ข่าวใหม่อัพเดท » ผู้ว่าฯ ลำพูน ร่วมประชุมติดตามปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขงที่จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ว่าฯ ลำพูน ร่วมประชุมติดตามปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขงที่จังหวัดเชียงใหม่

18 มิถุนายน 2025
0

ผู้ว่าฯ ลำพูน ร่วมประชุมติดตามปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง ในการลงพื้นที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จังหวัดเชียงใหม่

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2568) เวลา 09.00 น. นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เข้าร่วมประชุมติดตามปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง ห้องประชุม SWOC สำนักงานชลประทานที่ 1 ร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียง ใหม่ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในการประชุมดังกล่าว ในส่วนของจังหวัดลำพูน ได้รับสัญญาณผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ จากห้องประชุม SWOC สำนักงานชลประทานที่ 1 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ POC ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดลำพูน โดยมีคณะทำงานถอดบทเรียนอุทกภัย ปี 2567 จังหวัดลำพูน นางศุกลรัตน์ จันทร์มณี หัวหน้าสำนักงานจังหวัดลำพูน อำเภอทั้ง 8 อำเภอ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย

ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มีการรายงานต่อที่ประชุมว่า จังหวัดลำพูนมีแหล่งน้ำที่สำคัญ มีแม่น้ำสายหลัก จำนวน 4 สายได้แก่ 1.แม่น้ำปิง 2.แม่น้ำกวง 3.แม่น้ำทา 4.แม่น้ำลี้ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือนสำหรับผลิตน้ำประปาเพื่ออุปโภคบริโภค จากเหตุการณ์อุทกภัยปี 2567 จังหวัดลำพูนและจังหวัดเชียงใหม่ ได้แต่งตั้งคณะทำงานถอดบทเรียนอุทกภัย ปี 2567 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ – ลำพูน ในห้วงเดือนตุลาคม 2567 ขึ้น และได้มีการประชุมในห้วงเดือนพฤษภาคม 2568 มีมติให้กรมเจ้าท่าสำรวจออกแบบขุดลอกแม่น้ำปิง ซึ่งทางจังหวัดได้ทำหนังสือถึงกรมเจ้าท่าและประสานเป็นการภายในกับท่านอธิบดีกรมเจ้าท่าเรียบร้อยแล้ว และในขณะเดียวกัน ได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 20 พฤษภาคม 2568 เห็นชอบแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ วงเงิน 157,000 ล้านบาท โดยให้แต่ละจังหวัดเสนอขอโครงการเร่งด่วน ซึ่งทางจังหวัดได้เสนอโครงการขุดลอกลำน้ำปิงระยะทาง 20 กิโลเมตร งบประมาณ 80 ล้านบาท โดยเทียบเคียงการขุดลอกลำน้ำปิงของจังหวัดเชียงใหม่ ระยะทาง 51 กิโลเมตร งบประมาณ 170 ล้านบาท ซึ่งกรมเจ้าท่าได้มาสำรวจออกแบบ และได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองบัญชาการกองทัพไทย

นอกจากนั้น จังหวัดลำพูน ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 4 แห่ง ความจุรวม 34.6 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวม 23.8 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 68% อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก จำนวน 38 แห่งความจุรวม 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวม 16.3 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 80% ซึ่งถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ มีการบริหารจัดการน้ำให้สัมพันธ์กับปริมาณน้ำฝน ส่วนปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นทุกปีของแม่น้ำปิง ที่เชื่อมต่อจังหวัดเชียงใหม่ในเขตจังหวัดลำพูน จะเกิดขึ้นที่ตำบลริมปิง อำเภอเมืองลำพูนเนื่องจากมีฝ่ายพญาอุตที่ได้ก่อสร้างแบบสันแข็ง ไม่มีประตูระบายน้ำเปิด-ปิด ทำให้ยากต่อการควบคุมการระบายน้ำและหากจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเมืองลำพูนอย่างยั่งยืน เห็นควรรื้อถอนฝายพญาอุตเดิม และก่อสร้างอาคารควบคุมการระบายน้ำฝายพญาอุตขึ้นใหม่พร้อมอาคารประกอบ ในพื้นที่ตำบลริมปิง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท

ด้านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการติดตามความก้าวหน้าของมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ขณะนี้มีปริมาณฝนตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ คาดการณ์ว่ามีโอกาสที่จะเกิดฝนตกหนัก อาจส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเตรียมการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น รวมถึงเร่งรัดดำเนินโครงการที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับสถานการณ์ มอบหมายให้จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดลำพูน เตรียมความพร้อมในทุกด้านสำหรับการรับมือในช่วงฤดูฝนนี้ โดยบูรณาการมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ร่วมกับแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม และแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด ให้หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กรมชลประทาน กรมการทหารช่าง เร่งขุดลอกแม่น้ำกก แม่น้ำรวก และแม่น้ำปิง รวมถึงการก่อสร้างพนังกั้นน้ำชั่วคราวในแม่น้ำสาย ทั้งนี้ ในระหว่างที่ยังไม่แล้วเสร็จตามแผน ให้ทั้ง 3 จังหวัด เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ ให้พร้อมรองรับสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำหลากในพื้นที่ได้ทันที และได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการข้อมูลเพื่อการประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่องด้วย

ด้าน นางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า น้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันมีปริมาตรน้ำรวม 393.15 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 56% ของความจุ จังหวัดเชียงราย มีปริมาตรน้ำรวม 67.10 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 46% ของความจุ และจังหวัดลำพูน มีปริมาตรน้ำรวม 24.78 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 59% ของความจุ ซึ่งอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำเพิ่มเติมได้อีก อย่างไรก็ตาม หน่วยงานยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมทั้งเร่งรัดดำเนินการโครงการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (แม่น้ำปิง แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก) ระยะเร่งด่วน รวมถึงลำน้ำอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำในลำน้ำ ให้สามารถระบายน้ำและรองรับน้ำหลากได้อย่างเต็มศักยภาพ กรณีแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก ซึ่งเป็นแม่น้ำข้ามพรมแดนระหว่างไทยและเมียนมา ปัจจุบันในส่วนของประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการขุดลอกแม่น้ำรวก ประมาณ 53% และก่อสร้างพนังกั้นน้ำชั่วคราว-กึ่งถาวร ประมาณ 61% ของแผน ในขณะที่เมียนมาได้เริ่มดำเนินการขุดลอกแม่น้ำสาย เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ความก้าวหน้าประมาณ 3% การขุดลอกแม่น้ำปิง และแม่น้ำกก ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จะเร่งรัดให้แล้วเสร็จตามแผนโดยเร็ว เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่และลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด


นที มีเดช รายงาน

error: Content is protected !!