริหารส่วนตำบลสระพัฒนา พร้อมด้วยกำนัน สาทิศ สระทองหน กำนันตำบลสระพัฒนา แะ ผู้ใหญ่พงษ์ศักดิ์ ศรีทันดร ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เยี่ยมกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่ตำบลกระตีบ ตำบลห้วยม่วง ตำบลสระพัฒนา และตำบลสระสี่มุม จำนวน 42 ราย ตามนโยบายกรมการปกครอง อำเภอพึ่งได้ ตามโครงการ “ แก้จน คนกำแพงแสน” นายอำเภอไปหาถึงที่ เติมสุขถึงบ้าน

ทั้งนี้ ได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นที่ได้รับการสนับสนุนจาก วโรงงานไทยฟู้ดส์ จำกัด ไพรัตน์ฟาร์ม สมจิตรฟาร์ม ภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน ผู้ประกอบการห้างร้านพื้นที่อำเภอกำแพงแสน และคหบดี พ่อค้าชาวกำแพงแสน ทั้งนี้อำเภอกำแพงแสนมีแผนในการลงพื้นที่เยี่ยมกลุ่มเปราะบางเป็นประจำทุกเดือนอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ผู้ว่ากาญฯ เปิดกว้าง รับข้อมูล จากสื่อมวลชน เพื่อแก้ไขปัญหา พัฒนาจังหวัดกาญจนบุรี

ผู้ว่ากาญฯ เปิดกว้าง รับข้อมูล จากสื่อมวลชน เพื่อแก้ไขปัญหา พัฒนาจังหวัดกาญจนบุรี และประชุมโครงการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และติดตามผลงานตามแผนปฏิบัติราชการของจังหวัดกาญจนบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1/2569

เมื่อวันนี้ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น.ที่ ห้องประชุมอาเซียน 2 โรงแรมพีลูส กาญจนบุรี นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในการประชุม ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช นางพรรณวิภา ปิยัมปุตระ และนายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องฯ ผู้สื่อข่าวจากหลายสังกัด และสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดกาญจนบุรี เข้าร่วมการประชุมฯ

จัดโดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกาญจนบุรี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของ ภาคีภาคสื่อสารมวลชน จึงได้จัดทำโครงการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและติดตามผลงานตามแผนปฏิบัติราชการของจังหวัดกาญจนบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อใช้เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริงในประเด็นที่สื่อมวลชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความสนใจ การรับฟังปัญหาอันเกิดจากการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล โครงการตามแผนปฏิบัติราชการของจังหวัดกาญจนบุรี ที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการเผยแพร่ประชาสัม พันธ์ผลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานของหน่วยงานในจังหวัดกาญจนบุรี มุ่งเน้นประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางราชการ ให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีได้รับทราบ โดยให้สื่อมวลชนเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางสื่อแขนงต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี

ทั้งนี้จังหวัดกาญจนบุรี มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกลยุทธ์ “เที่ยวใกล้ ประหยัดพลัง งาน” โดยชู Soft Power ด้านวัฒนธรรมและกิจกรรมเทศกาลเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกรุงเทพฯ และปริมณฑล ควบคู่ไปกับการส่งเสริม Green Travel และการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคเกษตรกรรม ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อลดต้นทุนพลังงาน อาทิ การส่งเสริมบ่อก๊าซชีวภาพและระบบโซลาเซลล์ในฟาร์มปศุสัตว์และประมง พร้อมทั้งยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านอัตลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เช่น เงาะทองผาภูมิ และทุเรียนทองผาภูมิ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงาน

ด้านการค้าและการลงทุน พบว่ามูลค่าการค้าชายแดนไทย-เมียนมาขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกผ่านด่านพระเจดีย์สามองค์ที่พุ่งสูงขึ้นร้อยละ 44.59 ขณะที่ภาครัฐได้เร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการธงฟ้าราคาประหยัดและแคมเปญ “ไทยช่วยไทย” ร่วมกับภาคเอกชน สำหรับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน ได้มีการเฝ้าระวังผลกระทบจากการสู้รบในเมียนมาอย่างใกล้ชิด พร้อมบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายและจุดตรวจสกัดที่เข้มงวดเพื่อปราบปรามขบวนการลักลอบนำพาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในพื้นที่อำเภอที่ติดขอบชายแดน รวมไปถึงความก้าวหน้าด้านโครงการจุดตัดทางหลวงพิเศษ M81 ทั้งแยกวังสารภีและแยกแก่งเสี้ยนมีความคืบหน้าเร็วกว่าแผนงาน เพื่อรองรับการจราจรในช่วงเทศกาล

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายโครงข่ายคมนาคมและทางหลวงชนบทเพื่อเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวและการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ระหว่างภูมิภาค โดยมีโครงการก่อสร้างสำคัญที่จะทยอยแล้วเสร็จในช่วงปี 2570 – 2571 เพื่อเปลี่ยนโฉมการเดินทางในพื้นที่ อาทิ โครงการขยายทางหลวง ทล.323 และการศึกษาถนนวงแหวนรอบเมือง ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ แม้จะประสบความสำเร็จในการลดจุดความร้อนจากไฟป่าได้ถึงร้อยละ 41 แต่ยังคงเร่งแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง การจัดการขยะมูลฝอย และการบริหารจัดการปัญหาช้างป่าที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม


///////#ทีมข่าวภาคตะวันตก