ตราด /ชุมชนตําบลไม้รูด ร่วมกับ อพท.และอบต.ไม้รูด เปิดมิติใหม่เก็บขยะด้วยจักรยานน้ำ ต้นแบบนวัตกรรมการบริหารจัดการขยะในแม่น้ำลำคลอง

          วันที่ 10 กันยายน 2562 ที่ชุมชนริมคลองบ้านไม้รูด เวลา 13.30 น. วันที่ 10 กันยายน 2562 นายธีระชัย ลิ้มประสิทธิศักดิ์ ปลัดจังหวัดตราด เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการต้นแบบนวัตกรรมการบริหารจัดการขยะในแม่น้ำลำคลอง โดยมี นายสุรศักดิ์ อินทรประเสริฐ นายกองค์บริหารส่วนตำบลไม้รูด กล่าวรายงานการจัดโครง พร้อมด้วย นายสุธารักษ์ สุนทรวิภาต รองผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษ 3 อพท. นายพีระ การุญ นายอำเภอคลองใหญ่ นส.ณัฐสินี อินทรประเสริฐ กำนันไม้รูด ผู้ใหญ่บ้านผู้นำชุมชน ประชาชนในตำบลไม้รูด เข้าร่วมในพิธีกว่า 500 คน ซึ่งช่วงเช้าจะมีการจัดกิจกรรมจัดเก็บขยะตามชุมชนด้วย

          ซึ่งการจัดงานโครงการต้นแบบนวัตกรรมบริหารจัดการขยะในแม่น้ำลำคลอง เป็นความร่วมมือกันระหว่าง องค์การบริหารส่วนตำบลไม้รูด สำนักงานพื้นที่พิเศษ 3 หรือ อพท. และชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลไม้รูดโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ประชาชนในชุมชน รวมทั้งเยาวชนในพื้นที่มีจิตสำนึกและมีความตระหนักในการช่วยกันดูแลรักษาลำคลองให้มีความสะอาด สวยงาม อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในชุมชนไม้รูด มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับชุมชน เป็นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเผยแพร่นวัตกรรมเก็บขยะในแม่น้ำลำคลองให้เป็นต้นแบบกับชุมชนท่องเที่ยวอื่นๆ ในการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

          สำหรับนวัตกรรมการบริหารจัดการขยะในแม่น้ำลำคลอง หรือ จักรยานน้ำ ได้รับการสนับสนุนจากวิทยาลัยเทคนิคตราดเป็นผู้ดำเนินการสร้าง จำนวนทั้งสิ้น 14 คัน โดยมีหลักการในการทำงาน คือ มีตาข่ายอยู่ระหว่างทุ่นของจักรยานน้ำเมื่อปั่นจักรยานน้ำไปตามลำคลอง ตาข่ายจะทำหน้าที่เก็บ กรองเศษขยะที่ลอยมาในลำคลอง ให้ติดอยู่ในตาข่าย และใช้ที่คีบสำหรับคีบขยะไปทิ้ง เป็นการกำจัดขยะในน้ำอย่างได้ผล นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการออกกำลังกาย ส่งเสริมสุขภาพของประชาชนไปพร้อมกัน และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายในชุมชนตลอดไปด้วย

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ทีมข่าวภูมิภาค จ.ตราด
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นายอำนาจ เจริญศรีนายอำเภอบางละมุงเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ควบคุมระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด CCTV

         วันที่ 11 กันยายน 2562 เวลา 09.00 น. ณ อาคารสำนักงานเทศบาลเมืองหนองปรือ (หลังเดิม) อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นายอำนาจ เจริญศรีนายอำเภอบางละมุง มาเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ควบคุมระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด CCTV เทศบาลเมืองหนองปรือ

         เนื่องจากเทศบาลเมืองหนองปรือเป็นพื้นที่ ที่กำลังมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้มีประชากรที่ทำงานอยู่ในเขตพื้นที่เมืองพัทยาหรือท้องถิ่น ใกล้เคียงได้เข้ามาพำนักอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองหนองปรือเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดอพาร์ทเม้นท์ บ้านจัดสรรห้องพักเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากตามมา และก่อให้เกิดปัญหาด้านการลักขโมยจี้ปล้นเหตุอาชญากรมอุบัติหตุการจราจรเกิดขึ้น จากจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่เทศกิจของเทศบาล หนองปรือที่มีอยู่ไม่เพียงพอแก่การดูแลประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเพียงพอ จึงทำให้ต้องหาเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างประสิทธิ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าทีให้มีศักยภาพมากขึ้น โดยทำการศึกษาและสำรวจติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่เทศบาลเมืองหนองปรือให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่จะก่อให้เกิดความมั่นใจในมาตรการรักษาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินและป็นความต้องการของชุมชนในการป้องปรามเหตุการณ์ อันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดในรูปแบบต่างๆ

          โดยในปี 2562 นี้ เทศบาลเมืองหนองปรือได้ดำเนินการติดตั้ง กล้องโทรทัศน้วงจปิดจำนวน 75 ตัว จำนวน32จุดและในปี 2563ได้ วางแผนอย่างต่อเนื่อง โดยมีงบประมาณอีกจำนวน10ล้านบาท ติดตั้งเพิ่มเติมอีก จำนวน 60 ตัว 29 จุดครอบคลุมในเขตเทศบาลในบางส่วนโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นสอดส่องดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชและนักท่องเที่ยวโดยใช้ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในการเฝ้าระวัง การกระทำผิด เป็นการเฝ้าระวังและเป็นการป้องปรามเหตุได้อย่างทันท่วงที รวมทั้ง การใช้ข้อมูลเพื่อเป็นหลักฐานในการสืบสวนสอบสวนคดีต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ช่วยการตรวจสอบเฝ้าดูสภาพการจราจรในพื้นที่เขต เทศบาลเมืองหนองปรือและช่วยบริหารจัดการอย่างเป็นจัดระเบียบ

          จากนั้นนายอำนาจ เจริญศรี ได้มอบนโยบายและกล่าวเปิดศูนย์ควบคุม ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ((ตง)เทศบาลเมืองหนองปรือ พร้อมตัดริบบิ้น เปิดแพรคลุมป้ายและเข้าเยี่ยมชมศูนย์ควบคุม ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ((C) เทศบาลเมืองหนองปรือ

           สำหรับมีพิธีเปิดศูนย์ควบคุมระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด(CCTV เทศบาลเมืองหนองปรือครั้งนี้มีคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองหนองปรือ หัวหน้าส่วนราชการ นายวินัย อินทรพิทักษ์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี นายยะยา เซ็นสุรีย์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองปรือ เจ้าหน้าที่ อปพร. และกลุ่มพลังมวลชน เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างพร้อมเพรียง

พัทยา จ.ชลบุรี / โยธิน พรมแตง -คัมภีร์ อาบสุวรรณ์-วิรัตน์ ขำแตร-ทนงค์ ปรีเปรม *086-1499878

” ตี๋ลายกอไผ่ ” ขาโจ๋นักเที่ยวราตรี เสียท่าดวลปืนกับอริหน้าร้านเหล้าพัทยาใต้ ถูกยิงตาย 1 ยังสาหัส อีก 1 ตร.รู้ตัวอริมือยิงแล้วคาดจับตัวได้เร็วนี้

“ตี๋ลาย ขาโจ๋ดังย่านซอยก่อไผ่” เที่ยวร้านเหล้าย่านพัทยาใต้ ทะเลาะอริ-ดวลปืนกัน “ตี๋ลาย” พลาดตาย ส่วนอีกรายสาหัสโดนกระสุนเจาะเบ้าตา

         เหตุการณ์ดวลปืนยังกันครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 05.40 น. เช้าของวันที่ 11 กันยายน 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุวัยรุ่นนักเที่ยว ใช้ปืนยิงกันที่ร้านเหล้า ออนิว เต็งสี่ (ซอยหมู่บ้านรุ้งแลนด์) ย่านพัทยาใต้ ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและไปตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุ

         เมื่อตำรวจไปถึงร้านเกิดเหตุ พบมีนักเที่ยวทั้งชายและหญิงยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่หน้าร้าน ส่วนบริเวณหน้าร้านพบชาย 2 คน นอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้น รายแรกนั้นทราบชื่อคือ นายอนุวัฒน์ สุขสำราญ อายุ 36 ปี หรือฉายาในวงการนักเที่ยวราตรีคือ ” ตี๋ลาย กอไผ่” ถูกยิงเข้าที่บริเวณท้อง 1 นัด ที่ขาขวา 1 นัด และกลางหลัง 1 นัด ที่แขนขวายังมีบาดแผลขนาดใหญ่จากถูกมีดแทง ตามใบหน้ามีร่องรอยบวมช้ำหายใจรวยริน ส่วนอีกรายทราบชื่อคือ นายฉัตรชัย ศรีเสน อายุ 37 ปี ถูกปืนยิงเข้าที่บริเวณใกล้ตาซ้าย 1 นัดอาการสาหัสเช่นกัน โดยพลเมืองดีได้ช่วยกันพาตัวผู้ถูกยิงทั้ง2รายส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลพัทยาเมโมเรียล ซึ่งนายอนุวัฒน์ หรือฉายาในวงการนักเที่ยวราตรีคือ ” ตี๋ลาย กอไผ่” ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนนายฉัตรชัย ศรีเสน ถูกปืนยิงเข้าที่บริเวณใกล้ตาซ้าย 1 นัดอาการสาหัสเช่นกัน แพทย์ส่งตัวไปผ่าตัดรักษาตัวที่โรงพยาบาลชลบุรีเพื่อช่วยชีวิตต่อไป

         ตำรวจลงพื้นที่ กันบริเวณจุดเกิดเหตุเพื่อเก็บหลักฐาน ก็พบว่าในจุดเกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. ตกอยู่ 8 นัด และพบเศษตะกั่วของหัวกระสุนปืนตกอยู่ 2 หัว โดยไม่พบตัวผู้ก่อเหตุ ซึ่งจากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์แจ้งว่า คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีเรื่องทะเลาะกันในร้าน จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ชักปืนออกมาไล่ยิงกันออกมาหน้าร้าน จนมีคนถูกยิงร่วงลงกองพื้นและยังถูกคู่กรณีใช้มีดไล่แทงซ้ำ ก่อนจะแยกย้ายหลบหนีไป โดยผู้ที่ใช้ปืนยิงคนเสียชีวิตนั้น เป็นชายวัยรุ่นสวมเสื้อสีขาวก่อเหตุแล้วก็หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว โดยคู่กรณีทั้งสองฝ่ายนั้นรู้จักคุ้นหน้ากัน แต่พยานแวดล้อมไม่กล้าให้ข้อมูลมากนักเพราะกลัวจะมีอันตรายภายหลัง ซึ่งตำรวจได้ลงบันทึกปากคำพยานแวดล้อมทั้งพนักงานร้านเก็บหลักฐานจุดเกิดเหตุพร้อมนำภาพวีดีโอคลิปจากพยานรายหนึ่งไว้ เพื่อเป็นหลักฐานสำคัญในการตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ

          ทั้งนี้หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.อตินันท์ นุชนารถ ผกก.สภ.เมืองพัทยา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บหลักฐานพร้อมสอบปากคำพยานในจุดเกิดเหตุได้อย่างละเอียดแล้ว ซึ่งขณะนี้พอทราบตัวผู้ก่อเหตุใช้ปืนยิงผู้เสียชีวิตแล้วซึ่งข้อมูลเบื้องต้นเป็นชายวัยรุานเสื้อสีขาว น่าจะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับร้านเกิดเหตุหลังก่อเหตุก็หลบหนีไป ตนได้สั่งการให้ตำรวจชุดสืบสวนออกติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุและเกี่ยวข้องในคดีสำหรับคดีนี้มาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด ซึ่งน่าจะได้ตัวได้เร็ววันนี้แน่นอน และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป…

พัทยา จ.ชลบุรี / โยธิน พรมแตง -คัมภีร์ อาบสุวรรณ์-วิรัตน์ ขำแตร-ทนงค์ ปรีเปรม *086-1499878

กอ.รมน.ร่วมช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรจชต.โดยนำผลไม้(ลองกอง)มาจำหน่ายที่กอ.รมน.สวนรื่นฤดี

          วันอังคารที่ 11กันยายน 2562 ณ กอ.รมน. สวนรื่นฤดี สมาชิกมวลชน กอ.รมน.ร่วมช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้(ลองกอง) มาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ร่วมประชุมปรึกษาหารือในการที่จะช่วยเหลือฯ เช่น ซื้อรับประทานเอง, นำไปจำหน่ายต่อ, แนะนำสถานทึ่จำหน่าย ฯลฯ

         โดยมี รองเลขาธิการ กอ.รมน.(พล.ท.ธเนศ กาลพฤกษ์) เป็นประธาน ณ ห้องประชุมชั้น 5 ห้อง 504 ภายใน กอ.รมน.สวนรื่นฤดี เนื่องจากทางกลุ่มนำผลไม้ (ลองกอง) มาหลายตันของได้หมดไม่พอจำนวนที่สั่งและได้ข้อสรุป กลุ่มผุ้ช่วยเหลือเกษตรกรจะนำผลไม้ลองกองมาจำหน่าย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรสวนรื่นฤดี (กอ.รมน)ในวันพฤหัสที่ 19 ก.ย. 62. เวลา 08.00น. เป็นต้นไป และตาม ออเดอร์ ที่สั่งมารับได้ ณ.วันเวลาดังกล่าว จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

นายกรัฐมนตรี ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2562 ย้ำปรับแผนงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต

          วันนี้ 11 กันยายน 2562 เวลา 09.30 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2562 โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมหารือด้วย

         โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุม โดยย้ำเป้าหมายนโยบายพลังงานแห่งชาติว่า เพื่อร่วมกันพิจารณาแผนพลังงานและปรับแผนพลังงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต โดยมุ่งให้ประชาชนมีส่วนร่วม สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งรัฐบาลมีแผนบริหารจัดการขยะอยู่ด้วยแล้ว อาจจะดำเนินการให้สอดคล้องกัน

          ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ เห็นชอบหลักนโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โรงไฟฟ้าชุมชน) ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 62 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิต ใช้และจำหน่ายไฟฟ้าอย่างยั่งยืน สร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่นั้นๆ ทั้งยังเป็นการขยายโอกาส ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ให้มีช่องทางรายได้เพิ่มเติม สร้างรายได้ในชุมชน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการผลิตและใช้ไฟฟ้า ซึ่งต้องมีรายละเอียดพื้นที่เป้าหมาย กฎเกณฑ์ดำเนินการต่างๆ อาทิ วัตถุดิบเชื้อเพลิงไม่ว่าจะเป็นชีวภาพหรือชีวมวล วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนแหล่งทุนให้ชัดเจน การรับซื้อไฟก็ต้องไม่สร้างผลกระทบด้านราคาค่าไฟต่อพี่น้องประชาชนโดยรวม จึงขอรับข้อคิดเห็นในที่ประชุมกลับไปทำรายละเอียดโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนตามกรอบนโยบาย เพื่อให้ที่ประชุมร่วมพิจารณาต่อไปด้วย

          โอกาสนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล เพื่อส่งเสริมการใช้ ไบโอดีเซลและรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ของประเทศ โดยเริ่มขยายส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 ให้ต่ำกว่า B7 ที่ 2 บาทต่อลิตร และลดส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมัน B20 ให้ต่ำกว่าน้ำมัน B7 ที่ 3 บาทต่อลิตร โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 พร้อมทั้งเห็นชอบใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเกรดพื้นฐาน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 อย่างไรก็ตาม ต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งของผู้ผลิต ความพร้อมของรถยนต์และความพร้อมของผู้ค้าน้ำมันด้วย

          นอกจากนี้ ยังเห็นชอบกรอบนโยบายการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) เป็น “สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” โดยให้เร่งดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ให้กองทุนฯ สามารถดำเนินงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ และเห็นชอบ (ร่าง) คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ../2562 เรื่อง กำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

          นายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า รัฐบาลมุ่งมั่นและเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการสร้างเสถียรความมั่นคงด้านพลังงาน มีทางเลือกด้านพลังงาน ลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพต่อเนื่องให้กับประชาชนโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากด้วย

………………………………………….

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

รองนายกฯ วิษณุฯ เป็นประธานในพิธี เปิดและมอบนโยบายการดำเนินการเรื่องราวร้องทุกข์ ของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล

          วันนี้ (11 กันยายน 62) เวลา 09.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ  เครืองาม เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดและมอบนโยบายการดำเนินการเรื่องราวร้องทุกข์ และกรอบการทำงานของผู้นำการขับเคลื่อนการดำเนินการเรื่องราวร้องทุกข์ประจำหน่วยงาน (Chief Complaint Executive Officer: CCEO)

          โดยมีนายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวรายงานคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 กำหนดให้ทุกส่วนราชการให้ความสำคัญกับการดำเนินการเรื่องการร้องทุกข์และเร่งรัดการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน และกำหนดให้ทุกหน่วยงานแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้นำการขับเคลื่อน การดำเนินการเรื่องร้องทุกข์ประจำหน่วยงาน (Chief Complaint Executive Officer : CCEO) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานด้านการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ ประสานความร่วมมือ ติดตาม และประเมินผล การดำเนินการเรื่องราวร้องทุกข์และแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

          ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดให้มีพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินการเรื่องราวร้องทุกข์ของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ซึ่งมีหน่วยงานที่เข้าร่วมจำนวน 16 หน่วยงาน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายการดำเนินการ เรื่องร้องทุกข์และบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ของรัฐบาลกับส่วนราชการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผู้รับบริการ รวมทั้งสร้างการรับรู้ให้กับผู้ปฏิบัติงานด้านเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับมาตรฐานและแนวทางการดำเนินการ เรื่องร้องทุกข์ผ่านระบบการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

         โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิด พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดําเนินการเรื่องราวร้องทุกข์ของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล และมอบนโยบาย  (Chief Complaint Executive Officer : CCEO)  ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมทั้งจัดระบบการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การจัดการระบบการทำงานถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าความทุกข์ของประชาชนในบางพื้นที่อาจจะมีความคล้ายกัน จึงต้องมีการเก็บข้อมูลของประชาชนไว้อย่างเป็นขั้นตอน เจ้าหน้าที่จะต้องมีการฝึกทักษะ ศักยภาพ ที่สำคัญจะต้องมีใจรักในการทำหน้าที่นี้ด้วยบริหารเรื่องราวร้องทุกข์ รับเรื่องต่างๆมาผ่านกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบหน่วยงานเดียวอาจแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมดจึงต้องมีการบูรณาการความร่วมมือ  การบริการจัดการจึงเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะข้อมูลสารเทศ ที่เป็นBig Data เพื่อป้องกันแก้ไขได้อย่างเป็นระบบนำไปสู่การแก้ปัญหา  16 หน่วยงาน และ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นการทำงานยกระดับการให้บริการประชาชน ให้มีความสื่อสาร รวดเร็ว ตรงจุด  ขอบคุณทุกหน่วยงานและหวังว่าในอนาคตจะมีหน่วยงานเพิ่มมากขึ้น การลงนามในครั้งนี้ตอบโจทย์ ไทยแลนด์ 4.0 การบริหารงานภาครัฐแนวใหม่ และการมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมทั้งการปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยที่ความทุกข์ของประชาชนได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม

          จากนั้นได้ รองนายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ระหว่างผู้บริหาร 17 หน่วยงาน และถ่ายภาพร่วมกัน พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรียังได้เดินเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆอาทิ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ศูนย์ดำรงธรรม ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน สคบ. ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์กระทรวงยุติธรรม และ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน กรมบังคับคดี

………………………………………………………

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

วช.จับมือ BEDO, ม.นเรศวร และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ร่วมจัดงาน “วิจัยปลดล็อคส่งออกมะม่วงไปอเมริกา”

          วันนี้​ วัน​พุธที่ 11 กันยายน 2562 เวลา​ 09.00​ น.ณ ห้องวิภาวดี C โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาชาลาดพร้าว​ : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ​ (วช.),สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) BEDO,มหาวิทยาลัยนเรศวร และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ร่วมจัดงานแถลงข่าว “วิจัยปลดล็อคส่งออกมะม่วงไปอเมริกา” ความภูมิใจของนักวิจัยไทยกับการต่อสู้อย่างยาวนานกว่า 12​ ปีในการแก้ปัญหาเพื่อปลดล็อคการส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองสดสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา นับตั้งแปี พ.ศ.2550 สหรัฐอมริกาได้อนุญาตให้นำเข้าผลไม้สด (Fresh Frut) ของไทย 6​ ชนิดได้แก่ มะม่วง ลำไย มังคุด ลิ้นจี่ เงาะ และสับปะรดโดยจะต้องได้รับการฉายรังสีก่อนส่งออกไปยังสหรัฐฯ นับเป็นการ
เปิดตลาดผลไม้ไทยที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศชาติ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง

         แม้เป็นผลไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทย สามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศ โดยมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นสายพันธุ์ที่มีความต้องการของตลาดสูง เนื่องจากมีลักษณะเด่น คือ เมื่อผลสุก ผิวของเปลือกมีสีเหลืองนวลถึงเหลืองทอง เนื้อสีเหลืองมีกลิ่นหอม จึงเป็นที่ต้องการของตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาแต่ปรากฏว่านับตั้งแต่เริ่มส่งออกในปีพ.ศ. 2551 การส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง หลังฉายรังสีและส่งออกไปถึงปลายทางที่สหรัฐอเมริกาได้ประสบปัญหาด้านคุณภาพ และพบปัญหาการเกิดเส้นดำบริเวณผิวเปลือก และเกิดเนื้อสีน้ำตาล ส่วนใหญ่มักเกิดบริเวณส่วนแก้มของผล ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถส่งออกผลมะม่วงสดไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาได้จนถึงปัจจุบัน

         จากปัญหาดังกล่าว จึงเกิดเป็นโจทย์วิจัยที่ที่ทายและรอคำตอบจากนักวิจัยไทยเป็นอย่างยิ่ง จึงได้เกิดเป็นโครงการ “การศึกษาวิจัยมะม่วงให้ได้คุณภาพมาตรฐานส่งออก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพหลังการฉายรังสีแกมมา และการลดความเสียหายของมะม่วงฉายรังสีแกมมา ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.),สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) BEDO,มหาวิทยาลัยนเรศวร และ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ และงานวิจัยประสบผลสำเร็จในปี พ.ศ. 2562 การส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองสามารถส่งออกสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาได้อย่างเต็มภาคภูมิและได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา การแถลงข่าว”วิจัยปลดล็อคส่งออกมะม่วงไปสหรัฐอมริกา”

          ที่เกิดขึ้นนี้ จึงเป็นการสร้างความเข้าใจ และ องค์ความรู้เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจ้และเพื่อต่อยอดให้กับกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดการคัาผลไม้สดของไทยสู่สหรัฐอเมริกา และ ตลาดต่างประเทศอื่นๆ ต่อไป

สุรเชษฐ    ศิลานนท์ รายงาน

วช. ยกระดับผลงานวิจัย นำธุรกิจอาหารไทยสู่มาตรฐานโลก

          วันนี้​ วัน​พุธที่ 11 กันยายน 2562 เวลา​ 08.30​ น. ณ ห้องรังสิต​ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาชาลาดพร้าว​ : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จับมือบริษัท เค เอส อินเตอร์เทรด (2018) จำกัด ผลักดันผลงานวิจัยภายใต้แผนงานวิจัยครัวไทยสู่ตลาดโลก

          ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดี ที่โครงการวิจัยที่ทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้การสนับสนุน จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายการร่วมมือในการพัฒนางานวิจัยใหม่ ๆ ที่เป็นที่ต้องการของผู้ใช้ประโยชน์ โดยโครงการ “วิจัยพัฒนามาตรฐานการผลิตเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ และผลิตภัณฑ์คงรสชาติแท้จากความหลากหลายทางชีวภาพของพืชผักและสมุนไพรเพื่อรักษาคุณค่าเชิงรสชาติไทยแก่ธุรกิจอาหารไทยทั่วโลก”

          ภายใต้แผนงานวิจัยครัวไทยสู่ตลาดโลก ปีงบประมาณ 2560 ที่ วช. ได้ให้การสนับสนุน ซึ่งมีนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา แห่งมูลนิธิสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ เป็นหัวหน้าโครงการ สามารถขยายผลสู่การใช้ประโยชน์​ ในกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะภาคเอกชนที่จะนำเทคโนโลยีไปผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันท่วงที

          ผลจากงานวิจัยส่วนหนึ่ง คือกระบวนการผลิต ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อบแห้งของพืชสมุนไพรจากต้นตอแหล่งกำเนิดสำหรับอาหารไทย 4 ชนิด ประกอบด้วย พริกไทยสด พริกขี้หนู หอมแดง และกระเทียม ที่ใช้เทคนิคแช่เยือกแข็ง (Freez Dry) และอบแห้งด้วยลมร้อน (Tray Dry) ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการส่งออกวัตถุดิบในสภาพสด สามารถทดแทนการใช้วัตถุดิบที่คงรสชาติอาหารไทยแบบดั้งเดิม ทั้งรสชาติและกลิ่น ผลิตจากแหล่งกำเนิดที่มีมาตรฐานปลอดภัย ตรวจสอบได้ รวมถึงมีความสะดวกในการใช้งาน และปลอดภัยจากสิ่งปนเปื้อน

          ดังนั้นเพื่อให้เกิดขยายผลผลิตจากการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์แก่ผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ​ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงการถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์อบแห้งของพืชสมุนไพรสำหรับอาหารไทย 4 ชนิด ภายใต้แผนงานวิจัยครัวไทยสู่ตลาดโลก กับนายสุพัชระ ปานรศทิพ กรรมการผู้จัดการบริษัท เค เอส อินเตอร์เทรด (2018) จำกัด เพื่อนำไปผลิตและจำหน่ายให้กับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“รร.อนุบาลสุโขทัย” จัดกิจกรรมตลาดนัดอนุบาล รู้รักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกเยาวชน

          วันที่ 11 กันยายน 2562 ที่โรงเรียนอนุบาลสุโขทัย ต.ปากแคว อ.เมืองสุโขทัย ได้จัดกิจกรรม ตลาดนัดอนุบาลรู้รักษษ์ สิ่งแวดล้อม ตามโครงการสร้างจิตสำนึกและความรู้ในการผลิตและบริโภค ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยได้จัดให้นักเรียนแต่งชุดไทย ออกบูทจัดร้านจำหน่าย สินค้ารีไซรเคิล และอาหาร ที่มีภาชนะเป็นวัสดุที่ย่อยสลายง่ายเช่น กระทงใบตอง และให้นักเรียนรู้จักการแยกขยะอย่างถูกต้อง

          โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนรู้จักคัดแยกขยะ ใช้น้อย ใช้ซ้ำ และนำขยะมูลฝอยที่มีคุณภาพกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะสร้างความรู้ จิตสำนึก และการตระหนักรู้ในการจัดการขยะมูลฝอยของเด็กนักเรียนและเห็นความสำคัญของการทิ้งขยะให้ถูกที่

          โดยจะมีกิจกรรมให้นักเรียนมีส่วนร่วมและเสริมสร้างความรู้อย่างมากมาย เช่น นิทัศการสิ่งประดิษฐ์ รีไซรเคิล กิจกรรมส้มตำรักษ์สิ่งแวดล้อม กิจกรรมผักสวนครัวอินทรีย์ ผักผลไม้ปลอดสารพิษ มีนักเรียน ครู และผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 2,000 คน

นายพงศ์เทพ สาคร รายงานจากสุโขทัย

วช. นำนวัตกรรมจัดการกับวัชพืชและผักตบชวา ภายใต้ “โครงการจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน”

วช. นำนวัตกรรมจัดการกับวัชพืชและผักตบชวา ภายใต้โครงการจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ จังหวัดอุทัยธานี

          วันที่ 10 กันยายน 2562 ณ สำนักงานเทศบาลเมืองอุทัยธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี​ : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ​ (วช.)​ ได้รับมอบหมายจากศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. โดยคณะกรรมการจิตอาสาเฉพาะกิจ กลุ่มงานโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ให้ดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

          โดย พลตรี วีรยุทธ กวยะปาณิก เลขานุการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ภาค 3 ผู้แทนศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “การนำนวัตกรรมไปจัดการกับวัชพืชและผักตบชวาเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน” ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวความเป็นมา และร้อยโท ทศพล ไชยโกมินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี กล่าวต้อนรับ โดยครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ทั้งสิ้นจำนวน 210 คน และ วช. จะดำเนินการจัดกิจกรรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้กำหนดจัดกิจกรรมทั้งสิ้น 8 จังหวัด ซึ่งจังหวัดอุทัยธานีเป็นจังหวัดสุดท้ายในการจัดกิจกรรมนี้

          วช. ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยวิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาลำน้ำที่พร้อมนำไปสู่การใช้ประโยชน์และพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนให้ดำเนินชีวิตภายใต้เศรษฐกิจพอเพียงและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และ วช. ได้สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรม “เครื่องผลิตปุ๋ยหมัก” แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ดร.ลักขณา เบ็ญจวรรณ์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มาสาธิตวิธีการใช้เครื่อง และให้ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการทำปุ๋ยหมักและดินปลูกจากวัชพืชและผักตบชวา ให้แก่ชุมชน นักเรียน นักศึกษา เพื่อสร้างเป็นต้นแบบในการผลิตปุ๋ยหมักและดินปลูกต้นไม้จากวัชพืชและผักตบชวา สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเกษตรและจำหน่ายเป็นการเสริมอาชีพและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน เกิดการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนด้วยนวัตกรรมที่ช่วยกำจัดวัชพืชและผักตบชวา

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​