“ตึกสตง.ถล่ม” โศกนาฏกรรม “เลือดเปื้อนปูน” ใครผิด? ใครลอยนวล?

28 มีนาคม 2568 เกิดเหตุการณ์ “สลด” สั่นสะเทือนวงการก่อสร้างและวิศวกรรมไทยอย่างรุนแรงเมื่ออาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สูง 30 ชั้น ที่กำลังก่อสร้างในย่านถนนกำแพงเพชร 2 กรุงเทพฯ พังทลายราบคาเมืองหลวงในพริบตา มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก นับเป็นโศกนาฏกรรมทางวิศวกรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย พูดได้ว่าเป็น “วันอัปยศของวงการก่อสร้างไทย”

จนถึงวันนี้…คนไทยส่วนใหญ่ยังคงถามอยู่ในใจว่า “ใครต้องรับผิดชอบ?”

แม้เหตุการณ์นี้จะถูกโยนความผิดให้กับแผ่นดินไหวในพม่าขนาด 7.7 ริกเตอร์ ที่แรงสั่นสะเทือนส่งมาถึงกรุงเทพฯ แต่ความจริงแล้ว…มันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะตึกสูงอีกนับร้อยแห่งในกรุงเทพฯ ไม่ถล่ม! แต่ทำไม “ตึก สตง.” ถึงพังทลายราวกับกองทราย?

นายกรัฐมนตรีแถลงเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ว่าปัญหาเกิดจากการออกแบบและก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎหมาย และจะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีต่อไป

ใครคือ “ตัวจริง” ที่ทำผิดพลาด? วิศวกรออกแบบ? บริษัทรับเหมา? หรือวิศวกรควบคุมงาน? ทุกคนอยากรู้

ใครต้องติดคุก? จับไปแล้วหลายราย ทั้งผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และผู้คุมงาน และเมื่อวานนี้ (22 ก.ค. 2568) ตำรวจนำสำนวนการสอบสวนคดีส่งให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 พิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งนิติบุคคล (จำนวน 7 บริษัท) และบุคคลธรรมดา (จำนวน 18 คน) ต้องติดตามดูว่าจะมี “มีใครติดคุกสักคนไหม?” เราต้องการเห็นความเป็นธรรม คนผิดจะต้องถูกลงโทษ ไม่ปล่อยให้ลอยนวล

ขอให้ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตเป็นพลังผลักดันให้ความยุติธรรมบังเกิด!

เหตุการณ์นี้…ไม่ได้กระทบแค่ชื่อเสียงของวงการก่อสร้างไทยเท่านั้น แต่ยังสร้างความกังวลให้กับประชาชนทั่วไปในเรื่องความปลอดภัยของตึกสูงทั่วประเทศ

เหตุการณ์นี้…กำลังบั่นทอน “ศักดิ์ศรีวิศวกรไทย” ทั้งแผ่นดิน! ด้วยเหตุนี้ เราต้องไม่ยอมให้เรื่องนี้เงียบหายไปกับกาลเวลา เราควร…

(1) จัดทำกรณีศึกษาให้นักศึกษา วิศวกรรุ่นใหม่ได้เรียนรู้

(2) ยกระดับมาตรฐานการออกแบบ ควบคุมงาน และการรับรองวัสดุ

(3) สร้างระบบตรวจสอบอิสระที่โปร่งใส ไม่มีใครแทรกแซงได้

หากทำได้เช่นนี้ โศกนาฏกรรมซ้ำรอยจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต และจะส่งผลให้ “วิศวกรไทย” และ “อุตสาหกรรมก่อสร้างไทย” ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดโลกต่อไป!


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ พร้อมใจกันร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ พร้อมใจกันร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

วันนี้ 21 กรกฎาคม 2568 ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ พร้อมใจกันร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 โดยน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำความดีเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมายึดถือปฏิบัติ ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้ข้าราชบริพารในพระองค์ เป็นแบบอย่างของการเป็นข้าราชการที่ดี มีจิตอาสา มีความเมตตาช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเสียสละอุทิศตน ทำความดีเพื่อส่วนรวม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน มีความกตัญญู ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน และร่วมกันทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน

โดยมี ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ จากสำนักพระราชวัง และกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ พร้อมใจเข้าร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เป็นหน่วยบริการในการรับบริจาคโลหิต สำหรับในวันนี้ มีข้าราชบริพารผ่านการคัดกรอง ร่วมบริจาคโลหิตได้ จำนวน 145 คน ได้โลหิตจำนวนรวม 65,250 ซีซี

ทั้งนี้ โลหิตดังกล่าวจะนำไปใช้เป็นโลหิตสำรอง สำหรับใช้รักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนกลับมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปรกติสุขต่อไป ในการพร้อมใจกันร่วมบริจาคโลหิตของข้าราชบริพารในพระองค์ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละ อุทิศตน มีจิตอาสา ช่วยเหลือและทำความดีเพื่อส่วนรวม ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างของข้าราชการที่ดี ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะให้ประเทศชาติมั่นคง และประชาชนมีความสุข


ผนึกกำลังทุกภาคส่วนในจังหวัดกาญจนบุรี เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers”

ผนึกกำลังทุกภาคส่วนในจังหวัดกาญจนบุรี เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด พร้อมมอบนโยบายในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ และปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดฯ

วันนี้(22 กรกฎาคม 2568) เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุมแควใหญ่ ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในพิธีมอบนโยบายในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด พร้อมด้วย พลตำรวจตรี พรชัย ชลอเดช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พลตรี ชนมากรณ์ ภิบาลชนม์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 17 พลตรี เฉลิมเกียรติ ทองศิริ รองผู้บัญชาการ นบ.ยส.17 นายอุกฤษฏ์ บุษบงค์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี นายสำรวย วรเตชะคงคา ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 7 คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมมอบนโยบายให้แก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องฯ โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ อัยการ ทหาร ตำรวจ นายอำเภอทั้ง 13 อำเภอ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกาญจนบุรี เข้าร่วมรับมอบนโยบายฯ

รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในห้วงระยะเวลา 3 เดือน โดยมีเป้าหมายและแนวทางการขับเคลื่อนปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดภายใต้ชื่อปฏิบัติการว่า No Drugs No Dealers โดยการผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อทำให้หมู่บ้าน ชุมชน ปลอดยาเสพติด ภารกิจสำคัญ คือการค้นหาผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งผู้ค้า ผู้เสพ ผู้ติด ผู้สนับสนุน นำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ทั้งการดำเนินคดี การบำบัดฟื้นฟู การสร้างระบบการติดตามและการเสริมสร้างความเข้มแข็งไปสู่หมู่บ้าน ชุมชน ปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืนให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการมอบนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติการ โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม เวชยชัย )

จังหวัดกาญจนบุรี โดยศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดกาญจนบุรี รวมไปถึงอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทหาร ตำรวจ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันผลักดันวาระการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ให้เป็นวาระของจังหวัด อำเภอ และหมู่่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศ ผ่านปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด และประกาศตนเป็น “หมู่บ้านชุมชนปลอดยาเสพติด” ที่จะต้องไม่มีทั้งผู้ค้าและผู้เสพ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ครบถ้วนทุกมิติ นับตั้งแต่การป้องกัน ไม่ให้ยาเสพติดเข้าสู่ประเทศ การปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน ตลอดจนการฟื้นฟูคนดีกลับสู่สังคม

จากนั้นในเวลาต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นำทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องฯ ร่วมปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด N0 Drugs No Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด ประกอบไปด้วย ฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ ชรบ. อสม. เพื่อให้การดำเนินงานเข้าถึงประชาชน ที่จะสามารถ ขจัดปัญหายาเสพติดไปได้อย่างแท้จริงต่อไป


#/// กัมพล ทันเวลา /& ปชส. จ ก. ภาพข่าว

“สุดาวรรณ” รมว.อว. ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ 5,000 ต้น เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

“สุดาวรรณ” รมว.อว. ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ 5,000 ต้น เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ดันงานวิจัยกล้าไม้เชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา สร้างอาชีพ สร้างรายได้สู่ชุมชน

เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2568 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระ เกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหา วชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวต้อนรับ ประธานมูลนิธิผืนป่าในใจเรา กล่าวรายงาน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง (อว.) และประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวภารกิจของกระทรวง (อว.) เกี่ยวกับการดูแลรักษาป่าไม้ และมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย คณะกรรมการคณะกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดโคราช และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ นายนิกร โสมกลาง นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล นายอภิชา เลิศพชรกมล นายนรเสฎฐ์ ศิริโรจนกุล และนายรชตะ ด่านกุล ตลอดจนประชาชน เข้าร่วม ณ พื้นที่ป่าสาธารณะประโยชน์ บ้านหนองนกเขียน หมู่ที่ 10 ในพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช ต.ภูหลวง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล กล่าวว่า การปลูกป่าครั้งนี้ เป็นการใช้กล้าไม้ผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา ซึ่งเกาะอยู่ที่รากกล้าไม้ เมื่อต้นไม้เจริญเติบโตขึ้นจะมีเห็ดกินได้เจริญเติบโตออกมาจากรากกล้าไม้ ได้แก่ เห็ดตะไคล เห็ดระโงก และเห็ดตับเต่า ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ได้จากผลงานวิจัยที่นักวิจัยของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนการวิจัยอย่างต่อเนื่องจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และมีการถ่ายทอดองค์ความรู้มายังหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เช่น สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ นครราชสีมา และศูนย์วนวัฒนวิจัยที่ 6 (นครราชสีมา) กรมป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งมูลนิธิผืนป่าในใจเรา เป็นตัวอย่างของการบูรณาการที่นำเอาผลการวิจัยมาต่อยอดให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัย ไปสู่การใช้ประโยชน์ในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ในพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช 1 ใน 3 มรดกโลก ของจังหวัดนครราชสีมา

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล กล่าวต่อว่า ขอขอบคุณสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ศูนย์วนวัฒนวิจัยที่ 6 (นครราชสีมา) และสถานีวิจัยและฝึกนิสิตวนศาสตร์วังน้ำเขียว ที่ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยนี้ และได้นำไปขยายผลสู่การอบรม การผลิตกล้าไม้และเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซาในระดับชุมชน ถือเป็นการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปสู่การใช้จริงที่สามารถผลิตได้ด้วยอุปกรณ์ในครัวเรือน และเกิดประโยชน์ทั้งด้านอาชีพ รายได้ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการฟื้นฟูระบบนิเวศ การดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือกันอย่างดียิ่ง ที่ให้เกิดความร่วมมือกันอย่างแข็งขันจนงานวันนี้สำเร็จไปด้วยดี การดำเนินงานในครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนและประสานงานจากหลายภาคส่วน และต้องขอขอบคุณอย่างยิ่งที่มูลนิธิผืนป่าในใจเรา ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพขององค์ความรู้ดังกล่าว และร่วมมือในการจัดอบรมให้กับเยาวชนและประชาชนกว่า 70 คน รวมถึงการขยายผลสู่กิจกรรมปลูกป่าในวันนี้ ด้วยกล้าไม้ที่ผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา จำนวน 5,000 ต้น

“นี่คือภาพสะท้อนของการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่กระทรวง อว. ให้ความสำคัญ โดยการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมกับอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน” นางสาวสุดาวรรณฯ กล่าว

ในการนี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) พร้อมด้วยนางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ คณะผู้บริหาร (วช.) และบุคลากร (วช.) ร่วมปลูกป่าด้วยกล้าไม้ผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก (วช.) อีกด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร จับกุมสินค้าผิดกฎหมาย มูลค่ากว่า 88 ล้านบาท

กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ตรวจเข้มทุกมิติ พบการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ บุหรี่ต่างประเทศและบุหรี่ไทย,ตู้คีบตุ๊กตา,เครื่องสำอางไม่มีใบอนุญาต,สินค้ากระเป๋า,รองเท้า,หมึกเครื่องพิมพ์ ละเมิดสิทธิ์เครื่อง หมายการค้าต่างๆ รวมถึงสกัดกั้นสินค้าที่เข้าข่ายเป็นความผิดภายใต้อนุสัญญาบาเซล โดยคิดเป็นมูลค่าการจับกุมและความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 88 ล้านบาท

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2568 นายสุรชาติ เทียนทอง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายพลนชชา จักรเพ็ชร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
เป็นประธานในการแถลงข่าว กรมศุลกากรจับกุมสินค้าผิดกฎหมาย มูลค่ากว่า 88 ล้านบาท พร้อมด้วย นายดิเรก คชารักษ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร, นายวุฒิ เร่งประดุงทอง ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบั,ง นางสาวดุจดาว คุณปิติลักษณ์ รักษาการผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง, นางฟ้า เลิศหงิม ผู้อำนวยการส่วนสืบสวนปราบปราม 1 กองสืบสวนและปราบปราม, นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผู้อำนวยการกองคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

นายสุรชาติ เทียนทอง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภายใต้นโยบายของนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำชับให้กรมศุลกากรดำเนินการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการปราบปรามสินค้าผิดกฎ หมายที่ส่งผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจในด้านการนำเข้าและส่งออกสินค้า รวมถึงในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ทำให้ในช่วง 3 เดือน ของไตรมาสที่ 3 ในปีงบประมาณ 2568 สามารถจับกุม บุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 120,000 ชิ้น บุหรี่ต่างประเทศและบุหรี่ไทย 2,300,000 มวน ตู้คีบตุ๊กตา 200 ตู้ เครื่องสำอางไม่มีใบอนุญาต 17,000 ชิ้น สินค้ากระเป๋า รองเท้า หมึกเครื่องพิมพ์ ละเมิดสิทธิ์เครื่องหมายการค้าต่างๆ 9,000 ชิ้น รวมถึงสกัดกั้นสินค้าที่เข้าข่าย เป็นความผิดภายใต้อนุสัญญาบาเซล 1,300 ตัน โดยคิดเป็นมูลค่าการจับกุมและความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 88 ล้านบาท

ด้านนายดิเรก คชารักษ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมศุลกากรได้ดำเนินการทำลายตู้คีบตุ๊กตาและส่วนประกอบที่ลักลอบนำเข้าโดยฝ่าฝืนกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จำนวน 189 ตู้ มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นของกลางที่คดีถึงที่สุดแล้วโดยวิธีบดทำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้หมุนเวียนเข้าสู่ตลาดหรือถูกนำไปใช้ในลักษณะผิดกฎหมายอีกครั้ง

ทั้งนี้ กรมศุลกากร จะเดินหน้าปราบปรามการกระทำผิดทางกฎหมายต่อไปอย่างเข้มงวด โดยเร่งขยายการใช้เทคโนโลยี AI และเครื่องเอกซเรย์สำหรับตู้สินค้านำเข้าและส่งออก เข้ามาช่วยในการตรวจสอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรร่วมกับตัวแทนสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในไทย ทำการจับกุมสินค้าละเมิดเครื่อง หมายการค้าจำนวนมาก จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบสินค้าและบริการต่าง ๆ ให้ละเอียด หากพบข้อสงสัยที่เกี่ยวกับกรมศุลกากร สามารถติดต่อมาได้ที่สายด่วน 1164

นายสุรชาติฯ กล่าวต่ออีกว่า รัฐบาลและกระทรวงการคลัง ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศ ประกอบกับการทำงานเชิงรุก และมีมาตรการในการป้องกันและปราบปรามอย่างจริงจัง เป็นผลให้เกิดการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่สุจริต อันจะเป็นประโยชน์ต่อการค้าของไทย และเพื่อภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจต่อนักลงทุนต่างประเทศ ตลอดจนเพื่อปกป้องความมั่นคงและปลอดภัย
ของประชาชนของประเทศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. จับมือ กทม. สสส. สภาลมหายใจกรุงเทพฯ และ มก. ร่วมตอบคำถาม “ฝุ่นกรุงเทพฯ มาจากไหน” ภายใต้กิจกรรม “นักสืบฝุ่น The series”

วช. จับมือ กทม. สสส. สภาลมหายใจกรุงเทพฯ และ มก. ร่วมตอบคำถาม “ฝุ่นกรุงเทพฯ มาจากไหน” ภายใต้กิจกรรม “นักสืบฝุ่น The series”

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.),สภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร และมหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์ จัดกิจกรรม “นักสืบฝุ่น The series สงครามฝุ่นเมือง” ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “ฝุ่นกรุงเทพฯ มาจากไหน” โดย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเปิดงาน พร้อมนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงประเด็นเรื่อง “การค้นหาแหล่งที่มาของวิกฤตฝุ่นใน กทม. และแนวทางความร่วมมือด้านวิชาการ”, รศ.ดร.ตุลวิทย์ สถาปนจารุ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงาน และ รศ. ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ หัวหน้ากลุ่มวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเปิดประเด็นเรื่อง “DNA ฝุ่นเมือง” ณ ห้องประชุมรวงข้าว อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า กิจกรรม “นักสืบฝุ่น” ในครั้งที่ 2 นี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่แต่ละหน่วยงานในภาคีเครือข่ายได้มาร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบูรณาการความรู้เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยในแก้ไขปัญหาคือ การมีฐานข้อมูลเชิงวิชาการและงานวิจัยที่น่าเชื่อถือรองรับ เพื่อให้สามารถระบุแหล่งที่มาและกลไกการเกิดฝุ่นได้อย่างถูกต้อง ซึ่งองค์ความรู้ที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายและมาตรการในการป้องกันและลดผลกระทบจากฝุ่นในระดับประเทศต่อไป

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม ได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มาอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายนักวิจัยและหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญภายใต้ “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ (HTAPC : Hub of Talents on Pollution and Climate) ตลอดจน (วช.) ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับ “การหาแหล่งกำเนิดและที่มาของฝุ่นละออง PM2.5” ครอบคลุมใน 3 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ ภาคกลางและปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคใต้ ซึ่งผลงานวิจัยเหล่านี้ถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับพื้นที่ ทั้งยังช่วยส่งเสริมการบูรณาการองค์ความรู้จากภาควิชาการสู่การกำหนดนโยบายสาธารณะ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนแนวทางการจัดการฝุ่นอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศ คุณภาพชีวิต และสุขภาวะของประชาชน

รศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ หัวหน้ากลุ่มวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ กล่าวถึงสาเหตุสำคัญของการเกิดฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นการจราจรที่หนาแน่น การเผาในที่โล่ง รวมถึงฝุ่นทุติยภูมิ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้ ยังพบว่าฝุ่นละอองบางส่วนมีการพัดพาจากระยะไกล และมีความเข้มข้นของฝุ่นสูง โดยเฉพาะในช่วงที่มีลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาเอื้อต่อการสะสมตัวของฝุ่น ปัจจัยด้านอุณหภูมิและความชื้น ล้วนเป็นตัวแปรที่ส่งผลให้ฝุ่นละอองไม่สามารถลอยตัวและกระจายออกจากพื้นที่ ส่งผลให้ระดับความเข้มข้นของฝุ่นในบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาเปิดคดีอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ “ภัยคุกคามฝุ่นเมือง PM2.5 ตัวการร้ายทำลายสุขภาพและสิ่งแวดล้อม” โดย ดร.ลภัสรดา เสาหะสกุล สำนักงานสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร สะท้อนปัญหาสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และกิจกรรมเสวนาแสวงหาพยานหลักฐาน โดย ผศ.ดร.ธัญภัสสร์ ทองเย็น คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,ดร.รัฐพร แสนเมืองชิน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ,ดร.ศุภชัย อาวิพันธุ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ หัวหน้ากลุ่มวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ และนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร ได้ทิ้งเบาะแสสำคัญในการไขคดีอาชกรรมสิ่งแวดล้อมด้วยการเชิญชวนนักวิชาการและทุกภาคส่วนร่วมกันเปลี่ยน “Data” เป็น “Action” การเสวนาดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันวิเคราะห์แหล่งกำเนิดและลักษณะสถานการณ์ของฝุ่นละออง PM2.5 ในประเทศไทย ตลอดจนเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยการนำองค์ความรู้ด้านงานวิจัยและนวัตกรรมมาใช้ในการกำหนดมาตรการเชิงนโยบายและสนับสนุนการแก้ปัญหาสถานการณ์ฝุ่นของกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“รองฯน้อย” สั่งให้กำลังพลทุกหน่วยใน ภ.2 เตรียมความความพร้อม วาง 7 มาตราการรับมือ “พายุ วิภา ถล่ม” พร้อมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ฯ

”รองฯน้อย“ สั่งให้กำลังพลทุกหน่วยใน ภ.2 เตรียมความความพร้อม วาง 7 มาตราการรับมือ “พายุ วิภา ถล่ม“ พร้อมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ฯ

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2568 ที่ บช.ภ.2 จ.ชลบุรี : พล.ต.ต.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์รอง ผบช.ฯ ปรท. ผบช.ภ.2 /โฆษก ภ.2 ได้มีหนังสือคำสั่งด่วนที่สุด เป็นบันทึกข้อความลงวันที่ วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 มีใจความระบุว่า เรื่อง แจ้งเตือนและเตรียมการรับมือพายุ “วิภา” ถึง ผบช. ภ.2 และข้าราชการในสังกัด ภ.2 ทุกหน่วย

ด้วยกรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศแจ้งเตือนพายุ “วิภา” และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ตามวันเวาลาในคำสั่งดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลให้พื้นที่ภาคตะวันออกโดยเฉพาะ จว.จันทบุรีและตราด เกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในพื้นที่ ภ.2 จึงขอให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อม เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่เมื่อได้รับการร้องขอได้ทันท่วงทีและดำเนินการ ดังนี้

  1. จัดเตรียมกำลังพลและอุปกรณ์ที่จำเป็น ให้พร้อมปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ในทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ
  2. ตรวจสอบและเตรียมความพร้อมของรถบรรทุก เรือกู้ภัย เสื้อชูชีพ วิทยุสื่อสาร เครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์จำเป็นอื่น ๆ ที่มีให้พร้อมใช้งาน
  3. จัดชุดเคลื่อนที่เร็ว สำหรับการอพยพและช่วยเหลือประชาชนในกรณีลุกเฉิน
  4. ประสานงานกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมปฏิบัติการ
  5. ให้ทุกหน่วยทบทวนและชักซ้อมแผนเผชิญเหตุเมื่อเกิดสถานการณ์ เพื่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติ
  6. ให้โฆษกและหน่วยประชาสัมพันธ์ในสังกัดเผยแพร่ประกาศเตือนภัยและแจ้งประชาชนให้ติดตามสถานการณ์จากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด ทำความเข้าใจในแผนการช่วยเหลือและกู้ภัยเมื่อมีเหตุ
  7. ให้ทุกหน่วยรายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานให้ ภ.2 ทราบทุกวัน เวลา 18.00 น.ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ “โฆษก ภ.2 ” โดยเริ่มรายงานครั้งแรก วันที่ 21 ก.ค.68 เป็นต้นไป และรายงานทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินร้ายแรง จึงเรียนมาเพื่อทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยว ”หนังสือคำสั่งดังกล่าวระบุ“

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ทีมเยาวชนไทยจากภูมิภาคต่างๆ ร่วมแข่งขันในเวที ‘หนูน้อยจ้าวเวหา’ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทีมเยาวชนไทยจากภูมิภาคต่างๆ ร่วมแข่งขันในเวที ‘หนูน้อยจ้าวเวหา’ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จุดประกายเสริมสมรรถนะเยาวชน ด้วยปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีโดรน

เมื่อวันที่ 19-20 กรกฎาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และสถานีโทรทัศน์ Thai PBS จัดการแข่งขัน รายการ “หนูน้อยจ้าวเวหา” ชิงถ้วยพระราช ทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2568 รอบคัดเลือกสนามที่ 3 ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า การแข่งขันในรายการ ‘หนูน้อยจ้าวเวหา’ เป็นการสร้างโอกาสและเสริมสมรรถนะให้กับเยาวชนไทย ในการ นำความรู้ ทักษะและศักยภาพของเยาวชนไทยในด้านปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีโดรน มาส่งเสริมให้เยาวชนมีเวทีประลองความสามารถและประลองปัญญา ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบการเขียน coding เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนมีความสนใจและเรียนรู้ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกทั้งกิจกรรมดังกล่าว เป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาการคิดเชิงวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ตลอดจนเสริมสร้างทักษะการทำงานร่วมกันเป็นทีม ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยให้มีความรู้ความสามารถในด้านการควบคุมและออกแบบอากาศยานไร้คนขับ โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทักษะด้านความแม่นยำ ความรวดเร็ว การประสานงานในการทำงานเป็นทีม ตลอดจนการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยสมาคมฯ คาดหวังว่า ในการแข่งขันในทุกสนาม ผู้เข้าแข่งขันจะสามารถยกระดับทักษะ ความเชี่ยว ชาญ และองค์ความรู้ให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถของเยาวชนไทยในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ทั้งนี้ ผู้ชนะเลิศการแข่งขันเครื่องบินจำลองวิทยุบังคับ “หนูน้อยจ้าวเวหา” ชิงถ้วยพระราชทานฯ รอบคัดเลือกสนามที่ 3 ได้แก่

  1. ประเภทปีกหมุนประลองปัญญา ได้แก่ ทีม GP-Tech ลือคำหาญ จาก โรงเรียนลือคําหาญวารินชําราบ จ.อุบลราชธานี
  2. ประเภทยุทธวิธี ได้แก่ ทีมเป็นตาย่าน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
  3. ประเภทปีกหมุนประลองทักษะ ได้แก่ ทีมดงหลวงซิตี้ จาก โรงเรียนดงหลวงวิทยา จ.มุกดาหาร

โดยการแข่งขันในรอบคัดเลือกสนามที่ 4 จะจัดขึ้น ในวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 ณ โรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook Fanpage : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศก.จัดสัมมนาระดมความเห็น ดึงแพลตฟอร์ม “AgriDataProv” ขับเคลื่อนการเกษตรด้วย Big Data สู่จังหวัดยุคดิจิทัล

สศก. จัดสัมมนาระดมความเห็น ดึงแพลตฟอร์ม “AgriDataProv” ขับเคลื่อนการเกษตรด้วย Big Data สู่จังหวัดยุคดิจิทัล

นางสาวกาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง “ขับเคลื่อนการเกษตรด้วย Big Data: สู่จังหวัดยุคดิจิทัล” ณ ห้องประชุม Nada Ballroom โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น นาดา ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร โดยการจัดงานของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ พร้อมด้วยหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคของการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ทำให้มีความต้องการใช้ประโยชน์ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐเพิ่มมากขึ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาเกษตรที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ประกอบกับความต้องการข้อมูลในระดับพื้นที่มีเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีข้อมูลในการตัดสินใจได้ตรงกับสถานการณ์และปัญหาของแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตามข้อมูลภาครัฐยังขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างกัน อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องแก้ไข

(สศก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำฐานข้อมูล Big Data ภาคเกษตรของประเทศ ได้จัดทำโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร มีการรวบรวมชุดข้อมูล (Datasets) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูล ด้านการเกษตร โดยฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติจะเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ภาคการเกษตร ที่มีข้อมูลครอบคลุมทั้งด้านเกษตรกรและด้านสินค้าเกษตรที่สำคัญตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อใช้ประกอบในงานเชิงนโยบายของภาครัฐ ให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาลที่จะยกระดับการพัฒนาหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน การดำเนินงานดังกล่าว สอด คล้องกับแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ.2566-2570 ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความสะดวกแก่ภาคธุรกิจด้านการเกษตร ซึ่งมุ่งเน้นให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลทุกมิติ ผ่านแพลตฟอร์มกลางข้อมูลเกษตรกรรมของประเทศ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการผลิตให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่

นายสุชาติ ผุแปง ผู้อำนวยการศูน์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (ศกช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า (สศก.) โดย (ศกช.) ได้จัดทำแพลตฟอร์ม Big Data เกษตรเพื่อการบริหารจังหวัด (AgriDataProv) เป็นการขับเคลื่อนการเกษตรด้วย Big Data สู่จังหวัดดิจิทัล เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำและเป็นปัจจุบัน รวมทั้งใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แพลตฟอร์มนี้เป็น การรวบรวมและเชื่อมโยงชุดข้อมูลของหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อจัดทำเป็น Dashboard นำเสนอชุดข้อมูลที่สำคัญในพื้นที่ แบ่งออกเป็น 9 ด้าน ดังนี้ 1.ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป, 2.เศรษฐกิจการเกษตร, 3.การผลิตสินค้าเกษตร, 4.มาตร ฐานสินค้าเกษตร, 5.การชลประทาน, 6.ที่ดิน, 7.สถาบันเกษตรกร, 8.โครงการสำคัญ และ
9.ปัญหาและอุปสรรค

การจัดทำและพัฒนา Big Data ระดับจังหวัดเป็นการบริหารจัดการฐานข้อมูลภาคการเกษตรของประเทศผ่านเทคโนโลยี มีการเชื่อมโยงข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน นำเสนอข้อมูลแก่ผู้ใช้ให้เข้าใจง่ายในการนำไปใช้ประโยชน์ และคำนึงถึงพื้นฐานของการทำ Big Data เพื่อสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอนาคต ระบบนี้จะพัฒนาให้สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดให้ผู้สนใจใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้ตามความเหมาะสมในระยะต่อไป และที่สำคัญคือเกษตรกรต้องได้รับประโยชน์โดยตรง สามารถพัฒนาการผลิตและการวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุคปัจจุบัน

การขับเคลื่อนการเกษตรด้วย Big Data สู่จังหวัดดิจิทัลจะนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายด้านการเกษตร การบริหารจัดการ และบริการภาครัฐที่ตอบสนองความต้องการของพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการสัมมนาในครั้งนี้จึงนับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม Big Data เกษตรเพื่อการบริหารจังหวัด การเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม Big Data เกษตรเพื่อการบริหารจังหวัด จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำและเป็นปัจจุบัน เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกมิติผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว และนำไปใช้ตัดสินใจในการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้ จะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาให้ภาคเกษตรเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีศักยภาพพร้อมเผชิญความท้าทายในอนาคต


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“สุดาวรรณ” มอบนวัตกรรมเพื่อชุมชนสะแกราช ชี้เป็นการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง

“สุดาวรรณ” มอบนวัตกรรมเพื่อชุมชนสะแกราช ชี้เป็นการนำผลงานวิจัยและนวัต กรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มอบนวัตกรรมเครื่องผลิตปุ๋ยหมัก และมอบต้นกล้าอะโวคาโด ในกิจกรรมเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง (อว.),ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ,ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และผู้บริหาร (วช.) เข้าร่วม ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดภายใต้กิจกรรมการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ณ สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา

หลังจากมอบนวัตกรรมฯ นางสาวสุดาวรรณฯ กล่าวว่า การมอบนวัตกรรมเครื่องผลิตปุ๋ยหมักแก่ชุมชนสะแกราช และต้นกล้าอะโวคาโด แก่เกษตรกรอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง พร้อมช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียว ที่สำคัญสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชน

ดร.วิภารัตน์ฯ กล่าวถึงกิจกรรมเรียนรู้เชิงปฏิบัติการและการส่งมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมในครั้งนี้ว่า (วช.) มีพันธกิจในการสนับสนุนทุนวิจัยและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยในวันนี้ได้ส่งมอบผลงาน 2 รายการ ได้แก่ นวัตกรรมเครื่องผลิตปุ๋ยหมักแบบรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดขยะอินทรีย์และใช้พื้นที่น้อย และเทคโนโลยีสกัดน้ำมันอะโวคาโดและการแปรรูป ที่ต่อยอดจากงานวิจัยของ มหา วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรและสร้างรายได้ให้กับชุมชน การจัดกิจกรรมนี้สอดคล้องกับนโยบายการใช้วิจัยเพื่อสร้างประโยชน์เชิงรูปธรรม และยังเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (วช.) มุ่งหวังให้ผลงานวิจัยเหล่านี้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ยั่งยืนต่อไป

ผศ.ดร.วีรชัยฯ กล่าวว่า สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ซึ่งเป็นศูนย์กลางการวิจัยระยะยาวด้านระบบนิเวศป่าเขตร้อน โดยเฉพาะป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง รวมถึงการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของ (วว.) ซึ่งดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนของ (วช.) อย่างต่อเนื่อง และในโอกาสนี้ ได้ร่วมกับ (วช.) จัดกิจกรรมเรียนรู้เชิงปฏิบัติการภายใต้กิจกรรมปลูกป่าเฉลิม พระเกียรติ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่ชุมชนในพื้นที่

ภายในงาน ยังมีการบรรยายสาธิตและฝึกปฏิบัติ “การผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ และวัสดุปลูกพืชด้วยนวัตกรรมเครื่องผลิตปุ๋ยหมัก” โดย ดร.ลักขณา เบ็ญจวรรณ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และการบรรยายสาธิตและฝึกปฏิบัติ “การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากอะโวคาโด (สาธิตการสกัดน้ำมันอะโวคาโด และอบรมการทำน้ำอะโวคาโดสูตรน้ำผึ้งและสูตรโกโก้)“ โดย นางสาวขวัญหทัย ทนงจิตร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ทั้งนี้ (วช.) มุ่งหวังว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะสามารถส่งเสริมการใช้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาอาชีพ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน