ว่าที่ ดร.ธีรวัฒน์ บุญวรรณ ร่วมกิจกรรมในการแสดง ออกเชิงสัญลักษณ์ของประชาชนกลุ่มเกษตรกรอำเภอพรมคีรี

วันที่ 7 กรกฎาคม 2568 เวลา 17.00-19.00 น. ผมได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมในการแสดง ออกเชิงสัญลักษณ์ของประชาชนกลุ่มเกษตรกรอำเภอพรมคีรี และผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคามังคุดตกต่ำในปีนี้ และมักจะมีลักษณะราคาต่ำมาระยะเวลาหลายปี โดยไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และยั่งยืน ส่วนใหญ่จะพบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละปี

ผมได้มีโอกาศในการร่วมรับฟัง ปัญหาในกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่การทำสวน ไปสู่การออกผลผลิต ขอชื่นชมผู้ดำเนินการ และผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน ถือเป็นการแสดงออกในรูปแบบที่สร้างสรรค์ในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไม่มีการเทมังคุด ที่จะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น โดยได้รับการอำนวยความสะดวกดูแลจากท่านนายอำเภอ ปลัด อำเภอพรมคีรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พรมคีรี

หลังจากเสร็จกิจกรรมได้มีการยื่นหนังสือต่อท่านนายอำเภอ และกระผมในฐานะสมาชิกพรรคประชาชน ที่จะส่งมอบต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน โดยข้อเรียกร้องอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ในทันที แต่ประสานหน่วยงาน หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการกำหนดมาตรการราคาผลผลิตทางการเกษตร (มังคุด) ตกต่ำ เป็นประจำทุกปี โดยขอให้มีการจัดการอย่างเป็นระบบและมีความยั่งยืน

พร้อมทุกเวลา ทุกข์ สุข ได้เห็นหน้า
ว่าที่ ดร.ธีรวัฒน์ บุญวรรณ
ผู้ประสงค์ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 9
จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาชน ประกอบด้วย อำเภอพรหมคีรี, อำเภอนบพิตำ, อำเภอท่าศาลา (เฉพาะตำบลท่าศาลา ตำบลไทยบุรี ตำบลหัวตะพาน ตำบลโพธิ์ทอง ตำบลโมคลาน ตำบลตอนตะโก และเทศบาลตำบลท่าศาลา) บูมธีรวัฒน์บุญวรรณ


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร หรือเรากำลังรอ “ฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง”?

“แลนด์บริดจ์” คำสั้นๆ ที่ฟังดูยิ่งใหญ่ ราวกับจะเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ของการขนส่งโลก พลิกแผ่นดินภาคใต้ให้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับสากล ขนส่งสินค้าจากมหาสมุทรอินเดียไปสู่แปซิฟิกโดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศสู่ภาคใต้ของไทย

นับตั้งแต่การเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อหลายปีก่อน “แลนด์บริดจ์ระนอง–ชุมพร” เป็นหนึ่งใน “เมกะโปรเจกต์” ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด เราได้รับฟังคำอธิบายถึงศักยภาพมหาศาลของแลนด์บริดจ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่การจ้างงาน การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

รัฐบาลคุยว่ามี “นักลงทุนต่างชาติหลายราย” แสดงความสนใจเข้าร่วมพัฒนาโครงการในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) ว่าแต่…ใครคือ “นักลงทุนต่างชาติหลายราย” ที่ว่า? หรือว่าคำว่า “สนใจ” ที่รัฐบาลใช้ หมายถึงเพียงแค่มีต่างชาติเข้ามาดูพาวเวอร์พอยต์ แล้วบอกว่า “อืม ก็น่าสนใจดี?”

ถึงวันนี้ คำถามที่สังคมต้องการคำตอบอย่างจริงจังคือ “โครงการคืบหน้าไปถึงไหน?” จะเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้หรือไม่? กล่าวคือรัฐบาลประกาศอย่างชัดเจนว่าจะเปิดประมูลได้ในช่วงปลายปี 2568 และมีกำหนดเริ่มก่อสร้างเฟสแรกในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการเฟสแรกได้ในปลายปี 2573แผนดูทะเยอทะยาน และเต็มไปด้วยคำสัญญา แต่คำถามสำคัญคือ เราจะเดินไปถึงตรงนั้นได้จริงหรือไม่?

แลนด์บริดจ์ไม่ควรเป็นเพียงวาทกรรม เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหลังคือความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาค หากทำได้ มันคือหมุดหมายใหม่ของความเจริญ แต่หากทำไม่ได้ มันอาจเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า ประเทศไทยยังไม่หลุดพ้นจากกับดักแห่งวาทกรรม

ในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เช่นนี้ต้องการทั้ง “วิสัยทัศน์ที่ยั่งยืน” และ “การดำเนินงานที่มีความต่อเนื่อง” มิฉะนั้น จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นทั้งของประชาชน และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะต้องให้คำตอบอย่างจริงใจ และนำพาแลนด์บริดจ์ “ระนอง–ชุมพร” ออกจากแผ่นกระดาษสู่การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมเสียที?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ระวัง! อย่าแถมเงินให้นายทุน

เป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถไฟฟ้าที่รัฐบาลจะเริ่มใช้นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย สำหรับรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2568 เป็นต้นไป นั่นคือผู้โดยสารจะจ่ายค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ไม่ว่าจะนั่งใกล้หรือไกล

นโยบายนี้จะทำให้เอกชนผู้รับสัมปทานได้รับรายได้จากค่าโดยสารลดน้อยลง ซึ่งรัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้เอกชน พูดได้ว่ารัฐจะช่วยจ่ายค่าโดยสารส่วนหนึ่งแทนผู้โดยสาร แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้เอกชนเป็นจำนวนเท่าไร และใช้หลักเกณฑ์อะไรในการคำนวณ ซึ่งหากการชดเชย “เกินความจำเป็น” อาจนำไปสู่คำถามว่า นี่คือนโยบายประชานิยมหรือการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนทางราง? อาจทำให้ถูกมองว่าเป็นการเอื้อนายทุนอย่างแยบยล

ที่สำคัญ จะหาเงินจากที่ไหนมาชดเชยให้เอกชน มีการพูดกันว่าจะใช้เงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งเป็นเงินส่วนแบ่งรายได้จากการเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยได้รับส่วนแบ่งมาจากเอกชนผู้รับสัมปทาน ก็คงมีพอที่จะใช้ได้เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น หากไม่มีรายได้ใหม่เข้ามาอย่างยั่งยืน การรักษานโยบายนี้ในระยะยาวจะทำได้ยาก

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะซื้อสัมปทานรถไฟฟ้าคืนจากเอกชน ซึ่งจะต้องใช้เงินก้อนใหญ่ โดยจะหาเงินจากการเก็บค่าผ่านทางเข้าย่านธุรกิจซึ่งมีรถติดที่เรียกกันว่าค่าธรรมเนียมรถติด (Congestion Charge หรือ Congestion Pricing) ตามที่กระทรวงคมนาคมได้คิดไว้เป็นแนวทางหนึ่ง ซึ่งก็เงียบหายไป

อย่าลืมว่า เลือกตั้งครั้งหน้าใกล้เข้ามาทุกที ทำให้นโยบายนี้อาจถูกมองได้ว่าเป็นการ “โปรยเสน่ห์ทางการเมือง” มากกว่าจะเป็นการปฏิรูประบบขนส่งอย่างจริงจัง หากไม่มีแหล่งรายได้รองรับอย่างยั่งยืน นี่อาจเป็นเพียง “โปรโมชั่นชั่วคราว” ที่จบลงพร้อมกับวาระของรัฐบาลโดย

สรุป ผมเห็นด้วยที่จะทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าถูกลง แต่มีคำถามเกิดขึ้นดังนี้

  1. มีหลักเกณฑ์การชดเชยรายได้ให้เอกชนผู้รับสัมปทานอย่างไร? จึงจะไม่ทำให้เอกชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน
  2. ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบว่าจำนวนเงินชดเชยเหมาะสมหรือไม่? ชดเชยมากเกินไปหรือไม่?
  3. นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะใช้แหล่งเงินชดเชยจากที่ไหน? และจะอยู่ได้นานกี่ปี?
  4. ยังมีแนวคิดที่จะซื้อสัมปทานรถไฟฟ้าคืนจากเอกชนอีกหรือไม่? และถ้ามี จะหาเงินจากไหนมาซื้อคืน? ยังคงคิดที่จะเก็บค่าธรรมเนียมรถติดอยู่อีกหรือไม่?

ทั้งหมดนี้ด้วยความหวังดี อยากให้นโยบายนี้มีความยั่งยืน ไม่ใช่แค่หาเสียงก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งหน้าเท่านั้น


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตยย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ภาพรวม ลำไย 8 จังหวัด ภาคเหนือ ปี 68 ผลผลิตรวม 1.06 ล้านตัน

ภาพรวม ลำไย 8 จังหวัด ภาคเหนือ ปี 68 ผลผลิตรวม 1.06 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 12% ลำไยในฤดูเริ่มออกตลาดแล้ว สศท.1 เชิญชวนบริโภคลำไยคุณภาพ

นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1) สำนัก งานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์ผลิตลำไยของ 8 จังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่,ลำพูน,เชียงราย,พะเยา,ลำปาง,ตาก,แพร่ และน่าน) โดย (สศก.) ร่วมกับคณะทำงานย่อยเพื่อพัฒนาระบบข้อมูลและโลจิสติกภาคเหนือ จัดทำข้อมูลไม้ผลเศรษฐ กิจภาคเหนือ ครั้งที่ 2/2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 7-8 พฤษภาคม 2568) พบว่า ปี 2568 ลำไยของ 8 จังหวัดภาคเหนือ มีเนื้อที่ยืนต้น จำนวน 1,243,784 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว ที่มีจำนวน 1,251,506 ไร่ (ลดลง 7,722 ไร่ หรือร้อยละ 0.62 เนื่องจากเกษตรกรโค่นต้นลำไยที่มีอายุมากและให้ผลผลิตน้อย โดยปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น เช่น ยางพารา, ทุเรียน, มะม่วง, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ด้านผลผลิตรวม มีจำนวน 1,064,242 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ที่มีจำนวน 947,140 ตัน (เพิ่มขึ้น 117,102 ตัน หรือร้อยละ 12) เนื่องจากสภาพอากาศหนาวเย็นยาวนาน เอื้ออำนวยต่อการติดดอก ไม่กระทบแล้ง ส่งผลให้ติดผลมากกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผลผลิตลำไยในฤดู ออกสู่ตลาดช่วงปลายเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกันยายน 2568 และจะออกตลาดมากที่สุดในเดือนสิงหาคม 2568 ประมาณ 422,400 ตัน หรือ ร้อยละ 57 ของผลผลิตในฤดูทั้งหมด

สถานการณ์การผลิตลำไยของ 8 จังหวัดภาคเหนือ ปี 2568 พบว่า ลำไยในฤดู มีจำนวน 740,639 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ที่มีจำนวน 598,528 ตัน (เพิ่มขึ้น 142,111 ตัน หรือ ร้อยละ 24) และลำไยนอกฤดู (ออกสู่ตลาดมกราคม–พฤษภาคม และตุลาคม-ธันวาคม) มีจำนวน 323,603 ตัน ลดลงจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 348,612 ตัน (ลดลง 25,009 ตัน หรือร้อยละ 7) ด้านสถานการณ์ราคาลำไยของ 8 จังหวัดภาคเหนือ ณ เดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ลำไยในฤดูเริ่มออกสู่ตลาด (เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว 2,684 ตัน) ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ราคาที่เกษตรกรขายได้ แบ่งตามเกรด ได้แก่ ลำไยสดช่อ เกรด AA+A (ตะกร้าขาว) ราคา 40 บาท/กิโลกรัม ลำไยรูดร่วง เกรด AA ราคา 26 บาท/กิโลกรัม,เกรด A ราคา 10 บาท/กิโลกรัม, เกรด B ราคา 6 บาท/กิโลกรัม และเกรด C ราคา 1 บาท/กิโลกรัม

แนวทางการบริหารจัดการลำไยในฤดูของภาคเหนือ ซึ่งคณะทำงานได้ร่วมกันวางแนวทางการบริหารสมดุล Demand-Supply โดยมีการรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ สำหรับความต้องการผลผลิตส่วนใหญ่จะเน้นการแปรรูป เป็นลำไยอบแห้งทั้งเปลือก อบแห้งเนื้อสีทอง น้ำลำไยสกัดเข้มข้น ลำไยกระป๋อง ฟรีซดราย และแช่แข็ง จำนวน 520,099 ตัน บริโภคสดในประเทศ จำนวน 124,847 ตัน และส่งออกลำไยสด จำนวน 95,693 ตัน

อย่างไรก็ตาม เดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่ผลผลิตออกกระจุกตัว อาจส่งผลกระทบต่อราคาลำไย ซึ่งหน่วยงานภาครัฐทั้งที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การตลาด ได้เตรียมแผนบริหารจัดการสินค้าและเชื่อมโยงกับตลาดภายนอกจังหวัด เพื่อบริหารจัดการในช่วงที่ผลผลิตออกกระจุกตัวในช่วงเดือนสิงหาคมนี้เรียบร้อยแล้ว โดยในส่วนการจำหน่ายลำไยเพื่อบริโภคสดในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้มีการบริหารจัดการ

โดยมีกิจกรรมการจัดทำแผนกระจายผลไม้ออกนอกแหล่งผลิต ขอรับการสนับสนุนค่าบริหารจัดการให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และผู้ประกอบการในตลาดกลางสินค้าเกษตรที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน ในอัตราไม่เกินกิโลกรัมละ 3 บาท รวม 1,304 ตัน อีกทั้งมุ่งเน้นกระจายออกนอกแหล่งผลิตผ่าน Modern Trade เครือข่ายสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ธ.ก.ส. ไปรษณีย์ ตลาดออนไลน์ และตลาดอื่นๆ อาทิ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ตลาดไท พาณิชย์ หน่วยงานราชการ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การผลิตลำไยในปีนี้ยังคงต้องเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่อง จากระยะนี้เป็นช่วง เก็บเกี่ยวผลผลิต เกษตรกรชาวสวนลำไยควรหมั่นสำรวจสวนอย่างสม่ำ เสมอเพื่อรักษาผลผลิตให้มีคุณภาพ และให้เฝ้าระวังเพลี้ยแป้ง ซึ่งเป็นศัตรูพืชสำคัญในลำไยเพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด ทั้งนี้ การบริโภคผลผลิตลำไยจากเกษตรกรไทยจะแนวทางสำคัญในการช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคง เป็นการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรของประเทศ

จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคร่วมสนับสนุนผลผลิตลำไยของเกษตรกร ซึ่งพร้อมออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนรายได้ สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่พี่น้องเกษตรกรในการดำเนินอาชีพ และผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน หากท่านใดที่สนใจข้อมูลสถานการณ์การผลิตลำไยภาคเหนือ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.1 โทร 0 5312 1318 หรืออีเมล zone1@oae.go.th


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ยธส.16 ลุยชายแดนไทย-ลาว ศึกษาแนวทางปราบยาเสพติด-ยกระดับความร่วมมือข้ามแดน

ยธส.16 ลุยชายแดนไทย-ลาว ศึกษาแนวทางปราบยาเสพติด-ยกระดับความร่วมมือข้ามแดน

คณะนักศึกษาหลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 16 (ยธส.16) ลงพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว ศึกษางานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมหารือความร่วมมือระดับประเทศและภูมิภาค เพื่อยกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดข้ามแดน

การลงพื้นที่นำโดย นายนิทัศน์ แสงวัฒนะ รองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม เริ่มต้นที่จังหวัดอุดรธานี ศึกษาภาพรวมการพัฒนาเมือง ศักยภาพเศรษฐกิจ และแนวทางบริหารเรือนจำแบบฟื้นฟูผู้ต้องขังภายใต้นโยบาย “ขับเคลื่อน 8 มิติ” ก่อนเดินทางไปยังด่านศุลกากรหนองคาย ศึกษาเทคโนโลยีและมาตรการสกัดยาเสพติด เช่น เครื่องเอ็กซ์เรย์ สุนัขดมกลิ่น และชุดตรวจสารพกพา

จากนั้น นางสาวอรวรรณ ปานคง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม และ นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 4 อดีตอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านควบคุมยาเสพติดประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ นำคณะยธส.16 สัมมนาร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงของ สปป.ลาว ณ กรุงเวียงจันทน์ เพื่อหารือแนวทางบังคับใช้กฎหมาย ปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ด้านกฎหมาย และความร่วมมือด้านยาเสพติด โดยมีนายคำพร สีประเสิด หัวหน้ากรมร่วมมือสากล และนายชนกานต์ ธรรมมงกุฏ เลขานุการเอกอัครราชทูตไทย ให้การต้อนรับ

ต่อเนื่องด้วยการลงพื้นที่กระทรวงป้องกันความสงบ สปป.ลาว เพื่อหารือเชิงลึกด้านนโยบายควบคุมยาเสพติดกับ พ.ท.ดาลิน สุดาจัน ซึ่งเน้น 3 มาตรการหลัก ได้แก่ การป้องกันเชิงรุก การปราบปรามเข้มข้น และการฟื้นฟูผู้เสพให้กลับคืนสู่สังคม

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือ ด่านบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา จุดเชื่อมยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีระบบศุลกากรที่ทันสมัยรองรับการค้าข้ามแดน ไทย-ลาว-จีน โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากลาวร่วมบรรยายแนวทางตรวจสอบสินค้าและการสกัดสิ่งผิดกฎหมาย

นอกจากภารกิจวิชาการ คณะ ยธส.16 ยังแสดงพลังจิตอาสา นำโดย พ.ต.อ.ฤทธี ปานดำ ประธานรุ่น มอบเงินบริจาค 20,000 บาทจากกิจกรรม “มวยการกุศล” แก่สภากาชาดอุดรธานี เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ในพื้นที่


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. ผนึกกำลังเครือข่ายจังหวัดลำปางและจังหวัดตาก “มุ่งเป้าอนาคตไทยเพื่ออากาศสะอาด” เดินหน้าวิจัย-นวัตกรรม ขจัดฝุ่น PM2.5

วช. ผนึกกำลังเครือข่ายจังหวัดลำปางและจังหวัดตาก “มุ่งเป้าอนาคตไทยเพื่ออากาศสะอาด” เดินหน้าวิจัย-นวัตกรรม ขจัดฝุ่น PM2.5

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และกิจกรรม “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย” ผนึกพลังขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประเด็นประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวเปิดการประชุม

โดยภายในงานมีเครือข่ายผู้บริหาร ประกอบด้วย นายกฤษณะ พินิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง, นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, นายสาธิต มณฑาทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดตาก), นายสุรชัย แสงศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง, นางสาวปิยธิดา ถิระรณรงค์ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิเคราะห์นโยบายและแผนงานวิจัยการเกษตร ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ผู้บริหารส่วนจังหวัดลำปางและจังหวัดตาก ผู้บริหาร (วช.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะนักวิจัย ณ โรงแรมทรีทารา จังหวัดลำปาง

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวถึง (วช.) และหน่วยงานเครือข่ายเพื่อร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือ “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด” ผนึกพลังขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยมีจังหวัดลำปางและจังหวัดตากเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญร่วมดำเนินการ คือ

  1. ลดจำนวน Hostpot (จากแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 จากการเผาในที่โล่ง) ที่ไม่ได้รับอนุญาตไม่ให้เกิน 5,000 จุด/ปี ของพื้นที่เป้าหมาย 8 จังหวัด
  2. ลดจำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ไม่เกิน 50 วัน/ปี ของพื้นที่เป้าหมาย 8 จังหวัด
  3. ลดจำนวนสถิติผู้ป่วย COPD ที่แอดมิทครั้งแรกจากสาเหตุฝุ่น ไม่ให้เกิน 1,000 คน/ปี ของพื้นที่เป้าหมาย 8 จังหวัด

โดยดำเนินการผ่านการบูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาสังคม มุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ภายในงาน ได้มีการกล่าวจุดมุ่งหมายของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ โดย

  1. นายกฤษณะ พินิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง
  2. นายสาธิต มณฑาทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดตาก
  3. นางสาวปิยธิดา ถิระรณรงค์ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิเคราะห์นโยบายและแผนงานวิจัยการเกษตร ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
  4. นายพิษณุพล ประสาน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง
  5. นางจิตรี จิวะสันติการ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง
  6. นางศิริพร ปัญญาเสน ประธานเครือข่ายฟ้าใส ลมหายใจลำปาง
  7. นายวิเชษฎ ขาวละออ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ผู้แทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก
  8. นายวิฑูรย์ ภู่ชินาพันธุ์ กรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดตาก ผู้แทนประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดตาก
  9. นายอารักษ์ อนุชปรีดา ประธานสภาลมหายใจจังหวัดตาก

ซึ่งการลงนามบันทึกข้อตกลง “มุ่งเป้าอนาคตไทยเพื่ออากาศสะอาด” มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการข้อมูลวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในการแก้ปัญหา PM2.5 ในจังหวัดลำปางและจังหวัดตาก เชื่อมโยงผลงานวิจัยของ (วช.) กับความต้องการในพื้นที่ และร่วมจัดกิจกรรมที่เกี่ยว ข้อง หน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมลงนามเพื่อขับเคลื่อนงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศ

พร้อมนี้ มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สำนัก งานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จังหวัดลำปาง องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง สภาวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง และสภาลมหายใจจังหวัดลำปาง และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการ เกษตร (องค์การมหาชน) จังหวัดตาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก สภาวัฒนธรรมจังหวัดตาก และสภาลมหายใจจังหวัดตาก ในการมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด ด้วยวิจัยและนวัตกรรมของจังหวัดลำปาง และจังหวัดตาก

นอกจากนี้ยังมีการหารือแนวทางการทำงานร่วมกันกับภาคีเครือข่าย “การขับเคลื่อนมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด” โดย นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ,รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ ผู้แทน ผู้อำนวยการแผนงาน “ประเทศ ไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน)” ผู้บริหารส่วนราชการในจังหวัดลำปางและจังหวัดตาก ผู้ทรงคุณวุฒิ (วช.) และคณะนักวิจัย

ทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ ววน. ในประเด็น “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” โดยมุ่งเน้นการบูรณาการข้อมูลจากงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปใช้แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองอย่างตรงจุดในพื้นที่จังหวัดลำปางและตาก เป็นการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานท้องถิ่น และประชาสังคม เพื่อสร้างผล ลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

TCEB ร่วมกับ THACCA เปิดเวที “อวดเมือง 2568 The Pitching” เฟ้นหาเมืองต้นแบบ ดันเทศกาลไทยสู่เวทีโลก

TCEB ร่วมกับ THACCA เปิดเวที “อวดเมือง 2568 The Pitching” เฟ้นหาเมืองต้นแบบ ดันเทศกาลไทยสู่เวทีโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านวัฒนธรรม พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมสัมผัสเทศกาลแห่งความหวังของเมืองไทย 8–11 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB องค์กรหลักขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์แห่งชาติ ร่วมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ สาขาเฟสติวัล สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ หรือ THACCA : Thailand Creative Content Agency จัดโครงการ “อวดเมือง 2568 The Pitching” ภายใต้เทศกาลสำคัญ SPLASH-Soft Power Forum 2025 เพื่อค้นหาจังหวัดต้นแบบที่สามารถขับเคลื่อนเทศกาลผ่านพลังของชุมชน โดยพัฒนาเทศกาลให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจในพื้นที่ สามารถต่อยอดสู่ระดับประเทศและระดับนานาชาติ สร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน การจัดงานครั้งประวัติศาสตร์นี้จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 8-11 กรกฎาคม 2568 ณ Hall 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

การปฏิวัติแนวคิดเทศกาลไทย: จากการฉลองสู่กลไกเศรษฐกิจ โครงการ “อวดเมือง 2568 The Pitching” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการนิยามเทศกาลไทยใหม่ โดยขยายจากมุมมองดั้งเดิมที่มองเทศกาลเป็นเพียงกิจกรรมเฉลิมฉลองประจำปี และยกระดับให้เป็น “กลไกเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างครบมิติ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคม ด้วยการบูรณาการระหว่างอัตลักษณ์ท้องถิ่น การบริหารจัด การแบบมืออาชีพ และพลังความร่วมมือของชุมชนและจากทุกภาคส่วน และทำให้ Ecosystems ของการจัดเทศกาลระดับท้องถิ่นเข้มแข็งขึ้น ด้วยการนำทักษะใหม่มาใช้ในการจัดการ จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “ประเทศแห่งเทศกาล” อย่างแท้จริง ที่วัฒนธรรมพบการค้าและชุมชนได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน และเทศกาลเหล่านี้จะได้รับการแปลงสู่สิน ทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสามารถในการสร้างรายได้หมุนเวียน ดึงดูดการลงทุน และยกระดับความภาคภูมิใจของชุมชน

ในวิสัยทัศน์ใหม่นี้ เทศกาลไม่เพียงแต่ทำหน้าที่สร้างการรับรู้และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน ผ่านการเชื่อมโยงกับกิจกรรมไมซ์ การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และการกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง อาทิ งานจับคู่ธุรกิจ, การเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรม, การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์, การขยายแบรนด์ และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างภาคเอกชนและท้องถิ่น

การแข่งขันระดับชาติ : จาก 77 จังหวัดสู่ 12 ผู้ชิงชัย การดำเนินโครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการค้นหาและบ่มเพาะศักยภาพเทศกาลไทยอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นด้วยการเปิดกว้างให้จังหวัดทั้ง 77 จังหวัดเข้าร่วมในกระบวนการชี้แจงและเรียนรู้ ก่อนที่จะมีจังหวัดที่แสดงความมุ่งมั่นจริงจังส่งใบสมัครเข้าร่วมถึง 51 จังหวัด ผ่านกระบวนการคัดกรองที่เข้มข้นใน The First City Pitch เมื่อวันที่ 29-30 เมษายน 2568 จำนวน 41 จังหวัดได้ผ่านเข้าสู่รอบการนำเสนอ และในที่สุดได้คัดเลือกเหลือเพียง 12 จังหวัดที่มีความโดดเด่นและศักย ภาพในการแปลงเทศกาลให้เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองอย่างแท้จริง

จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ประกอบด้วย กาญจนบุรี, ขอน แก่น, จันทบุรี, เชียงราย ,นครราชสีมา, พิษณุโลก, เพชรบุรี, แพร่, เลย ศ,รีสะเกษ, สุโขทัย และอุบลราชธานี แต่ละจังหวัดจะนำเสนอแนวคิดเทศกาลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเชื่อมโยงอย่างชาญฉลาดกับอุตสาหกรรมหลักและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของพื้นที่ ประสบ การณ์ 4 วันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจ

งาน “อวดเมือง 2568 The Pitching” ได้รับการออกแบบให้เป็นประสบการณ์ที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้สำหรับสาธารณชนทุกกลุ่ม โดยจัดเต็มด้วยกิจกรรมที่หลากหลายและเชื่อมโยงกันตลอด 4 วัน

City Showcase: The Dreambox ถือเป็นหัวใจสำคัญของงาน ซึ่งนำเสนอ “กล่องแห่งความฝันของเมือง” จาก 12 จังหวัด ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสการเล่าเรื่องที่ซาบซึ้งผ่านมิติทั้งสาม คือ ความน่าอยู่ที่สะท้อนคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ความน่าเที่ยวที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะ ประเพณี และวิถีชีวิต และความน่าลงทุนที่แสดงถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมด้วยของชำร่วยเทศกาลที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีตเฉพาะสำหรับแต่ละจังหวัด
City Pitching Stadium เป็นเวทีที่เข้มข้นและตื่นเต้น ที่ผู้ชมจะได้เป็นพยานในการแข่งขันนำเสนอแนวคิดเทศกาล

โดยการคัดเลือกจะดำเนินการใน 2 ระยะ คือ การคัดเลือก 3 จังหวัดเข้ารอบสุดท้ายในวันที่ 10 กรกฎาคม และการประกาศ 2 จังหวัดนำร่องเจ้าภาพอวดเมือง ในวันที่ 11 กรกฎาคม
ชุดเสวนา “อวดเมือง” ระดับผู้เชี่ยวชาญ เปิดให้สาธารณชนเข้าฟังโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ครอบคลุมตลอด 4 วันด้วยเนื้อหาที่ลึกซึ้งและปฏิบัติได้จริง

  • 8 กรกฎาคม : “อวดเมืองให้ปัง! ฟังแล้วอยากบอกต่อ” การเจาะลึกศิลปะของการเล่าเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นการมีส่วนร่วม
  • 9 กรกฎาคม: “อวดเมืองให้ยั่งยืนด้วย Revenue Model” และ “สร้างแบรนด์อวดเมือง” การถ่ายทอดความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการสร้างรายได้ด้วยเทศกาลและการพัฒนาแบรนด์เมืองให้ยั่งยืน
  • 11 กรกฎาคม: “อวดไทยให้โลกเห็น” การสำรวจแนวทางการยกระดับเทศกาลไทยสู่มาตรฐานสากลและการแข่งขันในเวทีโลก

City Show การแสดงที่หลากสีสัน นำเสนอการแสดงสดแบบ immersive จาก 10 จังหวัด ที่จะพาผู้ชมเดินทางผ่านภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่หลากหลายของไทย ตั้งแต่หมอลำอีสานที่เปี่ยมพลัง ฮิปฮอปโคราชที่ทันสมัย ไปจนถึงการแสดงร่วมสมัยที่สร้างสรรค์ นิทรรศการ My City My Pride เป็นพื้นที่โต้ตอบที่ล้ำสมัย ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องผ่าน Sound Booth และการสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ภายใต้ปรัชญา People’s Festival ที่เชื่อมั่นในพลังของประชาชน

โครงการนี้เปิดกว้างให้สาธารณชนเข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสร้างโอกาสในการมีส่วนร่วมที่หลากหลาย ผ่าน Online Popular Vote ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน ถึง 18 กรกฎาคม 2568 ผ่าน Facebook: TCEB Domestic MICE โดยจังหวัดที่ได้รับความนิยมสูงสุดจะได้รับแพ็กเกจสื่อประชาสัมพันธ์ที่มีมูลค่าเกินกว่า 500,000 บาท

ภายในงาน Popular Vote On Ground เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้แสดงความคิดเห็นและเลือกจังหวัดที่สร้างความประทับใจให้ได้ทุกวัน พร้อมด้วยของรางวัลที่น่าสนใจและ Giftset พิเศษ รวมถึงกิจกรรม Leaflet Rally Stamp ที่ท้าทายให้ผู้เข้าชมได้สำรวจ The Dreambox ครบทั้ง 12 จังหวัดและสะสมตราประทับเป็นที่ระลึก นอกจากนี้ยังมีการสนับ สนุนให้ผู้เข้าร่วมงานได้บันทึกและแบ่งปันประสบการณ์ผ่าน Sound Booth และการสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม Facebook และ TikTok เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของ People’s Festival อย่างแท้จริง

ผลกระทบต่อภูมิทัศน์อุตสาหกรรมไมซ์และเศรษฐกิจท้องถิ่น เทศกาลที่ประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญสามประการ คือ แนวคิดที่ชัดเจนและมีความแตกต่างเฉพาะตัว การบริหารจัดการที่มีความยั่งยืนและไม่ผูกติดกับงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากทุกภาคส่วนในสังคม เมื่อเทศกาลเหล่านี้เติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะกลายเป็น “ฤดูกาลลงทุนประจำปี” ของเมือง ที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องผ่านพื้นที่เชิงพาณิชย์ ระบบการจำหน่ายบัตร และการเชื่อมโยงธุรกิจท้องถิ่นเข้ากับเครือข่ายการลงทุนระดับชาติและนานาชาติ ก้าวสู่อนาคตของเทศกาลไทย จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 2 จังหวัดนำร่องจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบในการจัดเทศกาลต้นแบบที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในพื้นที่ปี 2569 พร้อมทั้งการพัฒนาต่อยอดให้เป็นเทศกาลประจำเมืองที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ และมีศักยภาพในการขยายผลสู่เวทีการแข่งขันนานาชาติ

เกี่ยวกับ TCEB: องค์กรผู้นำการเปลี่ยนแปลง
สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีความสำคัญยิ่งภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี โดยมีพันธกิจในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการจัดงานเชิงธุรกิจอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การจัดประชุมองค์กร การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล การจัดประชุมนานาชาติ นิทรรศการและงานแสดงสินค้านานา ชาติ ไปจนถึงการจัดกิจกรรมพิเศษ เมกะอีเวนต์ และเทศกาลนานาชาติTCEB มุ่งมั่นที่จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการจัดงานระดับนานาชาติ พร้อมทั้งสร้างรายได้และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ กระจายรายได้และความเจริญไปสู่ทุกภูมิภาคอย่างยั่งยืน และยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย

พบกันวันที่ 8–11 กรกฎาคม 2568 ณ Hall 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

เข้าร่วมฟรี! ตลอดทั้งงาน ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ และรับชมกิจกรรมบนเวทีทุกวัน ผ่าน Facebook LIVE: TCEB Domestic MICE

อวดของดีบ้านฉัน #MyCityMyPride #อวดเมือง2568 #อวดเมืองพาวิลเลี่ยน #TCEB #THACCA #SPLASHSoftPowerForum2025


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เปิดแล้วอย่างยิ่งใหญ่ มหกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ สืบสานงานพ่อ พัฒนา ส่งต่ออาชีพที่ยั่งยืน

เปิดแล้วอย่างยิ่งใหญ่ มหกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ‘สืบสานงานพ่อ พัฒนา ส่งต่ออาชีพที่ยั่งยืน “พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ สานต่อพระราชปณิธานด้านเกษตร” เปิดมหกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ‘สืบสานงานพ่อ พัฒนา ส่งต่ออาชีพที่ยั่งยืน’ อย่างยิ่งใหญ่

วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว (องค์การมหาชน) จังหวัดปทุมธานี เปิดงานมหกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ “สืบสานงานพ่อ พัฒนา ส่งต่ออาชีพที่ยั่งยืน Agri’ Museum” โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ให้การต้อนรับ จากนั้นได้เดินชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว “สืบสาน รักษา พระราชปณิธาน ในสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี”และนิทรรศการจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯที่ร่วมมาจัดแสดงภายในงาน

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความเป็นมาในการจัดงาน มหกรรม “สืบสานงานพ่อ พัฒนา ส่งต่ออาชีพที่ยั่งยืน”ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และเผยแพร่พระเกียรติคุณพระอัจฉริยภาพ ด้านการเกษตร ที่ทรงมีพระราชปณิธานที่ สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชกรณียกิจและพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการพัฒนาเกษตรกรรมไทยตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำไปสู่การบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้แก่พสกนิกรชาวไทย และพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างพอเหมาะ พอควร มั่นคงและยั่งยืน

ที่สำคัญภายในงานยังมีกิจกรรมให้ประชาชนที่เข้ามาชมงานได้เรียนรู้อย่างหลากหลาย จากเกษตรกรผู้น้อมนำศาสตร์ของพระราชาไปประยุกต์ใช้และเกิดความสำเร็จ สามารถพึ่งตนเองได้ทั้งอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ ที่สำคัญเป็นต้นแบบให้คนที่สนใจได้เข้าไปเรียนรู้และประยุกต์ใช้ได้ด้วย มีนิทรรศการที่น่าสนใจจากภาครัฐและภาคีความร่วมมือ รวมทั้งมีตลาดเศรษฐกิจพอเพียงที่สะท้อนเรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับพื้นที่อีกด้วย ซึ่งการจัดงานมหกรรมครั้งนี้ จึงมีความสำคัญยิ่งที่ประชาชนคนไทยไม่ควรพลาด และต้องมาเก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตนเองต่อไป

ทางด้านพันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมที่สำคัญภายในงานว่า จะมีการจัดแสดงนิทรรศการเฉลิม พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “สืบสาน รักษา พระราชปณิธาน ในสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี” นิทรรศการจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯถ่ายทอดองค์ความรู้แนวทางการสืบสานพระราชปณิธานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 ผ่านองค์ความรู้ที่คัดสรรจาก 28 ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ สู่นิทรรศการตามรอยพ่อ สานต่อที่พ่อทำ จากทั้ง 4 ภาค ผ่านฐานนิทรรศการทั้ง 8 ฐานได้แก่

  • ฐาน “ดินดีพืชดีมีชีวิต” ถ่ายทอดองค์ความรู้การบำรุงดินการใช้หญ้าแฝกและพืชตระกูลถั่ว เทคนิคการบำรุงพืชด้วยจุลินทรีย์ และการขยายพันธุ์พืช
  • ฐาน “โคก หนอง นา น้ำใต้ดิน” การประยุกต์ใช้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อจัดการพื้นที่และใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่เหมาะกับทรัพยากรและภูมิสังคม
  • ฐาน “สร้างป่า สร้างรายได้” พาไปรู้จักกับ “วนเกษตร” เพื่อการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน และการจัดการพื้นที่โดยใช้แนวคิด เกษตรผสมผสาน
  • ฐาน “จิ๋วแต่แจ๋ว (จุลินทรีย์)” เรียนรู้จุลินทรีย์สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วแต่ประโยชน์มหาศาล ที่มาช่วยเปลี่ยนดินให้เป็นทอง
  • ฐาน “กินเป็นยา” เรียนรู้การดูแลสุขภาพดีวิถีพอเพียง และการสร้างอาหารที่ปลอดภัยเพื่อสุขภาพกายใจที่สมบูรณ์
  • ฐาน“เกษตรก้าวไกล” เจาะลึกกลไกการบริหารจัดการพื้นที่ขนาดเล็กในการทำการเกษตร และการทำเกษตรพอเพียงเมือง
  • ฐาน“ภูมิปัญญาสร้างอาชีพ” ถ่ายทอดองค์ความรู้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สู่การสร้างสรรค์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และ
  • ฐาน “เมล็ดพันธุ์ของพระราชา” จัดแสดงพันธุกรรมพื้นบ้าน พันธุกรรมชนเผ่า พันธุกรรมหายาก และพันธุ์ข้าวไร่ ซึ่งทุกฐานเปิดให้ทดลอง เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติจริง พร้อมการอบรมเรียนรู้วิชาของแผ่นดินและหลักสูตร Workshop กว่า 12 วิชา จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและเกษตรกรต้นแบบทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตลอดทั้ง 3 วัน

นอกจากนี้ยังมีการเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ภายใน 4 อาคาร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม พิพิธภัณฑ์ดินดล และพิพิธภัณฑ์สนองพระราชปณิธาน พร้อมรับชมภาพยนตร์แอนิเมชัน 3 มิติ และโรงภาพยนตร์ 7 มิติแบบทะลุจอ อีกทั้งยังมีกิจกรรมพิเศษ อาทิ การหล่อเหรียญพระบรมฉายาลักษณ์ การประดิษฐ์
ของที่ระลึก และกิจกรรมแชะ แชร์ เช็คอิน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงอย่างสร้างสรรค์ ชม ชิม ช้อป สินค้าเกษตรคุณภาพกว่า 200 ร้านค้า นำเสนอผลผลิตปลอดภัยตามฤดูกาล ผลิตภัณฑ์แปรรูป และของดีจากเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ

ขอเชิญประชาชนร่วมงานมหกรรม “สืบสานงานพ่อ พัฒนา ส่งต่ออาชีพที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 4–6 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.00–17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดปทุมธานี หรือร่วมเรียนรู้ออนไลน์ผ่าน Facebook และ YouTube พิพิธภัณฑ์การ เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ได้ตลอดทั้งวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02-529-2212-13,087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ www.wisdomking.or.th หรือ Facebook พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“มูลนิธิกันจอมพลัง พร้อมทีมงานผู้การกัญ” ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางตามแนวชายแดน ไทย – กัมพูชา

“มูลนิธิกันจอมพลัง พร้อมทีมงานผู้การกัญ” ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางตามแนวชาย แดน ไทย – กัมพูชา

คนเราที่เจอกันไม่ใช่เรื่อง “บังเอิญ” อยู่ที่ “บุญ” ที่เคยร่วมทำกันมา เมื่อมีวาสนาไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน

จะพามารู้จัก พันเอก กัญญณัต ไชยโอชะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 (ชื่อเล่น กัญ) มาเจอ “กัน จอมพลัง” หรือ “กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์” ทั้งสองท่านชื่อเล่น เหมือนกันเลยครับ แตกต่างก็เพียงตำแหน่งหน้าที่การงาน เท่านั้น คนหนึ่งเป็นทหารแนวหน้าปกป้องแผ่นดินอธิปไตยไทย อีกคนระดมสมอง ทุน แรงกายแรงใจจากแนวหลังส่งไปช่วยทหารแนวหน้าปกป้องแผ่นดินอธิปไตยไทยเช่นกัน ครับ

วันนี้จะพาทุกท่านมารู้จักภารกิจสำรวจพื้นที่ตามแนวชายแดน ไทย – กัมพูชา เพื่อเตรียมการปรับปรุงให้กับทหารแนวหน้าปกป้องแผ่นดินอธิปไตยไทย โดยทางด้านพันเอก กัญญณัต ไชยโอชะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 ให้การต้อนรับ คุณกัน จอมพลัง พร้อมทีมงานมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ในโอกาสเดินทางมาสำรวจพื้นที่ตามแนวชายแดน ไทย – กัมพูชา เพื่อเตรียมการปรับปรุงให้กับหน่วย เพื่อให้ทหารสามารถทำการลาดตระเวนและการส่งเสบียงสิ่งของอุปโภคบริโภค ให้มีความสะดวก รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้มีการทำแผนปรับปรุงสะพานข้ามคลองน้ำซึ่งเป็นเส้นทางน้ำป่าไหลหลากผ่านบ่อยครั้ง ส่งผลให้สะพานที่หน่วยได้สร้างขึ้นเองจากไม้พังจากน้ำป่าทุกปี

โดยจะปรับปรุงให้เป็นสะพานซีเมนต์ถาวร เพื่อให้ทนทานกับแรงน้ำป่าที่ไหลมาจากเขา ซึ่งมีความสูงมากกว่า 2 เมตร และกระแสน้ำไหลเชี่ยว พร้อมทั้งได้ทำแผนจัดทำฝายชะลอน้ำในช่วงต้นน้ำ เพื่อชะลอความแรงของน้ำจากน้ำป่าไหลหลากในทุกๆปี หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23

ขอขอบคุณพลังแรงใจของทีมงาน มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ที่ได้มีความตั้งใจสนับสนุนทหารตามแนวชายแดนที่ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตย ให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น อย่างเต็มที่ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมด้านสนามรบเพื่อให้พร้อมกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด


บก.ไทบ้าน

ระเบิดความมันส์ การแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก เทศบาลเมืองหนองปรือ ประจำปี 2568

ระเบิดความมันส์ การแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก เทศบาลเมืองหนองปรือ ประจำปี 2568

เวลา 14.00 น. วันที่ 6 กรกฎาคม 2568 ณ สนามแข่งขันริมอ่างเก็บน้ำมาบประชัน นายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการแข่งขัมอเตอร์ไซค์วิบาก เทศบาลเมืองหนองปรือ ประจำปี 2568 โดยมีนายมีชัย อินทร์พิทักษ์ ประธานยุทธ ศาสตร์ทีมงานพลังหนองปรือ, นายแมน อินทร์พิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี, นายสกน ผลลูกอินทร์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี, คณะผู้บริหาร, สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี, ประธานสภาเทศบาล, สมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองปรือ, หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมรับชมการแข่งขัน

มีนายศราวุธ อมรธรรมสิน ปลัดเทศบาล กล่าวรายงาน เทศบาลเมืองหนองปรือ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาด้านกีฬาและนันทนาการ จึงได้จัดโครงการแข่งขันมอเตอร์ ไซค์วิบากเทศบาลเมืองหนองปรือขึ้น มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็ก เยาวชนและประชาชน มีพื้นที่ได้แสดงออกถึงความสามารถด้านการขับขี่และการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และกิจกรรมนันทนาการในเขตตำบลหนองปรือ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ในอนาคตสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และกระจายรายได้ โดยคำนึงถึงความสมดุลและยั่งยืน และประการสำคัญ เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของเยาวชนและประชาชน มาใช้สนามแข่งขันจักรยานยนต์ ให้ถูกประเภทไม่ไปใช้ถนนเป็นสนามแข่งขัน

สำหรับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบากเทศบาลเมืองหนองปรือ รายการ “หนองปรือ ไซเคิลครอส และโมโตครอส” ในครั้งนี้มีรุ่นแข่งขันจำนวน 29 รุ่น มีนักแข่งเข้าร่วมแข่งขันมากมาย


ภาพข่าว/อำนวยชัย มลิลา
นายโยธิน พรมแตง
บรรณาธิการข่าว อาวุโส
สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน