“กองทัพบก” ส่งทหารช่างกองพลพัฒนาที่ 4 ลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟูทันทีหลังระดับน้ำลด

“กองทัพบก” ส่งทหารช่างกองพลพัฒนาที่ 4 ลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟูทันทีหลังระดับน้ำลด

หลังสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เริ่มคลี่คลายและระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง กองทัพบก โดยกองพลพัฒนาที่ 4 ได้ระดมกำลังพล ยานพาหนะ และเครื่องมือช่างหลากหลายชนิด อาทิ รถบรรทุกขนาดใหญ่, รถตักบรรทุก, รถบรรทุกเทท้าย 10 ตัน, รถลากจูง 25 ตัน, รถกึ่งพ่วงชานต่ำ, รถบรรทุกราดน้ำ 6,000 ลิตร, รถขุด, รถโกยตัด และรถปั้นจั่น เข้าพื้นที่โดยทันที เพื่อเร่งฟื้นฟูและคืนสภาพพื้นที่ให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด

สำหรับการปฏิบัติในวันนี้ (28 พฤศจิกายน 2568) หน่วยทหารช่างได้ลงพื้นที่ทำความสะอาดและเก็บขยะบนถนนบริเวณสามแยกคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อเส้นทางคมนาคมสำคัญของเมือง อยู่ในย่านชุมชนหนาแน่น ใกล้สถานศึกษาและพื้นที่เศรษฐกิจหลักของจังหวัด จึงต้องเร่งฟื้นฟูให้ระบบการสัญจรและการดำเนินชีวิตของประชาชนกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ในห้วงต่อไป หน่วยจะเข้าสำรวจความเสียหายของบ้านเรือน ถนน และระบบสาธารณูปโภค พร้อมจัดชุดซ่อมสร้างเคลื่อนที่เร็วเข้าดำเนินการช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน รวมทั้งการสนับสนุนการเปิดเส้นทางสัญจร การซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

กองทัพบกยังคงมุ่งมั่นช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ พร้อมเดินหน้าภารกิจฟื้นฟูทันที เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ โดยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน ยืนยัน แม่น้ำสาละวิน ปลา ผัก ไม่เป็นอันตรายรับประทานได้ ไม่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน

ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน ยืนยัน แม่น้ำลาละวิน ปลา ผัก ไม่เป็นอันตรายรับประทานได้ ไม่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน

เมื่อเวลา 09.30 น. ของวันนี้ 28 พ.ย.68 นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่อง สอน พร้อมด้วยนายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด, ผอ.สำนักงานสิ่งแวด ล้อมและควบคุมมวลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด, เกษตรจังหวัด ประมงจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงผลการตรวจสารหนูในแม่น้ำสาละวิน ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า หลังจากมีข่าวแม่น้ำสาละวินชายแดนไทยเมียนมา พื้นที่อำเภอสบเมย อำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ปนเปื้อนสารหนูทำให้ชาวบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำสาละวินและประชาชนทั่วไปผวาไม่กล้ารับประทานปลาสาละวินและผักที่ปลูกในพื้นที่ ตั้งแต่มีข่าวสารแม่น้ำปนเปื้อนสารหนู จังหวัดได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยว ข้องทั้งสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกษตร สาธารณสุข ประมง ร่วมกันนำน้ำและดินโคลนในแม่น้ำสารวินมาตรวจหาสาเหตุเป็นระยะ ซึ่งผลตรวจยืนยันได้ว่าไม่พบสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานแต่อย่างใด ประชาชนสามารถรับประทานปลาสาละวินได้ตามปกติ

นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผอ.สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมวลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ชี้แจงว่า ผลการตรวจวิเคราะห์หาการปนเปื้อนสารหนูในตัวอย่างสิ่งแวดล้อม จากกระแสข่าวการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำสาละวินเกินค่ามาตรฐาน 5 เท่า เมื่อวันที่ 27 – 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการตรวจสอบตัวอย่างน้ำ สัตว์น้ำ ผักสด เมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่น ตะกอนดินใต้ท้องน้ำ และตะกอนดินริมน้ำ

โดยผลการตรวจวิเคราะห์ดังนี้ ได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 12-13 พฤศจิกา ยน 2568 ในลำน้ำสาละวินจำนวน 13 จุด และลำน้ำสาขา (ฝั่งประเทศไทย) 5 จุด แบ่งเป็น ตัวอย่างน้ำที่ผ่านการกรองตะกอน และตัวอย่างน้ำที่ไม่ผ่านการกรองตะกอน

  • ตัวอย่างน้ำที่ผ่านการกรองตะกอน (กรองในห้องปฏิบัติการ) พบว่าค่าการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก 8 ชนิด ไม่เกินค่ามาตรฐาน ทั้งในลำน้ำสาละวิน และลำน้ำสาขา
  • ตัวอย่างน้ำที่ไม่ผ่านการกรองตะกอน โดยวิธีการเก็บตัวอย่างและตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธีตามประกาศกรมควบคุมมลพิษและ standard methods for the examination of water and wastewater พบว่าค่าการปนเปื้อนสารหนู ดังนี้ ลำน้ำสาขา ค่าการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก 8 ชนิด ไม่เกินค่ามาตรฐาน ทั้ง 5 จุด
  • ลำน้ำสาละวิน ตรวจพบค่าการปนเปื้อนสารหนู เกินค่ามาตรฐาน อยู่ในช่วง 0.023 – 0.029 มก./ลิตร ทั้ง 13 จุด และตรวจพบค่าตะกั่วเกินมาตรฐาน ในบริเวณบ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีค่า 0.076 มก./ล
  • ตัวอย่างตะกอนดิน โดยวิธีการเก็บตัวอย่างและตรวจวิเคราะห์ ด้วยวิธีตามประกาศ กรมควบคุมมลพิษและ standard methods for the examination of water and wastewater พบว่าค่าการปนเปื้อนสารหนู พบว่าค่าการปนเปื้อนสารหนูในตะกอนดิน ดังนี้ ตะกอนดินลำน้ำสาขา ตรวจพบค่าการปนเปื้อนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน จำนวน 1 จุด ที่หย่อมบ้านพะละอึ โดยมีค่า 70 มิลิกรัม/กิโลกรัม ตะกอนดินลำน้ำสาละวิน ตรวจพบค่าการปนเปื้อนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน อยู่ในช่วง 48 – 73 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทั้ง 13 จุด

นายธนดล นวลจันทร์ ประมงจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ทำการเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำส่งห้องปฏิบัติการ จำนวน 2 ครั้ง

  • ครั้งที่ 1เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เก็บตัวอย่างจำนวน 2 จุด บริเวณบ้านแม่สามแลบ และบ้านสบเมย อำเภอสบเมย ได้ตัวอย่างสัตว์น้ำจำนวน 5 ชนิด ได้แก่ ปลากดหัวเสียม, ปลากดคัง, ปลายอนเขี้ยว, ปลาหมู และปลาแค้ ผลการตรวจวิ เคราะห์พบว่า ค่าการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก ไม่เกินค่ามาตรฐาน ทั้ง 2 จุด
  • ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7 – 13 พฤศจิกายน 2568 เก็บตัวอย่างจากจุดเดิมจำนวน 2 จุด ได้ตัวอย่างสัตว์น้ำจำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ปลายอนเขี้ยว ปลาไข่ออง และกุ้งแม่น้ำสาละวิน ผลการตรวจวิเคราะห์พบว่าค่าการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก ไม่เกินค่ามาตรฐาน ทั้ง 2 จุด

นายพยุงศักดิ์ สิทธิลภ เกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผักสด เมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่น ทำการเก็บตัวอย่างพืช เมื่อวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2568 โดยส่งตรวจการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักในห้องปฏิบัติการ จำนวน 4 จุด ได้แก่บริเวณ บ้านท่าตาฝั่ง ตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง, บ้านจอท่า ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง, บ้านแม่สามแลบ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย, บ้านสบเมย ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย โดยเก็บตัวอย่างพืชทั้งหมด 10 ชนิด พบว่าค่าการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก ไม่เกินค่ามาตรฐาน ทั้ง 4 จุด

นายแพทย์ทศพล ดิษฐ์ศิริ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ได้ทำการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงได้แก่ผู้อาศัยในเรือนแพริมน้ำและผู้มีอาชีพประมง โดยเก็บตัวอย่างปัสสาวะและตัวอย่างเลือดของกลุ่มเสี่ยงจำนวน 10 คน ใน 4 ชุมชน พบว่าค่าการปนเปื้อนสารหนูในปัสสาวะ ไม่เกินค่ามาตรฐาน ทั้ง 10 คน

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า มาตรการเบื้องต้นแม้ในปัจจุบันข้อมูลการใช้ประโยชน์จากน้ำสาละวินโดยตรงของชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะมีไม่มาก ทำให้ผลกระทบทางตรงต่อสุขภาพประชาชนในระยะสั้นยังอยู่ในระดับต่ำ และค่าการปนเปื้อนสารหนูในปลา พืชผัก และตัวมนุษย์ที่ตรวจวัดยังไม่เกินมาตรฐาน แต่จังหวัดแม่ ฮ่องสอน ก็ไม่ได้มองข้ามความเสี่ยงในประเด็นการสะสมของสารหนูในระบบนิเวศระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพประชาชนในอนาคตได้

เบื้องต้นจังหวัดแม่ฮ่องสอนขอให้ถือปฏิบัติดังนี้

  • การบริโภคน้ำจากลำน้ำสาละวินโดยตรง จากการสำรวจในพื้นที่ไม่พบมีประชาชนบริโภคน้ำสาละวินโดยตรง หากจำเป็นต้องใช้น้ำจากแม่น้ำสาละวินในการบริโภคควรมีการกรองตะกอน และผ่านการฆ่าเชื้อด้วยการต้มก่อนบริโภค เนื่องจากสารหนูที่พบเป็นสารหนูที่มาในรูปตะ กอน หากมีการกรองน้ำก็สามารถใช้ได้ตามปกติ
  • การใช้น้ำเพื่อชำระล้างร่างกายยังสามารถดำเนินการได้ หากจำเป็นต้องใช้น้ำจากแม่น้ำสาละวินในการชำระล้างควรมีการตกตะกอนด้วยสารส้ม และกรองใช้เฉพาะน้ำใสที่ผ่านการกรองแล้ว น้ำจากลำน้ำสาขา (ฝั่งประเทศไทย) สามารถใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ตามปกติ ซึ่งผลตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการไม่พบสารหนู และโลหะชนิดอื่นเกินมาตรฐาน แต่อย่างไรก็ยังคงต้องมีการกรองและฆ่าเชื้อก่อนนำไปบริโภคเช่นกัน
  • การบริโภคปลาแม่น้ำสาละวิน และการบริโภคพืชผักที่ปลูกบริเวณแม่น้ำสาละวิน สามารถบริโภคได้ตามปกติ ซึ่งจังหวัดจะมีแผนตรวจติดตามอย่างต่อเนื่องพร้อมกับคุณภาพน้ำ จัดการหาแหล่งน้ำสำรองในฤดูแล้ง และเพิ่มจุดกรองน้ำสะอาดในชุมชนที่ยังใช้น้ำสาละวินเพื่อการบริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ในการใช้น้ำสาละวินเพื่ออุปโภค บริโภค การเกษตร และประมง พร้อมทั้งแนวทางป้องกันผลกระทบจากสารหนู ที่ปนเปื้อนในน้ำ การใช้น้ำสาละวินเพื่อการสัญจร และการท่องเที่ยวยังสามารถดำเนินกิจกรรมดังกล่าวได้เป็นปกติ

การดำเนินงานของจังหวัดแม่ฮ่องสอนจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เตรียมการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำสาละวิน และคณะทำงานติดตามตรวจสอบสถาน การณ์สารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินไว้แล้ว เพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาและตรวจติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน สิ่งแวดล้อม การหาแหล่งน้ำสำรองเพื่อการอุปโภคบริโภคในอนาคต และการนำกลไกทางทหารเข้ามามีบทบาทเพื่อหาความร่วมมือระหว่างรัฐ ทั้งนี้ จังหวัดจะมีการประชุมเพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา และแนวทางติดตาม เฝ้าระวังเพิ่มเติมในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 และจะรายงานผลและประกาศมาตรการอื่นๆให้ประชาชนทราบต่อไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวต่อไปว่า เป็นแม่น้ำนานาชาติ ความยาว 2,200 กิโล เมตร ที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาในธิเบต ไหลผ่านประเทศจีน รัฐฉาน รัฐคะยา และผ่านพรมแดนประเทศไทยในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นระยะทาง 127กิโลเมตร ก่อนจะวกไหลเข้าสู่ประเทศพม่า ลงสู่ทะเลอันดามัน ที่อ่าวเมะตะมะ เมืองมัวเมน บริบทการใช้น้ำและระบบสาธารณสุข ในบริเวณที่แม่น้ำสาละวินไหลผ่าน (127 กิโลเมตร) มีจำนวนพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง 2 อำเภอ คืออำเภอสบเมย จำนวน 1 อปท. คือ อบต.แม่สามแลบ และอำเภอแม่สะเรียง จำนวน 2 อปท. คือ ทต.แม่ยวม และ อบต.แม่คง มีประชากรที่เกี่ยวข้อง และใช้น้ำสาละวินรวมทั้งสิ้น 830 ครัวเรือน ลักษณะการใช้น้ำ การทำการเกษตร และการประมงในพื้นที่

ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวต่อไปว่า การจัดการน้ำสะอาดเพื่อการบริโภค พื้นที่ อบต.แม่สามแลบ อ.สบเมย ประชาชนส่วนใหญ่ใช้น้ำประปาภูเขาและน้ำในลำห้วย เป็นแหล่งน้ำหลักของชุมชน พื้นที่ ทต.แม่ยวม และ อบต.แม่คง อ.แม่สะเรียง ใช้น้ำจากประปาส่วนภูมิภาค (สาขาแม่สะเรียง) ซึ่งเข้าถึงทุกพื้นที่ใน ทต.แม่ยวม และบางพื้นที่ในอบต.แม่คง โดยแหล่งน้ำดิบที่ใช้ในการผลิตประปามาจากน้ำแม่ยวม การใช้น้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการประกอบอาชีพไม่มีการนำน้ำสาละวินมาเป็นแหล่งน้ำดิบเพื่อการผลิตประปา ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องกังวล

อย่างไรก็ตามในพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวิน มีเรือนแพจำนวน 4 ครัวเรือน (สัญชาติไทย) มีการนำน้ำสาละวินไปใช้ในการอุปโภคบริโภค โดยทุกหลัง จะมีการกรองและต้มเบื้องต้นก่อนนำมาใช้ ครัวเรือนที่ทำการประมงในแม่น้ำสาละวิน มีจำนวน 330 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 15 ทำการจับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคในครัวเรือน และจำหน่ายเกษตรกรในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง และอำเภอสบเมย จำนวน 48 ราย พื้นที่ทำการเกษตร 228ไร่ โดยประมาณ ในช่วงปลายฝนต้นหนาวจะปลูกพืชริมฝั่งแม่น้ำสาละวินเพิ่มเติมจากการปลูกพืชหลัก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีดินตะกอนที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูกพืช โดยอาศัยน้ำฝนและน้ำซึมทรายในการหล่อเลี้ยงพืช พืชที่ทำการเพาะปลูกอาทิ ถั่วดำ ถั่วเหลือง ถั่วขาว และพืชผักอื่นๆ เพื่อบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายในชุมชน



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานทุ่นลอยน้ำและโดรนค้นหา–กู้ภัย เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจด้านช่วยเหลือประชาชน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุ่นลอยน้ำและโดรนค้นหา–กู้ภัย เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจด้านช่วยเหลือประชาชน

ในช่วงที่หลายจังหวัดกำลังเผชิญอุทกภัย การทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเข้าถึงพื้นที่น้ำท่วมหนักหรือเส้นทางที่สัญจรลำบากได้อย่างรวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุ่นลอยน้ำและโดรนสำหรับการค้นหา–กู้ภัย เพื่อสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อุปกรณ์เหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการสำรวจพื้นที่น้ำท่วม ค้นหาผู้ประสบภัยที่ติดค้าง ขนส่งอาหารและสิ่งของจำเป็น รวมถึงตรวจสอบเส้นทางน้ำที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์ได้แม่นยำขึ้น ลดเวลาในการเข้าถึงผู้ประสบภัย และเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานในพื้นที่เสี่ยง

พระราชทานการสนับสนุนครั้งนี้ ช่วยตอบสนองความต้องการด้านเครื่องมือที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานจริงของทีมในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือ หน่วยกู้ภัย อปพร. หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาในสภาวะวิกฤต การมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

#ทรงพระเจริญ #สืบสานรักษาต่อยอด #พระราชทานทุ่นลอยน้ำและโดรนค้นหากู้ภัย


ที่มา : ธรรมนาวา วัง – เรือหลวงแห่งธรรม

กองทัพบกร่วม ธ.กรุงไทย ผนึกพลังความอบอุ่นสู่ชายแดน เสริมความเข้มแข็ง แบ่งปันไออุ่นให้พี่น้องประชาชนสู้ภัยหนาว

กองทัพบกร่วมธนาคารกรุงไทย ผนึกพลังความอบอุ่นสู่ชายแดน เสริมความเข้มแข็ง แบ่งปันไออุ่นให้พี่น้องประชาชนสู้ภัยหนาว

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ กองบัญชาการกองทัพบก พลโท บรรยง ทองน่วม รองเสนาธิการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีรับมอบงบประมาณสนับสนุนการจัดหาเสื้อกันหนาวจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยมี คุณกิตติพัฒน์ เพียรธรรม ผู้บริหารสายงานธุรกิจภาครัฐ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนธนาคารฯ มอบงบประมาณสนับสนุน จำนวน 500,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดหาเสื้อกันหนาวช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยหนาว ของกองทัพบกในพื้นที่ชายแดน

โดยในช่วงฤดูหนาวของทุกปี พี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดารในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศหนาวเย็นถึงหนาวจัด ส่งผลต่อภาวะสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งยังขาดแคลนเครื่องกันหนาวอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา กองทัพบกในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนรัฐบาลด้านการบรรเทาสาธารณภัย ได้จัดกำลังพลลงพื้นที่ แจกจ่ายเครื่องกันหนาวและสิ่งของจำเป็นร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนและถิ่นทุรกันดารอย่างต่อเนื่อง

การรับมอบงบประมาณสนับสนุนจากธนาคารกรุงไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึง “ความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง และการแบ่งปันความอบอุ่นอย่างมีความหมาย” ที่เกิดจากการบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลแนวชายแดนได้คลายจากความหนาวได้อย่างแท้จริง ตอกย้ำเจตนารมณ์ “กองทัพบกเคียงข้างประชาชน ทุกฤดูกาล ทุกสถานการณ์” อย่างมั่นคงและอบอุ่น



แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

พันเอก กฤติฯ รองผบ. กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 (1) เป็นประธานการอบรมศีลธรรม วัฒนธรรมทหาร ประจำเดือน พ.ย.68

เมื่อวันศุกร์ ที่ 28 พ.ย.68 เวลา 08.30 น. ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 มอบหมายให้ พันเอก กฤติ พันธะสา รองผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 (1) เป็นผู้แทน/ ประธานการอบรมศีลธรรม วัฒนธรรมทหาร ประจำเดือน พ.ย.68 ของ กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 และการสวดมนต์เจริญจิตภาวนา ถวายพระพรชัยมงคล แด่ ” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ” เพื่อให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวร การอบรมฯ เพื่อเป็นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงสืบสาน ขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนา และวัฒนธรรมทางทหาร

ผู้ร่วมการอบรม พันเอก ศักดิ์สิทธิ์ นิลจันทร์ รองผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 (2), พันเอก รัฐวิชญ์ ณรงค์พนารัตน์ เสนาธิการ กองบัญชาการช่วยรบที่ 3, พันเอก ภิญโญ สุรฤทธิ์โยธิน รองเสนาธิการ กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3, ฝ่ายอำนวยการ, กำลังพลนายทหาร นายสิบ พลทหาร สังกัด กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 และหน่วยขึ้นตรง

การอบรมในหัวข้อเรื่อง ” ความมีวินัยเป็นมงคลอันอันประเสริฐสูงสุด ” โดยนิมนต์ พระสิทธิธรรมเทศ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นองค์บรรยายธรรม ณ อาคารอเนกประสงค์ กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก…ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย …


(ศูนย์ประชาสัมพันธ์ บชร.3 รายงาน)

แม่ทัพน้อยที่ 3 ตรวจเยี่ยมพบปะการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2/2568 ของหน่วยฝึกทหารใหม่ที่ 3 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3

แม่ทัพน้อยที่ 3 ตรวจเยี่ยมพบปะการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2/2568 ของหน่วยฝึกทหารใหม่ที่ 3 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ผู้บัญชาการ กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 มอบหมายให้ พันเอก กฤติ พันธะสา รองผู้บัญชาการ กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พร้อมด้วย พันเอก วีระชาติ โชติวรอานนท์ ผู้บังคับกองพันซ่อมบำรุงที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 และฝ่ายอำนวยการ ให้การต้อนรับ พลโท ชายแดน กฤษณสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่ 3 พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2/2568 ของหน่วยฝึกทหารใหม่ที่ 3 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3

โดย แม่ทัพน้อยที่ 3 และคณะ ได้รับฟังบรรยายสรุปการดำเนินการฝึกของหน่วยฝึกทหารใหม่ที่ 3 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 จากผู้ฝึก ทหารใหม่ ผลัดที่ 2/2568 ของหน่วยฝึกทหารใหม่ที่ 3 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พร้อมทั้งรับชมสาธิตการใช้อากาศยานไร้คนขับ และได้พบปะพูดคุยกับทหารใหม่ของหน่วยฝึก พร้อมให้โอวาท แนวทางการพัฒนา เพื่อก้าวสู่การเป็นทหารอาชีพ และได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ทหารใหม่ทุกนาย แสดงถึงความห่วงใย และใส่ใจของผู้บังคับบัญชาต่อกำลังพลทั้งหน่วยฝึก และทหารใหม่ ในการนี้ แม่ทัพน้อยที่ 3 ได้ลงนามในสมุดตรวจเยี่ยม พร้อมเน้นย้ำการเป็น “นักรบ นักพัฒนา สุภาพบุรุษ” มีความเป็นผู้นำ และยึดมั่นในคำสั่งผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งฝากความห่วงใย และขอบคุณกำลังพลทุกนาย ที่ร่วมันทำให้การฝึกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย…


นที มีเดช รายงาน

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 ร่วมขนย้ายและบรรจุสิ่งของบริจาค ณ ฝูงบิน416 กองทัพอากาศ เพื่อนำส่งไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนภาคใต้ ที่ประสบเหตุมหาอุทกภัย

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน พร้อมด้วยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย ร่วมขนย้ายและบรรจุสิ่งของบริจาค ณ ฝูงบิน416 กองทัพอากาศเพื่อนำส่งไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนภาคใต้ ที่ประสบเหตุมหาอุทกภัย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน พร้อมด้วยกองในการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย ร่วมกับส่วนราชการ ภาคเอกชน สถานศึกษา และประชาชนจังหวัดเชียงราย ขนย้ายและบรรจุสิ่งของบริจาคของทุกภาคส่วน ณ ฝูงบิน416 กองทัพอากาศ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อนำส่งไปช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนภาคใต้ ที่ประสบเหตุมหาอุทกภัย และเป็นการแสดงถึงความห่วงใยของประชาชนชาวจังหวัดเชียงราย โดยมีผู้ร่วมขนย้ายและบรรจุสิ่งของประมาณ 500 คน

ทั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสงขลา ได้มีการรวบรวมสิ่งจองบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยสิ่งของที่จำเป็นเร่งด่วนจากหน่วยงานหลักและผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมแบ่งปันน้ำใจผ่านช่องทางต่างๆ เหล่านี้ เพื่อช่วยฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ในครั้งนี้


นที มีเดช รายงาน

เหลืออีก 3 วันหมดอายุความ ซ้อนแผนรวบอดีตนายอำเภอเมืองสรวง ผิด ม.157 อำนวยความสะดวกแก๊งไม้พะยูงข้ามชาติ

นครพนม – เหลืออีก 3 วันหมดอายุความ ซ้อนแผนรวบอดีตนายอำเภอเมืองสรวง ผิด ม.157 อำนวยความสะดวกแก๊งไม้พะยูงข้ามชาติ

กรณี เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 17.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนม (ตม.นครพนม) ว่า ได้ควบคุมตัวชายไทยถือหนังสือเดินทางไทยเลขที่ AC5878301 ชื่อนายสมยศ รักษกุลวิทยา อายุ 69 ปี อดีตนายอำเภอเมืองสรวง จ.ร้อยเอ็ด โดยมีหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 (ขอนแก่น) ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2553 และจะครบ 15 ปีในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่จะถึงนี้ แต่หมายจับออกเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568

พ.ต.อ.ภัทรพงศ์ อินวรรณา ผกก.ตม.นครพนม จึงประสานนายศรัทธา กอบกุลบุญสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประจำจังหวัดขอน แก่น (ผอ.ป.ป.ช.ขอนแก่น) นายจรงค์ เกราะเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ นายธันยพัฒน์ ประมวลวิทย์ ผอ.ป.ป.ช.นครพนม นายไพโรจน์ นิยมเดชา ผอ.กลุ่มสืบสวนและปฏิบัติการข่าว สั่งการให้ ร.ต.อ.วิชาญ สีสมบัติ ร.ต.อ.อดิเรก ศรีหาคลัง ร.ต.อ.จักรกฤษณ์ สุนทโรจน์ ร.ต.ต.หญิง ภัทรชนก ศรีลาพัฒน์ รอง สว.ตม.นครพนม และ ร.ต.อ.สุทธิชัย รพัสันติ นักสืบสวนคดีทุจริตชำนาญการ ร่วมสอบสวนผู้ต้องหา

ขณะเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. อ่านหมายจับให้นายสมยศทราบอยู่นั้น ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินทางมากับรถตู้โดยสารไม่ประจำทาง ทราบว่าเป็นอดีตครูโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม อ้างว่าเป็นญาติกับนายสมยศจะมารับที่หน้าด่าน ตม.นครพนม จึงขอตรวจสอบประวัติ พบว่าเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ผู้หญิงคนนี้เดินทางข้ามไปฝั่งลาวพร้อมกับนายสมยศผู้ต้องหา ซึ่งในขณะนั้นนายสมยศยังไม่มีหมายจับ จึงสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ และในเย็นวันเดียวกันผู้หญิงดังกล่าวเดินทางกลับไทยเพียงคนเดียว ทั้งนี้ นายสมยศได้ยอมรับในข้อหากล่าวหาที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ออกหมายจับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568

มูลเหตุของคดีสืบเนื่องจาก วันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 ขณะที่นายสมยศดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอเมืองสรวง จ.ร้อยเอ็ด ได้มอบหมายให้ปลัดอำเภอเมืองสรวงรวม 2 คน รับรองไม้พะยูงของนางสาวธนภร ซึ่งเป็นผู้ยื่นหนังสือคำร้องขอให้รับรอง โดยไม้ที่อยู่ในหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองให้ได้ ต้องเป็นไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายที่ดิน และมีวัตถุประสงค์ในการเคลื่อนย้ายไปใช้ประโยชน์ตามที่กำหนด โดยให้คณะกรรมการจัดทำบัญชีไม้และประประทับตราของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไว้ที่ไม้ซึ่งจะออกหนังสือรับรอง โดยให้มีเลขเรียงประจำท่อนและปีย่อ พ.ศ.ไว้ จากนั้นให้คณะกรรมการรายงานผลการตรวจสอบ และเสนอความเห็นต่อผู้มีอำนาจลงนามออกหนังสือรับรอง และเมื่อมีการออกหนังสือรับรองแล้วให้อำเภอรายงานให้จังหวัดทราบ

ทั้งนี้ การตรวจสอบและพิจารณาอนุญาตให้เคลื่อนย้ายไม้พะยูงดังกล่าว นายสมยศไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วย ปลัดอำเภอ ป่าไม้อำเภอ และพนักงานที่ดินอำเภอ เพื่อร่วมดำเนินการตรวจสอบ และไม่ได้มีการนำเอกสารสิทธิไปทำการตรวจสอบความถูกต้อง รวมทั้งไม่จัดทำบัญชีไม้และประทับตราของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไว้ที่ไม้ที่ทำการตรวจจสอบ ทั้ืงไม่ให้ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดิน ลงนามรับรองในบันทึกการตรวจสอบ และเมื่อกรณีดังกล่าวเป็นการขออนุญาตเคลื่อนย้ายไม้ไปใช้ประโยชน์นอกเขตจังหวัด ซึ่งอำนาจในการพิจารณาอนุญาตต้องเป็นของผู้ว่าราชการจังหวัด ปรากฏว่านายสมยศนอกจากไม่นำเสนอผู้ว่าฯแล้ว ยังกลับพิจารณาอนุญาตด้วยตนเอง ทั้งการพิจารณาอนุญาตยังเป็นการอนุญาตให้แก่ผู้ยื่นคำร้อง ซึ่งไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดิน และมีวัตถุ ประสงค์ในการเคลื่อนย้ายไม้พะยูงไปใช้เพื่อการค้า

ดังนั้น การกระทำของนายสมยศ เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่มท.0389/ว.750 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 22520 หนังสือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด่วนมาก ที่ กษ 0404(3)/429444 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2530 และหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนมาก ที่ มท.0404/ว.1212.ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2530 และเป็นผลให้ไม้พะยูงที่ทำการเคลื่อนย้ายถูกคณะเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบและจับกุมหลายครั้ง การกระทำของนายสมยศ รักษกุลกุลวิทยา จึงถือเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

พ.ต.ท.เกียรติคุณ ดวงแก้ว สว.ตม.จว.นครพนม เปิดเผยว่า การจับกุมในครั้งนี้ ทาง ป.ป.ช.ฯประสานมาว่านายสมยศเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ได้เดินทางออกไป สปป.ลาว โดยผ่านด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) สืบสวนพบว่าหนีไปกบดานอยู่กับคนรู้จักที่นั่น จึงประสาน ตม.ลาวรวมทั้งญาติของนายสมยศกผเกลี้ยกล่อมให้กลับมามอบตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า มีไม้พะยูงจำนวน 49 ต้น ที่หลังจากนายสมยศลงนามพิจารณาด้วยตนเองทั้งที่ไม่มีอำนาจ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 ต่อมาได้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ เข้าสู่ จ.นครพนม โดยนำไปพักไว้ที่บ้านหลังหนึ่ง ชุมชนบ้านท่าควาย ถนนนครพนม-ท่าอุ เทน เขตเทศบาลเมืองนครพนม ก่อนจะลำเลียงส่งข้ามลำน้ำโขงบริเวณช่องทางธรรมชาติ และถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตรวจยึด จับกุม เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2553 ตรวจสอบเชิงลึกพบว่านอกจากไม้พะยูง 49 ต้น ที่ออกจาก อ.เมืองสรวง จ.ร้อยเอ็ด ที่มีลายมือชื่อนายสมยศเป็นผู้ลงนาม ยังมีการตรวจยึดไม้พะยูงอีกหลายครั้ง สืบสวนสอบสวนทำให้ทราบว่า เป็นไม้ที่มีการซื้อขายมาหลายทอด แต่นำมาสวมสิทธิ์อ้างเป็นไม้อยู่ในการครอบครองกรรมสิทธิ์ โดยมีข้าราชการระดับนายอำเภอให้ความร่วมมือ อำนวยความสะดวกการออกหนังสือรับรองทุกอย่าง

หลังเกษียณนายสมยศก็ดำเนินชีวิตตามปกติ กระทั่งปี 2568 ทราบว่าจะมีการออกหมายจับ นายสมยศจึงหลบหนีไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยเดินทางด้วยรถตู้ที่เป็นของสามีอดีตครูโรงเรียนประถม พาออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 68 และเหลืออีก 3 วันก็จะครบอายุความ 15 ปี จึงโดนซ้อนแผนให้กลับเข้ามาในวันที่ 27 พฤศจิกายน 68


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 ให้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานยานไร้คนขับ เพื่อสนับสนุนการซ่อมอากาศยานไร้คนขับให้แก่หน่วยที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน

แม่ทัพภาคที่ 2 ให้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานยานไร้คนขับ เพื่อสนับสนุนการซ่อมอากาศยานไร้คนขับให้แก่หน่วยที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 พันโท ชนะ จันทร์อิ่ม ผู้บังคับกองพันทหารสื่อสารที่ 22 กองทัพภาคที่ 2 และคณะนายทหารของหน่วย ได้ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของ ศูนย์ซ่อมอากาศยานไร้คนขับ (เฉพาะกิจ) แก่ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 โดยได้บรรยายสรุปด้านขีดความสามารถ การฝึก ความพร้อมของกำลังพล และยุทโธปกรณ์

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้คำแนะนำในการพัฒนาศักยภาพกำลังพล การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ระบบอากาศยานไร้คนขับเพื่อเฝ้าตรวจการณ์พื้นที่เสี่ยงและช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน


พรพิพัฒน์ รายงาน

รองผู้ว่าฯ ลำพูน”รรท. ผวจ.” เปิดงานนิทรรศการ ภายในงานสักการะพระนางจามเทวีและงานฤดูหนาวจังหวัดลำพูน ประจำปี 2568

รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เปิดนิทรรศการสืบสานพระราชปณิธานตามรอยพ่อ นิทรรศการรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและนิทรรศการเกี่ยวกับพระนางจามเทวี ภายใต้กรอบแนว “ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” ภายในงานสักการะพระนางจามเทวีและงานฤดูหนาวจังหวัดลำพูน ประจำปี 2568

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม 2567) เวลา 19.00 น. ณ บริเวณสถานที่จัดงานสักการะพระนางจามเทวีฯ บ้านแม่สารป่าแดด ม.2 ต.เวียงยอง อ.เมืองลำพูน นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ รองผู้ว่าราช การจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการสืบ สานพระราชปณิธานตามรอยพ่อ นิทรรศการรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและนิทรรศการเกี่ยวกับพระนางจามเทวี ภายใต้กรอบแนว “ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” ที่จัดโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน มีนายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายปรีชา สมชัย ปลัดจังหวัดลำพูน หัวหน้าสำนักงานจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดลำพูน เข้าร่วม

สำหรับนิทรรศการในปีนี้ เป็นนิทรรศการสืบสานพระราชปณิธานตามรอยพ่อ นิทรรศการรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และนิทรรศการเกี่ยวกับพระนางจามเทวี ภายใต้โครงการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ และการปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้กำหนดกรอบแนวคิดในการจัดนิทรรศการฯ ภายใต้กรอบแนวคิด “ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้และเพื่อสืบสานแนวพระราชดำริสู่คนรุ่นใหม่ เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การระลึกถึง และการถ่ายทอดพระราชจริยวัตรในมิติที่อบอุ่นและมีชีวิต ผ่านสื่อผสมผสานระหว่างศิลปะเทคโนโลยี และเรื่องราวจากหัวใจของพสกนิกรไทย ประกอบกับเพื่อเป็นการแสดงผลงานและกิจกรรมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ ในหลวงรัชกาลที่ 10 เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีมีสุข


นที มีเดช รายงาน