
“ชำนาญ” ระบุ ผู้ที่จะรับ ตำแหน่ง ปธ.แผนกคดีทุจริตฯ ต้องเคลียร์ตนเอง ปราศจากเรื่องร้องเรียนคดีประพฤติมิชอบ เพราะถือเป็นตำแหน่งสำคัญ
วันที่ 14 ส.ค.64 นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา กล่าวภายหลัง ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) และกรรมการ (ก.ต.) เรื่องคัดค้านการแต่งตั้ง นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์ ว่า ตำแหน่งประธานแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์ ถือเป็นตำแหน่งสำคัญ ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้ ต้องมีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง คนที่ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนี้ คงไม่เหมาะสม ควรให้ผู้ที่ถูกร้องเรียนไปชี้แจงให้เรียบร้อยก่อน ให้ปราศจากข้อสงสัยก่อนและค่อยมาว่ากันอีกที เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งสำคัญ ที่คดีทุจริตจะไปยุติที่ศาลอุทธรณ์
ส่วนกรณีที่ ตนเอง ได้ ยื่นหนังสือถึง ประธานศาลฎีกา ให้ตรวจสอบ เรื่องของแชทไลน์ ล็อบบี้ เลือก (ก.ต.) บุคคลภายนอก จนถึงขณะนี้ ประธานศาลฎีกา ยังไม่มีการแจ้งความคืบหน้าให้ตนเองทราบ ว่า ดำเนินการตรวจสอบเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วหรือไม่ ส่วนตัวมองว่า เรื่องร้องเรียนอื่นนั้น จะช้าหรือเร็วตนเองก็ไม่ขัดข้อง แต่เรื่องนี้ต้องดำเนินการตรวจสอบโดยด่วน เพราะหากสอบสวนแล้วได้ความว่ามีการหาเสียงโดยผิดกฎหมายจริง ก็จะมีผลมากต่อการเข้าสู่ตำแหน่ง ของ (ก.ต.) บุคคลภายนอก เป็นอย่างมาก
นายชำนาญฯ ยังกล่าวอีกว่า ในการเลือก (ก.ต.) บุคคลภายนอกครั้งนี้ ผิดไปจากเจตนารมณ์เดิมเพราะเมื่อ 32 ปี ที่ ผ่านมา ขณะที่ ตนเองดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ขณะนั้น มีวิกฤต (ก.ต.) ผู้พิพากษา ทั่วประเทศไปประชุมกันที่ พัทยา จ.ชลบุรี ตนเอง เป็นผู้เสนอโครงสร้าง (ก.ต.) บุคคลภายนอก ให้มาจาก 3 ส่วน ประกอบด้วย ประธานสภาผู้แทนราษฎร,ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน และนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นตัวแทนของประชาชน ให้เข้ามาตรวจสอบ การปฏิบัติหน้าที่ของ (ก.ต.) ถือเป็นการถ่วงดุลอำนาจการทำงานของ (ก.ต.) อีกที
จากนั้น กฎหมายเปลี่ยน ให้ (ก.ต.) บุคคลภายนอก มาจาก วุฒิสภา ก็ยังพอไหว เพราะบุคคลที่ วุฒิสภา ส่งมา ก็ถือว่า เป็นผู้แทนของประชาชน ก็ยังคงเป็นไปตามเจตนารมณ์ดั้งเดิม แต่พอมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากศาลเห็นว่า ตำแหน่ง (ก.ต.) บุคคลภายนอก ควรมาจากการ เลือกกันเอง ก็ยิ่งไปกันใหญ่ มองว่า ผิดไปจากเจตนารมณ์ดั้งเดิม
อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ยังกล่าวถึงกรณีที่ ได้แจ้งความ ดำเนินคดีกับ นายอนุรักษ์ฯ เพราะ ขณะนั้น นายอนุรักษ์ฯ ที่ดำรงตำแหน่งเป็น (ก.ต.) ได้ร่วมลงมติ เอามติเดิม ที่เห็นชอบให้แต่งตั้งนายชำนาญฯ เป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์คดีชำนาญการพิเศษม และสำนักงานศาลยุติธรรม ส่งหนังสือถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้วกลับมาทบทวนและกลับมติ (ก.ต.) เดิมเป็นไม่ให้ความเห็นชอบรวมทั้งลงมติให้นายชำนาญฯ พ้นจากราชการโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ
โดยมองว่า การกระทำดังกล่าว ถือว่า เป็นเรื่องใหญ่มีความผิดตามมาตรา 112 เป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ จึงได้แจ้งความในกรณีนี้ ไว้ที่ สน. ชนะสงคราม เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562
จากนั้นได้ ยื่นร้องไปที่ (ปปช.) ให้ตรวจสอบ และฟ้องศาลให้เพิกถอนมติดังกล่าวด้วย
ขณะที่ ผู้สื่อข่าว ยังได้สอบถามกรณี เรื่องร้องเรียนดังกล่าว ไปยัง นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ ระบุว่า ไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูล และไม่ขอพูดเรื่องดังกล่าว
สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน