ข่าวใหม่อัพเดท » ชาวบ้าน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ รวมตัวร้องกองปราบฯ​ ตรวจสอบกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ หลังพบความผิดปกติเงินกองทุนรวม 16 ล้านสูญหาย

ชาวบ้าน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ รวมตัวร้องกองปราบฯ​ ตรวจสอบกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ หลังพบความผิดปกติเงินกองทุนรวม 16 ล้านสูญหาย

24 พฤษภาคม 2019
0

วันนี้​ วันศุก​ร์ที่ 24 พ.ค.62​ เวลา 09.30 น.ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) : นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ และประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้พา น.ส.กาญจนะพัฒน์ มรกต อายุ 54 ปี อาชีพเกษตรกรชาว จ.บุรีรัมย์ พร้อมชาวบ้านในพื้นที่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ อ.กระสังฯ จำนวนกว่า 10 คน

เดินทางเข้าพบ ร้อยตำรวจ​เอ​ก​ เอกรัตน์ ขวัญฤทธิ์ รองสารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 3​ กอง​ปราบปราม​ (รอง​สว.กก.3 บก.ป.)​ เพื่อร้องขอให้ช่วยตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกลุ่มที่ไม่โปร่งใสจากกรณีเงินสะสมสมาชิกของกลุ่มดังกล่าวจำนวน 16 ล้านบาท สูญหายไป จนทำให้บรรดาสมาชิกกว่า 1 พันคนได้รับความเดือดร้อน โดยนำเอกสารหลักฐานมายื่นให้กับพนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณา

น.ส.กาญจนะพัฒน์ฯ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ อ.กระสังฯ นั้นก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2548 โดยปัจจุบันมีสมาชิกจำนวนกว่า 1 พันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านและผู้สูงอายุในพื้นที่ อ.กระสังฯ ตนและชาวบ้านเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีอีกทั้งยังหวังว่าหากตนเสียชีวิตไปอย่างน้อยบุตรหลานหรือคนในครอบครัวของตนจะได้รับเงินจำนวน 4 หมื่นบาท จากทางกลุ่มกลับคืนมาบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาตนและสมาชิกรายอื่นๆก็ได้จ่ายเงินค่าสมาชิกให้กับทางกลุ่มอย่างต่อเนื่องทุกเดือนตามเงื่อนไขที่มีการตกลงกันไว้ ในข้อแม้ที่ว่าหากมีสมาชิกในกลุ่มเสียชีวิต สมาชิกคนอื่นๆที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องจ่ายเงินให้กับทางกลุ่มเพื่อนำไปใช้เป็นทุนช่วยเหลือมอบให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต ศพละ 50 บาท โดยบางเดือนตนเองต้องยอมจ่ายเงินค่าดังกล่าวให้กับทางกลุ่มเป็นจำนวนเงินมากถึง 3-4 พันบาท หากเดือนนั้นมีสมาชิกในกลุ่มเสียชีวิตจำนวนหลายราย

น.ส.กาญจนะพัฒน์ฯ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาตนเองและสมาชิกคนอื่นๆไม่เคยทราบรายละเอียดเกี่ยวกับบัญชีรายรับรายจ่ายของทางกลุ่มเลยว่ามีการดำเนินการอย่างไรบ้าง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่งเมื่อช่วงปี 2560 เริ่มมีสมาชิกบางรายไม่ได้รับเงินค่าช่วยเหลือจากทางกลุ่มตามที่ตกลงกันไว้ อ้างว่ายอดเงินกองทุนของกลุ่มมีไม่เพียงพอที่จ่ายให้กับสมาชิกที่เหลือ

ตนและบรรดาสมาชิกรายอื่นๆจึงเกิดความสงสัย เพราะหากนับเงินที่เรียกเก็บจากสมาชิกตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนกลุ่มดังกล่าวน่าจะมียอดเงินรวมไม่ต่ำกว่า 16 ล้านบาท แต่เมื่อสอบถามทางคณะกรรมการกลับบอกว่าเงินกองทุนหมด เมื่อสอบถามทางคณะกรรมการกลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจน กระทั่งเมื่อไปร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม อ.กระสังฯ และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กระสัง ก็ไม่มีหน่วยงานไหนให้การช่วยเหลือหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่างชัดและปล่อยเวลาล่วงเลยมานานเกือบปี ก่อนจะมาประกาศยุบกลุ่มปล่อยลอยแพสมาชิกเมื่อวันที่ 19 พ.ค.62​ ที่ผ่านมา

ส่วนยอดเงินกองทุนของกลุ่มที่เหลืออยู่ 6 หมื่นบาทนั้นก็ให้นำไปแบ่งกันเอง ตนและบรรดาสมาชิกจึงมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะพวกตนส่งเงินตามเงื่อนไขให้กับกลุ่มมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี แต่กลับไม่ได้รับเงินชดเชยแต่อย่างใด อีกทั้งการตรวจสอบกลุ่มดังกล่าวก็ไม่โปร่งใสและเชื่อว่ามีผู้มีอิทธิพล เจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการท้องถิ่นระดับสูงหนุนหลัง เพราะคณะกรรมการกลุ่มส่วนใหญ่เป็นข้าราชการท้องถิ่น จึงได้รวมตัวมาร้องกองปราบฯ​ ในวันนี้เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆของคณะกรรมการกลุ่มรวมถึงไขข้อกระจ่างเกี่ยวกับเงินกองทุนจำนวน 16 ล้านบาทที่หายไป

นายรณณรงค์ฯ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มดังกล่าวจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าไม่ได้มีการจดทะเบียนหรือขออนุญาตจัดตั้งทั้งในรูปแบบสหกรณ์หรือสมาคม ซึ่งในส่วนนี้ก็คงต้องดูว่าเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.สหกรณ์ฯ รวมไปถึงความผิดฐานยักยอก หรือไม่ กรณีนี้ไม่อยากให้ปล่อยผ่านเพราะผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านผู้สูงอายุ เงินที่พวกเค้านำมาจ่ายให้กับทางกลุ่มก็เป็นเงินเบี้ยชราที่ได้รับจากภาครัฐ เพื่อหวังว่าจะมีเงินให้ลูกหลานได้ใช้หลังจากตนเองเสียชีวิต

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหาย เพื่อนำไปพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐานที่นำมามอบให้ ก่อนรวบรวมส่งต่อให้กับทางผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งดำเนินการต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​