คิม ไทยแลนด์ พึ่งคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนฯ ร้องขอความเป็นธรรมกรณีโดนผู้จำหน่าย จยย.ฮาเลย์ ฯ เอาเปรียบ

วันที่ 8 ม.ค.63​ เวลา 10.45 น.ที่ห้องรับรองคณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานวิปฝ่ายค้าน อาคารรัฐสภาใหม่​ เกียกกาย : นายอุเทน เหลืองแสงทอง หรือ คิม ไทยแลนด์ เดินทางเข้าพบนายมานะ โลหะวณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน จังหวัดชัยภูมิ เขตที่ 1/ประธานคณะกรรมาธิการ คุ้มครองผู้บริโภค เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนกรณีรถ จยย.หรู “ฮาเลย์ เดวิดสัน” ที่เขาซื้อมาขับขี่มือหนึ่งป้ายแดง แต่มีปัญหาซ่อมแล้วซ่อมอีก

โดยเขาระบุว่า ได้ซื้อรถ จยย.คันนี้มาจากศูนย์ AAS ฮาเลย์ฯ ประเทศไทย เมื่อวันที่​ 10 มิ.ย.61 ราคา 2,866,000 บาท

ได้ออกทริปแรกเมื่อวันที่ 7​ ก.ค.61 ไปนครนายก ขาไปมีอาการกลิ่นไหม้ รถวิ่งไม่ออก พอขากลับระหว่างทางเครื่องยนต์ได้ดับและมีควันมากออกมาจากท่อต้องจอดพักหยุดครึ่งชั่วโมง ก่อนจะสตาร์ทกลับบ้านได้ต้องให้ทางศูนย์มารับไปตรวจสอบเลขไมล์วิ่งได้ 300 ก.ม.

ทริปครั้งที่สองเมื่อวันที่​ 14 ต.ค.61 ไปปากช่อง ขี่ถึงสระบุรี รถมีกลิ่นไหม้แล้วเร่งไม่ขึ้น จนดับกลางถนน ระยะเลขไมล์ตอนนั้น 1,500 ก.ม.โทรเรียกรถฉุกเฉินของทางศูนย์ฯ มารับกลับไปตรวจสอบ เช็คระยะที่ 1,000 ไมล์หรือ 1,600 ก.ม. ในครั้งนี้ ได้แจ้งตัวแทนจำหน่ายว่า​ ”หากรับรถครั้งนี้แล้วยังมีปัญหาอีก จะไม่ขอรับรถคันดังกล่าวอีกต่อไป”

ทริปครั้งที่สามเมื่อวันที่ 27 ต.ค.61 ไปจันทบุรี ก่อนถึงที่พัก 50 ก.ม. รถมีอาการกลิ่นไหม้เร่งเครื่องไม่ขึ้น แล้วดับกลางถนนใหญ่ โทรหาช่าง ช่างบอกขับต่อเข้าที่พักได้ ก่อนถึงที่พัก 5 ก.ม.รถได้ดับอีกครั้ง ครั้งนี้ต้องจอดรถ 3-4 ชั่วโมง ไม่สามารถสตาร์ทติดได้ จึงต้องโทรให้ทางศูนย์ฯ นำรถมารับรถกลับไปตรวจสอบ

หลังจากนั้นได้ร้องเรียน สคบ.การเจรจาตกลงกันไม่ได้ จึงยื่นเรื่องฟ้องศาลแพ่ง ระหว่างสืบพยานลูกชาย ป่วยต้องเข้ารักษาตัวใน รพ.ด้วยปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ต้องใช้เวลาไปดูแลจนไม่สามารถไปศาลได้ คดีจำหน่ายออกจากสารบบโดยไม่มีคำตัดสิน

โดยทางศูนย์ฯ นำรถคันนี้ที่มีปัญหาไปทำการทดสอบขับขี่จากเชียงใหม่มา กทม. มีใบตรวจสอบการเดินทางทั้งไปและกลับยืนยันว่าสมบูรณ์ทุกอย่างและได้นำรถส่งมอบคืน เมื่อ 27 พ.ย.62 ต่อมาวันที่ 14​ ธ.ค.62​ ที่ผ่านมา ได้นำรถออกมาล้างเพื่อเตรียมเดินทาง ได้พบเห็นคราบน้ำมันรั่วซึมที่ด้านข้างของตัวเครื่อง จึงได้แจ้งให้ทางศูนย์ฯ มารับรถไปซ่อมศูนย์ฯ วิภาวดี วันรุ่งขึ้นตามไปสอบถามช่างบอกว่าเป็นการรั่วซึมที่เครื่องยนต์ เกิดจากการประกอบไม่ดีของศูนย์ฯ พัทยา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.62ได้ขับขี่ จยย.คันนี้เข้าไปทางแยกราชประสงค์ หลังจากนั้นได้พบว่ามีเสียงวาวล์ดังผิดปกติ จึงทำให้ไม่สบายใจ

จนกระทั่ง​ในวันที่​ 26 ธ.ค.62​ จึงนำ จยย.ไปที่ “มหาวิทยาลัย​ ฮาร์เล่ย์ เดวิดสัน ภาคพื้นเอเชีย” และได้พบเจออาจารย์สอนช่างรถฮาเลย์ฯ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ แล้วได้ตรวจสอบพบเห็นมีคราบน้ำมันจากจุดเดิมที่เคยซ่อมล่าสุดออกมาให้เห็น ทางอาจารย์ไม่มั่นใจว่าเป็นการรั่วซึมใหม่ หรือเกิดจากการซ่อมครั้งก่อนที่ทำความสะอาดไม่ดี จึงล้างทำความสะอาดในเบื้องต้น ส่วนเรื่องของวาวล์มีเสียงดังนั้น สามารถให้ช่างประจำที่ศูนย์ปรับแต่งได้ ทางอาจารย์ได้แนะนำ ให้นำรถ จยย.กลับเข้าศูนย์ ทำการตรวจสอบติดตามผล และทางอาจารย์จะโทรประสานช่างที่ศูนย์ หาแนวทางซ่อมแก้ไขให้

ตนจึงได้โทรแจ้งให้ศูนย์มารับรถในวันที่ 27 ธ.ค.62 ไปดำเนินการตามคำแนะนำของอาจารย์

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบันรถ จยย.ค้นดังกล่าวยังอยู่ในศูนย์ เนื่องจากติดช่วงปีใหม่และทางอาจารย์ได้เดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งกลับมา ปท.ไทยในวันที่ 12 ม.ค.63​ นี้

นายอุเทนฯ​ กล่าว​ว่า​ “วันนี้ตนในฐานะผู้บริโภคที่ถูกเอาเปรียบ จึงต้องมาร้องขอความเป็นธรรมให้คณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร ช่วยเหลือเรียกร้องความเป็นธรรมจากผู้ประกอบการตัวแทนจำหน่ายรถ จยย. คันนี้ด้วย”

ด้านนายคณพล ตุ้ยสุวรรณ ข้าราชการรัฐสภาสามัญ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าหลังจากท่านประธานกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค รับหนังสือร้องเรียนจากนายอุเทน ผู้ร้องแล้ว จะส่งให้เจ้าหน้าที่นิติกรสรุปประเด็นเสนอความคิดเห็นในข้อกฎหมายต่างๆ เพราะเราต้องทำการตรวจสอบให้สมบูรณ์ ว่ากรณีดังกล่าวนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภครับผิดชอบหรือไม่​ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ก็จะสรุปได้

จากนั้นจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมกรรมาธิการหรือว่าจะส่งให้อนุกรรมาธิการกลั่นกรอง บางเรื่องที่สามารถทำได้เลยก็จะส่งให้อนุฯ ไปดำเนินการ ส่วนเรื่องไหนอนุฯ ไม่สามารถดำเนินการได้ก็จะเสนอกรรมาธิการต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม คกก. นโยบายประมงแห่งชาติ

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม คกก. นโยบายประมงแห่งชาติ ย้ำบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม มุ่งสู่การทำประมงยั่งยืน เป็นสากล

วันนี้ (8ม.ค.63) เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รองนายรัฐมนตรี ได้กำชับคณะกรรมการฯ เร่งกำกับและตรวจสอบการปฏิบัติงาน พร้อมสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการบูรณาการการทำงานเพื่อให้การสืบสวนจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ ทั้งปัญหาการทำประมงและแรงงานในภาคประมง โดยบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม ต่อผู้ที่กระทำความผิด ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐเองด้วย ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่พยายามแก้ปัญหาการทำประมงให้ถูกต้องตามกฎหมายในทุกมิติและเป็นสากล

พร้อมกันนี้ที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เพื่อให้การดำเนินการกำกับดูแลการทำประมง และแรงงานในภาคประมงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ โดยมี พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ เป็นประธานกรรมการ และนางอุมาพร พิมลบุตร เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ อาทิ เสนอแนะนโยบาย ยุทธศาสตร์ และเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และแรงงานในภาคประมงให้เห็นผลเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ สั่งการและกำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบาย ยุทธศาสตร์ และเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และแรงงานในภาคประมง เสนอแนะนโยบายการพัฒนาการประมงในน่านน้ำไทยให้สอดคล้องกับปริมาณของทรัพยากรสัตว์น้ำ และขีดความสามารถมนการทำประมง โดยคำนึงถึงจุดอ้างอิงเป็นสำคัญ เป็นต้น

รวมทั้งที่ประชุมเห็นชอบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบ และติดตามการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาการทำประมง และแรงงานในภาคประมง ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี พลตำรวจโท จารุวัฒน์ ไวศยะ เป็นประธารกรรมการ และผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมประมง เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่กำหนดแผนการดำเนินการ อำนวยการ การดำเนินการสืบสวนจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประมง และแรงงานในภาคประมง กำหนดแนวทาง สั่งการ และตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประมง และแรงงานในภาคประมงให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยกระดับสิทธิและสวัสดิการแรงงานในภาคประมงให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ฯลฯ

ขอบคุณข้อมูล ; กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

รัฐบาลนำโดย รองนายกฯ ประวิตร ร่วมหารือคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน (สคจ.)

รัฐบาลนำโดย รองนายกฯ ประวิตร ร่วมหารือคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน (สคจ.) เตรียมตั้งคณะอนุกรรมการเดินหน้าแก้ไขปัญหาตามข้อเสนอ

วันนี้ (8 ม.ค.63) เวลา 09.00 น. พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ครั้งที่ 1/2563 ณ ห้องประชุม 109 ชั้น 1 อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนจากกระทรวง รวมถึงผู้แทนจากกลุ่มสมัชชาคนจนเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเมื่อวันที่ 6-23 ตุลาคม 2562 กลุ่มสมัชชาคนจน จำนวนประมาณ 400 คน นำโดยนายบารมี ชัยรัตน์ ได้เดินทางมาชุมนุมบริเวณถนนลูกหลวง ข้างกระทรวงศึกษาธิการ โดยกลุ่มสมัชชาได้เสนอการแก้ไขปัญหา 35 กรณี รวม 5 กลุ่มปัญหา ได้แก่ เรื่องเขื่อน ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในพื้นที่รัฐ แรงงาน การเกษตร และผลกระทบจากโครงการของรัฐ/เอกชน ทั้งนี้ประเด็นเร่งด่วนที่กลุ่มสมัชชาต้องการให้ดำเนินการแก้ไข คือ เรื่องที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ของรัฐ ซึ่งเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย 30 กรณี รวม 9 กลุ่มข้อเสนอ และขอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของ สคจ. เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาด้านต่างๆ และขอให้นำผลการเจรจาเสนอคณะรัฐมนตรีอย่างเร่งด่วน

ที่ผ่านมา นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ทำหน้าที่เจรจาแก้ไขปัญหาของ สคจ. แทนนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการเจรจาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้บัญชาให้ 11 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการร่วมกัน

สำหรับผลการประชุมครั้งนี้ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติร่วมกันในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อช่วยขับเคลื่อนการนำข้อเสนอต่างๆ สู่กระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็วต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นายกรัฐมนตรีแนะส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้มีความรู้ ควบคู่คุณธรรม มีความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

นายกรัฐมนตรีแนะส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้มีความรู้ ควบคู่คุณธรรม มีความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

วันนี้ (08 ม.ค. 63) เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย คุณหญิง กัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำเด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมรับโอวาท โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ครู เด็กและเยาวชนฯ เข้าร่วมงานกว่า 950 คน สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความยินดีและมอบโอวาทความว่า ขอแสดงความยินดีและชื่นชมกับเด็กและเยาวชน ทั้ง 772 คน ที่ได้รับรางวัลอันน่าภาคภูมิใจ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุกคนได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี มีความขยันหมั่นเพียร ใฝ่หาความรู้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถพัฒนาตนเองให้มีความดี ความพร้อม และได้รับการชื่นชมจากสังคม รัฐบาลตระหนักเสมอว่าเด็กและเยาวชนทุกคนคือกำลังสำคัญของชาติในอนาคต จึงมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีความพร้อม ความรู้ ควบคู่คุณธรรม และคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งขอให้ลูกหลานทุกคนรักการศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา รู้จักพัฒนาตนเองให้มีความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งประพฤติปฏิบัติตนให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี มีคุณธรรม มีสำนึกรักชาติบ้านเมืองและรักษาวัฒนธรรมประจำชาติ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ มีความรักสามัคคี กตัญญูรู้คุณ มีคุณธรรม รู้หน้าที่ในส่วนตน มีวินัยของพลเมืองที่ดี และร่วมกันดำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดจนเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันคนที่สามารถจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพและมั่นคงได้ ต้องเป็นบุคคลที่มีทักษะหลากหลาย เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจะทำให้สังคมและเศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนวัตกรรมที่ทันสมัย และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งจากภูมิปัญญาเดิมและเทคโนโลยีดิจิทัล เราจึงต้องมองภาพรวมของอนาคตข้างหน้าว่าทำอย่างไรเราจึงจะก้าวทันสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคม สิ่งสำคัญคือการมีภูมิคุ้มกันที่ดี

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่านอกเหนือจากความรู้ที่เด็กและเยาวชนทุกคนจะต้องมีติดตัวแล้ว การมีทักษะในการดำเนินชีวิตในสังคมก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งทักษะการประกอบอาชีพ ทักษะการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ซึ่งหมายถึงการมีทักษะชีวิต สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างมีความสุขไม่เป็นภาระของสังคม ดูแลตัวเองได้และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย

สำหรับคำขวัญวันเด็กในปี 2563 นี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้คำขวัญว่า “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” เพราะเป็นการให้ความสำคัญในเรื่องของเด็กไทยยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 จะต้องเป็นบุคคลที่มีทักษะหลากหลาย ก้าวทันต่อเทคโนโลยี และในการอยู่ร่วมกันก็ต้องมีความสมัครสมานสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย คือรู้หน้าที่ทั้งในส่วนตน และเป็นพลเมืองที่ดี ที่จะช่วยสร้างสังคมที่ดีให้แก่บ้านเมืองของเรา

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณและชื่นชมกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ได้ร่วมกันดำเนินงานในครั้งนี้ พร้อมทั้งอวยพรเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2563 ว่า ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล รวมทั้งพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จงคุ้มครองเด็กและเยาวชนของชาติที่รักทุกคนให้ประสบแต่ความสุขความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง มีสุขภาพจิตที่เข้มแข็งมั่นคง และมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เพื่อเป็นเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีอนาคตสดใส เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติของเราให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

นายกรัฐมนตรียังได้เยี่ยมชมของขวัญที่เด็กและเยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาตินำมามอบให้ อาทิ กรอบรูปภาพวาดนายกรัฐมนตรี กระเช้าผลิตภัณฑ์ OTOP ผ้าทอนาหมื่นศรี รถม้าแกะสลัก และร่วมชมการแสดงร้องเพลงประสานเสียง เพลงงามแสงเดือน จากคณะตัวแทนเด็กและเยาวชน ด้วย

ขอบคุณข้อมูล : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นครนายก – หลวงพ่อจูงวัวออกรับบิณฑบาตรโปรดญาติโยม

https://youtu.be/EwqgVzzS9hc

หลวงพ่อสุธี สำนักสงฆ์ที่โคราช ได้นำลูกวัวมาช่วยลากรถเข็นบรรทุกอาหารที่ญาติโยมนำมาใส่บาตร ในตลาดสดเทศบาลเมืองนครนายก

เมื่อเวลา 07.00 น.ของวันที่ 6 มกราคม 2563 ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองนครนายก ผู้สื่อข่าวได้พบหลวงพ่อสุธี อยู่ที่ สำนักสงฆ์โคราช รูปหนึ่งได้นำลูกวัวพันธุ์ไทย เพศผู้ อายุ 2 ปี สีน้ำตาล เดินช่วยลากรถเข็นรับสิ่งของที่หลวงพ่อรับบิณฑบาตร ในตลาดสดเทศบาลเมืองนครนายก โดยมีประชาชน พ่อค้า แม่ค้าให้ความสนใจนำปัจจัย อาหารสำเร็จรูป ผลไม้ และสิ่งของ มาใส่บาตร เป็นจำนวนมาก เนื่องจากในจังหวัดนครนายก ไม่เคยพบพระสงฆ์ นำวัวออกมาช่วยลากรถเข็นรับสิ่งของบิณฑบาตร สร้างความแปลกและเป็นที่ฮือฮาแก่ประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ในตลาดสด

จากการสอบถามหลวงพ่อสุธี สำนักสงฆ์ ที่โคราช เล่าว่าได้มาทำธุระที่นครนายก ได้นำลูกวัวเพศผู้สีน้ำตาล อายุ 2 ปี ชื่อว่าแรมโบ้ ขึ้นรถตู้มาด้วย และในเช้าวันนี้ได้ออกมารับบิณฑบาตรโปรดญาติโยม โดยให้เจ้าแรมโบ้ช่วยลากรถเข็นบรรทุกสิ่งของที่ญาติโยมนำมาใส่บาตร ที่จังหวัดนครนายกดังกล่าว

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นครนายก – ชายเมาเพี้ยน วิ่งเข้าบ้านคนถูกเจ้าของบ้านเอามีดไล่ฟันได้รับบาดเจ็บ

หนุ่มวัย 19 ปี ถึงกับตกใจขณะนอนเล่นอยู่ในบ้าน จู่ๆมีคนเมาวิ่งเข้ามาในบ้านโดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เกิดการต่อสู้กันสุดท้ายคนเมาได้รับบาดเจ็บ

ที่นครนายก เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยมูลนิธิร่วมกตัญญูเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ หลังได้รับแจ้งว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีดจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยในที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนเลขที่184 ม.7 ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบกับผู้เสียหายที่ยืนรอเจ้าหน้าที่อยู่หน้าตาตื่น ทราบชื่อนายศราวุฒิ รักดำ อายุ19 ปี ส่วนผู้ที่ก่อเหตุนั้นชายบ้านเรียกกันว่า นายจุ่น อายุ 43 ปี เป็นคนอำเภอบ้านนา พบรถจักยานยนต์ที่ใช้ขับมาจอดบริเวณหน้าบ้านนายศราวุฒิ

จากการสอบถามนายศราวุฒิ เล่าว่าตนเองได้นอนเล่นอยู่ในบ้านเพียงลำพัง จู่ ๆ นายจุ่นได้วิ่งเข้าไปในบ้านและถามหาใครไม่รู้ ตนเองเลยบอกไม่รู้จักและพยายามจะไล่ให้ออกจากบ้านไป แต่นายจุ่นกลับวิ่งเข้ามาจะทำร้ายตนเอง เลยไปหาอาวุธเพื่อป้องกันตัว และเกิดการต่อสู้กันจนนายจุ่นที่อยู่ในอาการเมาได้รับบาดเจ็บที่แขน หลังจากนั้นตนจึงได้ปิดประตูขังชายเมาคนดังกล่าวเอาไว้ในบ้าน แล้วจึงรีบวิ่งออกมาจากบ้านเพื่อโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบภายในบ้านก็พบกับนายจุ่นนั้นนอนหมดสภาพอยู่ในบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องปลุกให้ตื่น โดยไม่พูดอะไรเลย หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวไปดำเนินคดีต่อที่ สภ.บ้านนา

สัมภาษณ์นายศราวุฒิ รักดำ เจ้าของบ้าน

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ปทุมธานี – เจ้าของแตรวงนำคณะนางรำแก้บน หลังถูกหวยหลายงวดติดต่อกัน ที่อาศรมฤๅษีเณร

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 8 ม.ค. พ.ศ.2553 ที่อาศรมฤษีเณรธาตุพุทธคุณ ถนนวงแหวนตะวันตกหมายเลข9 ปทุมธานี-บางปะอิน นายธันปกรณ์ ทึกจีน อายุ 67 ปี อยู่บ้านเลขที่ 199 ม.4 ต.สนามแจง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เจ้าของเจ้าของแตรวงประยุกต์ ชื่อหมวดปื๊ด มิวสิค ได้เดินทางมาแก้บนและกราบไหว้กุมารเจ้าสัวเฮง และปู่ฤๅษีพรหมเมศ

เจ้าของแตรวงประยุกต์ได้แก้บนโดยการจุดประทัด 500 นัด พร้อมถวายน้ำแดง ปลาตะเพียน ฟักทอง ดอกไม้ ธูป เทียน พร้อมนำคณะนางรำบ้านคุณแก้วรำไทย จากจังหวัดสมุทรปราการ มารำแก้บนหลังงวดที่ผ่านมาถูกรางวัลหลายงวดติดต่อกัน

ด้านนายธันปกรณ์ ทึกจีน อายุ 67 ปี กล่าวว่า ตนเองและหลานสาวพร้อมนักดนตรีแตรวงประยุกต์ ชื่อหมวดปื๊ด มิวสิค มาจาก จ.ลพบุรี ได้เข้ามาที่นี้แล้ว 3 ครั้ง โดยเมื่อครั้งก่อนในงวดวันที่ 15 ธ.ค.2562 ก็ถูกรางวัลล็อตตารี่เป็นเงิน 120,000 บาท และล่าสุดในวันที่ 26 ธ.ค. พ.ศ.62 ตนพร้อมคนในวงดนตรีได้เข้ามาส่องดูตัวเลขในอ่างน้ำมนต์ และเสี่ยงเซียมซีกับปู่ฤๅษีพรหมเมศ ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 30 ธ.ค.2562 ทำให้ตนและหลานสาวถูกรางวัลรวมเป็นเงินทั้งหมด 180,000 บาท จึงได้ติดต่อคณะนางรำบ้านคุณแก้วรำไทย จากจังหวัดสมุทรปราการนี้มารำแก้บนโดยเดินรำรอบกุมารเจ้าสัวเฮง จำนวน 9 รอบ ตามที่เคยได้บนไว้.

CR. พี่อนันต์ ปทุมธานี

ทัพเรือภาคที่ 1 รับมอบปลากะตักแห้งพระราชทานฯ เตรียมขึ้นดอยสู่เด็กตามโครงการพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน

ทัพเรือภาคที่ 1 รับมอบปลากะตักแห้งพระราชทานฯ เตรียมขึ้นดอยสู่เด็กตามโครงการพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน

ในวันนี้ 8 ธ.ค.63 กองทัพเรือ โดยทัพเรือภาคที่ 1 พลเรือโท สุทธินันท์ สมานรักษ์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 จังหวัดชลบุรี นำคณะประกอบด้วย พลเรือตรีชาติชาย ทองสะอาด ผอ.สำนักฝ่ายอำนวยการ ศรชล.ภาค 1, นาวาเอกสุรชัย ยงกัน รอง ผอ.ศรชล.จังหวัดสมุทรปราการ, นาวาเอก นพพล นากสวาท ผู้อำนวยการ กองกิจการพลเรือน ทัพเรือภาคที่ 1 เข้ารับมอบ ปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็มและอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน จากนายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ/ผอ.ศรชล.จังหวัดสมุทรปราการ ณ สมาคมการประมงสมุทรปราการ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ, จากสมาคมการประมงสมุทรปราการ สมาคมการประมงคลองด่าน และพี่น้องชาวประ มงสมุทรปราการ ที่ร่วมน้อมเกล้าฯ ถวาย หน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จพระราชกุศล โครงการตามพระราชดาริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ที่ดำเนินการมาถึง 24 ปี เพื่อนำแจกจ่ายให้กับประชาชน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือตอนล่าง

โดยร่วมกับพี่น้องชาวประมง 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตราด, ระยอง, สมุทรปราการ, สมุทร สาคร, ประจวบคิรีขันธ์, ชุมพร, สมุทรสงคราม และอีก 17 หน่วยงาน ที่ร่วมน้อมเกล้าฯ ถวายอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีนในปี 2563 นี้ จำนวน 7,230 กก. ประกอบด้วย ปลาทูเค็ม 12,735 กก., ปลากระป๋อง 73,000 กระป๋อง, น้าปลา 14,292 ขวด, กะปิ 2,556 กก. และเกลือไอโอดีน 5,000 กก. รวมมูลค่า 3,102,665 บาท เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

พลเรือโทสุทธินันท์ สมานรักษ์ กล่าวว่า ในนามของกองทัพเรือ โดยทัพเรือภาคที่ 1 ได้รับมอบ ปลากะตักแห้งปลาทูเค็มและอาหารทะเลที่มีสารอาหารไอโอดีน เพื่อส่งมอบให้กับโครงการส่วนพระองค์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ในพื้นที่ภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลฯ ตามโครงการพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ซึ่งดำเนินการมาเป็นเวลา 24 ปีแล้ว

นายชาติชายอุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวเสริมว่า จังหวัดสมุทรปราการ ได้เป็นส่วนหนึ่งที่มีผู้ประกอบการในด้านการประมงจำนวนมาก และได้เล็งเห็นความสำคัญ จึงร่วมกันรวบรวมอาหารประเภท ปลากระป๋องปลาทูเค็ม น้ำปลาขวด เพื่อรวบรวมให้กับทัพเรือภาคที่ 1 กองทัพเรือ นำส่งมอบให้กับเด็กและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ราบสูง ที่ขาดสารไอโอดีน ตามโครงการพระราชดำริฯ ต่อไป

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

มุกดาหาร # ตม.จว.มุกดาหาร จับคนลาวอยู่เกินกำหนด (OVERSTAY) 425 วัน

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563 เวลา 06.00 น. ภายใต้อำนวยการสั่งการของ พ.ต.อ.พรรณศักดิ์ วรวิบูลย์สวัสดิ์ ผกก.ตม.จว.มุกดาหาร และ พ.ต.ท.ธีรวัฒน์ ทิพย์ธนาวิวัฒ รอง ผกก.ตม. จว. มุกดาหาร,โดยการนำของ : พ.ต.ต.วิวัฒน์ พงษ์ปัญญาศรี สว.ฯ ปรก.สว. ตม.จว.มุกดาหาร ได้ทำการจับกุม : MR.THATDY SIBOUNHEUANG อายุ 20 ปี สัญชาติลาว ถือหนังสือ เดินทางเลขที่ P1422644 ผู้ถูกจับข้อหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด สถานที่จับกุม : สถานีขนส่งจังหวัดมุกดาหาร ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

พฤติการณ์ในการจับกุม ตามนโยบายของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้ระดมกวาดล้างจับกุมคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Over stay) และผู้กระทำผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในวันนี้ (7 ม.ค.2563) ตามวันและเวลาที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ออกตรวจพื้นที่สถานีขนส่งจังหวัดมุกดาหาร ได้ตรวจพบ MR.THATDY SIBOUNHEUANG อายุ 20 ปี สัญชาติลาว มีรูปร่างลักษณะท่าทางคล้ายคนต่างด้าว จึงได้แสดงตัวเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และขอตรวจสอบเอกสารประจำตัว ผู้ถูกจับได้ยื่นหนังสือเดินทางเลขที่ P1422644 มาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

จากการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่า ผู้ถูกจับ ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 (10 OCT 2018) ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 (8 NOV 2018) แต่ผู้ถูกจับได้อยู่ในราชอาณาจักรมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน (อยู่เกินกำหนดวันอนุญาต 425 วัน) เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งให้ทราบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดข้อหา “อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จึงทำการจับกุมและนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎมายต่อไป.


พวงเพชร จันทร์ดี / หน.ศูนย์ข่าวมุกดาหาร
///// เดวิด มุกดาหาร รายงาน ///// 092-5259-777

ตราด – เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า เร่งลงพื้นที่ออกตรวจเรือประมงพื้นบ้าน เพื่อนำไปสู่การเข้าระบบ

เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าเร่งลงพื้นที่ออกตรวจเรือประมงพื้นบ้าน เพื่อนำไปสู่การเข้าระบบ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 มกราคม 2563 นายวิละฉัตรลี ละกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาตราด ได้มอบหมายให้ นายปริญญา ฉลองธรรม เจ้าพนักงานตรวจเรือชํานาญการ นำเจ้าหน้าที่เจ้าท่าภูมิภาคสาขาตราด พร้อมเครื่องมือการตรวจวัดขนาดเรือและเอกสารบันทึกการตรวจสอบเรือ ออกตรวจสอบให้บริการกับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่ตําบลไม้รูดเป็นเรือประมงขนาดเล็ก หรือเรือประมงชายฝั่งที่มีขนาดไม่เกิน 10 ตันกลอส โดยมีเรือประมงพื้นบ้านจำนวนมากต่างทยอยมารอให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจวัด ที่บริเวณที่จอดเรือหน้าบ้านประมงพื้นบ้านหมู่ 1-6 บ้านไม้รูด

นายวิละฉัตรลีกล่าวว่า ตามที่รัฐบาลและกรมเจ้าท่าได้มอบหมายให้เจ้าท่าทั่วประเทศ ยืดเวลาในการออกตรวจสอบเรือประมงพื้นบ้านที่ยังไม่ได้รับการตรวจและการขึ้นทะเบียนจากกรมเจ้าท่า ซึ่งในภาพรวมทั้งประเทศมีเรือประมงพื้นบ้านจาก 22 จังหวัดที่ติดชายทะเล ที่แจ้งความประสงค์เพื่อขอรับการตรวจเพื่อขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายที่รวมตรวจไปแล้วที่ถูกต้องกว่า 1,000 ลํา แล้ว ซึ่งในส่วนของจังหวัดตราดและอําเภอคลองใหญ่ที่มีพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านแจ้งความประสงค์เพื่อขอรับการตรวจและขึ้นทะเบียนยังอยู่อีกหลายร้อยลําที่ยังไม่ถูกต้องและยังไม่เรียบร้อยในส่วนที่เคยขึ้นทะเบียนแล้วแต่ทะเบียนขาด และในส่วนที่ไม่เคยขึ้นทะเบียนอยากขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง เพื่อสิทธิประโยชน์ต่าง ๆของพี่น้องชาวประมงเอง เช่น หากมีการตรวจสอบตามกฎหมายก็สามารถแสดงหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ได้ หรือกรณีเกิดภัยธรรมชาติที่ได้รับความเสียหาย เมื่อพี่น้องชาวประมงมีการขึ้นทะเบียนถูกต้องและดำเนินการแจ้งต่อหน่วยงานในการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง เมื่อประสบภัยก็จะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

สำหรับเจ้าท่าจังหวัดตราด ได้เริ่มออกทำการตรวจสอบเรือประมงพื้นบ้านทั้ง 2 ประเภทได้ไปจำนวนหนึ่งแล้วในเขตพื้นที่ตัวเมืองจังหวัดตราดจและจะต้องออกตรวจสอบให้ครบในอีกหลายพื้นที่จนกว่าจะครบตามที่พี่น้องชาวประมงได้ยื่นเรื่องขอรับการตรวจ โดยระหว่างการตรวจทราบว่ายังมีพี่น้องชาวประมงอีกจำนวนมากที่อาจจะยังไม่เข้าใจทั้งในเรื่องของข้อกฎหมายข้อบังคับและสิทธิประโยชน์ที่พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่จะได้รับหลังผ่านการตรวจและลงเลขทะเบียนการตรวจที่ลำเรือของพี่น้องชาวประมง เจ้าหน้าที่จึงต้องมีการอธิบายพี่น้องชาวประมงได้เข้าใจ ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อเข้าใจก็มีความยินดีอยากให้ตรวจทุกราย ซึ่งหลังจากนี้เจ้าท่าภูมิภาคสาขาตราด จะเร่งส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบเรือให้กับพี่น้องชาวประมงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมมาแล้ว จนถึงภายในวันที่ 31 มกราคม 2563 เป็นวันสิ้นสุดการตรวจวัดเรือ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ตามที่รัฐบาลและกรมเจ้าท่ามีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาและช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงทุกรายอย่างจริงจัง

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ผู้สื่อข่าว จ.ตราด
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก