“ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนตำรวจแห่งชาติ” จัดกิจกรรรมดนตรีบอกเล่าประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ “ตำนานทราย” พร้อมมอบเงิน 30,000 บาท สนับสนุนกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดชลบุรี


“ ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนตำรวจแห่งชาติ” จัดกิจกรรรมดนตรีบอกเล่าประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ “ตำนานทราย” พร้อมมอบเงิน 30,000 บาท สนับสนุนกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดชลบุรี

พัทยา – วันที่ 7 ธันวาคม 2562 ที่ โรงแรมเบย์บีช รีสอร์ท จอมเทียน 14/1 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พ.ต.อ.พรเทพ จันทร์เหลือง ประธานชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก.ผอ.อก.ภาค 9 และ พ.ต.อ.บรรจบ สุดใจ ประธานที่ปรึกษาชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนตำรวจแห่งชาติ (ป.ป.ท.) ร่วมเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรรมการแสดงดนตรีบอกเล่าประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ “ตำนานทราย” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่3ที่เมืองพัทยาจังหวัดชลบุรี โดยมีแขกผู้มีเกียรติ ผู้สนับสนุนหลักเช่น พัทยาบิวตี้ ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ประชาชนชาวพัทยาทั้งไทยและต่างชาติและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

สำหรับการจัดกิจกรรรมการแสดงดนตรีบอกเล่าประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ “ตำนานทราย” โดยศิลปินทีมงาน ”ไก่ไอดิน” ซึ่งมี พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก.ผอ.อก.ภาค 9 เป็นผู้นำทีมร้องเล่นดนตรีที่แต่งขึ้นเอง เป็นการแสดงเผยแพร่บทเพลงดนตรีเพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของชมรมฯ อีกทั้งเพื่อเป็นการหารายได้เข้าสม ทบใน “ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน” ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อหารายได้นำมาใช้จ่ายเป็นกองทุนช่วยเหลือเพื่อนข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และครอบครัวที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงกิจกรรมการกุศลต่อสังคมด้านอื่นๆที่ชมรมฯได้ทำมาอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ และจำหน่ายบัตรชมการแสดงให้กับผู้ที่สนใจมาร่วมชมการแสดงและยังถือว่าเป็น การช่วยรียมสมทบทุนทำบุญให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมร่วมกันด้วยซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากนักธุรกิจ ประชาชนเป็นอย่างดี

โดยก่อนจะมีการแสดงดนตรีทางชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนตำรวจแห่งชาติได้มอบเงินสนับสนุนจำนวน 30,000 บาทให้แก่กองทุนแม่ของแผ่นดิน จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดจังหวัดชลบุรีมาเป็นผู้รับมอบเงินในครั้งนี้.

พัทยา จ.ชลบุรี/ โยธิน พรมแตง-คัมภีร์ อาบสุวรรณ์-วิรัตน์ ขำแตร-ศิระ แย้มตระกูล
*086-1499878

กู้ซากเรือน้ำมันจมทะเลสำเร็จ กรมเจ้าท่าระงับการใช้เรือ พร้อมตรวจสอบน้ำมัน ถูกต้องหรือไม่

กู้ซากเรือน้ำมันจมทะเลสำเร็จกรมเจ้าท่าระงับการใช้เรือพร้อมตรวจสอบน้ำมันถูกต้องหรือไม่

จากกรณี เรือน้ำมัน Golden Bridge 2 ถูกคลื่นซัดจมทะเล ปากร่องแม่น้ำเจ้า พระยา จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 62 ที่ผ่านมา กองทัพเรือ โดย พล.ร.ท.สุทธินันท์ สมานรักษ์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 และผู้อำนวยการ ศรชล.ภาค 1 ส่งเครื่องบินลาดตระเวน และเฮลิคอป เตอร์ ขึ้นบินสำรวจพร้อมโปรยสารเคมี และส่งเรือหลวงเทพา เรือหลวงหลีเป๊ะ เรือหลวงแสมสาร ลำเลียงอุปกรณ์และสารเคมี ในการสนับสนุนการขจัดคราบ น้ำมันร่วมกับสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาชลบุรี นำเรือเด่นสุทธิ เข้าดำเนินการขจัดคราบน้ำมันรั่วไหลในทะเลได้อย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.62 นั้น ต่อมาทางสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาชลบุรี ได้นำเรือเจ้าท่า 1303 เรือวรานาวี 2 เรือเครน A และเรือกู้ซ่อม 2 ลำ เข้ากู้ซากเรือน้ำมัน Golden Bridge 2 เมื่อ 17.00 น.ของวันนี้ 6 ธ.ค.62 และสามารถกู้ได้สำเร็จเมื่อเวลา 24.00 น. ของคืนเดียวกัน

นายกริชเพชร ชัยช่วย รองอธิบดีกรมเจ้าท่า (ด้านมาตรฐานการขนส่งทางน้ำ) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้กู้เรือขึ้นเรียบร้อยแล้ว จากนั้นสูบถ่ายน้ำมันเตาภายในเรือขึ้นมาใส่เรือที่ได้จัดเตรียมไว้ ซึ่งยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน จากนั้นได้นำเรือเข้ามาจอดบริเวณน่านน้ำจังหวัดสมุทร ปราการ เพื่อให้เจ้าของเรือดำเนินการซ่อมทำต่อไป ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถสรุปได้

และในช่วงเช้าของวันนี้ 7 ธ.ค.62 กองทัพเรือ โดย ทรภ.1 และ ศรชล.ภาค 1 ได้ส่งอากาศ ยานสำรวจคราบน้ำมันในทะเลและกรมเจ้าท่าได้ส่งเรือเข้าสำรวจครบน้ำมันพื้นผิวน้ำในทะเล และวิทยุสอบถามเรือสินค้าบริเวณใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ เบื้องต้นไม่พบคราบน้ำมันตกค้างในทะเลแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องการดำเนินคดีนั้น นายกริชเพชร กล่าวว่า เรือน้ำมัน Golden Bridge 2 ที่ประสบเหตุในครั้งนี้ หลังเกิดเหตุแล้ว กรมเจ้าท่าได้แจ้งความไว้ที่ สภ.ปากน้ำ สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.62 เพื่อให้เจ้าของเรือและบริษัทประกันภัยรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะนี้ได้สั่งระงับการใช้เรือลำดังกล่าว เพื่อตรวจสอบสภาพเรือให้ปลอดภัยก่อนนำไปใช้งาน สำหรับเรือลำดังกล่าวได้บรรทุกน้ำมันเตาปนเปื้อนมาจากท่าเรือจังหวัดระยอง ซึ่งต่อจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เกี่ยวข้อง จะได้ตรวจสอบว่าเรือลำนี้นำน้ำมันปนเปื้อนดังกล่าวมาจากที่ไหน และขนย้ายนำมันมาถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ และมีการเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่อย่างไรต่อไปอีกด้วย

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นักวิ่ง 3,500 ชีวิต – วิ่งตะลุยหุบเขาไดโนเสาร์ ใน “DINOSUAR NIGHT RUN” สวนนงนุชพัทยา

นักวิ่ง 3,500 ชีวิต วิ่งตะลุยหุบเขาไดโนเสาร์ ใน “DINOSUAR NIGHT RUN” สวนนงนุชพัทยา

ในวันนี้ 7 ธ.ค.62 นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายอนุชา อินทศร นายอำเภอสัตหีบ พ.อ.ปิยะชาติ ธูปทอง รองผู้บัญชาการช่วยรบที่ 1 กองทัพบก และนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนุชพัทยา ในฐานะผู้อนุเคราะห์พื้นที่ ร่วมปล่อยตัวนักวิ่ง 3,500 คน ในรายการ “DINOSUAR NIGHT RUN” สนุกสุดเหวี่ยงในหุบเขาไดโนเสาร์ ดินแดนสัตว์โลกล้านปี ณ สวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี โดยมีพระอาจารย์เอกชัย สิริญาโณ เจ้าอาวาสวัดใหม่ศรีร่มเย็น อ.เชียงของ จ.เชียงราย พระนักเทศน์ชื่อดัง เป็นแม่งานการจัดงานในวันนี้

โดยได้มีการปล่อยตัวนักวิ่งประเภท 10 กม. 5 กม. และ 3.5 กม. ตามเส้นทางการวิ่งรอบสวนนงนุชพัทยา บนเนื้อที่กว่า 1,700 ไร่ ผ่านเส้นทางธรรมชาติ ชื่นชมกับสวนสวยงามต่าง ๆ และตะลุยสู่หุบเขาไดโนเสาร์ ดินแดนสัตว์โลกล้านปี ที่ล้วนสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเหล่านักวิ่ง ที่จะได้ทั้งสุขภาพร่ายกายที่แข็งแรง ถ่ายรูปกับธรรมชาติที่สวยงาม ชมความสวยงามยามอาทิตย์อัสดง และยังได้ตื่นตาเพลิดเพลินไปกับกองทัพบอลลูน ประกอบแสง สี เสียง อย่างยิ่งใหญ่ ควบคู่ไปกับคอน เสิร์ต จากศิลปินชื่อดังมาร่วมสร้างความสุขให้กับนักวิ่งจากทั่วประเทศในวันนี้

การจัดกิจกรรม “DINOSUAR NIGHT RUN” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย ประชาสัมพันธ์สวนนงนุชพัทยา และสมทบทุนรายได้ในการนำไปจัดสร้างปรับปรุง ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและค่ายคุณธรรม กองบัญชาการช่วยรบที่ 1 กองทัพบก และสร้างศูนย์พักพิงฝึกสุนัขจรจัดชลบุรี

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี – สนง.ประชาสัมพันธ์ร่วมกับชมรมอาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชนจังหวัด จัดโครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้าน

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี ร่วมกับชมรมอาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชนจังหวัดจันทบุรี จัดโครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชนจังหวัดจันทบุรี

วันนี้ ( 7 ธ.ค.62 ) ที่บ้านน้ำอิง โฮมสเตย์ ต.หนองชิ่ม อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี นายกิตติศักดิ์ หาญกล้า ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต 7 เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชนจังหวัดจันทบุรี โดยสำนักงานประชา สัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี ร่วมกับ ชมรมอาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชนจังหวัดจันทบุรี จัดขึ้นเพื่อพัฒนาและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้เกิดทัศนคติที่ดี และช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของหน่วยงาน ขจัดปัญหาข่าวลือ และความเข้าใจผิด โดยการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลที่เป็นจริง เชื่อถือได้ และมีแหล่งอ้างอิงรับรอง

ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆมากมาย เช่น การบรรยายเรื่อง เทคนิคการประชาสัมพันธ์ผ่าน Social Media / การบรรยายเรื่อง บทบาทหน้าที่และความสำคัญของ อป.มช.ในยุค 4.0 / เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวทางและการสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ และกิจกรรมสันทนาการกระชับความสัมพันธ์

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

สุโขทัย – ไฟไหม้บ้านเช่าสองตายาย วอดทั้งหลัง คาดไฟฟ้าลัดวงจร

         เมื่อเวลา 18.45 น. วันที่ 7 ธ.ค.นายสมเกียรติ ลิมปะพันธุ์ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสวรรคโลก อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย รับแจ้งจากศูนย์อัมรินทร์เทศบาลเมืองสวรรคโลก (199) ว่า มีเหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 54 ถนนริมยม ตำบลเมืองสวรรคโลก หลังรับแจ้งรุดไปตรวจสอบพร้อมรถดับเพลิงเทศบาลเมืองสวรรคโลกจำนวน 4 คัน ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงมีใต้ถุนพบว่าเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างรวดเร็วเนื่องจากบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านไม้จึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี จนท.ต้องใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วโมงจึงควบคุมเพลิงไว้ได้ แต่เพลิงได้ลุกไหม้จนบ้านหลังดังกล่าววอดทั้งหลัง

         สอบถามนายสมนึก วัยยุวัฒน์ อายุ 68 ปี ทราบว่าบ้านหลังเกิดเหตุเป็นบ้านเช่า ตนได้มาเช่าบ้านหลังนี้อยู่กับนางบุญลือ สาดสิ่ว อายุ 68 ปี ช่วงก่อนเกิดเหตุตนและนางบุญลือ ไม่ได้อยู่บ้าน จนกระทั่งได้กลับเข้ามาบ้านและพบว่าไฟกำลังลุกไหม้ จึงรีบตะโกนขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านให้โทรแจ้งจนท.ดับเพลิง ส่วนทรัพย์สินที่เสียหายเบื้องต้นจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานและรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ใต้ถุนบ้าน ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้เบื้องต้องคาดว่าน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร คงต้องรอจนท.ตำรวจเข้ามาตรวจสอบหาสาเหตุของเพลิงไหม้ที่แท้จริงอีกครั้ง

นายพงศ์เทพ สาคร รายงาน

รองผอ.สำนักการศึกษาและศึกษานิเทศก์ ลงพื้นที่ตรวจ โรงเรียนในเขตพระนคร, เขตจตุจักร​ และเขตวังทองหลาง

          วันพุธที่ 4 ธันวาคม 2562 : นายประเสริฐ ฉวีอินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษาและศึกษานิเทศก์ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ผู้บริหาร คณะครู และ นักเรียน ในพื้นที่ของสำนักงานเขตพระนคร และ ร่วมเป็นประธานในพิธีวันพ่อแห่งชาติ ณโรงเรียนวัดมหาธาตุ เขตพระนคร กทม.

         จากนั้นได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม โรงเรียนบ้านลาดพร้าว สำนักงานเขตจตุจักร, โรง เรียนสุเหร่าดอนสะแก สำนักงานเขตวังทองหลาง, ในด้านการบริหารจัดการสถานศึกษาโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยตรวจเยี่ยมสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา การบริหารจัดการอาหาร สำหรับนักเรียน การดำเนินการขับเคลื่อนการจัดการเรียนการสอนตามนโยบายของกรุงเทพมหานคร และ สัมภาษณ์ ผู้บริหาร คณะครู และนักเรียนเพื่อรวบรวมข้อมูลในการพิจารณาพัฒนาสถานศึกษา ต่อไป

Cr.ธีรพล ปลื้ม​ถนอม
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

“ทร.” เตรียมรับมือกับสถานการณ์ใหม่ ฝั่งทะเลอันดามัน หลังพม่ามีเรือดำน้ำเข้าประจำการลำแรก

“ทร.” เตรียมรับมือกับสถานการณ์ใหม่ ฝั่งทะเลอันดามัน หลัง พม่า มีเรือดำน้ำเข้าประจำการลำแรก

         เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟตบุ๊ค “RTN” กองทัพเรือโดยโฆษกกอง ทัพเรือ ได้เขียนข้อความถึงทางกองทัพเรือ โดยทัพเรือภาคที่ 3 ให้เตรียมรับมือกับสถาน การณ์ใหม่ หลังมีข่าวว่าทางประเทศเมียนมาร์จะได้รับเรือดำน้ำลำแรกจากประเทศอินเดีย โดยพล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยทัพเรือภาคที่ 3 ต้องเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ใหม่ หลังทราบข่าวว่าใน 24 ธ.ค.62 นี้ ประเทศเมียนม่าร์จะมีเรือดำน้ำเข้าปฏิบัติงานในทะเลอันดามัน

         สำหรับเรือดำน้ำลำแรกของเมียนมาร์นี้ เป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า จากประเทศอินเดีย โดยเป็นเรือดำน้ำชั้น Kilo ใช้เชื้อเพลิงดีเซล ขนาด 3,000 ตัน ความยาว 72.6 ม. มีระยะปฏิบัติการใต้น้ำได้ราว 640 กม. โดยสามารถปฏิบัติการใต้น้ำได้ราว 45 วัน มีกำลังพลประจำเรือจำนวน 52 นาย สามารถดำน้ำลึกได้สูงสุด 300 เมตร โดยเรือดำน้ำรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากด้วยประสิทธิภาพในเรื่องของความเงียบ และความสามารถติดอาวุธ ได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งอินเดีย ได้จัดซื้อจากประเทศรัสเซีย ตั้งแต่ปี 1980 ได้รับการปรับ ปรุงให้ทันสมัยและยังได้ทำการปรับปรุงระบบต่างๆ เพิ่มเติมจากอู่ต่อเรือในประเทศอินเดียอีกด้วย

          ประเทศเมียนม่าร์ยังระบุว่า เรือดำน้ำลำนี้ จะถูกใช้ในภารกิจด้านความมั่นคงและการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลของเมียนมาร์ เป็นหน้าที่หลัก ซึ่งในอนาคตรัฐบาลเมียนม่าร์ ยังคงมีแผนในการเจรจากับรัสเซีย เพื่อจัดหาเรือดำน้ำชั้น Kilo เพิ่มเติมในอนาคต เพื่อขยายขีดความสามารถทางทหารของพม่าอีกด้วย นับว่าเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง ที่กองทัพเรือจะต้องเร่งดำเนินการหาวิธีการเพื่อเตรียมการรับมือต่อไป

/////

แม่ชาวลาวพา​ 2​ ลูกน้อยฝาแฝด มีดวงตาเพชรสีฟ้า พิการแต่กำเนิด มาขอความชวยเหลือจาก บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

แม่ชาวลาวพา​ 2​ ลูกน้อยฝาแฝด มีดวงตาเพชรสีฟ้า พิการแต่กำเนิด มาขอความชวยเหลือจาก บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

         พบแม่ลูกครอบครัวหนึ่งในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ที่มีดวงตาเพชรคล้ายกับตาแมวสีฟ้าใสประกายอย่างสวยงาม สอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อครอบครัวนี้ ได้ความว่านางคำ จันวิพร อายุ 35 ปี มารดาของ เด็กหญิง นารินทร์ และเด็กหญิง นายา เยียวยา สองพี่ น้องฝาแฝดอายุ 4 ปี ซึ่งมีดวงตาเป็นตาเพชรสีฟ้าหรือเพชรตาแมวทั้งสองคน นอกจากนั้นมารดาของฝาแฝดคู่นี้ ยังมีดวงตาเหมือนกันกับลูกสาวทั้งสองอีกด้วย เรียกว่าสร้างความฮือฮาให้กับทุกคนที่พบเห็นโดยมี เหล่าเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูต่างพากันมาขอชมความงามของดวงตาครอบครัวนี้ พร้อมทั้งยังมอบเงินคนละเล็กคนละน้อย ให้กับทางพี่น้องฝาแฝดคู่นี้อีกด้วย

         ด้านมารดาของฝาแฝดเปิดเผยว่า ตนเองเป็นหญิงชาวลาวมาอาศัยอยู๋ที่อำเภอโขงเจียมได้หลายปี จนกระทั่งมาพบรักกับบิดาของทั้งสอง จนมีลูกสาวฝาแฝดออกมาแต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อพบว่าลูกทั้งสองคลอดออกมากลายเป็นเด็กพิการทางการได้ยิน และเสียงพูด เมื่อตนเองคลอดออกมาได้ไม่นาน บิดาของลูกสาวทั้งสองก็ทิ้งหายไป ทำให้ตนเองต้องเลี้ยงดูบุตรด้วยตนเองเรื่อยมา ส่วนดวงตาที่เห็นนั้นตนเองเชื่อว่า มาจากพันธุ์กรรมของตนเองที่มีดวงตาพิเศษกว่าคนอื่น จึงทำให้น้องทั้งสองมีดวงตาดังกล่าวอย่างที่เห็น ขนาดที่ทางด้าน พี่ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ได้มอบเงินจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือทางครอบครัวนี้

          ขณะที่ นาย ปรีดา อุ่นอุดม นายอำเภอโขงเจียม เปิดเผยว่าน้องฝาแฝดคู่นี้ มาเกิดที่โรงพยาบาลโขงเจียมในแผ่นดินจึงขอสัญชาติได้แล้ว ซึ่งในขณะนี้เข้าเรียนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของทางอำเภอโขงเจียม และตนเองได้สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล และจัดหาที่เรียนเฉพาะทางให้กับน้องๆเพื่อให้สามารถอ่านออกเขียนได้ต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“ธรรมนัส” ปิดฉาก “ปารีณา” รุกที่ สปก .นำทีมลงพื้นที่ราชบุรี​ รับมอบที่ดินส.ป.ก.682 ไร่ ให้เวลา​ 7​ วันเคลียพื้นที่ ไม่เอาผิดทางกฎหมาย

“ธรรมนัส” ปิดฉาก “ปารีณา” รุกที่ สปก .นำทีมลงพื้นที่ราชบุรี​ รับมอบที่ดินส.ป.ก.682 ไร่ให้เวลา​ 7​ วันเคลียพื้นที่ ไม่เอาผิดทางกฎหมาย

         วันที่​ 7​ ธันวาคม 2562 : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี​ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ร่วมเดินทางไปที่ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี หลังจากได้รับหนังสือแจ้งจาก น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ขอส่งคืนพื้นที่ตาม ภ.บ.ท.5​ ทั้งหมด 29 แปลง รวม 682 ไร่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร

          ทั้งนี้ น.ส.ปารีณาฯ ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ นายสมใจ สะทองเลียบ นำเอกสารประกอบด้วยหนังสือมอบอำนาจในการส่งคืนพื้นที่ โดยนายสมใจฯ​ ได้นำคณะทั้งหมดพร้อมสื่อมวลชนเดินเข้าไปชี้แนวเขตของพื้นที่และสำรวจโรงเรือนเลี้ยงไก่ ซึ่งได้ย้ายไก่ออกไปหมดแล้ว

          ร.อ.ธรรมนัสฯ กล่าวว่า​ น.ส.ปารีณาฯ ได้ส่งหนังสือถึงนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เรื่อง ขอส่งคืนพื้นที่ตาม ภ.บ.ท.5 เพื่อข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร โดยหลังจากนี้ น.ส.ปารีณาฯ​ จะไม่สามารถดำเนินกิจกรรมใดๆในที่ ส.ป.ก.ทั้ง 29 แปลงนี้ และจะให้เวลาขนของออก 7 วันนับจากวันนี้ ส่วนโรงเรือนเสาไฟฟ้าปักที่โรงไก่สิ่งก่อสร้างถ้าจะรื้อออกก็ให้อยู่ในเวลาที่กำหนด และยืนยันว่าได้ทำงานเร็วที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องการดำเนินดคี กรณีของน.ส.ปารีณาฯ ครอบครองพื้นที่นี้มาก่อนที่จะมีกฎหมายปฏิรูปที่ดิน และเมื่อ​ ปารีณาฯ​ ส่งมอบคืนให้รัฐ ตามกฎหมาย ส.ป.ก.จึงไม่สามารถเอาผิดได้

          ผู้สื่อข่าวรายงานจากเขาสนฟาร์ม บริเวณที่ตั้งฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ตลอดช่วงเช้า บรรยากาศเงียบเหงามีรถบรรทุก เข้าออกตลอดเวลา โดยคาดว่าน่าจะดำเนินการขนย้ายข้าวของ อุปกรณ์ เครื่องจัก เครื่องมือ ในฟาร์มไก่ออก หลังจากมีกระแสข่าวว่า น.ส.ปารีณาฯ ได้ทำหนังสือมอบคืนที่ ส.ป.ก. จำนวน 682 ไร่ แก่ทางการแล้วในวันที่ 6 ธ.ค.62

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม นบข ครั้งที่ 2/2562

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม นบข ครั้งที่ 2/2562 สั่งดูแลข้าวอย่างครบวงจรสายการผลิต ควบคู่ไปกับโครงการประกันรายได้เกษตรกร

          เมื่อวันที่(6 ธันวาคม 2562) เวลา 13.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข) 2/2562  โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมด้วย ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2562/63 (คู่ขนานโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว) โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2562/63 และโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2562/63

          นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดประชุมโดยย้ำว่า รัฐบาลห่วงใยพี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ขณะนี้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้แทนลงไปติดตามดูแลสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้แล้ว สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว รัฐบาลเน้นให้มีการช่วยเหลืออย่างครบวงจรตลอดเส้นทางการผลิต ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว เก็บข้าวในยุ้งฉาง สินเชื่อแก่โรงสี ไปถึงการจัดจำหน่าย  โดยมาตรการต่างๆ จะได้ทยอยข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง และจะดำเนินการเช่นเดียวกันนี้กับพืชเกษตรอื่นๆ ด้วย  สำหรับการส่งออกข้าวที่มีปริมาณน้อยลงนั้น มีปัจจัยทั้งจากประเทศคู่ค้าที่มีสต็อกมากขึ้น มีการชะลอการสั่งซื้อ ซึ่งได้สั่งให้ หาแนวทางลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตรวมทั้งการแก้ปัญหาโรคข้าวต่างๆ  นายกรัฐมนตรียังห่วงใยปัญหาการลักลอบนำเข้าพืชผลเกษตรที่จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรและเกษตรกรไทย  โดยได้สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงเร่งสกัดจับอย่างต่อเนื่องและให้รายงานผลการดำเนินการให้ทราบด้วย

          ทั้งนี้ ในการประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ได้แก่ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2562/63 (คู่ขนานโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว) ทั้งโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก ปี 62/63  โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโดยสถาบันเกษตรกร ปี 62/63  และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปี 62/63  โดยเห็นชอบการจัดสรรวงเงินโครงการ สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก เพิ่มเติม ให้ ธ.ก.ส. 1,370.72 ล้านบาท สำหรับโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2562/63   โดยอนุมัติเพิ่มเป้าหมายเกษตรกร 0.26 ล้านครัวเรือน จากเดิม 4.31 ล้านครับเรือน รวมทั้งหมด 4.57 ล้านครัวเรือน  ขยายระยะเวลาจ่ายเงินให้เกษตรกรภาคอื่นๆ จากเดิม 31 ธ.ค.62  เป็น 30 เม.ย.63 และอนุมัติงบประมาณเพิ่ม  2,667.35  ล้านบาท สำหรับจ่ายให้เกษตรกร และ ธ.ก.ส เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ลดต้นทุนให้กับเกษตรกร  นอกจากนี้ ยังมีโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2562/63 สำหรับ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวปี 62 จำนวน 4.57 ล้านครัวเรือน  (ปลูกรอบที่ 1) ช่วยเหลืออัตราไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาท ให้ครัวเรือนละ 1 สิทธิ์ โดยต้องเป็นพื้นที่ที่มีการเก็บเกี่ยวและไม่ซ้ำซ้อนกับพื้นที่ที่ได้รับเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ เว้นแต่เกษตรกรจะนำพื้นที่ประสบภัยนั้นไปแจ้งกรมส่งเสริมการเกษตรเพาะปลูกใหม่ทันช่วงเวลาเพาะปลูกรอบที่ 1 ปี 62/63

          ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังย้ำในตอนท้ายด้วยว่า การขึ้นทะเบียนเกษตรกรต้องเก็บข้อมูลสำคัญครบถ้วน ทั้งพื้นที่เพาะปลูก จำนวนผลผลิต ประวัติเกษตรกร เพื่อใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในการกำหนดมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและวางแผนอนาคตต่อไป  พร้อมให้เร่งรัดการจ่ายเงินช่วยเหลือ เยียวยาเกษตรกรตามที่ได้มีมติไปแล้วโดยเฉพาะแก้ปัญหาข้อติดขัดการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยส่งเสริมให้มีการใช้ระบบ prompt pay ด้วย

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก