ข่าวใหม่อัพเดท » พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงมาตรการแต่ละด้าน เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดโควิด 19 ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงมาตรการแต่ละด้าน เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดโควิด 19 ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

18 มีนาคม 2020
0

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงมาตรการแต่ละด้านเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดโควิด 19 ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่านครับ

มื่อวานนี้ขอขอบคุณครับในแรงใจแรงสนับสนุนต่าง ๆ ที่ให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีมากมายพอสมควรนะครับ ขอขอบคุณทุกท่าน นายกรัฐมนตรีต้องทำหน้าที่เพื่อประชาชนคนไทยทุกคนอย่างเต็มความสามารถ ท…ุ่มเทกำลังกายกำลังใจทุกอย่าง พร้อมกับบูรณาการร่วมกับคณะรัฐมนตรีทุกท่าน และทำงานกับทุกคนด้วย วันนี้มีเรื่องเรียนให้ทราบดังต่อไปนี้นะครับ

เรียนประชาชนชาวไทยทุกท่าน ปัจจุบันถึงแม้ว่าขณะนี้จะยังไม่เข้าสู่การระบาดในระยะที่ 3 แต่อาจจะมีแนวโน้มในการแพร่กระจายเพิ่มมากขึ้น และเพื่อเป็นการลดการแพร่ระบาดจากกรุงเทพฯ ไปสู่จังหวัดอื่น ๆ จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและหามาตรการรองรับ โดยทุกภาคส่วนจะต้องทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อบูรณาการความร่วมมือ เพื่อหาแนวทางการรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขอขอบคุณทุกส่วนราชการที่ร่วมมือในการประสานงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อวานนี้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งอาจจะมีข้อมูลชี้แจงไม่ได้มากนัก เพราะหลายเรื่องต้องนำเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ประชุมไปแล้ว วันนี้ได้นำเรื่องมาเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบและมีการพิจารณาดำเนินการในด้านต่าง ๆ 6 ด้าน ได้แก่
(1) ด้านสาธารณสุข
(2) ด้านเวชภัณฑ์ป้องกัน
(3) ด้านข้อมูล การชี้แจงและการรับเรื่องร้องเรียน
(4) ด้านการต่างประเทศ
(5) ด้านมาตรการป้องกัน และ
(6) ด้านมาตรการให้ความช่วยเหลือเยียวยา

และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ดังนี้
1. ด้านสาธารณสุข เรายังไม่มีการปิดเมือง หรือปิดประเทศ
1.1 ป้องกันและสกัดกั้นการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศไทย คือ
(1) ชาวต่างชาติที่เดินทางจากประเทศซึ่งเป็นพื้นที่เขตติดโรคติดต่ออันตราย จำนวน 4 ประเทศ และ 2 เขตปกครองพิเศษ ที่ได้ประกาศไปแล้ว รวมถึงประเทศที่มีการระบาดต่อเนื่อง
– ขาเข้าต้องมีใบรับรองแพทย์อายุไม่เกิน 3 วัน
– ต้องมีประกันสุขภาพ
– ยินยอมใช้ Application ติดตามของรัฐ
– มาตรการนี้ใช้กับการเข้าเมืองทุกช่องทาง ทั้งทางบก-น้ำ-อากาศ
– ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองต้องขอดูหนังสือเดินทางของชาวต่างประเทศด้วยว่าประเทศก่อนประเทศสุดท้ายที่จะเข้ามาประเทศไทยนั้นคืออะไรบ้าง เป็นเขตติดต่อโรคหรือไม่ แล้วแจ้งให้กระทรวงมหาดไทยทราบ
– มาตรการกักกันของรัฐ จะต้องถูกกักตัวไว้สังเกตอาการ 14 วัน ตามมาตรการที่มีอยู่แล้วเดิม
(2) การห้ามข้าราชการ พนักงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ เดินทางไปต่างประเทศ ยกเว้นมีเหตุจำเป็น และขอเตือนประชาชนให้งดการเดินทางไปในประเทศซึ่งเป็นพื้นที่เขตติดโรคติดต่ออันตราย และพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่อง

1.2 พัฒนาระบบและกลไกการกักกันผู้ที่ติดเชื้อหรือผู้ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย ณ ที่พำนัก ตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีการจัดตั้งคณะทำงานเรียบร้อยแล้ว
1.3 กำหนดให้ชาวต่างประเทศ รวมทั้งคนไทยที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ต้องใช้แอปพลิเคชั่น ติดตามตัวทุกคน
1.4 บุคลากรทางการแพทย์ปัจจุบันเรามีเพียงพอ มีแพทย์ทั้งจากโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน จำนวน 37,160 คน มีพยาบาลทั้งจากโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน รวมจำนวน 151,571 คน วันนี้ได้สั่งการให้ทุกโรงพยาบาลเตรียมพื้นที่สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ และเตรียมโรงพยาบาลเฉพาะกิจหรือโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับหากสถานการณ์ปรับเข้าสู่ระยะที่สาม ทั้งระดับพื้นที่ โรงพยาบาลทหารด้วย
1.5 จัดหาอุปกรณ์ เครื่องมือที่จำเป็น ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับรับมือระยะที่ 3 ได้แก่ ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือ และชุดป้องกันโรค ซึ่งมีแผนการผลิตและจัดหาแล้วอย่างต่อเนื่อง
1.6 ขอแนะนำให้คนไทยที่พำนักอาศัยในต่างประเทศได้ชะลอการเดินทางกลับประเทศไทยจนกว่าสถานการณ์การระบาดของโรคจะดีขึ้น หรือไม่ก็ติดต่อไปที่สถานทูต สถานกงสุลทุกประเทศ ในฐานะคนไทย

2. ด้านเวชภัณฑ์ป้องกัน ต้องเร่งผลิตในประเทศ จัดหาจากต่างประเทศให้เพียงพอกับความต้องการ ในเรื่องของ
– เร่งผลิตหน้ากากอนามัย หน้ากากทางเลือก เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการป้องกัน เจล และแอลกอฮอล์เพิ่มเติม ผลิตมากขึ้น วันนี้มีการอนุมัติปลดล็อกในการใช้แอลกอฮอล์ไปทำผลิตภัณฑ์เจล ไปยังภาคเอกชนด้วย วันนี้รัฐบาลกำลังจะทำเจล ผลิตเพื่อแจกจ่ายในสถานที่ร้านค้า ปั๊มน้ำมันบางจาก และ ปตท. ขอให้ติดตามต่อไป ว่าจะได้รับเมื่อไรอย่างไร ขอให้เตรียมอุปกรณ์ไว้ด้วย จะได้ลดภาระในเรื่องการจัดหาอุปกรณ์ ทั้งนี้ จะส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปใช้หน้ากากผ้าเมื่อเดินทางเข้าสถานที่ชุมนุมหรือชุมชน และเร่งผลิตหน้ากากผ้าให้เพียงพอทั้งสองประเภท
– ในส่วนของหน้ากากอนามัยของกลางที่ยึดได้จากการค้าขายออนไลน์ผิดกฎหมาย การค้าขายเกินราคา เหล่านี้ เราจะรวบรวมส่งศูนย์กระจายและบริหารจัดการสินค้าหน้ากากอนามัยเหล่านั้น เพื่อกระจายต่อไป
– ในส่วนของการสำรวจข้อมูลต่าง ๆ ในการส่งออก เรื่องนี้กำลังดำเนินการอยู่ หลายอย่างเป็นข้อตกลง หลายอย่างเป็นสัญญาทางการค้า และมีการผลิตทั้งในประเทศ จำหน่ายในประเทศ และมีการรับจ้างผลิตจากนอกประเทศมาด้วย เป็นแบรนด์เฉพาะของเขา วันนี้กำลังตรวจสอบให้ชัดเจน 5 ถ้ามีความจำเป็นเราสามารถที่จะเอามาใช้ได้สำหรับในประเทศไทย ก็จะดำเนินการ รัฐบาลจำเป็นต้องดูแลในเรื่องเหล่านี้
– การสำรวจความต้องการของเวชภัณฑ์ที่จำเป็น อาทิ ชุดป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ หน้ากาก N95 และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็น วันนี้ได้ประสานกับต่างประเทศในการจัดหาเพิ่มเติมให้เพียงพอ ทราบว่ามีประเทศจีนกำลังจะบริจาคให้เราจำนวนหนึ่ง ที่เหลือเราอาจจะต้องมีการเจรจาเพื่อจะซื้อขายกันต่อไปในราคามิตรภาพ ในส่วนของหน้ากาก ในส่วนของยา ในส่วนของอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น และเราก็มีการพัฒนาของเราไปด้วย ด้วยความร่วมมือระหว่างกัน
– การตรวจสอบการขาย Online การกักตุน และการระบายของสินค้า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง วันนี้รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการลงไปตรวจสอบแล้ว มีการไปร่วมมือกันทั้งส่วนของกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน ตำรวจ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะทำให้ข้อมูลเหล่านี้ชัดเจนให้มากยิ่งขึ้น อะไรที่จะสามารถนำมาใช้ได้เพิ่มเติมก็จะได้ดำเนินการ

3. ด้านข้อมูล : การสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ ของรัฐบาลหลัก ๆ มาจาก 2 แหล่ง ได้แก่
(1) กระทรวงสาธารณสุข เป็นการแถลงเฉพาะด้านข้อมูลทางการแพทย์ การสาธารณสุข ด้วยการปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อร้ายแรง
(2) ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 เป็นการแถลงภาพรวมในทุกด้านที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องเชิงบริหารสถานการณ์ดังกล่าว อย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่าหลายเรื่องจำเป็นที่ต้องเข้าคณะรัฐมนตรีด้วย เพราะเป็นมาตรการของรัฐบาล

4. ด้านต่างประเทศ : มีการจัดตั้งทีมงานเพื่อดูแลคนไทยในต่างประเทศ
– ให้กระทรวงการต่างประเทศใช้ประโยชน์จาก TEAM THAILAND ในต่างประเทศ เพื่อเป็นทีมเฉพาะกิจ ดูแลคนไทยในต่างประเทศ เราต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนไทยเช่นเดียวกัน ต้องดูแลเขา อย่างไรก็ว่ากันมา รัฐบาลพร้อมจะสนับสนุนให้ โดยมีเอกอัครราชทูตเป็นหัวหน้าทีม
– ในประเทศให้นำผู้แทนภาคเอกชน ภาคประชาชน เข้ามาหารือด้วย เพราะมีหลายส่วน มีคำแนะนำอันเป็นประโยชน์ และมีหลายอย่างที่รับผลกระทบด้วย จะได้หารือกันทีเดียว

5. ด้านมาตรการป้องกัน จะต้องลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคในสถานที่ต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง
5.1 ปิดสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคเพิ่มขึ้น ได้แก่
1) สถานที่ซึ่งผู้คนมาร่วมเป็นกิจวัตร เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันอาจแพร่เชื้อได้ง่ายแม้จะป้องกันดีแล้ว เรายังมีทางเลือกอื่นทดแทนการชุมนุม ได้แก่ มหาวิทยาลัย โรงเรียนนานาชาติ สถาบันกวดวิชา และทุกสถาบัน ให้ปิดชั่วคราว ตั้งแต่วันพุธที่ 18 มีนาคม 2563 เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ และให้สถานศึกษาเหล่านั้นได้ดำเนินการป้องกันโรคตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด
2) สถานที่ซึ่งผู้คนไม่ได้มาชุมนุมเป็นกิจวัตร แต่มาเพื่อทำกิจกรรมที่มีการเบียดเสียดใกล้ชิด และเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อง่ายทางปาก สัมผัสถูกเนื้อถูกตัวหรือใช้สิ่งของร่วมกันง่ายจะต้อง
2.1) ปิดชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย สำหรับสนามมวย สนามม้า สนามกีฬาที่มีผู้ชมแออัด ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
2.2) ปิดชั่วคราว 14 วัน สำหรับ ผับ สถานบันเทิง สถานบริการ นวดแผนโบราณ ฟิตเนส สปา และโรงมหรสพ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
สำหรับพื้นที่อื่น ๆ นั้นเป็นเรื่องของผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการระดับพื้นที่จะได้พิจารณาความเหมาะสมด้วยการดำเนินการดังกล่าว และการที่จะปิด 14 วันนี้ถ้าหากว่าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น เราอาจจะมีการยืดระยะเวลาออกไปอีก ขอให้ทุกคนอย่าห่วงกังวล
3) งดการจัดกิจกรรมรวมคนจำนวนมากที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของโรค เช่น การจัดคอนเสิร์ต การจัดงานแสดงสินค้าต่าง ๆ กิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม และกีฬา โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด พิจารณาให้ความเห็นชอบด้วย ให้มีการเพิ่มมาตรการป้องกันสำหรับพื้นที่และสถานที่ที่ยังต้องเปิดอยู่
5.2 ลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อในสถานที่ที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ตลาด สถานที่ราชการ และรัฐวิสาหกิจ โดยจะต้องดำเนินการตามมาตรการป้องกันที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
5.3 ร้านค้า ร้านอาหาร ให้มีมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อ เช่น การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส การคัดกรองอุณหภูมิ การใช้หน้ากากอนามัย รวมทั้งลดความแออัด
5.4 ยับยั้งการแพร่ระบาดภายในประเทศ ได้แก่ งดวันหยุดสงกรานต์ ต้องขอความร่วมมือด้วย วันที่ 13 – 15 เมษายน 2563 ขอให้เลื่อนออกไปก่อน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยจะจัดชดเชยวันหยุดให้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
5.5 ลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อในระบบการขนส่งสาธารณะในประเทศ โดยเพิ่มความถี่ของการเดินรถ มีมาตรการดูแลให้เข้มงวดขึ้น ในการเดินทางต่าง ๆ
5.6 งดกิจกรรมที่มีการเคลื่อนย้ายคนข้ามจังหวัดของหน่วยงานที่มีคนเป็นจำนวนมาก เช่น ค่ายทหาร เรือนจำ โรงเรียน หรือหากจำเป็นต้องเคลื่อนย้าย ต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ของโรค รวมถึงการจำกัดการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวด้วย
5.7 ให้ทุกหน่วยงานได้พิจารณามาตรการเหลื่อมเวลาการทำงานและการทำงานที่บ้าน และส่งเสริมให้ใช้ระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การประชุมทางไกล โดยให้หน่วยงานราชการทุกหน่วยทำแผนการทำงานจากบ้านและรายงานผลการปฏิบัติต่อศูนย์ฯ
5.8 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 เพื่อจำกัด ดูแล การเคลื่อนย้ายที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาด หรือกำหนดมาตรการที่เหมาะสมอื่น ๆ ในการจำกัดพื้นที่เสี่ยงตามข้อมูลที่มีการแพร่ระบาด และแจ้งมาตรการที่จะดำเนินการต่อศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้รับทราบ และให้ความเห็นชอบโดยเร็ว พร้อมทั้งรายงานผลการดำเนินงานเป็นประจำทุกวัน
5.9 ให้เร่งดำเนินการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคในทุกอำเภอ เขต หมู่บ้าน ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยด่วน และให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยในการดำเนินการเฝ้าระวัง

6.ด้านมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ได้แก่
6.1 กลุ่มธุรกิจ โรงงาน สถานประกอบการ โรงแรม และธุรกิจเกี่ยวเนื่องด้านการท่องเที่ยว ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาหามาตรการรองรับเพื่อช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ในกรณีที่ต้องชะลอการ lay off พนักงาน ลูกจ้าง อาทิ มาตรการช่วยเหลือการลดราคาห้องพักของธุรกิจโรงแรม
6.2 กลุ่มประชาชนได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณามาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ รับฟังข้อร้องเรียน ที่ต้องการให้ช่วยเหลือ และมีภาระในในการผ่อนชำระ เช่น รถจักรยานยนต์ ฯลฯ เพื่อให้สถาบันการเงินผ่อนผันการชำระค่างวด รวมถึงประชาชนที่ประกอบอาชีพต่าง ๆ ที่อยู่นอกระบบ เช่น พ่อค้า แม่ค้า ลูกจ้างรายวัน เป็นต้น กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ และพิจารณามาตรการเพื่อนำเสนอเป็นมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดฯในระยะที่ 2 ต่อไป
6.3 ให้กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการดูแลอย่างเข้มงวดในเรื่องที่เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ไวรัสโควิด 19 เช่น หนี้นอกระบบ การบังคับคดี การขายฝาก เป็นต้น
6.4 การสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งนี้ สำหรับมาตรการของรัฐบาลเพื่อรองรับผลกระทบที่สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคที่เคยเข้าคณะรัฐมนตรี ขอให้ศูนย์ข้อมูลโควิด นำไปเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ในช่วงทางต่าง ๆ ต่อไป หลายอย่างหลายมาตรการเหล่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติ ต้องไปดำเนินการ ภายใต้ความรับผิดชอบ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

ทั้งหมดนี้ที่กราบเรียนให้ทราบคือว่าเราอยู่ในระหว่างที่เราจะต้องสกัดกั้นการแพร่เชื้อจากต่างประเทศ และสกัดกั้นการแพร่กระจายในประเทศให้ได้มากที่สุด เพราะเราจะต้องควบคุมสถานการณ์ ชะลอให้อยู่ในระยะที่ 2 ให้นานที่สุด เพราะฉะนั้นจะมีมาตรการเพิ่มเติมมาตามลำดับ วันนี้มีแค่นี้ วันหน้าอาจจะมีมากขึ้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศของเรา เราจะต้องใช้มาตรการในการควบคุม ป้องกัน รักษา และสื่อสารในทุก ๆ ด้าน เราถือว่าการแก้ไขปัญหา โควิด 19 มีความสำคัญเป็นอันดับ 1 สำหรับประเทศไทยในเวลานี้ เนื่องจากมีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนโดยตรง และเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคบรรเทาลงแล้ว รัฐบาลจะได้ดำเนินการฟื้นฟูผลกระทบด้านอื่น ๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลจะประเมินสถานการณ์โควิด 19 ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจรายวันอย่างใกล้ชิดและรอบคอบ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ ปรับหรือเพิ่มเติมมาตรการต่าง ๆ ให้เกิดความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

error: Content is protected !!