นิโคตินแบบซอง 20 รายการ ใช้ข้อความ “ปรับลดความเสี่ยง” ได้ หลังผ่าน FDA ประเมินเข้ม

นิโคตินแบบซอง 20 รายการใช้ข้อความ “ปรับลดความเสี่ยง” ได้ หลังผ่าน FDA ประเมินเข้ม

อย. สหรัฐ รีวิวเข้ม ก่อนอนุญาตให้นิโคตินแบบถุง 20 รายการ สื่อสารข้อมูลการลดความเสี่ยงได้ องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration: FDA) ออกคำสั่งอนุญาตให้ผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบถุงจำนวน 20 รายการ สามารถสื่อสารการตลาดในฐานะผลิตภัณฑ์ยาสูบลดความเสี่ยง (Modified Risk Tobacco Product: MRTP) ภายหลังการประเมินทางวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน

ประกาศดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในเว็ปไซต์ของอย. สหรัฐ (FDA Authorizes 20 ZYN Nicotine Pouches to Be Marketed with Specific Modified Risk Claim | FDA) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบถุงดังกล่าว ซึ่งได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในสหรัฐอเมริกาผ่านขั้นตอนการขออนุญาตจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ Pre-Market Tobacco Application (PMTA) มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 แล้วนั้น จะสามารถทำการตลาดพร้อมข้อความที่ใช้สื่อสารเกี่ยวกับการลดความเสี่ยง (modified risk claim) โดยระบุว่า “การใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบถุงแทนการสูบบุหรี่ ทำให้มีความเสี่ยงต่อมะเร็งช่องปาก โรคหัวใจ มะเร็งปอด โรคหลอดเลือดสมอง ถุงลมโป่งพอง และโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ต่ำกว่าการสูบบุหรี่”

ดร.เบรท โคพาว รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ผลิตภัณฑ์ยาสูบ (Center for Tobacco Products) ขององค์การอาหารและยา กล่าวว่า การประเมินผลิตภัณฑ์ที่ขออนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบปรับลดความเสี่ยง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบที่เป็นผู้ใหญ่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความแตกต่างของอันตรายระหว่างผลิตภัณฑ์ยาสูบ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลประกอบ “การอนุญาตให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถทำการตลาดพร้อมข้อความที่ใช้สื่อสารเกี่ยวกับการลดความเสี่ยง จะช่วยให้ผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ต่ำกว่าที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้” ดร. โคพาวฯ กล่าว

ในแถลงการณ์ของ FDA ยังระบุว่า การอนุญาตให้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบลดความเสี่ยง (MRTP) เป็นการอนุญาตสำหรับผลิตภัณฑ์เฉพาะรายการ มิใช่การอนุญาตสำหรับผลิตภัณฑ์ยาสูบทั้งประเภท โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคำสั่งอนุญาตในครั้งนี้ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดที่มีระดับนิโคติน 2 ขนาด ได้แก่ 3 มิลลิกรัม และ 6 มิลลิกรัม จากการประเมินทางวิทยา ศาสตร์ต่อคำขอ MRTP นั้น อย. สหรัฐ ได้พิจารณาถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ความเข้าใจและการรับรู้ของผู้บริโภคต่อข้อความที่สื่อสารเกี่ยวกับการปรับลดความเสี่ยง ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการใช้ในเยาวชน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชากรโดยรวม

อย. สหรัฐ สรุปว่า ผู้ยื่นคำขอได้แสดงหลักฐานเพียงพอว่าข้อความที่ต้องการสื่อสารดังกล่าวมีความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ ผู้บริโภคสามารถเข้าใจความหมายของข้อความดังกล่าว และการทำการตลาดพร้อมข้อความดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของประชากรโดยรวม

การอนุญาตในครั้งนี้กำหนดให้บริษัทผู้ผลิตต้องดำเนินการติดตามและศึกษาผลภายหลังการวางจำหน่าย (post-market surveillance and studies) ซึ่งรวมถึงการประเมินพฤติกรรมของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ และความเข้าใจของผู้ใช้ต่อข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยง คำสั่งอนุญาตดังกล่าวจะมีอายุ 5 ปี โดยก่อนครบกำหนด บริษัทสามารถยื่นขอต่อใบอนุญาตได้ แต่หาก อย. สหรัฐ เห็นว่าการทำการตลาดผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในฐานะ MRTP ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของประชากรโดยรวมอีกต่อไป เช่น ในกรณีที่พบการเพิ่มขึ้นของการใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเยาวชนอย่างมีนัยสำคัญ อย. สหรัฐ สามารถเพิกถอนคำสั่งอนุญาตดังกล่าวได้

อย. สหรัฐ ย้ำว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทใดที่ปลอดภัย และผู้ที่ไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบก็ไม่ควรเริ่มใช้ แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้สูบบุหรี่อยู่ในปัจจุบัน การเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบโดยสิ้นเชิงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาใช้นิโคตินแบบถุงที่ได้รับอนุญาตจาก FDA แทนการสูบบุหรี่อย่างสมบูรณ์ อาจช่วยลดการได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจำนวนมากซึ่งพบในควันบุหรี่ได้

จนถึงปัจจุบัน อย. สหรัฐ ได้อนุญาตผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบถุงจำนวน 26 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งผ่านการประเมินทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวด และได้รับการพิจารณาว่าเป็นไปตามมาตรฐานด้านสาธารณสุขที่กฎหมายกำหนด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

GREE ร่วมงาน RACC ASEAN 2026 เปิดตัว Airy AI และเครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์รุ่นใหม่อย่างยิ่งใหญ่

GREE ร่วมงาน RACC ASEAN 2026 เปิดตัว Airy AI และเครื่องปรับอากาศพลัง งานแสงอาทิตย์รุ่นใหม่อย่างยิ่งใหญ่ เดินหน้ารุกตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมขับเคลื่อนอนาคตสีเขียวด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 กรุงเทพมหานคร : แบรนด์เครื่องปรับอากาศชั้นนำระดับโลก GREE (กรี) ได้เข้าร่วมงานมหกรรมอุตสาหกรรมระบบปรับอากาศและทำความเย็นแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ RACC ASEAN 2026 อย่างเป็นทางการ ภายในงานครั้งนี้ GREE ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ที่สะท้อนเทคโนโลยีอากาศอัจฉริยะแห่งอนาคต ได้แก่ Airy AI Smart Air Conditioner และ Zero Carbon PV Storage Solution System ซึ่งเป็นโซลูชันพลังงานสะอาดระดับแนวหน้าของโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ การประหยัดพลังงาน และพลังงานสีเขียวของบริษัทอย่างชัดเจน

ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมของอุตสาหกรรม HVAC ระดับโลก GREE ยังคงยึดมั่นในแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย โดย Airy AI Smart Air Conditioner ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ พร้อมปรับการทำงานอย่างชาญฉลาดแบบเรียลไทม์ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกสบาย ประหยัดพลังงาน และมีประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะเดียวกัน เครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์ของ GREE ยังเป็นนวัตกรรมที่ผสานระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เข้ากับระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง มอบทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสำหรับอาคารสีเขียวและโครงการพลังงานสะอาด ตอกย้ำความเป็นผู้นำของ GREE ในด้านการลดการใช้พลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอน

ภายในงาน GREE ยังได้เข้าร่วมพิธีลงนาม “HVACR Green Low-Carbon Development Initiative” โดย Jared Yangประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GREE Thailand ในฐานะตัวแทนบริษัท ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจกับตัวแทนผู้จัดงาน RACC ASEAN 2026 เพื่อร่วมผลักดันอุตสาหกรรม HVACR ในประเทศไทยให้ก้าวสู่การพัฒนาอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพสูง และยั่งยืน

คุณ Jared Yang กล่าวว่า : “GREE เชื่อมั่นเสมอว่า นวัตกรรมทางเทคโนโลยีไม่เพียงช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งอุตสาหกรรม การลงนาม MOU ในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของ GREE ที่มีต่อตลาดประเทศไทย แต่ยังแสดงถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจของเราในการผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี HVAC สีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม ในอนาคต GREE จะยังคงร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม HVACR ของประเทศไทยต่อไป”

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ทุกภาคส่วนจะร่วมกันผลักดันการส่งเสริมเทคโนโลยีสีเขียว การแบ่งปันทรัพยากรในอุตสาหกรรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางเทคนิค และการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชัน HVAC ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนของประเทศไทย เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีข่าวลือในตลาดเกี่ยวกับการถอนตัวของ GREE ออกจากประเทศไทย สำหรับประเด็นดังกล่าว GREE ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนผ่านการเข้าร่วมงาน RACC ASEAN 2026 ด้วยรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมระดับโลกและแผนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อยืนยันต่อสาธารณชนว่า GREE ไม่ได้ออกจากตลาดประเทศไทย ตรงกันข้าม บริษัทกำลังเพิ่มการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านผลิตภัณฑ์ แบรนด์ ช่องทางการจำหน่าย และระบบบริการหลังการขาย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

ปัจจุบัน GREE ELECTRIC APPLIANCES (THAILAND) CO., LTD. เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินธุรกิจแบรนด์ GREE ในประเทศไทย โดยมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายการจัดจำหน่าย ระบบบริการหลังการขาย และการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูงแก่ผู้บริโภคและพันธมิตรทางธุรกิจ

ในอนาคต GREE จะยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “ทำให้โลกหลงรักสินค้าที่ผลิตจากประเทศจีน” พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสีเขียว ตอบสนองเป้าหมายการลดคาร์บอนของโลก และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ชาญฉลาด มีประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมีคุณภาพของอุตสาหกรรม HVAC ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร เผยจับยาเสพติด 3 ไตรมาสของปีงบประมาณ 2569 รวม 214 คดี มูลค่ากว่า 691 ล้านบาท ชี้เครือข่ายยังใช้ไปรษณีย์-ผู้โดยสารทางอากาศยานลักลอบส่งออก เร่งบูรณาการปราบปรามทุกมิติ

กรมศุลกากรเผยผลการปราบปรามยาเสพติดในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้ 214 คดี ตรวจยึดของกลางรวมกว่า 917 กิโล กรัม มูลค่าความเสียหายกว่า 691 ล้านบาท โดยพบว่าไอซ์และเฮโรอีน ยังคงเป็นยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ในปริมาณสูงที่สุด

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรขานรับนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งบูรณาการการทำ งานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจริงจัง กรมศุลกากรจึงได้บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับ หน่วยปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าเรือ (Seaport Interdiction Task Force : SITF) หน่วยปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task Force : AITF) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองผู้โดยสาร สัมภาระ ตู้คอนเทนเนอร์ และพัสดุระหว่างประเทศ ส่งผลให้สามารถจับกุมคดีลักลอบขนยาเสพติดได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ เฮโรอีน ซึ่งมีการส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย ฮ่องกง และไต้หวันเป็นลำดับต้น ๆ โดยยาเสพติดที่ตรวจยึดได้สูงสุด ได้แก่ ไอซ์ เฮโรอีน ยาบ้า เคตามีน โคเคนและช่องทางที่ตรวจพบการกระทำความผิดมากที่สุด คือ การลักลอบขนส่งผ่านช่องทางไปรษณีย์

อย่างไรก็ดี กรมศุลกากรได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้า และส่งออกในทุกช่องทาง โดยเฉพาะการตรวจสอบสัมภาระผู้โดยสาร ด้วยการนำระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้ามาใช้ในการปฏิบัติงาน ควบคู่กับข้อมูลการข่าวในการวิเคราะห์หาเป้าในการตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังได้มุ่งเน้นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการสอบสวนขยายผลการจับกุม เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดและตัดวงจรเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมศุลกากรจะเดินหน้ายกระดับมาตรการบริหารความเสี่ยงการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรอง และการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อสกัดกั้น ขยายผล และทำลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ พร้อมยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานหรือเส้นทางในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดไปยังประเทศต่างๆ และขอเตือนประชาชนห้ามรับฝากขนของจากคนแปลกหน้า เพราะอาจตกเป็นเหยื่อในขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติซึ่งถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

“พล.ต.อ.ธัชชัยฯ” หารือร่วม 11 ประเทศ พร้อมองค์กรภาคีทั้งไทยและต่างประเทศ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

“พล.ต.อ.ธัชชัยฯ” หารือร่วม 11 ประเทศ พร้อมองค์กรภาคีทั้งไทยและต่างประเทศ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประ ธานการประชุมความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) ณ โรงแรมมัดดีส์ บีช รีสอร์ท จังหวัดจันทบุรี โดยมี พล.ต.ท.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน จเรตำรวจ/หัวหน้าส่วนปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์ ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ผู้แทนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 11 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย สาธารณรัฐเกาหลี และเนปาล พร้อมผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration – IOM), สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย (HSI) และ ศูนย์ความร่วมมือและบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Integrated Law Enforcement and Security Cooperation Center – LMLECC) รวมถึงหน่วยงานของไทย ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพบก ร่วมประชุม เพื่อร่วมกำหนดแนวทางความร่วมมือในการสกัดกั้นและปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจัดการประชุมระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569

ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ แนวโน้ม และรูปแบบการกระทำผิดที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน พร้อมร่วมกันกำหนดแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยเห็นพ้องที่จะเร่งรัดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การประสานการสืบสวนคดีข้ามพรมแดน การติดตามเส้นทางการเงิน การช่วยเหลือและส่งกลับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมถึงการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดและผู้บงการเครือข่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์รวม 46 สัญชาติ จำนวน 14,694 ราย ขณะที่ประเทศไทยได้รับคนไทยที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศกัมพูชา เนื่องจากเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันออนไลน์ ระหว่างปี 2565–2569 จำนวน 105 ครั้ง รวม 2,774 ราย สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวมีความเชื่อมโยงระหว่างหลายประเทศ และจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางป้องกันการล่อลวงประชาชนให้เดินทางไปทำงานกับขบวนการอาชญากรรมในต่างประเทศ ซึ่งมักใช้วิธีหลอกลวงผ่านการชักชวนให้ลงทุน การโฆษณารับสมัครงานที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง และการหลอกลวงผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือโรแมนซ์สแกม (Romance Scam) โดยทุกประเทศเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในการเฝ้าระวัง การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการสร้างการรับรู้แก่ประชาชน เพื่อลดจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อและสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติได้อย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมอนามัย จับมือ รพ.วันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามความร่วมมือ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” ส่งเสริมการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงเวลา

กรมอนามัย จับมือ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามความร่วมมือ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” ส่งเสริมการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงเวลา

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการแพทย์ ภายใต้โครงการ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการเข้าถึงการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า (Advance Care Planning) ให้แก่ประชาชนไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถสื่อสารความต้องการด้านการรักษาพยาบาลของตนเองได้อย่างชัดเจน และได้รับการดูแลที่สอดคล้องกับคุณค่าและความต้องการของชีวิต

พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ณ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพมหานคร โดยมี แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ นายอัครพล เอื้ออารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความเป็นมนุษย์ และสิทธิการตัดสินใจของผู้ป่วย

โครงการ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนได้มีโอกาสวางแผนการรักษาล่วงหน้าในกรณีที่ไม่สามารถสื่อสารความต้องการของตนเองได้ในอนาคต โดยอาศัยหลักการของ Living Will หรือหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในช่วงท้ายของชีวิต ซึ่งได้รับการรับรองตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550

ความร่วมมือครั้งนี้จะครอบคลุมการเผยแพร่ความรู้ การจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ การพัฒนาสื่อและองค์ความรู้ด้านการวางแผนการดูแลล่วงหน้า รวมถึงการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสกำหนดแนวทางการดูแลรักษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง

“เมื่อถึงวันที่การสื่อสารอาจเป็นเรื่องยาก บันทึกวันเวลา (Living Will) คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสะท้อนความต้องการของผู้ป่วย เพื่อให้ทุกการดูแลเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าของชีวิตอย่างแท้จริง”

โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล เชื่อมั่นว่าการดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรักษาโรค แต่ยังรวมถึงการเคารพในคุณค่า ความเชื่อ และการตัดสินใจของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของชีวิตมีความหมายและได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศึกชิง นายกอบจ.ร้อยเอ็ด เบอร์ 2 มาแรง ‘นิรันดร์’ ลั่นถึงเวลาพลิกโฉมร้อยเอ็ด ชูธง พัฒนาจริง ทำจริง ทุกอำเภอ ทุกตำบล

ศึกชิง นายกอบจ.ร้อยเอ็ด เบอร์ 2 มาแรง ‘นิรันดร์’ ลั่นถึงเวลาพลิกโฉมร้อยเอ็ด ชูธง พัฒนาจริง ทำจริง ทุกอำเภอ ทุกตำบล

ผู้สื่อข่าวจากจังหวัดร้อยเอ็ด รายงานว่า บรรยากาศศึกเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ดเริ่มร้อนแรง และน่าจับตามอง หลังจากที่ นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด หลายสมัย ได้ยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 พร้อมจับสลากได้ หมายเลข 2 ซึ่งนายนิรันดร์ ได้ส่งสัญญาณเปิดเกมชิงเก้าอี้ผู้นำท้องถิ่นเต็มรูปแบบ ท่ามกลางกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ทั้งนี้ นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ กล่าวว่า ตนพร้อมนำประสบการณ์การทำงานทางการเมืองที่มีมากกว่า 30 ปี และความเข้าใจปัญหาของพื้นที่ มาขับเคลื่อนสร้างการพัฒนาให้จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพพร้อมที่จะเติบโตได้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเน้นการทำงานที่พัฒนาจริง ทำจริง ถึงทุกพื้นที่ ทุกอำเภอ ทุกตำบล เปลี่ยนร้อยเอ็ด ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยเศรษฐกิจฐานรากต้องโต พี่น้องประชาชนต้องมีคุณภาพชีวิตต้องดีขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต้องแน่น และการบริงานการแก้ปัญหา ที่ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของประชาชนในทุกอำเภอ ทุกตำบล

“นโยบายของตนจะมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย พัฒนาแหล่งน้ำและระบบคมนาคม สนับสนุนอาชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยว ผลักดันการศึกษา การสาธารณสุข และพัฒนาศักยภาพเยาวชน ควบคู่กับการบริหารงานที่โปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตจังหวัด ขอย้ำว่า จังหวัดร้อยเอ็ดต้องเดินหน้าอย่างมีทิศทาง ประชาชนต้องมีโอกาส มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผมพร้อมอาสาเข้ามาทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทุกพื้นที่ได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียม และทุกงบประมาณสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชนอย่างคุ้มค่า” นายนิรันดร์ฯ กล่าว

สำหรับแนวทางการหาเสียง ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายนิรันดร์ฯ ได้เตรียมลงพื้นที่พบปะประชาชนทั้ง 20 อำเภอ เพื่อนำเสนอนโยบาย รับฟังปัญหา และร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาร้อยเอ็ดให้เติบโตอย่างมั่นคง สู่เป้าหมายการเป็นจังหวัดที่เศรษฐกิจเข้มแข็ง คุณภาพชีวิตดี และประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างทั่วถึง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รองนายกฯ ส่งทนายแจ้งความจับเจ้าของคลิปเสียงพาดพิงสอบทุจริตท้องถิ่น เอี่ยวสอบทุจริตท้องถิ่นทำเสียหายร้ายแรง

รองนายกฯ ส่งทนายแจ้งความจับเจ้าของคลิปเสียงพาดพิงสอบทุจริตท้องถิ่น เอี่ยวสอบทุจริตท้องถิ่นทำเสียหายร้ายแรง

วันที่ 30 มิ.ย.2569 เวลา 09.55 น. : นายทิวา การกระสัง ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนา ซึ่งมีการพาดพิงว่านายทรงศักดิ์ฯ เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่น

นายทิวาฯ เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ฯได้รับคลิปเสียงดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 แต่ในขณะนั้นยังไม่มีการเอ่ยถึงชื่อนายทรงศักดิ์ฯ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ป.ป.ช.,สำนักงาน ป.ป.ท.,สำนักงาน ปปง. และหน่วยงานอื่นๆ ให้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดสอบ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่อาจมีความผิดปกติ

นายทิวาฯ ระบุว่า ในช่วงเวลานั้น กระบวนการจัดสอบอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีมหาวิทยาลัย 2 แห่งเข้าร่วมเสนอราคา ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ แม้ว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จะเสนอราคาต่ำกว่า แต่คณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีความน่าเชื่อถือมากกว่า จึงคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ ก่อนส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณาตามขั้นตอน และกรมบัญชีกลางมีความเห็นให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นผู้ดำเนินการ

ทั้งนี้ ยืนยันว่าขั้นตอนดังกล่าวเป็นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ ไม่ใช่การซื้อขายตำแหน่งหรือซื้อขายข้อสอบตามที่ถูกกล่าวอ้าง อีกทั้งในขณะนั้น แม้จะมีคลิปเสียง แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเรียกรับหรือรับเงิน จึงไม่สามารถดำเนินคดีได้ และไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมีการกระทำในลักษณะดังกล่าว

ต่อมา ภายหลังมีการเผยแพร่คลิปเสียงผ่านเพจ “บังแจ็ค” ซึ่งมีการเอ่ยชื่อนายทรงศักดิ์ฯ อย่างชัดเจน พร้อมกล่าวอ้างว่า มีโควตาผู้สอบจากคนใกล้ชิดจำนวน 1,500 อัตรา โดยผู้เข้าสอบต้องจ่ายเงินอัตราละ 350,000 บาท ให้หน่วยงานที่จัดสอบและนายทรงศักดิ์ฯ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของรองนายกรัฐมนตรีอย่างร้ายแรง

นายทิวาฯ กล่าวว่า จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ส้ม และนายกิจ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวว่าเป็นเจ้าของเสียงในคลิป รวมถึงผู้เผยแพร่คลิปผ่านเพจ “บังแจ็ค” ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 รวมทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

นายทิวาฯ ยังระบุว่า เชื่อว่าคลิปเสียงดังกล่าวมีเจตนาทำลายกระบวนการประมูล เนื่องจากกลุ่มบุคคลบางกลุ่มไม่ได้รับประโยชน์ อีกทั้งยังมุ่งสร้างความเสียหายต่อนายทรงศักดิ์ฯ และพรรคการเมืองที่สังกัด ทั้งที่นายทรงศักดิ์ฯ ไม่เคยรู้จักหรือมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลทั้ง 2 คนมาก่อน

พร้อมย้ำว่า การแจ้งความครั้งนี้ต้องการให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ปากคำ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าเหตุใดจึงมีการกล่าวอ้างเช่นนี้ และมีหลักฐานใดที่เชื่อมโยงนายทรงศักดิ์ฯ หรือไม่

นายทิวาฯ กล่าวด้วยว่า หากข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นความจริง จะมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งผู้เรียกรับเงิน ผู้จ่ายเงิน และผู้เข้าสอบ ซึ่งอาจมีจำนวนรวมหลายหมื่นคน ดังนั้น จึงไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปได้ และจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

สำหรับ น.ส.ส้มฯ และนายกิจฯ ปัจจุบันทั้งคู่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเคยเข้าพบคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวมาก่อน นายทิวาฯ เชื่อว่าหากพนักงานสอบสวนออกหมายเรียก ทั้งสองจะเข้ามาให้ปากคำ ขณะที่พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ และจะพิจารณาว่าพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พนักงานสอบสวนประสานกองพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจห้องชุด หลังผู้ซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดีร้องถูกถอดอุปกรณ์ประจำห้องหลายรายการ

กรุงเทพมหานคร – พนักงานสอบสวนประสานกองพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจห้องชุด หลังผู้ซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดีร้องถูกถอดอุปกรณ์ประจำห้องหลายรายการ

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ พร้อมเจ้าหน้า ที่กองพิสูจน์หลักฐาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบห้องชุดภายในโครงการคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท 40 ตามคำร้องของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี หลังเข้าแจ้งความว่าพบอุปกรณ์ที่ติดตั้งประจำห้องหลายรายการถูกถอดและขนย้ายออกไป

การเข้าตรวจสอบในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสภาพสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบร่องรอยการรื้อถอน การตัดสายไฟ การตัดท่อน้ำยาเครื่องปรับอากาศ ร่องรอยการถอดอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่กับห้อง ตลอดจนบันทึกสภาพความเสียหายทั้งหมด เพื่อใช้ประกอบสำนวนคดีและเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีตามกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ โดยระบุว่าภายหลังได้รับสิทธิในห้องชุดจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี และเข้าตรวจรับห้อง พบว่าอุปกรณ์สำคัญที่ติดตั้งใช้งานประจำกับห้องได้สูญหายหลายรายการ ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ 2 เครื่อง เครื่องทำน้ำอุ่น เตาแม่เหล็กไฟฟ้าแบบบิลต์อิน เครื่องดูดควัน ม่านจีบ กระจกกั้นห้องอาบน้ำ สายไฟ ท่อน้ำยาแอร์ และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ รวมถึงทรัพย์สินที่อาจตรวจพบเพิ่มเติมจากการตรวจสอบ

ผู้เสียหายระบุว่า ได้ร้องขอให้พนักงานสอบสวนประสานกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เพื่อพิสูจน์ร่องรอยการรื้อถอนและรวบรวมพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงขอให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด บันทึกการเข้าออกอาคาร รายชื่อผู้รับเหมา และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ติดตามเส้นทางของทรัพย์สินและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขนย้ายทรัพย์ดังกล่าว

ทั้งนี้ คดีอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและรอผลการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งผลการตรวจจะเป็นพยานหลักฐานสำคัญประกอบการพิจารณาของพนักงานสอบสวน หากพบว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมาย จะมีการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

SURE ยกระดับแบรนด์เต็มสูบ! ดึง “ต้นหอม” นั่งพรีเซ็นเตอร์ จับมือ มช. พัฒนาผลิตภัณฑ์

แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคท้องถิ่นโตสวนตลาด “SURE” ของบริษัท สยาม เฟมัส จำกัด ผู้ผลิตจากจังหวัดสมุทรสาคร เดินหน้ายกระดับแบรนด์เต็มรูปแบบ วางยุทธ ศาสตร์ “ผลิต–วิจัย–การตลาด” ครบวงจร พร้อมจับมือ ม.เชียงใหม่ ตั้งแล็บสกัดพืชธรรมชาติ และดึงดาราสาว ต้นหอม ศกุนตลา นั่งพรีเซ็นเตอร์คนแรก

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 บริษัท สยาม เฟมัส จำกัด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจากจัง หวัดสมุทรสาคร ได้จัดงานเปิดตัวแบรนด์ “SURE” อย่างเป็นทางการที่กรุงเทพฯ พร้อมประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ “ผลิต–วิจัย–การตลาด” แบบครบวงจร มุ่งยกระดับการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทย และต่อยอดสู่ตลาดอาเซียนในระยะต่อไป

ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว บริษัทวางแผนผสานฐานการผลิตในประเทศเข้ากับความร่วมมือด้านงานวิจัยกับสถาบันการศึกษาไทย รวมถึงการพัฒนากลยุทธ์การตลาดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งคุณภาพและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการเปิดตัว “ต้นหอม ศกุนตลา เทียนไพโรจน์” ดาราและพิธีกรชื่อดัง ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คนแรกของแบรนด์ SURE โดยต้นหอม เล่าถึงจุดเริ่มต้นกับ SURE ว่า รู้จักและใช้สินค้าจริงตั้งแต่ก่อนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพราะส่วนตัวทำธุรกิจสปาที่ต้องซักผ้าขนหนูจำนวนมากเป็นประจำ และช่วงแรกยังไม่มีแม่บ้านจึงต้องลงมือเองทุกอย่าง “หอมไล่หาตามแพลตฟอร์มต่างๆ ว่าตัวไหนราคาเหมาะสมและใช้ได้จริง จนมาเจอ SURE ซึ่งเคยได้ยินชื่ออยู่แล้ว พอลองซื้อมาใช้ก็รู้สึกว่าคุ้มมาก ผ้าสะอาดและกลิ่นหอมติดทน ซึ่งสำคัญมากสำหรับงานสปา เพราะเราอยากให้ลูกค้าประทับใจ”

ดาราสาวยังเผยเคล็ดลับการดูแลเสื้อผ้าว่า เป็นคนละเอียดและชอบแต่งตัว จึงแยกซักเป็นผ้าขาว ผ้าสีอ่อน ผ้าสีเข้ม และผ้าที่ต้องดูแลพิเศษ เพื่อให้เสื้อผ้าอยู่ทนและคงสภาพดี พร้อมบอกว่าหลังร่วมงานกับแบรนด์ เตรียมจัดกิจกรรมร่วมกันอีกหลายรูปแบบ รวมถึงกิจกรรมเพื่อสังคม “หอมขายออนไลน์อยู่แล้ว และมองแบรนด์นี้มาสักพักว่าจะทำอย่างไรให้ได้มาปักตะกร้า พอได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ก็ยิ่งมั่นใจว่าแบรนด์น่าสนใจ เชื่อว่าจะขายได้แน่นอน” ต้นหอม กล่าว

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัท สยาม เฟมัส จำกัด และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมเปิดตัว “ห้องปฏิบัติการสกัดพืชธรรมชาติ” อย่างเป็นทางการ ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะศึกษาการนำสารสกัดจากพืชท้องถิ่นของไทยมาประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือน เพื่อพัฒนาไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่เชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม

ด้าน ดร.จรูญ จักร์มุณี รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันความต้องการผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของครัวเรือนยุคใหม่ได้เปลี่ยนจากการมองแค่ประสิทธิภาพการทำความสะอาด ไปสู่ความใส่ใจทั้งความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อม และคุณภาพควบคู่กัน โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของส่วนผสม การถนอมเส้นใยผ้า การย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และการผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น สำหรับความร่วมมือกับ SURE ดร.จรูญ ระบุว่า มหาวิทยาลัยเชื่อมั่นว่างานวิจัยต้องตอบโจทย์สังคม ขณะที่ SURE ให้ความสำคัญกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และพร้อมลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานงานวิจัย ทั้งสองฝ่ายจึงร่วมกันแปลงผลงานวิชาการให้เป็นนวัต กรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ถือเป็นความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ทั้งภาควิชาการและภาคธุรกิจ

ดร.จรูญฯ กล่าวอีกว่า ในอนาคตทั้งสองฝ่ายจะมุ่งเน้นการพัฒนาสูตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อมและย่อยสลายได้ เทคโนโลยีชีวภาพและนาโนเทคโนโลยี วิธีตรวจสอบคุณภาพที่รวด เร็ว และการทดสอบตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการทำวิจัยร่วม การฝึกงานของนักศึกษา และการแลกเปลี่ยนบุคลากร เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมในระยะยาว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ด้วยนวัตกรรม คุณภาพ และความยั่งยืน SURE มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนชั้นนำของไทย และขยายต่อไปยังตลาดอาเซียนและระดับสากล

ด้าน คุณสวี อี้ ผู้บริหารบริษัท สยาม เฟมัส จำกัด กล่าวว่า ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ SURE มีการเติบโตต่อเนื่องทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยปัจจุบันมีฐานการผลิตที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบซัพพลายเชนบริษัทระบุว่า SURE ใช้ 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาโดยเน้นความปลอดภัยและส่วนผสมธรรมชาติ การผลิตด้วยระบบอัตโนมัติที่ช่วยควบคุมคุณภาพและต้นทุน และการตลาดที่อาศัยทีมงานและเครือข่าย KOL/KOC ในประเทศ สำหรับการเลือก “ต้นหอม ศกุนตลา” เป็นพรีเซ็นเตอร์ มาจากภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและสอดคล้องกับแบรนด์ พร้อมเตรียมเดินหน้ากิจกรรมการตลาดรูปแบบใหม่ เช่น Brand Day และไลฟ์ขายสินค้าร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์

ปัจจุบันสินค้า SURE วางจำหน่ายแล้วในห้างค้าปลีกและศูนย์วัสดุก่อสร้างชั้นนำ อาทิ HomePro, Mega Home, Global House และ Makro รวมถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซอย่าง TikTok, Shopee และ Lazada บริษัทระบุว่า แบรนด์มียอดขายออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง และอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือนที่มียอดขายอันดับต้น ๆ บนแพลตฟอร์ม TikTok

ในระยะต่อไป บริษัทมีแผนใช้ประเทศไทยเป็นฐานหลักในการเติบโต ก่อนขยายสู่ตลาดเมียนมา เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยมุ่งยกระดับให้ SURE เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนระดับภูมิภาคที่ผู้บริโภคไว้วางใจในระยะยาว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

จิ้มแจ่ม ไทยแลนด์ ดันโปรเจค มวยไทย ผงาดศึกลุมพินี ชนะน็อค มาดามพิมวางเป้าเปิดเวทีเยาวชนสู่แชมป์โลก

จิ้มแจ่ม ไทยแลนด์ ดันโปรเจคมวยไทย ผงาดศึกลุมพินี ชนะน็อค มาดามพิมวางเป้าเปิดเวทีเยาวชนสู่แชมป์โลก

สร้างความฮือฮาให้กับวงการมวยอีกครั้ง เมื่อ จิ้มแจ่ม ไทยแลนด์ ดัน จิ้มแจ่ม บ๊อกซิ่ง โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงบนเวทีศึกลุมพินี Super Champ เดอะ ทอรทอร์นาโด ปิดเกมเอาชนะน็อกคู่ชกได้อย่างสวยงาม รวมทั้ง ขุนเพชรกล้า ชนะคะแนนอย่างเอกฉันท์ ท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟนมวยที่แน่นสนาม สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมที่เข้มข้นและศักยภาพของนักชกที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของค่าย จิ้มแจ่ม บ๊อกซิ่ง ที่มุ่งมั่นสร้างนักกีฬาคุณภาพ พร้อมผลักดันนักชกไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับมาตรฐานการฝึกซ้อมและการแข่งขันอย่างมืออาชีพ

ด้าน มาดามพิม ผู้บริหารและผู้สนับสนุนหลักของค่าย เปิดเผยหลังการแข่งขันว่า รู้สึกภาคภูมิใจในผลงานของนักกีฬาและทีมงานทุกคน พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพื่อผลักดันนักชกของค่ายสู่เวทีระดับโลก

“ชัยชนะครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายของเราคือการสร้างนักมวยไทยที่สามารถก้าวขึ้นไปแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ และคว้าแชมป์โลกกลับมาฝากแฟนมวยชาวไทย และเรามุ่นเน้นด้านความเท่าเทียม และให้โอกาสเยาวชนไทย มีเวทีในการแสดงความสามารถ ทำให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติดและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง การทุ่มเทกับวงการมวยในครั้งนี้ มวยคือเวทีที่สง่างามและสร้างอนาคตให้เยาวชน มวยไทยคือ Soft Power ซึ่งเราเห็นคุณค่าตรงนี้ เราไม่ได้มองเป็นธุรกิจหลักแต่เรามองว่านี่คือพื้นที่ให้กับอนาคตเยาวชนไทย มีเวทีแสดงความสามารถ นักมวยของเราเป็นมวยต่างจังหวัด ขาดโอกาส เราจึงใข้ค่าย จิ้มแจ่ม บ็อกซิ่ง เป็นประตูเปิดสู่โอกาสให้เด็กๆได้ตามความฝันของตัวเองให้เป็นจริง และเร็วๆนี้โปรเจคใหญ่ที่เรากำลังวางไว้นั่นคือการเฟ้นหาเพชรเม็ดงามมนักมวยช้างเผือกเพื่อดันสู่เวทีระดับประเทศและนานาชาติ มาดามพิม กล่าว

จากผลงานอันยอดเยี่ยมในศึกลุมพินีครั้งนี้ ทำให้ จิ้มแจ่ม ไทยแลนด์ ถูกจับตามองในฐานะผู้ผลักดัน จิ้มแจ่ม บ็อกซิ่งค่ายมวยดาวรุ่งที่น่าจับตามอง และมีโอกาสสร้างผลงานโดดเด่นบนเวทีระดับโลกในอนาคตอันใกล้ แฟนมวยต่างเฝ้ารอติดตามก้าวต่อไปของทีมจิ้มแจ่ม บ๊อกซิ่ง ว่าจะสามารถสานต่อความสำเร็จ และพาธงชาติไทยโบกสะบัดบนเวทีแชมป์โลกได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

ติดตาม จิ้มแจ่ม บ็อกซิ่งทาง Facebook Jimjam Boxing
และ Jimjam Thailand


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน