ข่าวใหม่อัพเดท » วช.ผลักดัน ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีน

วช.ผลักดัน ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีน

27 มิถุนายน 2019
0

      สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยหัวเฉียวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Huaqiao University: HQU) สถาบัน China Society for Southeast Asian studies (CSSAS) และสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน กำหนดจัด “การสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน ครั้งที่ 8” ภายใต้หัวข้อเรื่อง “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีนยุคใหม่ : โอกาสและวิสัยทัศน์ใหม่” (The Eighth Thai – Chinese Strategic Research Seminar Chinese – Thai Strategic Cooperation for a New Era : New Opportunity and New Vision) ระหว่างวันที่ 26 – 27 มิถุนายน 2562 ณ หอประชุมนานาชาติหวังหยวนซิ่ง มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน

      โดยมีวัตถุประสงค์เป็นเวทีให้กับนักวิชาการไทยและจีน ได้มีโอกาสมาพบปะและแลกเปลี่ยนผลงานวิชาการระหว่างกัน เพื่อนำเสนอผลการศึกษาวิจัยและบทความเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ไทย-จีน โดยประมวลเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในด้านที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ซึ่งเป็นการร่วมกันปรึกษาหารือ ร่วมกันสร้างสรรค์ และร่วมกันแบ่งปันผลประโยชน์ อันจะนำไปสู่ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศต่อไป

      ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในพิธีเปิดการสัมมนาว่า การสัมมนาครั้งนี้ เป็นการนำเสนอผลงานการวิจัยของนักวิชาการ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอันมีคุณค่าต่อการสร้างความร่วมมือระหว่างกันของประเทศทั้งสองแล้ว ยังจะมีการหารือร่วมกัน ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานในบันทึกข้อตกลงทางวิชาการให้มีความคล่องตัว และทันต่อสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

      ทั้งนี้ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย – จีน ครั้งที่ 7 เมื่อปีที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ “ความริเริ่มแถบเศรษฐกิจและเส้นทางสายไหมยุคใหม่ : สู่การพัฒนาร่วมกัน”หรือ“The Belt and Road Initiative (BRI) and Thailand 4.0: Towards Common Development” ที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9-13 สิงหาคม 2561 ณ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ และศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์กองทัพไทยเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย โดยในการสัมมนาครั้งที่แล้ว ทำให้เห็นได้ว่า ข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ของท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เป็นทั้งนโยบายระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ และแผนพัฒนาระหว่างประเทศที่ยิ่งใหญ่

      เพื่อส่งเสริมความสร้างสรรค์ประชาคมร่วมอนาคตของมวลมนุษยชาติ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในระดับโลกและภูมิภาค โดยที่จีนเป็นประเทศผู้นำนวัตกรรมของโลก ในขณะที่ประเทศไทยที่ตั้งอยู่ใจกลางของคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งติดต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย และอยู่ในระเบียงเศรษฐกิจของจีนกับอินโดจีนภายใต้กรอบข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ซึ่งรัฐบาลไทยกำลังผลักดันให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศ หรือ EEC เป็นระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะสนับสนุนต่อ ข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทางและจะเป็นช่องทางที่สำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างสองมหาสมุทร รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางสายไหมทางทะเลกับเส้นทางสายไหมทางบก

      การสัมมนาครั้งนี้ นอกจากจะมีการนำเสนอผลงานการวิจัยของนักวิชาการ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอันมีคุณค่าต่อการสร้างความร่วมมือระหว่างกันของประเทศทั้งสองแล้ว ยังจะมีการหารือร่วมกัน ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานในบันทึกข้อตกลงทางวิชาการให้มีความคล่องตัว และทันต่อสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเป็นการขยายผลของการสัมมนาครั้งที่ผ่านมา ให้เกิดความชัดเจนเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

      โดยเฉพาะการผลักดันการสร้างและพัฒนากลไกการแลกเปลี่ยนของรัฐบาลทั้งสองประเทศ ด้วยการเสนอแผนงานที่มีคุณภาพเพื่อความร่วมมือเชิงลึกใน 6 ด้าน ได้แก่ ด้านความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจ ในการลงทุน การค้า การเงินและอีคอมเมิร์ซ  ด้านความร่วมมือทางสังคมและวัฒนธรรม ในการสร้างความเป็นเมืองและลดปัญหาความยากจน ด้านความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรม ด้านความร่วมมือในนโยบายการทูตและการป้องกันประเทศ ด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และการขนส่ง รวมทั้ง ด้านกิจการชาวจีนโพ้นทะเลในการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน อันจะทำให้เกิดการประสานความเข้าใจที่สอดคล้องกัน และนำไปสู่การเสริมสร้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​